สตรีกับการซิยาเราะฮฺกุโบรฺ

พวกวะฮะบีย์ถือว่าไม่เป็นที่อนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังถือว่าเป็นที่หะรอมต้องห้ามอีกด้วย ! ส่วนสำหรับผู้ชายนั้น ถ้ามิใช่ “ชัดดิริหาล” หรือการออกเดินทางที่มีเจตนาจะไปซิยาเราะฮฺแล้ว พวกเขาถือว่าเป็นที่อนุมัติ

พวกวะฮะบีย์มีความเชื่อว่า “เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่ศาสนาอนุมัติให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ แต่ต้องหมายถึงกุโบรฺที่อยู่ในเมืองของตนเท่านั้น กล่าวคือ จะต้องมิใช่ลักษณะของการจัดเตรียมสัมภาระเพื่อการเดินทางไปซิยาเราะฮฺเพียงเพื่อจะเป็นบทเรียนหรืออุทาหรณ์สอนใจจาการซิยาเราะฮฺนั้น”(ลิลญันนะติดดาอิมะฮฺ เล่ม 1 หน้า 288)

“ชัยค์บินบาซ” กล่าวว่า “ไม่เป็นที่อนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ทั้งนี้เนื่องจากท่านนบี (ศ) ได้เคยสาปแช่งสตรีกลุ่มหนึ่งที่ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ อีกประการหนึ่งก็คือเนื่องจากสตรีชอบสร้างฟิตนะฮฺ และขีดความอดทนของพวกนางมีอย่างจำกัดนั่นเอง ดังนั้น จึงถือเป็นความโปรดปรานและพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงห้าม (หะรอม) มิให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ทั้งนี้เพื่อที่จะสกัดกั้นมิให้พวกนางเข้าไปสร้างฟิตนะฮฺ หรือสกัดกั้นมิให้บุคคลอื่นเข้าไปสร้างฟิตนะฮฺกับพวกนาง”(มัจญ์มูอฺฟะตาวา บินบาซ เล่ม 2 หน้า 757)

นอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่า “มีหลักฐานเป็นที่ชัดเจนว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้เคยสาปแช่งสตรีกลุ่มหนึ่งที่ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ โดยมีหะดีษที่รายงานจาก“อิบนุอับบาส”, “อบูฮุร็อยเราะฮฺ” และ “หัสสาน อิบนุษาบิต อันศอรีย์” และจากหะดีษดังกล่าวนี้เองที่อุละมาอ์นำมาใช้เป็นข้อวินิจฉัยว่าการซิยาเราะฮฺกุโบรฺสำหรับสตรีเป็นสิ่งต้องห้าม ด้วยเหตุผลที่ว่าการสาปแช่งจะทำได้เฉพาะในกรณีมีการกระทำสิ่งหะรอมต้องห้ามเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังบ่งชี้ว่าการซิยาเราะฮฺถือเป็นการกระทำบาปที่ร้ายแรงอย่างมหันต์ ดังนั้น ที่ถูกต้องก็คือการซิยาเราะฮฺกุโบรฺของสตรีถือเป็นสิ่งหะรอมต้องห้ามอย่างชัดเจน หาใช่แค่เพียงมักโรฮฺหรือสิ่งที่น่ารังเกียจเท่านั้น และสาเหตุที่แท้จริงของคำสั่งห้ามดังกล่าวซึ่งอัลลอฮฺเท่านั้นคือผู้ทรงรอบรู้ (วัลลอฮุอะอฺลัม) ก็คือโดยปกติแล้วสตรีจะมีขีดความอดทนที่จำกัด บางครั้งพวกนางจะร้องไห้คร่ำครวญ (แบบตีโพยตีพาย) หรือกระทำที่คล้ายคลึงกันนี้ที่ไม่สอดคล้องกับความอดทนซึ่งวาญิบที่มนุษย์จะต้องมีความอดทน และสตรีจะสร้างฟิตนะฮฺ

