โองการที่ห้า: اِيَّا كَ نَعْبُدُ وَاِيَّاكَ نَسْتَعِيْنُ

ความหมาย:(โอ้ อัลลอฮฺ) เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดีและเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ

คำอธิบาย:ในท่ามกลางบรรยากาศของการตั้งภาคีในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการตั้งภาคีที่เกิดขึ้นในจิตใจเช่นความปรารถนาและอารมญ์ใฝ่ต่ำหรือการตั้งภาคีในรูปของอำนาจต่าง ๆ เช่น ผู้ปกครองทื่อยุติธรรม นักบวชหรีอนักพรตนั้น เราจะต้องผินหน้ามุ่งตรงไปยังอัลลอฮฺ (ซบ.) และเคารพภักดีเฉพาะพระองค์เท่านั้น อีกทั้งเราจะต้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียว

การเพ่งพินิจและใคร่ครวญถึงคุณลักษณะต่าง ๆ แห่งความกรุณาปรานีความเมตตา การอภิบาล และการเป็นผู้ทรงสิทธิของอัลลอฮฺ (ซบ.) นั้นก่อให้เกิดความรักต่อพระองค์ขึ้นในจิตใจของมนุษย์จนในที่สุดผู้เป็นที่ รักก็ได้กลายเป็นผู้ที่คู่ควรต่อการเคารพภักดี และเพื่อความรอดพ้นจากการตั้งภาคีในรูปแบบดังกล่าวข้างต้น เราจะต้องพึ่งพิงและขอความคุ้มครองต่อผู้เป็นศูนย์รวมของพลังอำนาจและความเป็นเอกะ
ในนมาซขณะที่ผู้นมาซอ่านอายะฮฺนี้ ประหนึ่งว่าเขากำลังกล่าวแทนผู้ศรัทธาทั้งหลายว่า โอ้ อัลลอฮฺลำพังข้าพระองค์แต่เพียงผู้เดียวนั้นไม่คู่ควรที่จะทำการเคารพภักดี อันเหมาะสมใด ๆ ได้เลยเเต่ทว่าเราทุกคนล้วนเป็นบ่าวของพระองค์ ลำพังข้าพระองค์แต่เพียงผู้เดียวนั้นไม่มีคุณค่าใด ๆ เลย แต่ทว่าเราทุกคนล้วนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ดังนั้นจึงเห็นได้วา พื้นฐานของการนมาซคือการปฏิบัติรวมกันเป็นหมู่คณะ (ญะมาอะฮฺ)

ในอายะฮฺต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ของซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ เราได้รับรู้ถึงเอกานุภาพของอัลลอฮฺ (ชบ.) ในเชิงทฤษฎี และในเชิงเหตุผลไปแล้ว ส่วนในอายะฮฺนี้เราจะเรียนรู้ถึงเอกภาพของอัลลอฮฺ (ซบ.) ในด้านการเคารพภักดีและการปฏิบิตเพื่อที่ว่าในการเคารพภักดี และการขอความช่วยเหลือนั้นเราจะได้ไม่ผินหน้าไปหาผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่กลายเป็นทาสของตะวันออกและตะวันตก ไม่กลายเป็นทาสของทรัพย์สมบัติ อำนาจและผู้ปกครองที่อยุติธรรมทั้งหลาย แต่ทว่าเราจะกลายเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ (ซบ.) แต่เพียงพระองค์เดียว

โดยเหตุผลและการตัดสินของสติปัญญานั้นมนุษย์จำต้องยอมรับการเป็นบ่าวของอัล ลอฮฺ (ซบ.) ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์รักความสมบูรณ์อีกทั้งปรารถนาที่จะได้รับการอภิบาล และการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ และอัลลอฮฺ (ซบ. ) ทรงครอบคลุมความสมบูรณ์ทั้งมวล อีกทั้งทรงเป็นพระผู้อภิบาลของสรรพสิ่งทั้งหลาย หากมนุษย์ต้องการความรักและความเมตตา พระองค์ก็คือ ผู้ทรงกรุณาปรานียิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ หากมนุษย์ห่วงใยต่ออนาคตอันยาวไกลของตน พระองค์ก็คือเจ้าของและผู้ทรงสิทธิ์ในวันนั้น ดังนั้นด้วยเหตุผลใดเล่าที่มนุษย์จะหันไปหาผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) แน่นอนที่สุดสติปัญญาของมนุษย์ย่อมจะตัดสินว่า เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราจะต้องเคารพภักดีและขอความช่วยเหลือ

