การขโมย

ผู้ที่นำเอาทรัพย์สินของผู้อื่นมาด้วยกับการกดขี่หรือบังคับขู่เข็ญ ซึ่งเขาไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของสิ่งนั้นเลยแม้แต่นิดเลย แต่เขาก็ได้ยึดเอาของสิ่งนั้นมาเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่ได้ละเมิดทรัพย์สินหรือตักตวงผลประโยชน์จากผู้อื่นโดยมิชอบ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยึดของสิ่งนั้นมาเป็นของตัวเองก็ตาม ตามหลักชัรอีย์(ศาสนบัญญัติ)ถือว่าเป็นการขโมย

ฉะนั้น การขโมยจึงหมายถึง การเป็นเข้าครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบ หรือได้ละเมิดสิทธิของเจ้าของเดิม

จากจุดนี้เองจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รู้ชัดว่า การขโมยเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะเป็นการละเมิดกรรมสิทธิ์ของมนุษย์ที่พึงมี การละเมิดสิทธิดังกล่าวจะมีผลเสียอย่างมากต่อการดำรงอยู่ของสังคมและการพัฒนา และถือเป็นการทำลายและหยุดยั้งการเติบโตของสังคม

ถ้าหากสังคมอนุญาตให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นโดยคนที่มีอำนาจมากกว่าสามารถกดขี่คนที่อ่อนแอ คำว่าสิทธิหรือกรรมสิทธิจะหมดความหมายลงทันที และใครก็ตามถ้าหากกล่าวถึงสิทธิ แล้วมองว่าผู้ด้อยโอกาสมีสิทธิน้อยกว่าตน แน่นอน เขาได้ขายเกียรติยศของตนเอง ในที่สุดแล้ว สังคมมนุษย์ก็จะกลับกลายเป็นตลาดที่มุ่งเน้นการค้ากำไรและการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เท่านั้น กฎเกณฑ์ของสังคมจะหมดความหมายและจะกลายเป็นการกดขี่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงได้วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการลักขโมยไว้อย่างรุนแรงและถือว่าเป็นบาปใหญ่ ซึ่งในบางครั้งอัลกุรอานและฮะดีษ กล่าวยืนยันว่าบาปใหญ่ทั้งหลายที่เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(ฮักกุ้ลลอฮ)จะได้รับการอภัย ยกเว้นการตั้งภาคีพระองค์ แต่ถ้าใครก็ตามได้ละเมิดสิทธิผู้อื่นดังเช่นการลักขโมยแล้ว อัลลอฮฺ (ซบ.)จะไม่อภัยให้กับเขาอย่างเด็ดขาด เพราะสิ่งนี้เป็นสิทธิระหว่างมนุษย์ด้วยกัน(ฮักกุ้นนาส)

ประมวลศาสนบัญญัติเกี่ยวกับการขโมย

๑.เป็นวาญิบสำหรับผู้ขโมย ที่จะต้องนำเอาสิ่งที่ขโมยส่งคืนเจ้าของโดยเร็ว ถ้าหากเจ้าของได้เสียชีวิตไปแล้วต้องส่งคืนให้กับทายาทที่มีสิทธิรักมรดก แม้ว่าการส่งของคืนจะสร้างความเสียหายให้กับตนอย่างมากก็ตาม เช่น ได้ขโมย หิน เหล็ก ทราย ไม้ และวัสดุก่อสร้างอื่นๆ มาสร้างบ้านและอาคารซึ่งได้ใช้ทุนทรัพย์มากในการก่อสร้าง แม้ว่าจะสร้างเสร็จแล้วก็ตามก็ต้องทุบทิ้ง เพื่อนนำเอาวัสดุก่อสร้างที่ขโมยมาส่งคืนเจ้าของยกเว้นในกรณีที่เจ้าของ ยินดีรับเงินหรือสิ่งมีค่าอย่างอื่น เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ขโมยได้ขโมยข้าวมา ๑๐ ก.ก และนำไปผสมกับข้าวสาลี ถ้าเจ้าของไม่ยินยอมรับเงินเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ขโมยจะต้องเลือกข้าวสาลีออกจากข้าวและส่งคืนเจ้าของ