ด้วยเหตุนี้ การซิยาเราะฮฺกุโบรฺของพวกนาง และการติดตามญะนาซะฮฺ (แห่ศพไปยังกุโบรฺ) ของพวกนาง บางครั้งจะมีผลทำให้พวกนางถูกล่อลวงจากพวกผู้ชายได้ หรือบางทีอาจเป็นไปได้ว่าพวกผู้ชายอาจจะถูกล่อลวง (ยั่วยวน) จากพวกนางได้เช่นกัน ในขณะที่บทบัญญัติอิสลามถูกประทานลงมาเพื่อปกป้องและปิดกั้นหนทางที่จะนำไปสู่ความเสื่อมเสียและการสร้างฟิตนะฮฺอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งถือเป็นความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ นอกจากนี้ ยังมีหะดีษที่ชัดเจนจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ยังได้วจนะไว้อย่างชัดเจนในหะดีษบทหนึ่งว่า “ฉันไม่ปรารถนาให้ฟิตนะฮฺที่จะเกิดจากเหล่าสตรีมีความเสียหายร้ายแรงกว่าพวกบุรุษภายหลังจากฉัน” ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างเอกฉันท์ถึงความเศาะหี๊หฺของหะดีษบทนี้... ส่วนกรณีที่ฟุเกาะฮาอ์ (นักกฎหมายอิสลาม) อ้างว่าการซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) และกุโบรฺของเศาะหาบะฮฺทั้งสองของท่านถือเป็นข้อยกเว้นนั้น เป็นข้ออ้างที่ปราศจากหลักฐานและที่มาอย่างสิ้นเชิง ที่ถูกต้องก็คือข้อห้ามดังกล่าวครอบคลุมทั้งหมด รวมทั้งกุโบรฺของท่านนบี (ศ) และเศาะหาบะฮฺทั้งสองด้วยเช่นกัน ซึ่งมีหลักฐานที่เชื่อถือได้” (มัจญ์มูอฺฟะตาวา บินบาซ เล่ม 2 หน้า 753 และ 754)

หลักฐานและช้อพิสูจน์ถึงการอนุมัติให้ซิยาเราะฮฺกุโบรฺ

หะดีษแรก เป็นหะดีษที่รายงานโดย “อับดุลลอฮฺ อิบนุอบีมลีกะฮฺ” ซึ่งเราได้กล่าวไปแล้วในคำตอบโต้ที่ห้าว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺรายงานว่าท่านนบี (ศ) ได้อนุมัติให้สตรีสามารถไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺได้ภายหลังจากที่ท่านเคยสั่งห้ามาก่อนหน้านั้น และด้วยเหตุนี้เองที่นางได้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺอับดุรฺเราะหฺมาน พี่ชายของนาง นอกจากนี้ท่านหญิงอาอิชะฮฺยังได้อาศัยหะดีษดังกล่าวเป็นคำตอบให้กับผู้ที่ถามนางเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว(มุสตัดร็อกหากิม เล่ม 1 หน้า 376 กิตาบุลญะนาอิซ) นอกจากนี้ ยังมีอุละมาอ์ท่านอื่นที่ถือว่าหะดีษดังกล่าวคือหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงข้ออนุมัติให้สตรีสามารถไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺได้ เช่น “เชากานีย์” ในหนังสือ “นัยลุลเอาฏอรฺ”(นัยลุลเอาฏอรฺ เล่ม 4 หน้า 164)เป็นต้น

หะดีษที่สอง หะดีษที่ “บัยฮะกีย์”(สุนันบัยฮะกีย์ เล่ม 4 หน้า 78 กิตาบุลญะนาอิซ) รายงานจาก “อนัส อิบนุมาลิก” ว่า “โดยแน่นอนยิ่ง เราได้พบหะดีษที่พิสูจน์ได้จากอนัส อิบนุมาลิก ว่าแท้จริง ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้เดินทางสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังร้องไห้อยู่ที่กุโบรฺ แล้วท่านนบี (ศ) ได้กล่าวกับนางว่า “จงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺเถิด และจงอดทนเถิด”(อิอานะตุฎฎอลิบีน เล่ม 2 หน้า 142)