บทเรียนและประเด็นสำคัญจากอายะฮฺ

๑. ก่อนอื่นใดเราจะต้องตอบสนองสิทธิของอัลลอฮฺ (ซบ.) ด้วยการทำความเคารพภักดีเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นจึงขอในสิ่งที่ต้องการอัล-กุรอานกล่าวว่า اِيَّا كَ نَعْبُدُ وَ اِيَّاكَ نَسْتَعِيْن

๒. เรามิได้เคารพภักดีพระองค์เนื่องจากคำสัญญา (ด้วยรางวัลตอบแทน) หรือการเตือนสำทับ (ด้วยการลงโทษ) และมิใช่เนื่องจากความหวาดกลัวหรือความโลภ แต่ทว่าเนื่องจากเหตุผลที่พระองค์ทรงคู่ควรต่อการเคารพภักดี พระองค์คืออัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ทรงกรุณาปรานียิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ ผู้อภิบาลและผู้ทรงสิทธิ เราจึงเคารพภักดีพระองค์

๓. เราแสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์เท่านั้น และการกระทำดังกล่าวก็ด้วยกับสื่อของการเคารพภักดีที่พระองค์ทรงอนุมัติไว้ และเราจะเป็นผู้ต่อต้านคัดค้านต่อการขอความช่วยเหลือ และการแสวงหาความใกล้ชิดพระองค์ด้วยสิ่งที่เป็นความเพ้อฝันและเป็นเท็จ

๔. กฎเกณฑ์และสูตรต่าง ๆ ทางธรรมชาติที่ครอบคลุมอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้ แต่ทว่าเรามิได้เป็นผู้ยอมจำนนและเป็นเชลยของสิ่งเหล่านั้น เราถือว่าเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) ครอบคลุมเหนือกฏเกณฑ์ทั้งมวล และกฎเกณฑ์เหล่านั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ (๑)

๕. แม้ว้าการเคารภักดี (อิบาดะฮฺ) จะเป็นหน้าที่ของเราก็ตาม แต่ทว่าในการปฏิบัตินั้น เราจำต้องได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์ อัล-กุรอานกล่าวว่า
وَمَا كُنَّا لِنَهْتَدِىَ لَوْلاَ اَنْ هَدَا نَ اللّهُ (๒)

๖. (เมื่อผู้นมาซอ่านอายะฮฺนี้ประหนึ่ง) บ่าวที่กำลังยืนอย่างนอบน้อมถ่อมตนต่อหน้านายผู้มีอำนาจสิทธิขาดโดยสมบูรณ์ ของเขา พร้อมกับกล่าวว่า "ข้าพระองค์เป็นเพียงบ่าว ส่วนพระองค์เท่านั้นที่เป็นนายของข้าพระองค์"

๗.โอ้ อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ไม่มีผู้ใดนอกจากพระองค์ ส่วนพระองค์นั้นทรงมีสิ่งอื่นนอกจากข้าพระองค์อย่างล้นเหลือ อีกทั้งสรรพสิ่งทั้งมวลล้วนเป็นข้าทาสของพระองค์ อัล-กุรอานกล่าวว่า

اِنْ كُلُّ مَنْ فِى السَّمَا وَاتِ وَالأَرْضِ اِلاَّ آتِى الرَّحْمنِ عَبْداً(๓)
ความว่า "ไม่มีผู้ใดในฟากฟ้าและแผ่นดินนอกเสียจากว่าเขาจะเป็นบ่าว และผู้ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระผู้ทรงเมตตา"

๘.หากมนุษย์ไม่เคารพภักดีพระองค์แต่เพียงผู้เดียวแล้ว เขาย่อมจะกลายเป็นทาสของอารณ์ใฝ่ต่ำอย่างแน่นอนอัล-กุรอานกล่าวว่า مَنِ اِتَّخَذَ اِلَهَهُ هَوَاهُ (๔)

๙. ผู้ใดกล่าว่า اِيَّاكَ نَعْبُدُ อย่างจริงใจ เขาจะไมยโสโอหังและก่อกบฏกับอัลลอฮฺ (ซบ.)

