มุสตะฮับบางอย่างของรุกูอฺ

๑.เป็นมุสตะฮับให้กล่าวซิกรฺรุกูอฺ ๓,๕,๗ ครั้งหรือมากกว่านั้น
๒.เป็นมุสตะฮับก่อนลงรุกูอฺ ในขณะที่ยืนอยู่นั้นให้ตักบีรก่อน
๓.เป็นมุสตะฮับขณะที่รุกูอฺอยู่นั้น ให้มองไปที่ระหว่างเท้าทั้งสอง
๔.เป็นมุสตะฮับก่อนการซิกรฺรุกูอฺหรือหลังจากนั้น ให้กล่าวเศาะละวาต
๕.เป็นมุสตะฮับหลังจากเงยขึ้นจากระกูอฺแล้ว เมื่อร่างกายนิ่งให้กล่าวว่า “สะมิอัลลอฮฺ ลิมัน หะมิดะฮ”

สุญูด สุญูดหมายถึง การก้มกราบโดยให้หน้าผาก เข่าและปลายนิ้วหัวแม่เท้าทั้งสองจรดพื้น และขณะที่สุญูดอยู่นั้นให้อ่านว่า “สุบฮานะร็อบบิยั้ลอะอฺลาวะบิฮัมดิฮฺ” ๑ ครั้ง หรืออ่านว่า”สุบะฮานั้ลลอฮฺ” ๓ ครั้ง

หลังจากนั้นจึงเงยขึ้นนั่งและก้มลงสุญูดอีก ๑ ครั้งในท่าเดิม และอ่านเหมือนเดิม
สถานที่สุญูดตรงจอดที่หน้าผากลงไปจรดนั้น ต้องเป็นดินหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากดิน ไม่อนุญาตให้สุญูดลงบนสิ่งอื่นที่ไม่ใช้ดิน ซึ่งสิ่งนั้นอาจเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือวัตถุดิบอื่น ๆ

ตะชะฮุดและสลาม

ถ้าเป็นนมาซ ๒ เราะกะอัต หลังจากได้ทำสุญูดแล้วสองครั้งให้ยืนขึ้น เพื่อทำเราะกะอัตที่สอง เมื่ออ่านฟาติหะฮกับซูเราะฮฺจบ ให้อ่านกุนูตหลังจากนั้นจึงทำระกูอฺ สุญูดสองครั้ง อ่านตะชะฮุดและสลามตามลำดับเป็นอันว่านมาซสองเราะกะอัตจบสมบูรณ์ กรณีถ้าเป็นนมาซ ๓ เราะกะอัต หลังจากอ่านตะชะฮุดแล้วให้ยืนขึ้นเพื่อทำเราะกะอัตที่สาม โดยอ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮ ๑ ครั้ง หรืออ่าน “ตัสบีหาตอัรบะอะฮฺ”ดังนี้ “สุบฮานัลลอฮิ วัลหัมดุลิลลาฮิ วะลาอิลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ” ๓ ครั้ง หลังจากนั้นจึงทำระกูอฺ สุญดสองครั้ง อ่านตะชะฮุดและสลามตามลำดับ ถ้าเป็นนมาซ ๔ เราะกะอัต ในเราะกะอัตที่สี่ให้ทำเหมือนเราะกะอัตที่สาม เมื่อทำตะชะฮุดเสร็จจึงกล่าวสลามตามลำดับ

หมายเหตุ กุนูต หมายถึงการอ่านดุอฺอในเราะกะอัตที่สองหลังจากอ่านฟาติหะฮฺกับซูเราะฮฺจบ ก่อนทำระกูอฺให้ยกมือทั้งสองขึ้นเสมอหน้าและอ่านดุอาอฺตามที่ตนประสงค์ เช่น อ่านว่า“ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา หะสะนะฮฺ วะฟิลอาคิเราะติหะสะนะฮฺ วะกินาอะซาบันนาร”

คำอ่านตะชะฮุด ให้อ่านว่า “อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะหฺดะฮูลาซะรีกะละฮ วะอัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดันอับดุฮูวะร่อซูลุฮู อัลลอฮุมมะศ็อลลิอะลามุฮัมมะดิววะอาลิมุฮัมมัด”

การกล่าวสลามในนมาซ ให้กล่าวว่า “อัสสะลามุอะลัยกะ อัยยุฮันนะบียุวะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบะเราะกาตุ อัสสะลามุอะลัยนาวะอะลาอิบาดิลลาฮิศศอลิฮีน อัสสะลามุอะลัยกุมวะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิวะบะเราะกาตุ”

นมาซอายาต

นมาซอายาตเป็นหนึ่งในนมาซวาญิบ สาเหตุที่เป็นวาญิบเนื่องจากการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๔ สาเหตุด้วยกันคือ

๑.เกิดสุริยุปราคา
๒.เกิดจันทรุปราคา
๓.เกิดแผ่นดินไหว
๔.ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และพายุดำและแดง ซึ่งเป็นเหตุทำให้หวาดกลัว