๒.ถ้าพบว่าของที่ขโมยมามีตำหนิ นอกจากจะต้องนำของส่งคืนแล้วยังจะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นการตอบแทนด้วยอีก ต่างหาก

๓.ถ้าของที่ขโมยมาชำรุดหรือได้รับความเสียหาย ต้องจ่ายเงินหรือสิ่งที่มีค่าอย่างอื่นเป็นการตอบแทน

๔.ถ้าขโมยได้เป็นผู้ทำลายผลประโยชน์หรือรายได้บางส่วนจากของที่ขโมยมา จำเป็นต้องรับผิดชอบ เช่น ถ้าเข้าได้ขโมยรถรับจ้างของผู้อื่นและได้เก็บซ่อนไว้กับตนสองสามวัน จำเป็นต้องรับผิดชอบเงินค่าจ้างที่เจ้าของพึงจะได้รับในจำนวนสองสามวันนั้น ด้วย

ถ้าของที่ขโมยมามีผลประโยชน์งอกเงยขึ้น เช่น เขาได้ขโมยแพะมาและนำไปเลี้ยงไว้อย่างดีจนเกิดผลประโยชน์มากมาย กระนั้นเขาก็ไม่มีสิทธิ์ในผลประโยชน์ดังกล่าว แต่ถ้าผลประโยชน์นั้นได้เกิดขึ้นตามฤดูกาล เช่น ได้โกงที่ดินของผู้อื่นมาและได้ทำเกษตรกรรมบนที่ดินนั้นถือว่าเขาต้องคืน ที่ดินพร้อมกับผงกำไรในการเกษตรให้กับเจ้าของเดิม

คุมส์

หนึ่งในภาระหน้าที่ของมุสลิม คือ การจ่ายคุมส์ หมายถึงการหักจ่าย๑/๕ จากรายได้สุทธิในรอบหนึ่งปีให้แก่ผู้ปกครองอิสลาม ทรัพย์สินที่ต้องจ่ายคุมส์มี ๗ ประเภท ดังนี้

๑.รายได้จากกการทำมาหากิน เมื่อใดก็ตามที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำมาหากิน เช่น ธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือแม้แต่รายได้จากการรับจ้างทำนมาซหรือถือศีลอดให้กับคนตาย ถ้าหักรายจ่ายในรอบหนึ่งมีแล้วยังมีรายได้เหลืออยู่ซึ่งเป็นรายได้สุทธิ จำเป็นต้องจ่ายคุมส์

๒.รายได้จากเหมืองแร่ธาตุต่างๆ เช่น ทองคำ เงิน ตะกั่ว ทองแดง เหล็ก น้ำ ถ่านหิน ฟิรูเซะ แอก-กิท(หินโมรา) สารส้ม เกลือ ฯลฯ ที่ถึงขั้นกำหนดที่ต้องจ่ายคุมส์

๓.ขุมทรัพย์ของมีค่าที่พบเจอใต้พื้นดิน ในต้นไม้ ภูเขา หรือใต้กำแพง ซึ่งอาจเรียกว่าขุมทรัพย์ก็ได้ ขั้นกำหนดที่ต้องจ่ายคุมส์ขุมทรัพย์และสถานที่ของ

·ถ้าพบเจอในที่ของตน ถือว่าเป็นของตนและต้องจ่ายคุมส์
·ถ้าพบเจอในที่ที่ไม่มีเจ้าของ เช่น ตามท้องทุ่ง ภูเขา ถือว่าเป็นของตนต้องจ่ายคุมส์
·ถ้าพบเจอในที่ของคนอื่น (หรือที่ที่มีเจ้าของ) ถือว่าเป็นเจ้าของที่นั้นๆ
·ถ้าพบเจอในที่ที่ซื้อมาจากคนอื่น ถ้ารู้ว่าไม่ใช่ของเจ้าของเดิมถือว่าเป็นของตนต้องจ่ายคุมส์ ถ้าสงสัยว่าอาจจะเป็นของคนหนึ่งคนใด จำเป็นต้องประกาศให้รับรู้ และหลังจากนั้นรู้ว่าไม่ใช่ของพวกเขา ให้แจ้งให้เจ้าของเดิมได้รับรู้ และถ้ารู้ว่าไม่ใช่ของใครเลย ถือว่าของนั้นเป็นของตนจำต้องจ่ายคุมส์

๔.สินสงคราม

๕.ทรัพย์ที่นำขึ้นมาจากท้องทะเล

๖.ทรัพย์สินหะล้าลที่ผสมปนกับทรัพย์สินหะรอม ในกรณีที่ทรัพย์ของเราได้ผสมปนกับทรัพย์ของคนอื่น ซึ่งอาจจะมีลักษณะดังนี้คือ

ในกรณีที่รู้จักเจ้าของ
·รู้จำนวนทรัพย์ที่ผสมอยู่ จำเป็นต้องแยกส่วนนั้นคือเจ้าของ
·ไม่รู้จำนวนทรัพย์ที่ผสมอยู่ จำเป็นที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องอภัยให้แก่กัน
ในกรณีที่ไม่รู้จักเจ้าของ
·รู้จำนวนทรัพย์ที่ผสมอยู่ จำเป็นต้องเนียตแทนเจ้าของแล้วเอาทรัพย์ส่วนนั้นจ่ายเป็นเศาดะเกาะฮไป แต่เป็นอิหติยาฎวาญิบให้ขออนุญาตฮากิมก่อน
·ไม่รู้จำนวนทรัพย์ที่ผสมอยู่ จำเป็นต้องจ่ายคุมส์ทั้งหมด ส่วนที่เหลือจึงจะถือว่าหะล้าล

๗.พื้นดินที่กาฟิรซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศมุสลิมได้ซื้อจากมุสลิม

การจ่ายคุมส์เป็นวาญิบเหมือนกับนมาซและศีลอด และเป็นวาญิบสำหรับทุกคนที่บรรลุภาวะตามศาสนบัญญัติ มีสติสัมปชัญญะและมีทรัพย์หนึ่งในเจ็ดประเภทตามที่กล่าวมา

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าคุมส์ คือ การหักจากรายได้สุทธิ ๑/๕ ในรอบหนึ่งปี และสำหรับผู้ที่มีรายได้เท่านั้นที่จำเป็นต้องจ่าย ส่วนผู้ที่ไม่มีรายได้ไม่ต้องจ่าย ก่อนที่จะอธิบายในรายละเอียดส่วนอื่น ขอทำความเข้าใจกับสองประเด็นที่จะกล่าวต่อไปนี้

๑.จุดประสงค์ของคำว่า “รายจ่ายประจำปี” หมายความว่าอะไร?
๒.จำนวน ๑ ปีนั้น นับตามการคำนวณของจันทรคติหรือสุริยคติและควรจะนับเมื่อใด?

รายได้ประจำปี

อิสลามเป็นแนวทางที่ถูกำหนดขึ้นมาเพื่อชี้นำมนุษยชาติ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ จะถูกแนะนำและจัดวางไว้อย่างรอบคอบ อิสลามให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ทำงานประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รายได้ทั้งหมดที่หามาได้จำเป็นต้องคำนึงถึงครอบครัวก่อนอื่นใด

ฉะนั้น เรื่องของคุมส์จึงมาหลังการเลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งเมื่อครบปีต้องทำการคำรวณรายได้ หากไม่มีเหลือหรือไม่เพิ่มขึ้นมา ในกรณีนี้ไม่เป็นวาญิบต้องจ่ายคุมส์ แต่ถ้าเหลือจำเป็นต้องจ่าย ๑/๕ ส่วนที่เหลืออีก ๔/๕ เป็นของตน

ดังนั้น จุดประสงค์ของคำว่า “รายจ่ายประจำปี” จึงหมายถึง ปัจจัยทั้งหลายที่ตนและครอบครัวต้องการในการดำเนินชีวิต ดังตัวอย่างต่อไปนี้

๑.อาหารและเครื่องนุ่งห่ม
๒.เครื่องเรือน เช่น ภาชนะต่าง ๆ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
๓.ยานพาหนะที่มิได้มีไว้เพื่อทำงานเพียงอย่างเดียว
๔.ค่าใช้จ่ายของแขก
๕.ค่าใช้จ่ายที่เตรียมไว้เพื่อแต่งงาน
๖.ตำราต่าง ๆ ที่ต้องการ
๗.ค่าใช้จ่ายที่จัดเตรียมไว้เพื่อเดินทางไปซิยาเราะฮฺ
๘.รางวัลหรือฮะดียะฮที่จะมอบให้กับผู้อื่น

กำหนดปีของคุมส์
เป็นธรรมดาของผู้ศรัทธาที่วันแรกของการบรรลุภาวะตามศาสนบัญญัติต้องทำ นมาซ ถ้าเป็นวันแรกของเดือนรอมฎอนต้องถือศีลอด และถ้า ๑ ปีผ่านไป วันขึ้นปีใหม่ต้องจ่ายคุมส์ ด้วยเหตุนี้ การคำนวณปีของการจ่ายคุมส์ให้เริ่มตั้งแต่ต้นปี (วันแรก) และเมื่อวันสุดท้ายสิ้นสุดลงถือว่าครบ ๑ ปีบริบูรณ์ตามปีของสุริยะคติ ดังนั้น การนับวันแรกของปีสำหรับคนทุกสาขาอาชีพย่อมมีความแตกต่างกัน อาทิเช่น

เกษตรกร เริ่มตั้งแต่การได้รับผลผลิตครั้งแรก
พนักงาน เริ่มตั้งแต่รับเงินเดือน ๆ แรกเป็นต้นไป
ผู้ใช้แรงงาน เริ่มตั้งแต่รับค่าแรงงวดแรกเป็นต้นไป
เจ้าของกิจการ เริ่มตั้งแต่ทำการค้า

รายได้ดังต่อไปนี้ไม่ต้องจ่ายคุมส์
๑.ทรัพย์สินที่ผู้ตายได้ละทิ้งไว้ให้ (มรดก) แต่ถ้ารู้ว่าผู้ตามยังไม่ได้จ่ายคุมส์ จำเป็นต้องจ่ายก่อน
๒.สิ่งต่าง ๆ ที่ผู้อื่นได้ยกให้ เช่น สิ่งของที่พ่อแม่ให้หรือของที่สามีให้กับภรรยา
๓.รางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับมา
๔.มะฮัรของผู้หญิง
๕.สิ่งของที่ได้รับมาในนามของคุมส์ ซะกาตหรือเศาะดะเกาะฮฺ
๖.ของขวัญที่ถูกมอบให้ในวันอีดต่าง ๆ

ผลพวงของการไม่จ่ายคุมส์

๑.ถ้าหากทรัพย์ส่าวนใดยังไม่ได้จ่ายคุมส์ ถือว่าไม่มีสิทธิใช้จ่ายทรัพย์สินส่วนนั้น หมายถึง อาหารต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายคุมส์ก่อนไม่สามารถกินได้ หรือเงินที่ยังไม่ได้หักเพื่อจ่ายคุมส์ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายใด้ทั้งสิ้น

๒.กรณีที่นำเงินที่ยังไม่ได้จ่ายคุมส์ไปทำการค้า (โดยปราศจากคำอนุญาตจากฮากิม) ๑/๕ ของการค้านั้นบาฎิล (โมฆะ)

๓.ถ้านำเงินที่ยังไม่ได้จ่ายคุมส์ไปซื้อบ้าน และทำนมาซในบ้านนั้นนมาซบาฎิล (โมฆะ)

๔.ถ้านำสิ่งของทียังไม่ได้จ่ายคุมส์ไปให้คนอื่น ถือว่า ๑/๕ ส่วนจากของนั้นไม่ใช่ของเขา

หัจญ์

หัจญ์เป็นหนึ่งในหน้าที่ที่เป็นวาญิบสำหรับมุสลิมทั้งหลาย และถือเป็นอิบาดะฮฺทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่สำหรับประชาชาติอิสลาม หัจญ์เป็นวาญิบ(ข้อบังคับ) สำหรับมุสลิมที่มีความสามารถเพียงครั้งเดียวในชีวิต
เงื่อนไขที่เป็นวาญิบของหัจญ์