จากกรณีที่บัยฮะกีย์กล่าวว่า “โดยแน่นอนยิ่ง เราได้พบหะดีษที่พิสูจน์ได้จากอนัส อิบนุมาลิก” นี้เอง ถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงความถูกต้องของสะนัดหรือสายรายงานของหะดีษ ทั้งนี้เนื่องจากประโยคที่ว่า “เป็นที่พิสูจน์แล้วว่ามาจากอนัส อิบนุมาลิก” ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเป็นหะดีษที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากอนัส อิบนุมาลิก ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้เดินผ่านสตรีนางหนึ่งที่กำลังร้องไห้อยู่ที่กุโบรฺแห่งหนึ่ง แล้วท่านได้กล่าวกับนางว่า “จงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺเถิด และจงอดทนเถิด” โดยมิได้บ่งบอกว่าท่านได้ห้ามปรามนางและสั่งให้นางออกจากกุโบรฺแต่อย่างใด

นอกจากนี้ “บักรีย์ ดิมยาฏีย์” ยังอาศัยหะดีษดังกล่าวเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ว่ามิได้มีคำสั่งห้ามสตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺโดยกล่าวว่า “หะดีษนี้ได้ถูกยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์”

นอกจากนี้ “มุหัมมัด อิบนุชัรฺบีนีย์ ชาฟิอีย์” ยังได้อาศัยหะดีษข้างต้นเพื่อพิสูจน์ถึงสิ่งดังกล่าวด้วยเช่นกัน

หะดีษที่สาม มุสลิมบันทึกในเศาะหี๊หฺของเขาว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺรายงานว่าอัลลออฺได้บัญชาให้ญิบเราะอีลกล่าวกับศาสนทูตของพระองค์ว่า “แท้จริง พระผู้อภิบาลของท่านได้บัญชาใช้ให้ท่านไปยังกุโบรฺบะกีอฺเพื่อขออภัยโทษให้แก่พวกเขา นางจึงกล่าวว่า ฉันจึงถามท่านว่า ”จะให้ฉันกล่าวกับพวกเขาอย่างไร (ในการไปซิยาเราะฮฺ) โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ท่าน (ศ) จึงกล่าวว่า “จงกล่าวว่า “ศานติพึงมีแด่ชาวกุโบรฺทั้งมุอ์มินีนและมุสลิมีนด้วยเทอญ.....”(เศาะหี๊หฺมุสลิม บิชัรฺหินะวะวีย์ หน้า 7 กิตาบุลญะนาอิซ)

หะดีษข้างต้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าอัลลอฮฺทรงบัญชาใช้ให้เราะสูลของพระองค์ไปยังกุโบรฺบะกีอฺเพื่อขออภัยโทษให้แก่พวกเขา แล้วท่านหญิงอาอิชะฮฺจึงได้ถามท่าน (ศ) ว่า “จะให้ฉันกล่าวกับพวกเขาอย่างไรหรือ ?” ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) จึงได้สอนวิธีการซิยาเราะฮฺและการให้สลามแก่ชาวกุโบรฺบากีอฺให้แก่นาง ซึ่งหะดีษนี้ยังบงชี้ถึงข้ออนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺเอาไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย

“นะวะวีย์” ผู้อรรถาธิบายตำราเศาะหี๊หฺมุสลิม กล่าวว่า “หะดีษนี้ถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ว่าเป็นที่อนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวมีความขัดแย้งกันในระหว่างอัศหาบของเราในสามประเด็นด้วยกันคือ กลุ่มหนึ่งถือว่าเป็นสิ่งหะรอมต้องห้ามเนื่องจากมีหะดีษที่กล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ที่ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ” กลุ่มที่สองถือว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจหรือมักโรฮฺ และกลุ่มที่สามถือว่าเป็นที่อนุญาติ โดยกลุ่มนี้ได้ยึดหะดีษดังกล่าวข้างต้นมาเป็นข้อพิสูจน์ถึงการอนุมัติ” อิบนุหัจญ์ริ อัสกิลานีย์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถือว่าหะดีษดังกล่าวได้บ่งบอกถึงข้ออนุมัติให้สตรีสามารถไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺได้ โดยเขากล่าวว่า “หลักฐานและข้อพิสูจน์ที่บ่งบอกว่าอนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺได้ก็คือหะดีษที่มุสลิมรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮฺนั่นเอง” หลังจากนั้นเขาจึงกล่าวหะดีษข้างต้นนี้ (ตัลคีศุลหะบีรฺ เล่ม 2 หน้า 137)

นอกจากนี้ “บักรีย์ ชาฟิอีย์” ยังได้หยิบยกหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงการอนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺโดยไม่ถือเป็นสิ่งหะรอมต้องห้ามสำหรับพวกนางอีกด้วย (อิอานะตุฏฏอลิบีน เล่ม 2 หน้า 142)

นอกจากนี้ “มุหัมมัด อิบนุชัรฺบีนีย์ ชาฟิอีย์” ในหนังสือ “มุฆนิลมุหฺตาจญ์”(มุฆนิลมุหฺตาจญ์ เล่ม 1 หน้า 365) และ “อิบนุหะญัรฺ อัสกิลานีย์” ในหนังสือ “สุบุลุสสลาม”(สุบุลุสสลาม เล่ม 2 หน้า 579 และ 585) ยังได้นำหะดีษดังกล่าวนี้มาเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ถึงข้ออนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺได้ด้วยเช่นกัน

หะดีษที่สี่ “หากิม” ได้รายงานด้วยสะนัดหรือสายรายงานจาก “ญะอฺฟัรฺ อิบนุมุหัมมัด (อิมามญะอฺฟัรฺ อัศศอดิก)” ซึ่งท่านได้รายงานจากบิดาของท่าน และบิดาของท่านได้รายงานมาจาก “อะลี อิบนุลหุสัยน์ (อิมามซัยนุลอาบิดีน)” ซึ่งท่านได้รายงานจากบิดาของท่าน (อลัยฮิมุสลาม) ว่า “แท้จริง ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่านนบี (ศ) ได้เคยไปซิยาเราะฮฺท่านหัมซะฮฺ ผู้เป็นลุงของนางในทุก ๆ วันศุกร์ โดยนางจะนมาซและร้องไห้อยู่เคียงข้างหลุมฝังศพนั้น”(มุสตัดร็อกหากิม เล่ม 1 หน้า 377 กิตาบุลญะนาอิซ และ สุนันบัยฮะกีย์ เล่ม 4 หน้า 78 กิตาบุลญะนาอิซ)

นอกจากนี้ ในหนังสือ “ตัลคีศุลหะบีรฺ” ยังได้นำหะดีษนี้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์ถึงข้ออนุมัติให้สตรีไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺอีกด้วย (ตัลคีศุลหะบีรฺ เล่ม 2 หน้า 137)

อย่างไรก็ตาม “อิบนุหะญัรฺ อิสกิลานีย์” กลับถือว่านี่เป็นหะดีษมุรฺสัล (หะดีษที่มีสายรายงานไม่ต่อเนื่อง) ทั้งนี้เนื่องจากอะลี อิบนุลหุสัยน์ มิได้อยู่ในยุคของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บินติมุหัมมัด (ศ) นั่นเอง (สุบุลุสสลาม เล่ม 2 หน้า 579 และ 580)

คำตอบในที่นี้ก็คือ “หากิมรายงานหะดีษนี้จาก “อะลี อิบนุลหุสัยน์” จากบิดาของท่าน ซึ่งถือเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “หุสัยน์ อิบนุอะลี” คือบุตรชายของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ส) และท่านมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับมารดาของท่าน ดังนั้น จึงถือว่าเป็นหะดีษ “มุสนัด” หาใช่ “มุรฺสัล” ดังที่อิบนุหะญัรฺ อัสกิลานีย์ กล่าวแต่อย่างใดไม่

หะดีษที่ห้า หะดีษที่ “มุสลิม” รายงานจาก “อุมมุอะฏียะฮฺ” ว่า “นางได้กล่าวว่า “เรา (สตรีทั้งหลาย) ถูกสั่งห้ามมิให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ แต่มิได้เป็นคำสั่งห้ามขั้นเด็ดขาด (หรือถือเป็นสิ่งหะรอม กล่าวคือมิได้ถือเป็นคำสั่งห้ามอย่างสิ้นเชิง แต่ยังมีข้ออนุมัติอยูด้วย) (อัลมุฆนิลมุหฺตาจญ์ เล่ม 2 หน้า 430 และ อัชชัรฺหุลกะบีรฺ เล่ม 2 หน้า 427)