ขั้นตอนและวิธีการทำนมาซอายาต

นมาซอายาตมี ๒ เราะกะอัต แต่ละเราะกะอัตมี ๕ ระกูอฺ ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
๑.เมื่อเนียตนมาซเสร็จ ให้อ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺกับซูเราะฮฺอีกหนึ่งบท หลังจากนั้นให้ทำระกูอฺ เมื่อเงยขึ้นจากระกูอฺให้อ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺกับซูเราะฮฺอีกครั้ง และทำระกูอฺจนกระทั้งครบ ๕ ครั้ง เมื่อระกูอฺครั้งที่ห้าเสร็จ ให้ทำสุญูด ๒ ครั้ง หลังจากนั้นจึงยืนขึ้นเพื่อทำเราะกะอัตที่สอง ซึ่งทำเช่นเดียวกับเราะกะอัตแรก เสร็จแล้วจึงอ่านตะชะฮุดและสลามตามลำดับ

๒.วิธีที่สอง เมื่อเนียตนมาซเสร็จให้อ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และซูเราะฮฺโดยแบ่งอายะฮฺของซูรฺนั้นออกเป็นห้าส่วน เช่น ซูเราะฮฺเตาฮีด ให้อ่าน ๑ อายะฮฺหลังจากนั้นจึงลงกุกูอฺ เมื่อเงยขึ้นจากระกูอฺไม่ต้องอ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺอีก แต่ให้อ่านอายะฮฺที่สองจากซูเราะฮฺนั้นและทำระกูอฺ ปฏิบัติเช่นนี้จนกระทั่งระกูอฺครบ ๕ ครั้ง และในเราะกะอัตที่สองก็ให้ทำเช่นเดียวกัน ตัวอย่างวิธีการทำแบบที่สอง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เราะกะอัตที่ ๑
·อ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ กับบิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิเราะฮีม…………..ทำระกูอฺ(๑)
·เงยขึ้นอ่าน “กุ้ลฮุวัลอฮุอะหัด”……………….ทำระกูอฺ(๒)
·เงยขึ้นอ่าน “อัลลอฮุศเศาะมัด”………………ทำระกูอฺ(๓)
·เงยขึ้นอ่าน “วะลัมยะกุนละฮูกุฟุวันอะหัด”…………ทำระกูอฺ(๕)

เราะกะอัตที่ ๒
ให้ทำเช่นเดียวกับเราะกะอัตที่ ๑

นมาซมุซาฟิร(นมาซเดินทาง)

ผู้ที่เดินทางไกลอนุญาตให้ทำนมาซเดินทางได้ หมายถึง นมาซที่มี ๔ เราะกะอัตให้ทำเพียง ๒ เราะกะอัต แต่ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

๑.การเดินทางต้องมีระยะทางไม่น้อยกว่า ๘ ฟัรซัค ( ประมาณ ๔๕ กิโลเมตร) ซึ่งผู้เดินทางอาจออกเดินทางไป ๔ ฟัร ซัคและกลับอีก ๔ ฟัรซัค
๒.เมื่อออกเดินทางต้องมีเจตนาว่าต้องเดินทางให้ถึง ๘ ฟัรซัค
๓.การเดินทางต้องไม่ใช่เพื่อการทำความผิดบาป
๔.ในระหว่างทางต้องไม่เปลี่ยนใจ
๕.ต้องไม่เป็นผู้ที่มีอาชีพเดินทางไกล ฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่มีอาชีพเดินทางไกล เช่น คนขับรถ ต้องทำนมาซเต็มทั้งสี่เราะกะอัต
๖.การเดินทางต้องถึงเขตกำหนดการเดินทาง หมายถึง ได้เดินทางออกไปจากบ้านของตนหรือสถานที่ที่ตั้งใจพักอยู่ที่นั่น ๑๐ วัน จนกระทั่งมองไม่เห็นกำแพงเมืองหรือไม่ได้ยินเสียงอะซาน

นมาซญะมาอัต

นมาซวาญิบประจำวัน เป็นมุสตะฮับสำหรับมุสลิมทุกคนให้ทำเป็นญะมาอัต(ทำรวมกัน)ซึ่งผลบุญของการทำนมาซญะมาอัตนั้นมากกว่าการทำนมาซเพียงคนเดียวหลายพันเท่า

เงื่อนไขของการทำนมาซญะมาอัต
๑.ผู้เป็นอิมามญะมาอัตต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ ต้องเป็นมุอมิน ต้องอาดิล(ไม่ทำบาปเป็นอาจิณ)เป็นลูกที่เกิดถูกต้องตามหลักการของศาสนา สามารถทำนมาซและอ่านอัลกุรอานได้อย่างถูกต้อง และต้องเป็นผู้ชาย(ในกรณีที่ผู้นมาซตามเป็นผู้ชาย)

๒.ระหว่างอิมามกับผู้ตามต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง(เช่นม่าน)จนทำให้มองไม่เห็นอิมาม แต่ถ้าผู้ตามเป็นผู้หญิงถ้าหากมีสิ่งกีดขวาง เช่น ผ้าม่าน หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ถือว่าไม่เป็นไร

๓.บริเวณที่อิมามยืนต้องไม่สูงกว่าผู้ตาม (แต่ถ้าสูงกว่าเพียงเล็กน้อยหรือประมาณสี่นิ้วมือเรียงติดกัน)ถือว่าไม่เป็นไร