๑.ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ (ผู้หญิง ๙ ปี ผู้ชาย ๑๕ ปี)
๒.มีสติสัมปชัญญะและมีความเป็นอิสระ กล่าวคือ การทำหัจญ์ต้องไม่ใช่การบีบบังคับให้ไปทำ จนต้องละทิ้งภาระที่เป็นวาญิบกว่าการทำหัจญ์ หรือเป็นเหตุให้กระทำความผิดที่การละเว้นสำคัญกว่าการทำหัจญ์

๓.ต้องมีความสามารถทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ มีความปลอดภัยและมีเวลาเพียงพอ

มาตรฐานของผู้ที่มีความสามารถ
๑.มีทรัพย์พียงพอสำหรับการเดินทางไปและกลับ
๒.ต้องมีค่าใช้จ่ายเพียงพอสำหรับครอบครัวขณะที่ตนทำหัจญ์อยู่ (ไม่สร้างความเดือดร้องให้กับครอบครัว)
๓.เมื่อเดินทางกลับต้องไม่ได้รับความเดือดร้อนจากอาชีพการงาน

ประเภทหัจญ์

หัจญ์แบ่งเป็น ๓ ประเภทตามความเหมาะสม สภาพและภูมลำเนาของมุสลิม ดังนี้คือ

๑.หัจญ์กิรอน
๒.หัจญ์อิฟรอด
๓.หัจญ์ตะมัตตุอ

หัจญ์สองประเภทแรก เป็นหน้าที่ของชาวมักกะฮฺและประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับมักกะฮฺ (ที่อยู่ในรัศมีห่างไม่เกิน ๑๖ ฟัรชัด ประมาณ ๙๐ กม.)รายละเอียดดูได้จากหนังสือริชาละฮ (ตำราที่ว่าด้วยหลักการปฏิบัติ)ส่วนคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว หากเดินทางไปทำหัจญ์จำต้องทำหัจญ์ประเภทที่สาม (หัจญ์ตะมัตตุอ)และก่อนที่จะทำหัจญ์ต้องทำอุมเราะฮฺตะมัตตุอก่อน

ขั้นตอนของการทำอุมเราะฮฺตะมัตตุอ
๑.ต้องเดินทางไปยังมีกอต เช่น มัสญิดชะญะเราะฮฺ เพื่อครองชุดอิหฺรอม
๒.เมื่อถึงยังมัสญิดหะรอม ต้องทำเฏาะวาฟ ๗รอบ
๓.ต้องทำนมาซเฏาะวาฟหลังจากนั้น ๒ เราะกะอัต
๔.ต้องเดินสะแอย์ระหว่างเขาเศาะฟากับมัรวะฮ ๗ รอบ
๕.หลังจากนั้นต้องทำการตักศีร ตัดผมหรือ เล็บ เพียงเล็กน้อย

ขั้นตอนของการทำฮัจญ์ตะมัตตุอฺ

๑.ครองชุดอิหฺรอมที่มักกะฮฺของเย็นวันที่ ๘ ซุ้ลฮิจญะฮฺ
๒.ทำการวุกูฟ (ที่ทุ่งอาระฟะฮฺในวันที่ ๙ ซุ้ลฮิจญะฮฺ ตั้งแต่ซุฮรฺจนถึงมัฆริบ)
๓.ทำการวุกุฟในค่ำคืนของอีดกุรบานที่มัชอัร
๔.ทำการขว้างเสาหินต้นสุดท้ายที่มินาในเช้าของวันอีดกุรบาน (๑๐ ชุ้ลฮิจญะฮฺ)
๕.ทำการกุรบาน (เชือดสัตว์) ที่มินา
๖.ทำการฮัลกฺ(โกนผมสำหรับฮัจญ์ครั้งแรก)หรือตักซีร (ตัดผม ตัดเล็บ) ที่มินา
๗.ทำการเฎาะวาฟหัจญ์ตะมัตตุอฺ
๘.นมาซหัจญ์ตะมัตตุอฺ
๙.เดินสะแอย์ระหว่างเศาะฟากับมัรวะฮฺ
๑๐.ทำการเฏาวาฟนิสาอฺ
๑๑.นมาซเฏาะวาฟนิสาอฺ ๒ เราะกะอัต
๑๒.ค้างแรมที่มินาในคืนที่ ๑๑,๑๒,๑๓ ซุ้ลฮัจญะฮฺ
๑๓.ขว้างเสาหินทั้งสามต้นในวันที่ ๑๑,๑๒,๑๓
ถ้าหลังซุฮรฺของวันที่ ๑๒ ซุ้ลฮิจญะฮฺ ฮุจญาตได้เดินทางออกจากมินาถือว่าพิธีหัจญ์ตะมัตตุอฺเป็นอันเสร็จสิ้น