๑๐. เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเมตตาต่อเราอย่างล้นเหลือ เราจึงแสดงความนอบน้อมถ่อมตนอย่างดีที่สุดต่อพระองค์ اِيِّا كَ نَعْبُدُ (๕)

๑๑. เราจะต้องเข้าร่วมอยู่ในกลุ่ม ของผู้มีคุณธรรม เพื่อที่จะสามารถกล่าวว่า اِيَّا كَ نَعْبُدُ อย่างบริสุทธิ์ใจร่วมกับพวกเขาได้

๑๒. ประโยคที่ว่า نَعْبُدُ ซึ่งหมายถึง "เราทำการเคารพภักดี" นั้นชี้ให้เห็นว่านมาซควรจะทำในรูปของหมู่คณะ (ญะมาอะฮฺ) อีกทั้งยังแสดงให้เห็นอีกเช่นกันว่า มวลมุสลิมเป็นพี่น้องกันและอยูในระดับชั้นเดียวกัน

๑๓. اِيَّا كَ نَعْبُدُ وَاِيَّا كَ نَسْتَعِيْنُ ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มิใช่ผู้ที่ถูกกำหนดชะตากรรมไว้โดยปราศจากอำนาจเลือกสรร ใด ๆ ในการกระทำของตน และมิใช่ผู้ที่มีเสรีภาพอย่างสมูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเรากล่าวว่า نَعْبُدُ ซึ่งหมายถึง "เราทำการเคารพภักดี" นั้น ชี้ให้เห็นว่าเรามีเจตนารมณ์เสรีและอำนาจเลือกสรร และเมื่อเรากล่าวว่า نَسْتَعِيْنُ ซึ่งหมายถึง "เราขอความช่วยเหลือ" ชี้ให้เห็นว่าเราจำต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ (ซบฺ) เนื่องจากการมีอยู่ของตัวเรา พละกำลังในการเคลื่อนไหวและแม้กระทั่งอำนาจเลือกสรรของเรานั้นล้วนเป็นพระ ประสงค์ และเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) ทั้งสิ้น

๑๔. เนื่องจากรากฐานหลักคืออัลลอฮฺ (ซบ.) ส่วนการเคารพภักดี และการขอความช่วยเหลือของเราคือ แขนงและผลปลีกย่อยของรากฐานดังกล่าว ดังนั้น اِيَّاكَ ซึ่งหมายถึง (เฉพาะพระองค์เท่านั้น) จึงอยู่ก่อนหน้า نَعْبُدُ และنَسْتَعِيْن ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า "ฉันไม่เห็นสิ่งใดเลยนอกเสียจากว่าจะเห็นอัลลอฮฺอยู่ก่อนหน้าสิ่งนั้น ๆ). (๖)

๑๕. บ่าวที่ปรากฏตัวอยู่ (ต่อหน้านายของตน) ย่อมได้รับประโยชน์ก่อนผู้อี่น ดังนั้นด้วยกับคำว่า اِيَّاكَ ซึ่งเป็นสรรพนามบุรุษที่๒ (ผู้ที่เราพูดด้วย) นั้น เราจะรู้สึกว่าตนเองปรากฏตัวอยู่ ณ เบื้องพระพักตร์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) และวอนขอการชี้นำทางจากพระองค์ ทั้งนี้เนื่องจากการวอนขอของผู้ที่ปรากฏตัวอยู่นั้นย่อมมีผลมากกว่า

๑๖. มารยาทที่เหมาะสมในการเข้าใกล้ชิดอัลลอฮฺ (ซบ.) คือการเข้าใกล้ชิดอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ดังนั้นในเบื้องแรกเราจึงต้องกล่าวว่า "อัลลอฮฺคือพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสิทธิ ผู้ทรงกรุณาปรานียิ่ง และผู้ทรงเมตตาเสมอ หลังจากนั้นจึงกล่าวว่า เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ"