๔.ผู้ตามต้องยืนอยู่ข้างหลังอิมาม หรือยืนเสมอกับอิมาม

อหฺกาม(กฎข้อบังคับ)ของนมาซญะมาอัต
๑.ผู้ตามต้องอ่านทุกอย่างที่กำหนดไว้ในนมาซ ยกเว้น ซูเราะฮฺฟาติหะฮกับซูเราะฮฺ แต่ถ้านมาซของอิมามกับผู้ตามเราะกะอัตไม่ตรงกัน เช่น อิมามกำลังอ่านเราะกะอัตที่สาม ส่วนผู้ตามเพิ่งจะเริ่มเราะกะอัตที่หนึ่งหรือสอง ดังนั้น ผู้ตามต้องอ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮกับซูเราะฮฺด้วย แต่ถ้าอ่านซูเราะฮฺแล้วเกรงว่าจะไม่ทันระกูอฺของอิมาม ให้อ่านเฉพาะซูเราะฮฺฟาติหะฮอย่างเดียวแล้วทำรุกูพร้อมกับอิมาม(ในกรณีที่ลง รุกูอฺไม่ทันอิมาม ต้องเปลี่ยนเนียตเป็นนมาซคนเดียว)แล้วทำนมาซต่อให้เสร็จ

๒.ผู้ตามจะต้องทำขั้นตอนต่างๆของนมาซ เช่น ระกูอฺ และสุญูดหลังจากอิมามเล็กน้อยหรือทำพร้อมกับอิมาม ส่วนตักบีเราะตุ้ลอิหรอมกับสลามนมาซนั้น ต้องทำหลังจากอิมาม

๓.ถ้าอิมามกำลังทำระกูอฺอยู่และได้เนียตนมาซตามในช่วงนั้น ซึ่งทันระกูอฺของอิมามพอดี(หมายถึง เมื่อเนียตเสร็จลงทำระกูอฺขณะที่อิมามยังไม่เงยขึ้นจากระกูอฺ)ถือว่านมาซถูกต้องและนับเป็นหนึ่งเราะกะอัต

การถือศีลอด

หนึ่งในหลักการที่สำคัญยิ่งของศาสนาอิสลาม คือ การถือศีลอด ซึ่งเป็นวาญิบ(ข้อบังคับ)เหนือมุสลิมทุกคน(ที่บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ )ต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอน หมายถึง การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดเสีย(บาฏิล)ตั้งแต่อะซานศุบฮจนถึงอะซานมัฆริบโดยมีเจตนาปฏิบัติตามบัญชาของอัลลอฮฺ

การถือศีลอดในศาสนาอิสลาม เป็นเรื่องที่ได้รับการกล่าวเน้นไว้อย่างมาก และอิสลามได้กล่าวยืนยันถึงคุณประโยชน์ รางวัลและผลตอบแทนของการถือศีลอด อิสลามได้ให้ความสำคัญกับการถือศีลอดถึงขนาดที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงตรัสว่า รางวัลและผลบุญของการถือศีลอดคือ “ตัวข้า”

ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) กล่าวว่า “อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงตรัสว่า การถือศีลอดนั้นเพื่อข้าและข้าคือผู้ตอบแทนผลรางวัล”
การถือศีลอดกับเงื่อนไขเฉพาะตัวของ ได้สร้างมนุษย์ให้เป็นบ่าวที่ดี มีความหวังและรอดพ้นจากอารมณ์ใฝ่ต่ำและตัณหาแห่งจิตใจ อีกทั้งมีผลต่อการชำระล้างจิตวิญญาณให้สะอาดจากความโสมมของความผิดบาป

ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ได้กล่าวกับท่าน ญาบีร บิน อับดุลลอฮ์ อันศอรีว่า “โอ้ญาบีรเอ๋ย เดือนนี้เป็นเดือนรอมฎอม และใครก็ตามได้ถือศีลอดในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนเขาได้ตื่นเพื่อทำอิบาดะห์รำลึกถึงอัลลอฮฺ(ซบ.)เขาได้ปกป้อง ตัวของเขาให้รอดพ้นจากอาหารที่หะรอมและห่างไกลจากความโสมม และเขาได้ระมัดระวังลิ้นของเขาจากการพูดจาที่ไร้สาระและหะรอม ประหนึ่งเขาได้หลุดพ้นจากวังวนของความผิดบาปแล้ว ดังเช่นที่เขาได้ออกจากเดือนรอมฎอน”

ท่านญาบิร กล่าวว่า “โอ้ท่านศาสดาช่างเป็นข่าวที่ดีอะไรเช่นนี้”
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “โอ้ญาบีรเอ๋ย เงื่อนไขของมันก็ไม่ง่ายเลย”
ท่านอิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า“ศีลอดคือโล่กำบังไฟนรกที่แข็งแรง”

รอมฎอนคือเดือนของอัลลอฮฺ(ซบ.)
ริวายะฮฺได้กล่าวถึงนามต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับและต้องใจไว้มากมายเกี่ยวกับเดือนรอมฎอน เช่น กล่าวว่า รอมฎอนคือเดือนอันจำเริญ เดือนแห่งการอัญเชิญอัลกุรอาน ฯลฯ ซึ่งมีอยู่นามเดียวที่เป็นนามที่ดีที่สุดคือ”เดือนแห่งพระผู้เป็นเจ้า”เรียก ได้ว่าเป็นการกล่าวนามของเดือนรอมฎอนไว้อย่างสมเกียรติที่สุด

แน่นอนเดือนทุกเดือนเป็นของอัลลอฮฺ เพียงแต่ว่าเดือนรอมฎอมนั้นถูกให้ความสำคัญมากที่สุด และเหตุที่ตั้งชื่อว่าเป็นเดือนแห่งพระผู้เป็นเจ้า เพราะมีความประเสริฐมากกว่าเดือนอื่นและเป็นเดือนแห่งการประทานอัลกรุอาน

เมื่อเดือนรอมฎอนได้เวียนมาถึง ประตูแห่งความเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.)ได้เปิดออกเพื่อต้อนรับปวงบ่าว รูรรัศมีที่มีความสะอาดบริสุทธ์ของพระองค์ได้ส่องมายังจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อเป็นประทีปนำการอิบาดะฮฺขัดเกลาจิตวิญญาณ และปรับปรุงจริยธรรมของตนเอง เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับผู้ที่จะทำการถือศีลอด

ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้กล่าวในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนชะอบานเกี่ยวกับคุณค่าของเดือนแห่งอัล ลอฮฺไว้ว่า“โอ้ประชาชนเอ๋ย เดือนแห่งพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นเดือนที่เต็มไปด้วยความจำเริญ ความเมตตาและการอภัยได้เวียนมาถึงพวกท่านแล้ว เดือนนี้เป็นเดือนที่ประเสริฐที่สุด ณ อัลลอฮฺ(ซบ.)วันต่างๆของเป็นวันที่ดีที่สุด คืนต่างๆของวิเศษกว่าคืนในเดือนอื่น และเวลาแต่ละชั่วโมงประเสริฐกว่าเวลาในวันและคืนอื่น เป็นเดือนที่มนุษย์ได้ถูกรับเชิญให้เป็นแขกของพระผู้เป็นเจ้า ท่ามกลางความเมตตากรุณาและเกียรติยศที่สูงส่ง”

ตลอดเดือนรอมฎอน การหายใจเข้าออกมีผลบุญเหมือนกับการซิกรฺ และกล่าวสรรเสริญพระองค์ ส่วนการนอนหลับในเดือนนี้ถือเป็นการอิบาดะฮฺ ทุกเวลาที่เราของดุอาอพระองค์จะตอบรับดุอาอของเรา ฉะนั้นของให้เรากล่าวกับพระองค์ด้วยความจริงใจว่า “ขอพระองค์ทรงโปรดประทานเตาฟีกในการถือศีลอดและอ่านอัลกรุอานให้กับพวกเรา ด้วยเถิด”เพราะตกต่ำที่สุดสำหรับคนที่ทำให้เดือนแห่งจิตวิญญาณ ที่เต็มไปด้วยความเมตตาและความจำเริญ ต้องเป็นหะรอมสำหรับการขอลุกโทษต่อพระองค์

การถือศีลอดคือตัวสร้างความยำเกรง
อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงตรัสว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติไว้แก่พวกเจ้า ดุจดังเช่นที่เคยบัญญัติมาแล้วแก่ชนก่อนหน้าพวกเจ้า ทั้งนี้เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความยำเกรง”(ซูเราะฮฺ อัล-บะกะเราะฮฺ: ๑๘๓)

อิสลามได้กล่าวกับผู้ปฏิบัติตามว่า จงถือศีลอดในเดือนรอมฎอนหนึ่งเดือนให้ครบสมบูรณ์ เพราะศีลอดนี้เองเป็นตัวสร้างฐานที่แข็งแรงเพื่อนำเราไปสู่ความยำเกรงและ หลีกเลี่ยงความต้องการทั้งหลาย อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์เพื่อที่เราจะได้พบกับทางนำ

ในความเป็นจริงแล้ว การถือศีลอดคือบันไดขั้นแรกที่จะทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จเพื่อก้าวไปสู่ ความสมบูรณ์ในขั้นต่อไป ดังนั้น เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการถือศีลอด จึงไม่ได้อยู่ที่การงดการกินและดื่มแต่เพียงอย่างเดียว ทว่าจิตวิญญาณของเขาก็ต้องจำศีลด้วย หมายถึง ต้องอดทนอดกลั้นและหลีกเลี่ยงจากการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความโสมมแก่จิตใจและโน้มนำไปสู่การกระทำผิดบาป หรือตกเป็นทาสของชัยฏอนและอารมณ์ใฝ่ต่ำที่จะมาทำลายและเผาไหม้จิตใจ

สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ศีลอดเสีย(บาฏิล)

มีหลายสาเหตุที่ทำให้ศีลอดเสีย ซึ่งสาเหตุเหล่านั้นประกอบด้วย

๑.การกินและการดื่ม ไม่ว่าสิ่งที่กินหรือดื่มนั้นจะเป็นปรกติทั่วๆไป (เช่น ข้าว,น้ำ)หรือมิใช่ปรกติ เช่น ดิน,เปลือกไม้
๒.การร่วมเพศทำให้ศีลอดบาฏิล
๓.อิสติมนาอ หมายถึง การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจนน้ำอสุจิเคลื่อนออกมา
๔.การพูดความเท็จที่เกี่ยวข้องกับอัลลอฮฺ(ซบ.)ศาสดาหรือตัวแทนของท่านศาสดา
๕.การปล่อยให้ฝุ่นละอองที่หนาทึบเข้าไปในลำคอ
๖.การดำน้ำที่ศีรษะอยู่ใต้น้ำทั้งหมด
๗.คงสภาพการมีญูนุบ เหฎ หรือนิฟาส จนถึงอะซานศุบฮ์
๘.การสวนทวารด้วยของเหลว
๙.การอาเจียนที่เกิดจากความตั้งใจ

การค้า(บัยอ์)

บัยอ์ หมายถึง การขายหรือการแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยกันในลักษณะทีว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของซึ่งอยู่ในฐานะของผู้ขายได้นำเอาสินค้าของตนมาขายเพื่อแลก เปลี่ยนกับเงินหรือสิ่งมีค่าอย่างอื่นกับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ ดังนั้น ถ้าผู้ซื้อต้องการได้สินค้า ต้องจ่ายเงินหรือสิ่งมีค่าอย่างอื่นตามที่ตกลงให้กับผู้ขาย

ด้วยเหตุนี้บัยอ์ (การค้า)จะเกิดขึ้นได้ต้องมีข้อตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย(ผู้ซื้อกับผู้ขาย )ซึ่งทั้งสองต้องมีคุณสมบัติที่เพียงพอตามเงื่อนไขที่ศาสนาบัญญัติ อาทิเช่น บรรลุภาวะตามศาสนบัญญัติ มีสติสัมปชัญญะ มีความตั้งใจและมีความสมัครใจ เป็นต้น

สิ่งจำเป็นสำหรับ บัยอ์. คือต้องมีการอ่านอักดในการซื้อขาย(ข้อตกลง)ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจากทั้งสอง ต้องเสียเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผลเสียกับตัวเอง การทำสัญญาในลักษณะเช่นนี้ขัดกับความถูกต้องอิสลามจึงได้มีมาตราการควบคุม ไม่ดีไม่งามตรงนี้ไว้ ๒ ประการ คือ

๑.เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (ผู้ซื้อ-ผู้ขาย)มีความรู้สึกว่าในการค้าครั้งนี้ตนเป็นผู้เสียเปรียบ และได้บอกเลิกการค้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นมุสตะฮับให้ตอบรับข้อเสนอนั้น

๒.คิยาร (สิทธิพิเศษในการเลือก)ซึ่งทั้งสองนั้นมีและสามารถใช้ประโยชน์เพื่อยกเลิก การค้าซึ่งกันและกันได้ คิยารมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน แต่ที่จำเป็นและสำคัญมีดังนี้

·คิยารมัจญะลิส หมายถึง ถ้ายังไม่ได้ตกลงกันว่าจะยกเลิกการค้า ทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิยกเลิก
·คิยารฆับน์ หมายถึง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้หลอกให้อีกฝ่ายหนึ่งหลงกลในการทำสัญญาซึ่งเป็นผลเสียต่อ ตน เช่นได้สัญญาขายสินค้าถูกกว่าราคาจริงของ หรือผู้ซื้อได้สัญญาซื้อสินค้านั้นไว้ในราคาแพงลิบลิ่ว ในกรณีเช่นนี้ผู้ที่ถูกหลอกสามารถยกเลิกการค้าได้อย่างฉับพลัน

·คิยารอัยบหมายถึง หลังจากที่ได้ซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว ผู้ซื้อได้พบข้อตำหนิของสินค้า ดังนั้น ผู้ซื้อสามารถทำได้สองกรณี คือยกเลิกการค้านั้น หมายถึงคืนสินค้า หรือเรียกค่าปรับตามความเสียหายของสินค้า (เช่น ไปดูราคาในตลาดว่าถ้าไม่มีข้อตำหนิราคาเท่าใด และเมื่อมีข้อตำหนิราคาของตกลงมาเท่าใน ดังนั้น ให้ผู้ซื้อเรียกค่าปรับตามราคาที่แตกต่างดังกล่าว)

·คิยารฮัยวาน หมายถึง การซื้อขายสัตว์ เช่น วัว แพะ แกะ หรือม้า ผู้ซื้อมีสิทธิ ๓ วันในการที่จะยกเลิกการค้า(กรณีที่สัตว์นั้นบาดเจ็บ หรือพบข้อตำหนิ หรือตายภายในสามวัน) หรือดำเนินไปตามสัญญาที่ตกลงกันไว้

·คิยารชัรฏ หมายถึง ทั้งสองฝ่ายได้วางเงื่อนไขการค้าร่วมกัน กรณีที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดละเมิดข้อตกลง อีกฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกการค้าได้ทันที

การกำหนดจ่ายเงินและรับของ

การซื้อขายกันนั้นสามารถจ่ายและรับของได้ ๔ วิธีดังนี้
๑.จ่ายเงินและรับของทันทีหลังจากที่ได้ตกลงกัน
๒.ตกลงกันว่ารับของก่อนแล้วจ่ายเงินทีหลัง การค้าประเภทนี้เรียกว่าการค้าที่มีกำหนดเวลา(คล้ายการซื้อด้วยบัตรเครดิต)
๓.ตรงกันข้ามกับประเด็นที่สองคือ จ่ายเงินก่อนแล้วรับของที่หลังเรียกการค้าประเภทนี้ว่า “บัยอ์สลัม”
๔.ตรงกันข้ามกับประเด็นแรก คือ ทั้งการจ่ายเงินและรับสินค้าได้ล่าช้าออกไป

ซึ่งทั้งสี่ประเภทนั้น เฉพาะสามประเภทแรกถือว่าถูกต้อง ส่วนประเภทที่สี่ถือว่าไม่ถูกต้อง
การซื้อตามชัรอียแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ การซื้อขายที่เป็นวาญิบ หะรอม มุสตะฮับ มักรูหฺ และมุบาห

การซื้อขายที่เป็นวาญิบ
อิสลามแสดงความรังเกียจต่อการเกียจคร้าน หรือทำตัวเป็นคนว่างงาน ในทางกลับกัน อิสลามให้การสนับสนุนการทำมาหากิน การใฝ่หาความรู้และการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการศึกษานั้น ถ้าหากนักศึกไม่สามารถศึกษาต่อไปได้นอกจากต้องทำการค้าเล็กๆน้อยๆหรือทำงาน ในกรณีนี้ เป็นวาญิบต้องทำเพื่อนำเอารายได้เหล่านั้นมาเป็นค่าครองชีพและเป็นทุนในการศึกษา

การซื้อขายที่ป็นมุสตะฮับ
การซื้อขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับค่าครองชีพของตนกับครอบครัวหรือเพื่อ เป็นประโยชน์ต่อบรรดามุสลิม ถือว่าเป็นมุสตะฮับ เช่น ผู้ที่ได้ทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ช่วยเหลือและจุนเจือผู้อื่น ถือเป็นมุสตะฮับ

การซื้อขายที่หะรอม
·การซื้อขายสิ่งที่เป็นนะญิส เช่น สุรา สุนัข สุกร
·การซื้อขายสิ่งที่ผลประโยชน์ของเป็นหะรอม เช่น ซื้อขายอุปกรณ์การพนัน
·การซื้อขายสิ่งของที่ได้มาจากการเล่นพนันหรือขโมยมา
·การซื้อขายตำราที่ทำให้เกิดความไขว้เขวและหลงทาง
·การขายของแก่ศรัตรูอิสลาม ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ศรัตรูมีความเข้มแข็งและมาต่อต้านมุสลิม
การซื้อขายสิ่งของที่เป็นหะรอมยังมีอีกมากมาย มิได้มีเฉพาะเท่าที่กล่าวไว้ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

การซิ้อขายที่เป็นมักรูฮ (สิ่งที่น่ารังเกียจ)
·การบอกราคาที่แตกต่างกันระหว่างผู้ซื้อ
·การบอกราคาสีนค้าที่ยากต่อการซื้อขาย
·เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าเสียเปรียบและขอร้องให้ยกเลิกการค้า ถือเป็นมุสตะฮับให้รับคำข้อร้อง
·การโอ้อวดสินค้ามากจนเกินกว่าเหตุ
·การพูดจาหรือแสดงมารยาทไม่ดีกับผู้ซื้อ
·การสาบานในการซื้อขายแม้ว่าจะจริง
·การเข้าตลาดก่อนใครและไม่ออกหลังสุด
·การขอลดราคาภายหลังจากตกลงซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว

อะหฺกามในการซื้อขาย

๑.การซื้อขาย เก็บรักษา เขียน อ่านหรือสอนตำราที่ทำให้หลง
๒.ผสมสินค้าที่จะขายกับของที่มีราคาต่ำกว่า หรือกับของที่ไม่มีราคาเลย ถือว่าเป็นอะรอม เช่น ผสมผลไม้ที่ดีกับไม่ดี หรือผสมนมกับน้ำ เป็นต้น
๓.ไม่อนุญาตให้ซื้อขายวะกัฟ ยกเว้น กรณีที่ของนั้นมีตำหนิหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น พรมที่เหลือใช้ในมัสญิด
๔.ในการซื้อขาย ต้องบอกคุณลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าให้เป็นที่ชัดเจน
๕.การซื้อขายหรือให้ยืมของประเภทเดียวกันด้วยกับการชั่งตวง ถ้าของสิ่งหนึ่งมากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งที่เพิ่มมากขึ้นถือเป็นดอกเบี้ยและเป็นหะรอม เช่น ให้เขาขอยืมข้าวไป ๑ เกวียน แต่เอากลับคืน ๑.๑ เกวียน เป็นต้น หรือให้เขาขอยืมเงินไป ๑,๐๐๐ บาท แต่เอาคืน ๑,๒๐๐ บาท เป็นต้น

ศาสนบัญญัติว่าด้วยอาหารและเครื่องดื่ม

กฎหนึ่งของอิสลามกล่าวว่า สิ่งใดก็ตามที่สามารถกินและดื่มได้ ถือว่าหะล้าล (เป็นที่อนุมัติ)ยกเว้นบางสิ่งบางอย่างที่ระบุไว้ในอัล-กุรอานและซุนนะฮของ ท่านศาสดาอย่างชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้บริโภคสิ่งเหล่านั้น

สิ่งที่อนุญาตให้บริโภคแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ เป็นสิ่งที่มีชีวิต (สัตว์ทั้งหลายที่ถูกกำหนดให้เป็นอาหาร)กับไม่มีชีวิต ได้แก่พืชผักผลไม้ต่าง ๆ

สิ่งที่มีชีวิต
สิ่งที่มีชีวิต ได้แก่ บรรดาสรรพสัตวทั้งหลายที่ถูกกำหนดให้เป็นอาหาร แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ สัตว์น้ำ สัตว์บกและสัตว์ปีก

๑.สัตว์น้ำ ในความหมายก็คือ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ซึ่งมีเพียงปลาที่มีเกล็ดเท่านั้นที่เนื้อของหะล้าล (อนุญาตบริโภค)ส่วนสัตว์อื่นที่นอกเหนือไปจากนี้ เช่นปลาไม่มีเกล็ดทุกชนิด หอย ปู เต่า ตะพาบน้ำและอื่น ๆ ถือว่าเนื้อของฮะร่าม (ไม่อนุญาตบริโภค)

๒.สัตว์บก แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทด้วยกันคือ สัตว์เลี้ยง (สัตว์ที่เลี้ยงไว้ใช้งานหรือเลี้ยงไว้กินเนื้อ)และสัตว์ป่า
·สัตว์เลี้ยง เนื้อของหะล้าล เช่น แพะ แกะ วัว ควาย หรืออูฐ เป็นต้น และมีบางประเภทที่เนื้อของเป็นมักรูห เช่น ม้า ลา หรือฬ่อ ส่วนสัตว์อื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้ เช่น สุนัขหรือแมวนั้น เนื้อของเป็นหะรอม

·สัตว์ป่า เช่น แพะภูเขา เลียงผา กวาง ฯลฯ เนื้อของหะล้าล ส่วนสัตว์ที่นอกเหนือไปจากนี้ที่เป็นสัตว์ดุร้าย เช่น สิงห์โต เสือ หมี สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า หรือสัตว์ที่มีกรงเล็บ และรวมไปถึงกระต่ายซึ่งเนื้อของเป็นหะรอม

๓.สัตว์ปีก สัตว์ที่กินเมล็ดเป็นอาหาร หรือเวลาบินจะกระพือปีกไม่มีกรงเล็บ เช่น ไก่บ้าน นกพิราบ เป็นต้น เนื้อของหะล้าล ส่วนที่เหลือเนื้อของเป็นหะรอม

หมายเหตุ สัตว์ที่กล่าวไปแล้วนั้น เนื้อของมันจะหะล้าลก็ต่อเมื่อมันสะอาดตามเงื่อนไขของชัรอีย์ หมายถึง มีการเชือดอย่างถูกต้องโดยเอ่ยพระนามของอัลลอฮฺ

สิ่งที่ไม่มีชีวิต
สิ่งที่ไม่มีชีวิตจำแนกออกเป็น ๒ ประเภท คือ ของแข็งกับของเหลว

ของแข็ง
·ซากสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าเนื้อของจะเป็นหะล้าลหรือฮะร่ามก็ตามถ้ากินถือเป็นหะรอม และสิ่งที่เป็นนะญิสอื่น ๆ เช่น อุจจาระของสัตว์ที่เนื้อเป็นหะรอม และอาหารที่ไปโดนนะญิสซึ่งได้กลายเป็นนะญิส
·ดิน
·ยาพิษ สารพิษและสิ่งเป็นพิษอื่น ๆ
·สิ่งต่างที่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วมนุษย์มีความรังเกียจ เช่น อุจจาระของสัตว์ (ที่เนื้อหะล้าล)และรวมไปถึงอวัยวะบางประเภทที่อยู่ในตัวสัตว์ที่เนื้อหะล้า ล ซึ่งมีอยู่๑๕ อย่าง ถือเป็นหะรอม ไม่อนุญาตให้กิน เช่น เลือด ม้าม ลูกอันฑะ อวัยวะเพศของ อุจจาระ ปัสสาวะ ถุงน้ำดี ฯลฯ (โปรดกลับไปดูหนังสือริซาละฮฺ หนังสือที่ว่าด้วยหลักการปฏิบัติ] หมวดการกินและการดื่ม)

ของเหลว
·การดื่มแอลกอฮอล์ หรือของเหลวทุกชนิดที่ทำให้เกิดอาการมึนเมา แม้ว่าจะดื่มเพียงเล็กน้อยก็ตาม ถือว่าเป็นหะรอม
·น้ำนมของสัตว์ที่เนื้อเป็นหะรอม เช่น สุนัข สุกรและแมว เป็นต้น
·เลือดของสัตว์ทุกชนิดที่เวลาเชือดจะไหลพุ่งออกมา
·ของเหลวที่เป็นนะญิส เช่น ปัสสาวะและอสุจิของสัตว์เวลาเชือดจะมีเลือดไหลพุ่ง
·ของเหลวที่มีนะญิสตกลงไป
หมายเหตุ การกินแลการดื่มที่เป็นหะรอม จะเป็นหะรอมก็ต่อเมื่อต้องไม่มีความจำเป็นแฝงอยู่ เพราะในกรณีที่มีความจำเป็นและไม่มีอาหารอื่นอีกนอกจากอาหารหะรอมนั้น ซึ่งถ้าไม่กินอาจจะหิวจนถึงแก่ความตาย หรืออาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างหนัก หรือสาเหตุของการหิวทำให้การเดินทางล่าช้ากว่าเพื่อนร่วมทาง จนเป็นเหตุนำไปสู่ความในที่สุด ดังนั้น การกินหรือดื่มในลักษณะเช่นนี้โดยให้พอเพียงเฉพาะที่จำเป็น หรือแค่ขจัดความหิวโหยเพื่อให้รอดตาย ถือว่าอนุญาตยกเว้นพวกที่เดินทางไปทำสิ่งที่เป็นหะรอม เช่น ลักขโมย เล่นพนัน ทำซินา หรือทำความผิดบาปอื่น ๆ หรือเพื่อไปต่อต้านรัฐอิสลามและตกอยู่ในภาวะดังกล่าว

คำเตือนที่สำคัญ

การระมัดระวังเรื่องสุขภาพพลานามัย ถือเป็นหน้าที่เบื้องต้นของบรรดาประชาชาติทั้งหลาย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าที่ควรก็ตามแต่การระมัดระวังก็คงมีอยู่เสมอ

ผลลัพธ์ลากหลายของการกินและการดื่มในด้านอนามัยนั้นเป็นที่ชัดเจน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อจิตวิญญาณ จริงยธรรมและการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่มีใครสงสัยเลยว่าสภาพจิตของคนเมากับคนที่มีสติปชัญญะสมบูรณ์นั้นมีความ แตกต่างกัน ซึ่งรวมไปถึงสภาพการเป็นอยู่ทางสังคมของพวกเขาด้วย เช่น ถ้าคนที่มีความเคยชินต่อการกินและดื่มสิ่งของที่สกปรก ซึ่งผลของการเคยชินของเขาจะเป็นม่านกั้นการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทางสังคมของ เขา และสภาพดังกล่าวนั้นจะสร้างความอึดอัดต่อพวกที่อยู่ตรงกันข้าม

จากจุดนี้เอง โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จะต้องเลือกสรรอาหารการกินที่อยู่ในขอบเขตจำกัด เขาไม่อาจดื่มหรือกินอาหารได้ทุกชนิดตามใจชอบ อัลลอฮฺ (ซบ.)ทรงตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างบนหน้าพิภพนี้พระองค์ได้สร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์ พระองค์ไม่ทรงต้องการปัจจัยยังชีพและความช่วยเหลือใด ๆ จากมนุษย์ พระองค์ทรงรอบรู้ถึงคุณประโยชน์และความเสียหายของ พระองค์ทรงประสงค์ให้มนุษย์ทุกคนพบกับความผาสุกและความจำเริญ จึงได้กำหนดอาหารการกินว่าอาหารประเภทใดอนุมัติและไม่อนุมัติ

ท่านอิมามริฎอ (อ.)กล่าวว่า “อัลลอฮฺไม่ทรงกำหนดอาหารประเภทใดให้หะล้าลสำหรับมนุษย์ นอกจากจะต้องมีประโยชน์ต่อพวกเขา และไม่ทรงกำหนดอาหารประเภทใดให้หะรอม นอกเสียจากว่าจะเป็นเหตุนำไปสู่การลงโทษ ความตายและความเสียหายต่อมนุษย์”

ปรัชญาของการเป็นหะรอมย่อมชัดเจนอยู่แล้วสำหรับผู้ที่มีปัญญา ซึ่งบางอย่างยุติได้ด้วยกับการโต้เถียงทางวิชาการ แต่บางอย่างจนถึงปัจจุบันก็ยังหาข้อยุติไม่ได ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเหตุผลหรือปรัชญาของ และเราก็ไม่อาจกล่าวได้ว่ากฎข้อนั้นไร้เหตุผลและปรัชญา เพราะกฎเกณฑ์ดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นมาโดยพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งความรู้ขอบงพระองค์ไม่มีของบเขตจำกัด ฉะนั้น ถูกต้องที่สุดหากเราจะกล่าวว่าเหตุผลผละปรัชญาของกฎทุก ๆ ข้อนั้นมีอยู่ แต่ด้วยกับสติปัญญาอันน้อยนิดและมีขอบเขตจำกัดของเราต่างหากที่ไร้ความสามารถในการแสวงหาเหตุผล


โปรดติดตาม

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์