สิ่งที่เป็นหะรามขณะที่ครองชุดอิหรอม

ฮุจญาตหลังจากครองชุดอิหรอมเรียบร้อยแล้ว ต้องเนียตและกล่าวลับบัยก์ ชณะที่ครองชุดอิหรอมอยู่นั้นตอ้งหลีกเลียงจากภาระกิจที่กล่าวต่อไปนี้ โดยมีทั้งสิ้น ๒๔ ประเภท ซึ่งสี่ประเภทเป็นหะรามสำหรับผู้ชายเท่านั้น สองประเภทเป็นหะรามสำหรับผู้หญิง ส่วนที่เหลือเป็นหะรามระหว่างฮุจญาตทั้งสอง

สิ่งที่เป็นหะรามร่วม
๑.การล่าสัตว์
๒.อ่านอักดฺ
๓.การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (อิสติมนาอ)
๔.ร่วมเพศ
๕.การใส่น้ำหอม (เครื่องหอมต่าง) ตลอดจนสบู่ แชมพูที่มีกลิ่นหอม

๖.การเขียนตา
๗.การส่องกระจก
๘.ทำการกลับกลอก (เช่น พูดโกหก ด่าทอ)
๙.ทำการโต้เถียงและพิพาทกันโดยกล่าวว่า ”ลาวัลลอฮ” “บะลาวัลลอฮ”
๑๐.การฆ่าสิ่งมีชีวิต เช่น แมลงที่เกาะอยู่ตามตัว

๑๑.สวมแหวนโดยมีเจตนาว่าเป็นเครื่องประดับ
๑๒.ทาน้ำตามร่างกาย
๑๓.การทำให้เลือดไหลออกจากร่างกาย
๑๔.การตัดเล็บ
๑๕.การถอนฟัน

๑๖.การถอนต้นพืชที่ขึ้นอยู่ในบริเวณมัสญิดหะรอม
๑๗.การพกพาอาวุธ

สิ่งที่เป็นหะร่ามสำหรับผู้ชาย
๑.การสวมใส่ผ้าที่มีรอยเย็บ
๒.การสวมใส่รองเท้าที่ปิดหลังเท้าจนมิดชิด
๓.การปกปิดศีรษะ
๔.การทำให้เกิดเงาเหนือศีรษะ

สิ่งที่เป็นหะรามสำหรับผู้หญิง
๑.การสวมใส่เครื่องประดับ
๒.การปกปิดหน้า

ขั้นตอนของการทำ อุมเราะฮฺ มุฟฟะเราะดะฮฺ
เป็นวาญิบสำหรับผู้ที่เดินทางไปมักกะฮฺเป็นประจำ ซึ่งการทำหัจญ์ไม่เป็นวาญิบ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

๑.ครองชุดอิหรอม
๒.เฏาะวาฟ
๓.นมาซเฏาะวาฟ
๔.สะแอย์
๕.ทำการตักศีร (ตัดผม เล็บ) เล็กน้อย
๖.เฏาะวาฟนิสาอฺ
๗.นมาซเฏาะวาฟนิสาอฺ



จบ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์

ทางเว็บไซต์อัลฮะซะนัยน์ได้ปรับเนื้อหาคำแปลบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่