การยึดถือหะดีษที่กล่าวโดยภาพรวม (อุมูมตะอฺลีลฟิรฺริวายาต)

หะดีษที่กล่าวอย่างกว้าง ๆ ถึงสุนัตหรือมุสตะหับในการไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺนั้นมีนัยที่ครอบคลุมทั้งชายและหญิง มิได้เจาะจงเฉพาะผู้ชายแต่อย่างใด ดังที่เราจะนำเสนอตัวอย่างบางส่วนต่อไปนี้

1. ท่านนบี (ศ) ได้วจนะว่า “ฉันเคยสั่งห้ามท่านทั้งหลายมิให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ (ทว่า บัดนี้) ขอให้ท่านทั้งหลายไปซิยาเราะฮฺเถิด เพราะในนั้น (ซิยาเราะฮฺกุโบรฺ) มีอุทาหรณ์สอนใจ” (มุสตัดร็อกหากิม เล่ม 1 หน้า 375 – 377 กิตาบุลญะนาอิซ)

2. “จงไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺกันเถิด เพราะจะทำให้พวกท่านมีความสันโดษในโลกดุนยา และทำให้รำลึกถึงโลกอาคิเราะฮฺ” (อ้างแล้ว)
3. “จงไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺกันเถิด เพราะจะทำให้พวกท่านได้รำลึกถึงอาคิเราะฮฺ” (อ้างแล้ว)
4. “จงไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺกันเถิด เพราะจะทำให้พวกท่านได้รำลึกถึงความตาย” (อ้างแล้ว)
5. “จงไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺกันเถิด เพราะการซิยาเราะฮฺพวกเขาจะช่วยเพิ่มพูนความดีงามแก่ท่านทั้งหลาย”(อ้างแล้ว)
6. “(ในอดีต) ฉันเคยสั่งห้ามท่านทั้งหลายมิให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ (บัดนี้) พึงรู้ไว้เถิดว่า พวกท่านจงไปซิยาเราะฮฺกันเถิด เพราะจะทำให้หัวใจสงบมั่น ดวงตามีน้ำตาไหลหลั่ง และทำให้หวลรำลึกถึงอาคิเราะฮฺ แต่จงอย่ากล่าวถ้อยคำที่ไร้สาระ (ในขณะซิยาเราะฮฺ)”(อ้างแล้ว)

7. ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) วจนะว่า “(ในอดีต) ฉันเคยสั่งห้ามท่านทั้งหลายมิให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ (แต่บัดนี้) บุคคลใดที่ปรารถนาจะไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ก็จงไปเถิด เพราะมันจะทำให้หัวใจสงบมั่น ดวงตามีน้ำตาไหลหลั่ง และทำให้หวลรำลึกถึงอาคิเราะฮฺ”(อ้างแล้ว)

8. “อบูซัรฺ” กล่าวว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) ได้กล่าวกับฉันว่า “จงไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺเถิด เพราะจะทำให้ท่านรำลึกถึงอาคิเราะฮฺ” (อ้างแล้ว หน้า 376 – 377 กิตาบุลญะนาอิซ)

สิ่งที่หะดีษดังกล่าวข้างต้นบ่งชี้ถึง “อิสติหฺบาบ” หรือสุนัตให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺนั้น เป็นการกล่าวอย่างกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมทั้งชายและหญิง มิได้เจาะจงเฉพาะผู้ชายแต่อย่างใด และมาตรว่าคำสั่งใช้ให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺมีวิทยปัญญาซ่อนเร้นอยู่ วิทยปัญญานั้นก็หาได้เจาะจงเฉพาะผู้ชายเท่านั้น และเมื่อใดก็ตามที่คำสั่งใช้มีหิกมะฮฺหรือวิทยปัญญาอยู่ หุก่มหรือบทบัญญัติย่อมมีอยู่ด้วยเช่นกัน และไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหิกมะฮฺกับอิลละฮฺ (เหตุผลหรือที่มา)