๑๗. ลำดับขั้นตอนของการเติบโตและการพัฒนาของจิตวิญญาณประกอบด้วย การสรรเสริญ การสร้างสายสัมพันธ์ และการขอพร (ดุอาอฺ) ดังนั้นในตอนต้นซูเราะฮฺฟาติหะจึงเป็นการสรรเสริญ อายะฮฺเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ ส่วนอายะฮฺต่าง ๆ หลังจากนั้นเป็นการขอพร (ดุอาอฺ)

๑๘.เนื่องจากการสนทนากับคนรักที่แท้จริงคือความหวานชื่น ดังนั้นคำว่า نَعْبُدُ ซึ่งบ่งชี้ถึงคนรักที่แท้จริงนั้นจึงถูกกล่าวซ้ำในอายะฮ. اِيَّاكَ نَعْبُدُ وَاِيَّا كَ نَسْتَعِيْنُ

๑๙. ในตอนต้นซูเราะฮฺฟาติหะ เราจะรับรู้และคุ้นเคยกับคุณลักษะต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ (ซบ.) อย่างเป็นลำดับและค่อย ๆ เข้าใกล้ชิดพระองค์ในที่สุด اِيَّاكَ

เพราะเหตุใด اِيَّا كَ نَعْبُدُ จึงถูกกล่าวไว้ก่อนหน้า . اِيَّا كَ نَسْتَعِيْنُ?

๑. เนื่องจากพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) มีความสำคัญเหนือความต้องการของปวงบ่าว ด้วยเหตุนี้การเคารพภักดี (อิบาดะฮฺ) ซึ่งเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) (เพื่อการบรรลุความสมบูรณ์ของมนุษย์) จึงมีลำดับความสำคัญเหนือกว่าการขอความช่วยเหลือซึ่งเป็นความต้องการของมนุษย์

๒. เนื่องจากการเคารพภักดี (อิบาดะฮฺ) เป็นสื่อกลางของการขอความช่วยเหลือ ดังนั้นประโยค اِيَّاكَ نَعْبُدُ จึงอยู่ก่อนหน้า اِيَّا كَ نَسْتَعِيْنُ

๓. การให้ความสำคัญต่อความไพเราะของถ้อยคำ ถือเป็นคุณค่าประการหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ اِيَّاكَ نَسْتَعِيْنُ จึงถูกกล่าวไว้หลัง اِيَّاكَ نَعْبُدُ เพื่อที่คำท้ายอายะฮฺต่าง ๆ ของซูเราะฮฺฟาติหะจะได้กลมกลืนและคล้องจองกันแต่ถ้าหากอายะฮฺทั้งสองข้างต้น สลับที่กันลีลาและท่วงทำนองดังกล่าวจะสูญเสียไป



เชิงอรรถ
๑.ในระบบของการสร้างสรรค์ เราได้รับประโยชน์จากมูลเหตุปัจจัยและสื่อกลางต่าง ๆมากมาย แต่เราต่างทราบดีว่าการมีผลหรือการไร้ผลของทุก ๆมูลเหตุ และทุก ๆ สื่อกลางนั้นอยู่ในอำนาจของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นทั้งผู้กำหนดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นมูลเหตุและสื่อกลาง อีกทั้งทรงสามารถยับยั้งผลของมันได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น พระองค์ทรงกำหนดให้ไฟเป็นมูลเหตุของความร้อน และเผาไหม้ แต่พระองค์ทรงยับยั้งผลของมันมิให้ทำอันตรายใด ๆ ต่อท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)
๒. "พวกเราจะไม่ได้รับการชี้นำอย่างแน่นอน หากอัลลอฮฺ มิทรงชี้นำพวกเรา" (อัล- อะอฺรอฟ ๔๓)
๓. ชูเราะฮอัล - มัรยัม ๙๓
๔.ซูเราะฮฺ อัล-ฟุรกอน ๔๓
๕. "เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราทำการเคารพภักดี"
๖. หมายถึง การเกิดขึ้นและการตำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง นั้น จำเป็นด้องพึ่งพาต่อการมี อยู่ของอังลอฺ.(ชบ J และเจตนารมณ์ของพระองค์ในทุกขณะ




ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัชชีอะฮฺ