โองการสุดท้าย: صِرَاطَ الَّذِيْنَ اَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوْبِ عَلَيْهِمْ وَلاَ الضَّّآلِّيْنَ

ความหมาย: (โอ้ อัลลอฮฺโปรดชี้นำพวกเราสู่) "แนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่ถูกกริ้วและบรรดาผู้หลงผิด"

คำอธิบาย: ภายหลังจากความต้องการการชี้นำสู่แนวทางอันเที่ยงตรง มนุษย์จะวอนขอจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ให้พระองค์ทรงชี้นำเขาสู่แนวทางหนึ่งซึ่งบรรดาผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ล้วนอยู่ในแนวทางดังกล่าว อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงกล่าวถึงตัวอย่างของกลุ่มบุคคลเหล่านั้นไว้ในอัล-กุรอานอันประกอบไป ด้วยบรรดาศาสดา (อัมบิยาอฺ) ผู้มีความสัตย์จริง (ศิตดีกีน) ผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซบ. ) (ชุฮะดาอฺ) และกัลยาณชน (ศอลิฮีน) (๑)

การมีใจจดจ่อและมุ่งมั่นอยู่กับแนวทางของผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ ความปรารถนาที่จะก้าวเดินในแนวทางดังกล่าว อีกทั้งการย้ำเตือนตนเองถึงความปรารถนานี้จะยับยั้งและสกัดกั้นมนุษย์จากภยันตรายของความเฉไฉ และการก้าวเข้าไปสู่เส้นทางที่หลงผิดทั้งหลาย
ภายหลังจากการแสดงความต้องการดังกล่าว มนุษย์จะวอนขอจากอัลลอฮฺ (ซบ.) เพื่อมิให้พระองค์ทรงอนุมัติให้เขาย่างก้าวเข้าไปในแนวทางของผู้ที่ถูกกริ้วและผู้หลงผิด

ใครคือผู้ที่ถูกกริ้วและผู้หลงผิด

ในอัล-กุรอาน ผู้คนจำนวนหนึ่งได้ถูกกล่าวถึงไว้ในฐานะผู้ที่ถูกกริ้วเช่น ฟิรเอาน์ กอรูน อะบูละฮับ และกลุ่มชนบางกลุ่ม เช่น กลุ่มชนอาด ษะมูดและบะนีอิสรออีล (ชาวยิว) เป็นต้น (๒)

เราจะวอนขอจากอัลลอฮฺ (ซบ.)ในทุก ๆ นมาซให้พระองค์ทรงโปรดประทานความสัมฤทธิ์ผลในอันที่จะ ไม่กลายเป็นผู้มีสภาพเหมือนดังกลุ่มชนที่ประสบกับความกริ้วโกรธของพระองค์ อันเนื่องมาจากความศรัทธาและพฤติกรรมของพวกเขา

บะนีอิสรออีล (ชาวยิว) ซึ่งเรื่องราวความเป็นมาและอารยธรรมของพวกเขาได้ถูกกล่าวไว้ไนอัล-กุรอานอย่างมากมายนั้นครั้งหนี่งเคยมีความประเสริฐเหนือกว่ากลุ่มชนทุกกลุ่มในอดีตกาลมาแล้ว อัล กุรอานได้กล่าวถึง พวกเขาว่า فَضَّلْتُكُمْ عَلَىالعَالَمِيْنَ (๓) แต่ทว่าภายหลังจากความประเสริฐ และความเลอเลิศดังกล่าว พวกเขาต้องประสบกับความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ (ซบ.)อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของพวกเขา ซึ่งอัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อีกครั้งหนึ่งว่า وَبَآ ئُوْبِغَضَبٍ مِنَ اللّهِ(๔) ชะตากรรมดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และการปฏิบัติของพวกเขา อาทิเช่น นักปราชญ์ และผู้รู้ชาวยิวได้ทำการบิดเบือนคำสั่งและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของคัมภีร์เตารอฮฺ อัล-กุรอานได้กล่าวว่า يُحَرِّفُوْنَ الكَلِمَ عَنْ مَوَاضِعِهِ (๕) พ่อค้าเเละผู้มั่งคั่งในหมู่พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับดอกเบี้ย การบริโภคสิงต้องห้าม และความฟุ้งเฟ้อ وَاَخَذِ هِمُ الرِّبوا (๖ ) นอกจากนี้พวกเขาได้ปฏิเสธการเรียกร้องเชิญชวน ของศาสดาของตนในการเข้าสู่สนามรบ และการเข้าสู่แผ่นดินปาเลสไตน์อันศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากสาเหตุของความรักชีวิตอันสุขสบายหรือความหวาดกลัวมิหนำซ้ำยังได้ กล่าวกับศาสดาของพวกเขาว่า "พวกเราไม่มีอารมณ์ทีจะทำสงคราม" ดังทีปรากฏอยู่ ในอัล-กุรอาน ว่า

فَا ذْهَبْ اَنتَ وَرَبُّكَ فَقَاتِلاً اِنَّا هَهنَاكََ (๗)

เนื่องจากความบิดพลิ้ว และความผันแปรเหล่านี้ อัลลอฮฺ (ซบ. ) ได้ทรงนำพวกเขาลงมาจากสุดยอดของเกียรติยศและความเลอเลิศสู้ความต่ำต้อยและความอัปยศอดสู
ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ นมาซ เราจะวอนขอต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) มิให้เป็นหนึ่งในกลุ่มชนที่ถูกกริ้ว กล่าวคือมิใช่ทั้งผู้ที่บิดเบือนโองการของอัลลอฮฺ (ชบ.)และมิใช่ทั้งผู้ที่กินดอกเบี้ย หรือผู้ที่หนีการพลีชีพในหนทางของสัจธรรม และในทำนองเดียวกันเราจะวอนขอต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) มิให้เป็นหนึ่งในกลุ่มชนผู้หลงผิดซึ่งได้แก่ ผู้ที่ละทิ้งแนวทางแห่งสัจธรรม และหันไปหาความมดเท็จอีกทั้งเป็นผู้ที่มีความเลยเถิดและสุดโต่งในศาสนาและ ความเชื่อของตน และเป็นผู้ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ ต่ำของตนเองและผู้อื่น (๘)ถ้าหากมนุษย์อยู่ในเส้นทางของบรรดาผู้ที่ได้รับความเมตตาและความโปรดปราน ของอัลลอฮฺ (ซบ.) แล้วไม่เพียงแต่เขาจะไม่หลงทางเท่านั้น แต่ทว่าเขาจะไม่เป็นผู้ให้การช่วยเหลือและเป็นมิตรกับผู้กดขี่ด้วยเช่นกัน (๙)

ในช่วงท้ายของซูเราะฮฺฟาติหะ มนุษย์จะเปิดเผยและแสดงความรักและความเป็นมิตรของตนต่อบรรดาศาสดา ผู้มีความสัตย์จริง ผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซบ.) กัลยาณชนและต่อแนวทางของพวกเขาเหล่านั้น พร้อมกันนั้นมนุษย์จะแสดงความรังเกียจและปลีกตนออกจากผู้ถูกกริ้ว และผู้หลงผิดทั้งหลายตลอดหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และนี่คือความหมายของ "ตะวัลลา" และ "ตะบัรฺรอ"(๑๐)

บทเรียนและประเด็นสำคัญจากอายะฮฺ

๑.มนุษย์ต้องการแบบอย่างในการอบรมสั่งสอนและการขัดเกลา และแน่นอนว่าบรรดาศาสดา ผู้มีความสัตย์จริง ผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮ. (ซบ. ) และเหล่ากัลยาณชนถือเป็นแบบอย่างอันงดงามยิ่งในความเป็นมนุษย์

๒.สิ่งใดก็ตามที่มนุษย์ได้รับจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ล้วนเป็นความโปรดปรานทั้งสิ้น ส่วนความโกรธกริ้วนั้นมนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำมือของตนเอง (๑๑)

๓. การแสดงความเกลียดชังต่อบรรดาผู้ที่ถูกโกรธกริ้ว และผู้หลงผิดในทุก ๆ นมาซนั้น จะเป็นเครื่องทัดทานและสกัดกั้นสังคมอิสลามจากการยอมรับการปกครองของบุคคล ดังกล่าว อัล-กุรอาน ได้ชี้แนะไว้ในเรื่องนี้ว่า

لاَ تَتَوَ لَّواقَوْمًا غَضِبَ اللَّهُ عَلَيْهِمْ
ความว่า "จงอย่ายอมรับอำนาจปกครองของกลุ่มชนที่อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วพวกเขา" (๑๒)

๔. ความเกลียดชังต่อบรรดาผู้หลงผิด หมายถึง ความเกลียดชังต่อบรรดาผู้ที่มีความเชื่ออย่างเลยเถิด ผู้ที่มีพฤติกรรมอันเลวทราม ผู้ปฎิบิตตามอารมณ์ใฝ่ต่ำเป็นต้น





................
เชิงอรรถ
๑. ในอายะฮฺ ที่ ๖๔ ชูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ และอายะฮฺที่ ๕๘ ซูเราะฮฺ มัรยัม ได้ระบุถึงบรรดาผู้ได้รับความโปรดปรานไว้ ดังใ นอายะฮฺที ๖๔ ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ ชึ่งมีใจความว่า
وَمَنْ يُطِعِ اللّهَ وَالرََّسُولَ فَأُولَئِكَ مَعَ الَّذِ يْنَ اَنْعَمَ اللّهُ عَلَيْهِمْ مِّنَ النَّبيِّيْنَ وَالصِّدِّيْقِيْنَ وَالشُّهَدآءِ وَالصَّالِحِيْنَ
ความว่า บรรดาผู้ทีสวามิภักต่ออัลลอฮฺและต่อศาสนทูต ย่อมจะได้อยู่ร่วมกับกลุ่มชนที่อัลลอฮฺทรงประทานความ โปรดปรานแก่พวกเขา อันได้แก่บรรดาศาสดา บรรดาผู้ที่มีความสัตย์จริงบรรดาผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮฺ และบรรดากัลยาณชน"
๒. คุณดักษณะของผู้ที่ถูกกริ้ว และผู้ที่หลงผิด และกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวได้ถูกระบุไว้หลายอายะฮฺ เช่น ผู้กลับกลอก (มุนาฟิกีน) ผู้ตั้งภาคี (มุชริกีน) และผู้ทีมีทัศนคติไม่ดีต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) ดังทีอัล-กุรอานกล่าวว่า وَمَنْ يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَقَدْ ضَلَّ ضَلَلاً بَعِيْدًا ความว่า "และผู้ใดตั้งภาคีเทียบเคียงอัลลอฮฺเขาย่อมหลงทางอย่างห่างไกลยิ่ง"( อัน-นิซาอฺ ๑๑๖)
وَيُعَذِّبَ المُنَا فِقِيْنَ وَالْمُنَا فِقَاتِ وَالْمُشْرِكِيْنَ وَالْمُشرِكَاتِ اَلظّآنِّينَ بِااللّهِ ظَنَّ السُُّوءِ عَلَيْهِمْ دآئِرَةُ السُّوءِ وَغَضَبَ اللّهُ عَلَيْهِمْ وَلَعَنَهُمْ وَاَعَدَّ لَهُمْ جَهَنَّمَ وَسَآ ئَتْ مَصِيْرًا
ความว่า และเพื่อ การลงโทษบรรดาผู้กลับกลอกทั้งชายและหญิง และบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งชายและหญิง ซึ่งเป็นพวกทีมีทัศนคติไม่ดีต่ออัลลอฮฺ สภาพการณ์อันเลวร้าย (ที่พวกเขารอคอยที่จะให้เกิดขี้นกับบรรดาผู้ศรัทธา กับหมุนเวียนมาประสบกับพวกเขา และอัลลอฮฺทรงกริ้วโกรธพวกเขา ทรงทำให้พวกเขาห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์ อีกทั้งทรงตระเตรียมนรกไว้สำหรับพวกเขา และมันช่างเป็นจุดจบที่เลวร้ายยิง่ ่( อัล-ฟัตหฺ ๖)
ผู้ปฏิเสธอายะฮฺต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ(ซบ.) และผู้ฆ่าสังหารบรรดาศาสนทูตดังที่อัล- กุรอาน กล่าวว่า
وَضُرِبَتْ عَلَيْهِمُ الذِّ لَّةُ وَالمَسْكَنَةُ وَبَآءُ وْ بِغَبٍ مِنَ اللَّهِ ذَلِكَ بِأَنِّهُمْ كَا نُوْا يَكْفُرُوْنَ بِئَيَاتِ اللَّهِ وَيَقْتُلُوْنَ النَّبِيّيْنَ بِغَيْرِالْحَقِّ
ความว่า ความอัปยศและความขัดสนได้ถูกตีตราลงบนพวกเขา และพวกเขาต้องประสบกับความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธโองการของอัลลอฮฺ อีกทั้งยังฆ่าบรรดาศาสดาอย่างไร้ความชอบธรรม....(บะกอเราะฮฺ ๖๑)
ชาวคัมภีร์ทีขัดขวางและต้านทานการเชิญชวนสู่สัจธรรม ดังปรากฏในซูเราะฮฺอาลิอิมรอน (อายะฮฺ ที่ ๑๑๐-๑๑๒)
مِنْهُمُ الْمُئْو مِنُوْنَ وَاَكْثَرُهُمُ الغَا سِقُوْنَ لَنْ يَّضُرُّوْكُمْ اِلاَّ اّذى وَاِنْ يُّقَا تِلُوكُمْ يُوَلُّوكُمُ الاَدْ بَارَ ثُمََّ لاَيُنْصَرُوْنَ ضُرِبَتْ عَلَيْهِمُ الذِّ لَّةُ اَيْنَ مَا ثُقِفُوا اَلاَّ بِحَبْلٍ مِنَ اللَّهِ وَ حَبّلٍ مِنَ النّاسِ وَبَآئُوْ بِغَضَبٍ مِنَ اللَّهِ وَضُرِبَتْ عَلَيْهِمُ الْمَسكَنَ
ความว่า "(แต่ทว่าเฉพาะ) ส่วนน้อยของพวกเขา (ชาวคัมภีร) ์ เท่านั้นที่มีศรัทธา แต่ส่วนมากของพวกเขาเป็นผู้ประพฤติชั่ว และทรยศฝ่าฝืน พวกเขา (ชาวคัมภีร์โดยเฉพาะชาวยิว) ไม่อาจยังความเสียหายใด ๆ แก่พวกเจ้าได้เลย นอกจากการก่อกวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และถ้าหากพวกเขารบพุ่งกับพวกเจ้า พวกเขาย่อมจะหันหลังหนีจากพวกเจ้า (เละพ่ายแพ้) อย่างแน่นอน หลังจากนั้นพวกเขาจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ (จากผู้ใด) ทั้งสิ้นความอัปยศได้ถูกตีตราบนพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะถูกพบ ณ ที่ใดก็ตาม นอกเสียจากว่าด้วยกับการสร้างสายสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ(และปรับเปลี่ยนวิถีทาง อันน่ารังเกียจของพวกเขา) และด้วยกับการสร้างสายสัมพันธ์กับประชาชน และพวกเขาได้หวนกลับไปประสบกับกวามกริ้วโกรธของอัลลอฮฺอีกครั้ง อีกทั้ง ความขัดสนได้ถูกตีตราลงบนพวกเขา"
ผู้หนีทัพ ดังปรากฎในซูเราะฮฺ (อัล- อัมฟาล อายะฮฺที่ ๑๖)
وَمَنْ يُّوَ لِّهِمْ يَوْمَئِذٍ دُبُرَهُ إِلاَّ مُتَحَرِّ فًا لِقِتَالٍ اَومُتَحَيِّزًا اِلَى فِئَةٍ فَقَدْ بَآءَ بِغَضَبٍ مِّنَ اللَّهِ
ความว่า และผู้ใดก็ตามหันหลังหนีพวกเขา (ข้าศึก) ในช่วงเวลาดังกล่าว ยกเว้นผู้ที่เป้าหมายของเขาคือการปลีกตัวออกไปจากสนามรบ เพื่อการโจมตีอีกครั้งหรือด้วยเจตนาเพื่อการเข้าสมทบกับ(ทหารหาญมุญาฮิดีน) กลุ่มอื่น เขาย่อมประสบกับกวามกริ้วโกรธของอัลลอฮฺอย่างแน่นอน .
ผู้ทีเเลกเปลี่ยนความศรัทธาด้วยการปฏิเสธ (กุฟรฺ)ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า
وَمَنْ يَتَبَدَّلِ الكُفْرَ بِالاِْيْمَانِ فَقَدْ ضَلَّ سُوآءَ السَّبِيلِ
ความว่า "และผู้ใดที่รับเอาการปฏิเสธแทนการการศรัทธา เขาได้หลงทางออกไปจาก แน วทางอันเที่ยงตรงอย่างชัดแจ้ง (บะกอเราะฮฺ ๑๐๘)
ผู้ที่เป็นมิตรกับศัตรูของอัลลอฮฺ (ซบ.) ดังทีอัล-กุรอานกล่าวว่า
تُسِرُّوْنَ اِلَيْهِمْ بِالمُوَدَّةِ وَاَنَا اَعْلَمُ بِمَا اَخْفَيْتُمْ وَمَا اَعْلَنْتُمْ وَمَنْ يَفْعَلْهْ مِنْكُمْ فَقَدْ ضَلَّ سَوآَءالسَّبِيْل
ความว่า พวกเจ้าสร้างมิตรภาพกับพวกเขา(ศัตรูของอัลลอฮฺ) โดยลับ ๆ ในขณะที่ข้ารู้ว่าในสิ่งที่พวกเจ้าปิดบังซ่อนเร้นหรือเปิดเผยมากกว่าผู้ใด ทั้งสิ้น และผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเจ้ากระทำการดังกล่าว เขาได้หลงออกไปจากแนวทางอันเที่ยงตรงอย่างชัดแจ้ง (อัล-มุมตะหินะฮ)
๓. " ข้าได้ประทานความเลอเลิศแก่พวกเจ้าเหนือชาวโลกทั้งหลาย"(บะกอเราฮฺ ๔๗)
๔."และพวกเขาหวนกลับไปประสบกับ ความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ.อีกครั้ง" (บะกอเราะฮฺ ๖๑)
๕" พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงถ้อยคำ (ของอัลลอฮฺ) จากที่ของมัน" (อัล-นิซาอฺ ๔๖)
๖." และเนื่องจากการกินดอกเบี้ยของพวกเขา" ( อัล-นิซาอฺ ๑๖๑)
๗." ดังนั้นท่าน (หมายถึงท่านศาสดามูซา(อฺ)) กับพระผู้อภิบาลของท่าน จงไปกันตามลำพังและสู้รบ (กับพวกเขา) เถิด ส่วนพวกเราจะนั่งอยู่ที่นี่ (อัล-มาอิดะฮฺ ๒๔)
๘. อัล-กุรอานได้กล่าวไว้ในอายะฮฺที่ ๗๗ ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ ว่า
قُلْ يَآ اَهْلَ الْكِتَابِ لاَ تَغْلُوْا فِى دِيْنِكُمْ غَيْرَالْحَقِّ وَلاَ تَتَّبِغُوْا اَهْوَآئَقَوْمٍ قَدْ ضَلُّوا مِنْ قَبْلَ وَاَضَلُّوْا كَثِيْرًا وَضَلُّوْا عَنْ سَوآءِ السَّبِيْلِ
ความว่า "จงกล่าวเถิด โอ้ ชาวคัมภีร์ทั้งหลาย จงอย่าเลยเถิดในศาสนาของพวกเจ้า และจงอย่าแสวงหาความเท็จและจงอย่าปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของกลุ่มชนทีได้ หลงผิดมาก่อนหน้านี้อีกทั้ง พวกเขาได้ทำให้คนจำนวนมากหลงผิด และ(ตนเอง) ได้หลงออกจากแนวทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง
فَأَصْبَحَ فى المَديْنَةِ خَآئِفًا يَتَرَقَّبُ فَأِذَالَّذِى اِسْتَنْصَرَهُ بِالأَمْسِ يَسْتَصْرِخُهُ قَالَ لَهُ مُوسَى اِنَّكَ لَغَوِىٌّ مُّبِيْنٌ
๙. ความว่า "ครั้นต่อมาเขา (ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้อยู่ในเมือง(อียิปต์) อย่างกลัวและรอคอยฟัง (ข่าว) อยู่ในทุกขณะทันใดนั้นชายคนหนึ่งที่รอความช่วยเหลือจากเขาเมื่อวันวาน ได้ร้องเรียกเขาให้มาช่วยเหลืออีก มูซากล่าวว่า แท้จริงเจ้าเป็น (คนพาล) และผู้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง" (อัล-เกาะศ็อศ ๑๘)
๑๐. ตะวัลลา تَوَلَّى หมายถึง การให้ความรักต่อมวลมิตรของอัลลอฮฺ (ซบ.) ตะบัรฺรอ تَبَرَّى หมายถึงการเป็นศัตรูกับเหล่าศัตรูของอัลลอฮฺ (ซบ.) จะเห็นได้ว่าประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับความศรัทธาในอิสลามได้ถูกรวบรวมไว้ใน ซูเราะฮฺ ฟาติหะ อันจำเริญนี้
๑๑. อายะฮฺ นี้ของซูเราะฮฺ ฟติหะ ได้ให้ความสำคัญและกล่าวเน้นถึงการอภัยและความเมตตาไว้เหนือความโกรธกริ้ว และการลงโทษ จะเห็นได้ว่าในเรื่องของความโปรดปรานนั้นอัล-กุรอานได้ใช้คำว่า ( اَنْعَمْتَ พระองค์ทรงประทานความโปรดปราน)ซึ่งเป็นประโยคที่ใช้กับบุรุษทีสองและกริยา "ประทานความโปรดปราน" ได้ถูกอ้างอิงไปยังอัลลอฮฺ (ซบ.) โดยตรงส่วนในกรณีของการลงโทษนั้น อัล-กุรอานไม่ได้กล่าวว่า غَضَبْتَหมาย ถึง "พระองค์ทรงกริ้วโกรธ" โดยใช้สรรพนามบุรุษที่สองแต่อย่างใด
ในอายะฮฺ ที่ ๗๙ ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า
َمااَصَابَكَ مَنْ حَسَنَةٍ فَمِنَ اللَّهِ وَمَآبَكَ مِنْ سَيِّئَةٍ فَمِنَ نَفْسِكَ
ความว่า "ความดีงามใด ๆ ก็ตามที่ประสบแก่เจ้าล้วนมาจากอัลลอฮฺทั้งสิ้น ส่วนความเลวร้ายใด ๆ ก็ตามที่ประสบแก่เจ้านั้นล้วนมาจากตัวเจ้าเอง"
๑๒. ซูเราะฮฺ อัล-มุมตะหินะฮฺ ๑๓



ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัชชีอะฮฺ