มุสตะหับในการซิยาเราะฮฺกุโบรฺบรรดาอิมามมะอฺศูมีน (อลัยฮิมุสลาม)

อะฮฺลุลบัยต์ (อลัยฮิมุสลาม) ได้กำชับให้ชาวชีอะฮฺไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺของพวกท่าน ดังที่เราจะขอหยิบยกหะดีษบางส่วนมานำเสนอดังต่อไปนี้

1. “เชคฏูสีย์” รายงานว่า ท่านอิมามอะลี อัรฺริฎอ (อลัยฮิสลาม) กล่าวว่า “แท้จริง อิมามมะอฺศูมทุกคนมีพันธสัญญาเหนือชีอะฮฺและผู้ดำเนินรอยตามพวกเขา และการปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ดีที่สุดประการหนึ่งก็คือการซิยาเราะฮฺกุโบรฺของพวกเขานั่นเอง” (ตะฮฺซีบุลอะหฺกาม เล่ม 6 หน้า 78 และ 79 หะดีษที่ 3)

2. “มุหัมมัด อิบนุมุสลิม” รายงานว่า ท่านอิมามมุหัมมัด อัลบากิรฺ (อลัยฮิสลาม) กล่าวว่า “จงเตือนชีอะฮฺของเราให้ซิยาเราะฮฺหุสัยน์ อิบนุอะลี (อลัยฮิมัสสลาม) เถิด เพราะวาญิบสำหรับผู้ศรัทธาทุกคนที่จะต้องจำนนว่า หุสัยน์ (อ) คืออิมามที่ถูกสถาปนามาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกริกเกียรติ เกรียงไกร”(บิหารุลอันวารฺ เล่ม 98 หน้า 3 และ อะมาลีย์ เชคศุดูก หน้า 126)

3. “อะลี อิบนุมัยมูน” กล่าวว่าฉันได้ยินท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศศอดิก (อลัยฮิสลาม) กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าบุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่านจะประกอบพิธีหัจญ์ถึงหนึ่งพันครั้งก็ตาม แต่ถ้าเขาไม่ได้ซิยาเราะฮฺกุโบรฺอิมามหุสัยน์ (อลัยฮิสลาม) เท่ากับเขาได้ละเลยหน้าที่ที่พึงมีต่ออัลลอฮฺ” มีผู้ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? อิมาม (อ) จึงกล่าวว่า “วาญิบที่มุสลิมทุกคนจะต้องสนองสิทธิหุสัยน์ (อ)”(บิหารุลอันวารฺ เล่ม 98 หน้า 5)

การซิยาเราะฮฺกุโบรฺ กับข้ออนุมัติให้เดินทางโดยมีเจตนาจะไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ

ก่อนหน้านี้ เราได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าอุละมาอ์สำนักคิดวะฮะบีย์ในยุคหลังมีทัศนะและความเชื่อว่าการออกเดินทางโดยมีเจตนาที่จะไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺนั้น ไม่เป็นสิ่งที่อนุมัติหรือถือเป็นบิดอะฮฺที่เพิ่มเข้ามาในหลักการศาสนา ถึงแม้จะเป็นกุโบรฺของท่านนบี (ศ) ก็ตาม (ในขณะที่อิบนุตัยมียะฮฺถือว่าการซิยาเราะฮฺกุโบรฺทั้งหมดเป็นสิ่งต้องห้ามหรือหะรอมอย่างสิ้นเชิง)

ต่อไปนี้ เราจะเสนอหลักฐานและข้อพิสูจน์ว่าศาสนบัญญัติแห่งอิสลามอนุมัติให้ออกเดินทางโดยมีเจตนาที่จะไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ)

1. อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงตรัสว่า “ถ้าหากพวกที่สร้างความอธรรมต่อตนเองได้มาหาเจ้า...” ซึ่งคำว่า “มะญีอ์” ให้ความหมายถึงการเดินทางทั้งใกล้และไกล (สูเราะฮฺอันนิสาอ์ 4 : 64)

2. หะดีษที่ท่านนบี (ศ) กล่าวว่า “บุคคลใดซิยาเราะฮฺกุโบรฺของฉัน....” คำว่า “ซิยาเราะฮฺ” ให้ความหมายโดยรวมของการเดินทางทั้งใกล้และไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ริวายะฮฺที่มีสายรายงานเศาะหี๊หฺซึ่งรายงานโดย “อิบนุสสะกัน” ที่กล่าวว่า “บุคคลใดมายังฉันเพื่อการซิยาเราะฮฺ” นั้น โดยนัยแล้วให้ความหมายรวมถึงการออกเดินทางด้วยเช่นกัน

3. ในบางหะดีษหรือบางริวายะฮฺได้ให้ความหมายที่ชัดเจนหรืออย่างน้อยก็เป็นการชี้ให้เห็นถึงข้ออนุมัติหรือส่งเสริม (อิสติหฺบาบ) ให้ซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ถึงแม้จะเป็น “ชัดดิริหาล” หรือการเตรียมตัวออกเดินทางโดยมีเจตนาที่จะไปซิยาเราะฮฺก็ตาม

“มุสลิม” และนักบันทึกหะดีษคนอื่น ๆ ได้รายงานด้วยสะนัดที่เศาะหี๊หฺจาก “บุรัยดะฮฺ อัสละมีย์” ว่า ท่านนบี (ศ) ได้วจนะว่า “ในอดีต ฉันเคยสั่งห้ามพวกท่านมิให้ซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ทว่า บัดนี้ มุหัมมัด (ศ) ได้รับอนุมัติให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺมารดาของเขาแล้ว ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงไปซิยาเราะฮฺด้วยเถิด เพราะจะทำให้พวกท่านได้รำลึกถึงวันอาคิเราะฮฺ”(เศาะหี๊หฺมุสลิม เล่ม 2 หน้า 366 หะดีษที่ 107 กิตาบุลญะนาอิซ และ เศาะหี๊หฺติรฺมิซีย์ เล่ม 3 หน้า 370)

จากวจนะของท่านนบี (ศ) ที่ว่า “มุหัมมัด (ศ) ได้รับอนุมัติให้ไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺมารดาของเขาแล้ว ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงไปซิยาเราะฮฺด้วยเถิด” ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งโดยมีเจตนาที่จะไปซิยาเราะฮฺนั้น ไม่ขัดกับศาสนบัญญัติแต่อย่างใด

“สัมอานีย์” รายงานจากท่านอิมามอะลี (อ) ว่า “ภายหลังจากญะนาซะฮฺท่านนบี (ศ) ถูกฝังผ่านไปได้ 3 วัน ได้มีอาหรับเบดูอินคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในนครมะดีนะฮฺ และมุ่งตรงไปยังกุโบรฺของท่านนบี (ศ) เมื่อไปถึงที่นั่น เขาได้ล้มลงเกลือกกลิ้งไปบนกุโบรฺของท่าน (ศ) และกอบดินบนกุโบรฺใส่ศีรษะของตนพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ ศาสนทูตของอัลลอฮฺ (ศ) ท่านได้กล่าว และเราก็ได้ยินในสิ่งที่ท่านกล่าว ท่านได้รับโองการทั้งหลายจากอัลลอฮฺ และเราได้รับโองการเหล่านั้นจากท่าน หนึ่งในโองการที่ถูกประทานลงมายังท่านก็คือ “ถ้าหากพวกที่สร้างความอธรรมต่อตนเองได้มาหาเจ้า......” (บัดนี้) ฉันได้สร้างความอธรรมต่อตัวฉันเอง ดังนั้น ฉันจึงได้มาหาท่าน (ศ) เพื่อให้ท่านขอการอภัยโทษให้กับฉันด้วย” (วะฟาอุลวะฟาอ์ สัมฮูดีย์ เล่ม 2 หน้า 612)

เรื่องราวที่บิลาลฝันเห็นท่านนบี (ศ) และการออกเดินทางจากเมืองชามสู่นครมะดีนะฮฺเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ถือเป็นพยานหลักฐานได้เป็นอย่างดีถึงข้ออนุมัติให้ “ชัดดิริหาล” เพื่อซิยาเราะฮฺกุโบรฺ (อุสดุลฆอบะฮฺ เล่ม 1 หน้า 307 และ 308, มุคตะศ็อรฺตารีคดะมิชก์ เล่ม 4 หน้า 118 และ ตะฮฺซีบุลกะมาล เล่ม 4 หน้า 289)

“สับกีย์” รายงานว่า “อุมัรฺ อิบนุอับดิลอะซีซ” จะส่งตัวแทนของตนจากเมืองชามให้เดินทางไปยังนครมะดีนะฮฺเสมอ ๆ เพื่อให้นำสลามของเขาไปบอกกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) แล้วเดินทางกลับ (เมืองชาม)” (ชะฟาอุสสิกอม หน้า 55)

“เคาะฏีบ บัฆดาดีย์” รายงานจาก “อบีอะลี เคาะลาล ชัยค์หะนาบิละฮฺ” ว่าเขาได้กล่าวว่า “ในสมัยของตน ไม่มีอุปสรรคปัญหาสำคัญใดที่อุบัติขึ้นกับฉัน นอกจากฉันจะต้องออกเดินทางเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ “มูสา อิบนุญะอฺฟัรฺ (อลัยฮิสลาม)” และหลังจากที่ฉันได้ตะวัสสุลผ่านท่านแล้ว อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงประทานตามที่ฉันปรารถนา”(ตารีคบัฆดาด เล่ม 1 หน้า 120)

รายงานของ “อบูบักรฺ มุหัมมัด อิบนุมุอัมมิล” ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ ถือเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ถึงข้ออนุมัติให้ “ชัดดิริหาล” หรือการออกเดินทางเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺได้เป็นอย่างดีเช่นกัน (ตะฮฺซีบุตตะฮฺซีบ เล่ม 7 หน้า 339)

“ฏ็อลหะฮฺ อิบนุอุบัยดิลลาฮฺ” กล่าวว่า “เราได้ออกเดินทางกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ) เพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺบรรดาชุฮะดาอ์แห่งอุหุด” (สุนันอบีดาวูด เล่ม 2 หน้า 218 หะดีษที่ 357)

“ท่านหญิงอาอิชะฮฺ” กล่าวว่า “ทุกค่ำคืนที่เป็นคิวของฉัน ในช่วงสุดท้ายของคืน ท่านนบี (ศ) จะออกไปซิยาเราะฮฺที่กุโบรฺบากีอฺเสมอ” (มุสตัดร็อกหากิม เล่ม 1 หน้า 533)

จากริวายะฮฺดังกล่าวข้างต้น และริวายะฮฺอื่น ๆ จึงถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าไม่เพียงแต่ “ชัดดิริหาล” จะได้รับการอนุมัติให้ปฏิบัติได้เท่านั้น แต่ยังถือเป็นการส่งเสริมให้กระทำหรือ “มุสตะหับ” อีกด้วย

4. เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาถึงวิถีชีวิตของมุสลิมในอดีต เราจะประจักษ์ถึงวัตรปฏิ บัติที่เป็นเอกฉันท์ (อิจญ์มาอฺมุสลิมีน) ว่าพวกเขาได้ออกเดินทางเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺของบรรดาเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

5. ในตำราเศาะหี๊หฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ มีบันทึกหะดีษท่านนบี (ศ) เอาไว้อย่างมากมายที่กล่าวในทำนองว่า “บุคคลใดที่ก้าวเท้าไปยังมัสญิด ทุกย่างก้าวของเขาจะได้รับการเทิดฐานภาพให้สูงส่ง และเขาจะได้รับการอภัยโทษในความผิดบาป”(โปรดดู “เศาะหี๊หฺมุสลิม”)

และษะวาบหรือมรรคผลดังกล่าวจะเป็นไปไม่ได้นอกจากจะต้องผ่านขั้นตอนของการเริ่มต้นหรือมุก็อดดิมะฮฺในการออกเดินทางไปยังมัสญิด ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า “ชัดดิริหาล” หรือการออกเดินทางเพื่อไปซิยาเราะฮฺเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺ ถือเป็นมุก็อดดิมะฮฺหรือจุดเริ่มต้นเพื่อให้ได้รับซึ่งมรรคผลหรือมุสตะหับด้วยเช่นกัน

อะไรคือหลักฐานที่พวกวะฮะบีย์ใช้เป็นข้อพิสูจน์ว่าการซิยาเราะฮฺกุโบรฺเป็นสิ่งต้องห้าม ?

หลักฐานสำคัญที่พวกวะฮะบีย์หยิบยกขึ้นมาเป็นข้อพิสูจน์ว่าการซิยาเราะฮฺกุโบรฺ ไม่ว่าจะเป็นกุโบรฺของเอาลิยาอ์หรือกุโบรฺของท่านนบี (ศ) ก็ตามว่าถือเป็นสิ่งหะรอมต้องห้ามก็คือริวายะฮฺที่“อบูฮุร็อยเราะฮฺ” รายงานว่า ท่านนบี (ศ) ได้วจนะว่า “ชัดดิริหาล” เป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นการเดินทางไปยังสามมัสญิดนี้เท่านั้นคือ มัสญิดุนนบี มัสญิดุลหะรอม มัสญิดุลอักศอ”(เศาะหี๊หฺบุคอรีย์ เล่ม 2 หน้า 136 กิตาบุศเศาะลาฮฺ และ เศาะหี๊หฺมุสลิม เล่ม 4 หน้า 126 กิตาบุลหัจญ์)

คำตอบ ณ ที่นี้ก็คือ มีข้อสันนิษฐาน 2 ประการต่อ“มุสตัษนา มินฮฺ” ในหะดีษข้างต้น

ข้อสันนิษฐานประการแรก “มุสตัษนา มินฮฺ” ในที่นี้คือ “มัสญิดุน มินัลมะสาญิด” (มัสญิดหนึ่งจากมัสญิดทั้งหลาย) กล่าวคือตัวบทหะดีษจะเป็นดังนี้คือ “จงอย่า “ชัดดิริหาล” ไปยังมัสญิดหนึ่งจากมัสญิดทั้งหลาย ยกเว้นเพียงสามมัสญิดเท่านั้น”

ข้อสันนิษฐานประการที่สอง “มุสตัษนา มินฮฺ” ในที่นี้คือ “มะกาน มินัลอัมกะนะฮฺ” (สถานที่หนึ่งจากสถานที่ทั้งหลาย) มีนัยว่า “จงอย่า “ชัดดิริหาล” ไปยังสถานที่หนึ่งจากสถานที่ทั้งหลาย ยกเว้นเพียงสามมัสญิดเท่านั้น”

ดังนั้น ตามข้อสันนิษฐานแรก ไม่อาจจะนำมาเป็นหลักฐานว่า “ชัดดิริหาล” หรือการไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺของท่านนบี (ศ) ว่าเป็นสิ่งต้องห้ามหรือหะรอมได้ ทั้งนี้เนื่องจากกุโบรฺท่านนบี (ศ) มิใช่มัสญิดแต่อย่างใดนั่นเอง

ส่วนข้อสันนิษฐานที่สอง เป็นไปไม่ได้ที่จะตีความริวายะฮฺโดยรวม ๆ เพราะจะมีผลทำให้การเดินทางทุกชนิดกลายเป็นสิ่งต้องห้ามไปโดยปริยายนั่นเอง ถึงแม้ว่าการเดินทางเหล่านั้นจะมิได้มีเจตนาเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺก็ตาม ซึ่งไม่มีใครที่ถือปฏิบัติเช่นนั้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ข้อห้าม “ชัดดิริหาล” เพื่อการออกเดินทางไปซิยาเราะฮฺมัสญิดอื่น ๆ นอกเหนือจากมัสญิดทั้งสามดังกล่าว จึงหาใช่ข้อห้ามที่เป็นหะรอม (นะฮฺย์ตะหฺรีมีย์) แต่อย่างใดไม่ แต่เป็นข้อห้ามเชิงชี้นำ (นะฮฺย์อิรฺชาดีย์) ต่างหาก เพราะโดยทั่วไป ทุก ๆ เมืองต่างก็มีมัสญิดอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องเดินทางไปซิยาเราะฮฺมัสญิดที่เมืองอื่น ๆ ซึ่งต่างกับการซิยาเราะฮฺกุโบรฺเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺที่มีมรรคผลและความจำเริญอย่างมากมาย ซึ่งเราจะได้กล่าวในบทที่ว่าด้วยเรื่องนี้

นอกจากนี้ “ฆ็อซซาลีย์” ยังมีทัศนะเช่นกันว่า “การเดินทางโดยมีเจตนาเพื่อการอิบาดะฮฺ ถือเป็นมุสตะหับ” ตัวอย่างเช่น การเดินทางเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺอันบิยาอ์ เศาะหาบะฮฺ ตาบิอีน เอาลิยาอ์ และอุละมาอ์ ดังนั้น กล่าวโดยรวมแล้ว บุคคลที่ผู้คนแสวงหาความจำเริญในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ สามารถที่จะซิยาเราะฮฺหลังจากเขาได้ล่วงลับไปแล้วเพื่อแสวงหาความจำเริญได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น “ชัดดิริหาล” โดยมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาความจำเริญจึงถือเป็นสิ่งอนุมัติในอิสลาม และไม่ถือว่าขัดแย้งแต่อย่างใดทั้งสิ้นกับหะดีษที่ท่านนบี (ศ) ได้วจนะไว้ว่า “จงอย่า “ชัดดิริหาล” ยกเว้นเพื่อสามมัสญิดเท่านั้น” ทั้งนี้เนื่องจากหะดีษนี้กล่าวถึงมัสญิดทั้งหลาย ซึ่งแต่ละมัสญิดเหล่านั้นต่างก็มีฟะฎีละฮฺหรือความประเสริฐเท่าเทียมกัน ไม่มีมัสญิดหนึ่งมัสญิดใดที่มีความเหนือกว่าในแง่ของการเดินทางเพื่อไปซิยาเราะฮฺหรือเยี่ยมเยียนแต่อย่างใด ยกเว้นเฉพาะสามมัสญิดเท่านั้นที่มีฐานภาพเฉพาะแตกต่างกว่ามัสญิดทั้งหลายซึ่งการเดินทางเพื่อไปเยี่ยมเยียนทั้งสามมัสญิดนี้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเดินทางเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺแต่อย่างใดด้วย (อิหฺยาอุลอุลูม ฆ็อซซาลีย์ เล่ม 2 หน้า 247 กิตาบอาดาบุสสิฟัรฺ)

ตอบโต้ทัศนะอิบนุตัยมียะฮฺ

ในประเด็นดังกล่าวนี้ “อิบนุตัยมียะฮฺ” เสมือนจงใจบิดพริ้วความเป็นจริงอย่างแนบเนียน เพราะแทนที่เขาจะยึด “อัลมะสาญิด” มาเป็น “มุสตัษนามินฮฺ” ตามหลักไวยกรณ์อาหรับ แต่กลับนำหะดีษดังกล่าวไป “กิยาส” หรืออุปมานกับการห้าม “ชัดดิริหาล” โดยมีเจตนาเพื่อไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺอันบิยาอ์ เอาลิยาอ์ และศอลิหีนแทน ดังที่เขากล่าวว่า “ถ้าหากการเดินทางไปยังบรรดาบ้านของอัลลอฮฺ (มะสาญิด) ที่มิใช่สามบ้าน (มัสญิดทั้งสาม) เป็นสิ่งที่ขัดกับศาสนบัญญัติตามทัศนะของอิมามทั้งสี่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ท่านนบี (ศ) ยังได้สั่งห้ามอีกด้วยแล้ว ดังนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรกันที่จะอนุมัติให้เดินทางไปยังบ้านของสิ่งถูกสร้าง (หมายถึงผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งกุโบรฺของพวกเขาได้ถูกทำให้เป็นมัสญิด เจว็ด และการเฉลิมฉลองไปเสียแล้ว”(อัลฟะตาวา อิบนุตัยมียะฮฺ)

คำตอบ
ประการแรก มีหลักฐานและข้อพิสูจน์ใดหรือที่บ่งชี้ว่าอิสลามมีข้อห้ามมิให้เดินทางไปซิยาเราะฮฺบ้านของอัลลอฮฺหรือมัสญิดทั้งหลายนอกจากมัสญิดทั้งสาม ซึ่งเราได้กล่าวไปแล้วว่าข้อห้ามตามริวายะฮฺข้างต้นนั้นถือเป็นข้อเตือนสติ (นะฮฺย์ตันซีฮีย์ หรืออิรฺชาดีย์) มิใช่ข้อห้ามในเชิงบัญญัติ(นะฮฺย์ตะหฺรีมีย์ หรือเมาละวีย์)แต่อย่างใด

ประการที่สอง อิบนุตัยมียะฮฺได้อ้างทัศนะของอิมามแห่งมัซฮับทั้งสี่ว่าพวกเขาถือเป็นสิ่งหะรอมต้องห้ามในการกระทำดังกล่าว ในขณะที่เราไม่พบหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวว่าท่านทั้งสี่มีทัศนะดังกล่าวจริงตามคำอ้างของเขา

ประการที่สาม สมมุติว่าเราให้การยอมรับว่า ศาสนบัญญัติไม่อนุมัติให้เดินทางไปซิยาเราะฮฺมัสญิดทั้งหลายนอกจากมัสญิดทั้งสามจริง ก็ไม่อาจจะหยิบยกมาเป็นหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ที่จะลบล้างให้การเดินทางไปยังบ้านของนบีซึ่งกุรอานได้กล่าวว่า “ในบ้านทั้งหลาย อัลลอฮฺทรงอนุมัติให้เทิดเกียรติและให้พระนามของพระองค์ถูกรำลึกอยู่ในสถานที่เหล่านั้นเสมอ ๆ” ว่าเป็นสิ่งหะรอมต้องห้าม ทั้งนี้ก็เพราะการที่พระองค์ทรงอนุมัติให้ทำการรำลึกพระองค์ในบ้านอันจำเริญเหล่านั้น ย่อมขัดกับความคิดที่ว่าพระองค์ทรงยับยั้งบ่าวมิให้เดินทางสู่สถานที่ดังกล่าว นอกจากนี้ การพิสูจน์ข้อห้ามด้วยเหตุผลดังกล่าวยังถือว่าเป็น “การอุปมานทั้งที่มิอาจเปรียบเทียบกันได้” หรือ “กิยาสมะอัลฟาริก” อีกด้วย เพราะถึงแม้ว่าบ้านของอัลลอฮฺที่นอกเหนือจากมัสญิดทั้งสามจะมีฐานภาพเท่าเทียมกันในด้านมรรคผลของการไปนมาซก็ตาม แต่ย่อมมีความแตกต่างกับการซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) และเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺที่มีมรรคผลอื่น ๆ ติดตามมาอย่างมากมาย เช่น การขอตะวัสสุลและอิสติฆอษะฮฺผ่านดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์และจำเริญของพวกเขาซึ่งมีหลักฐานและข้อพิสูจน์ว่าเป็นที่อนุมัติตามศาสนบัญญัติ

ประการที่สี่ “อิบนุตัยมียะฮฺ” กล่าวว่า “บรรดามุสลิมต่างยึดเอากุโบรฺอันบิยาอ์มาเป็น “เจว็ด” ของตน” คำถามก็คือใครกันหรือที่มีเจตนาเช่นนั้น ? และนี่มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นการบิดเบือนและใส่ร้ายป้ายสีพี่น้องของตนเองอย่างน่าละอายใจที่สุด ดังที่เราได้พิสูจน์ผ่านมาแล้วในประเด็นเกี่ยวกับการอิสติฆอษะฮฺดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเอาลิยาอ์แห่งอัลลอฮฺ

อุละมาอ์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ กับการโต้ตอบอิบนุตัยมียะฮฺ
จากกรณีที่อิบนุตัยมียะฮฺเป็นหัวขบวนและเป็นตัวจุดชนวนคัดค้าน “ชัดดิริหาล” เพื่อการไปซิยาเราะฮฺเอาลิยาอ์ ซึ่งขัดแย้งกับทัศนะและวัตรปฏิบัติของมุสลิมเกือบทั้งหมดนี้เอง ด้วยเหตุนี้อุละมาอ์จำนวนมากจึงลุกขึ้นมาตอบโต้ทัศนะของเขา ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (อิบนุหัจญ์รฺ อัสเกาะลานีย์)

2. หาฟิซ ซะฮะบีย์
ในหนังสือ “สิยัรอะอฺลามุนนุบะลาอ์” “ซะฮะบีย์” ได้กล่าวตอบโต้อิบนุตัยมียะฮฺกรณีที่เขาถือว่าการซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) เป็นสิ่งหะรอมต้องห้ามดังนี้ว่า “สำหรับผู้ที่ได้ยืนเคียงข้างห้องอันจำเริญของท่านนบี (ศ) ด้วยความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าและยอมจำนนพร้อมกับกล่าวสลามหรือขอความสันติแด่ท่านนบี (ศ) นั้น ช่างโชคดีเสียนี่กระไรสำหรับบุคคลผู้นั้น (เพราะ) เขาได้ซิยาเราะฮฺด้วยสภาพที่ดีที่สุด และได้สำแดงความรักที่งดงามที่สุดออกมา และโดยแน่นอนยิ่ง เขาได้ให้การเคารพภักดีพระองค์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้ซิยาเราะฮฺจะได้รับทั้งรางวัลจากการซิยาเราะฮฺและรางวัลจากการกล่าวสลามแด่ท่านนบี (ศ) นั่นเอง และบุคคลใดกล่าวขอความสันติแด่ท่านนบี (ศ) หนึ่งครั้ง อัลลอฮฺจะทรงประทานสิบความสันติแก่เขา แต่สำหรับผู้ที่ซิยาเราะฮฺท่านนบี (ศ) โดยปราศจากมารยาทที่ดีงามในการซิยาเราะฮฺ หรือได้สัจญ์ดะฮฺ (กราบ) บนกุโบรฺ หรือปฏิบัติสิ่งที่มิได้รับการอนุมัติตามศาสนบัญญัติ เท่ากับเขาได้ปฏิบัติอะมัลที่ดีควบคู่กับอะมัลที่เลว ซึ่งจำเป็นต้องให้การศึกษาแก่เขาด้วยความรักความเมตตา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ! การที่มุสลิมคนหนึ่งกู่ก้องร้องตะโกนก็ดี จูบที่ผนังกำแพงก็ดี หรือร้องห่มร้องไห้อย่างหนักก็ดี เขามิได้กระทำลงไปเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อสำแดงความรักต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์เท่านั้น และ “ความรักที่มีต่อท่านนบี (ศ)” คือมาตรวัดหรือบรรทัดฐานที่จะจำแนกระหว่างชาวสวรรค์กับชาวนรกนั่นเอง ดังนั้น การซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) จึงถือเป็นอะมัลที่ประเสริฐที่จะมีผลทำให้ได้ใกล้ชิดอัลลอฮฺ และสมมุติว่าเรายอมรับว่าการตระเตรียมสัมภาระเพื่อเดินทางไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺอันบิยาอ์และเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺเป็นการกระทำที่ไม่มีอยู่ในศาสนบัญญัติตามหลักฐานและข้อพิสูจน์จากหะดีษที่กล่าวอย่างกว้าง ๆ ว่า “จงอย่า “ชัดดิริหาล” ยกเว้นเพื่อการเดินทางไปยังสามมัสญิดเท่านั้น” เราขอกล่าวว่า “การตระเตรียมสัมภาระเพื่อเดินทางไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) ก็คือการตระเตรียมสัมภาระเพื่อเดินทางไปซิยาเราะฮฺมัสญิดของท่าน (ศ) นั่นเอง ดังนั้น อันดับแรก ผู้ซิยาเราะฮฺจะเริ่มต้นแสดงความเคารพมัสญิดท่านนบี (ศ) หลังจากนั้นเขาจึงแสดงความเคารพผู้เป็นเจ้าของมัสญิด ขออัลลอฮฺทรงโปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่เราและท่านทั้งหลายจากการซิยาเราะฮฺนี้ด้วยเทอญ อามีน”(สิยัรุอะอฺลามุนนุบะลาอ์ เล่ม 4 หน้า 484)

นอกจากนี้ “ชัยค์ชุอีบ อัรฺนาอูฏ” ได้อธิบายเพิ่มเติมทัศนะของซะฮะบีย์ว่า “เจตนารมณ์ของผู้เขียน (ซะฮะบีย์) ณ ที่นี้ ก็เพื่อที่จะโต้แย้งอิบนุตัยมียะฮฺผู้เป็นอาจารย์ของท่านที่มีความเชื่อว่าไม่เป็นที่อนุมัติให้ออกเดินทางโดยมีเจตนาที่จะไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) นั่นเอง”(สิยัรอะอฺลามุนนุบะลาอ์ เล่ม 4 หน้า 485)

ตอบโต้อิบนุตัยมียะฮฺเกี่ยวกับการซิยาเราะฮฺกุโบรฺ

อุละมาอ์ร่วมสมัยกับอิบนุตัยมียะฮฺ ตลอดจนผู้อาวุโสในกลุ่มชนของเขาต่างออกมาคัดค้านและตอบโต้แนวความคิดอันบิดเบือนเกี่ยวกับการซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) ด้วยการเขียนหนังสือหรือตำราออกมาอย่างมากมาย เช่น

1. “ชะฟาอุสสิกอม ฟีซิยาเราะติค็อยริลอะนาม” โดย ตะกียุดดีน สุบกีย์
2. “อัดดุรฺเราะตุลมีฎียะฮฺ ฟิดร็อดดิ อะลา อิบนิตัยมียะฮฺ” โดย ตะกียุดดีน สุบกีย์
3. “อัลมะกอละตุลมัรฺฎียะฮฺ” โดย กอฎีลเกาะฎอต มาลิกียะฮฺ ตะกียุดดีน อบีอับดิลลาฮฺ อัคนาอีย์
4. “นัจญ์มุลมุฮฺตะดีย์ วะ ร็อจญ์มุลมุกตะดีย์” โดย ฟัครฺ อิบนุมุอัลลิม กุรฺชีย์
5. “ดัฟอุชชุบฮะฮฺ” โดย ตะกียุดดีน เศาะนีย์
6. “อัตตุหฺฟะตุลมุคตาเราะฮฺ ฟิดร็อดดิ อะลา มุนกิริซซิยาเราะฮฺ” โดย ตาญุดดีน ฟากิฮานีย์
7. “อัลเญาฮะรุลมะนัซซ็อม ฟิซิยาเราะติลก็อบริชชะรีฟินนะบะวิลมุกัรฺร็อม” โดย อิบนุหัจญ์รฺ มักกีย์


จำแนกระหว่างซิยาเราะฮฺที่อนุมัติ กับซิยาเราะฮฺบิดอะฮฺ

“ชัยค์บินบาซ” มุฟตีย์วะฮะบีย์แห่งราชสำนักซาอุดีฯ กล่าวว่า “ในความเป็นจริงแล้ว การซิยาเราะฮฺแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

ประเภทแรก ถือเป็นที่อนุมัติ ในกรณีที่บุคคลหนึ่งไปซิยาเราะฮฺเพื่อขอดุอาอ์ให้แก่ชาวกุโบรฺที่เป็นญาติมิตรของเขา หรือการซิยาเราะฮฺจะทำให้เขาได้หวลรำลึกถึงอาคิเราะฮฺ

ประเภทที่สอง ถือเป็นบิดอะฮฺ ในกรณีที่บุคคลหนึ่งไปยังกุโบรฺเพื่อที่จะอ่านคัมภีร์อัลกุรฺอาน หรือนมาซ หรือทำกุรฺบานที่กุโบรฺ ถือว่าการกระทำดังกล่าวนี้เป็นบิดอะฮฺและเป็นสื่อที่จะนำไปสู่การทำชิริก (ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ)

ประเภทที่สาม ถือเป็นการกระทำชิริกอักบัรฺ (การตั้งภาคีขั้นร้ายแรง) ในกรณีของการเชือดสัตว์พลีเพื่อถวายแก่ผู้ตาย หรือเพื่อแสวงความใกล้ชิดกับผู้ตาย หรือการเรียกผู้ตาย และการร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ตาย (ซึ่งเป็นสิ่งอื่น) นอกจากอัลลอฮฺในการไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺ การกระทำดังกล่าวถือเป็นชิริกที่ยิ่งใหญ่ ขออัลลอฮฺทรงโปรดปกป้องเราให้พ้นจากการกระทำดังกล่าวด้วยเทอญ ด้วยเหตุนี้ จึงถือเป็นวาญิบที่จะต้องหลีกเลี่ยงจากการซิยาเราะฮฺที่เป็นบิดอะฮฺ และไม่มีข้อแตกต่างในระหว่างท่านนบี (ศ) หรือกัลยาณชน (ศอลิหีน) หรือใครก็ตาม ในการที่บุคคลหนึ่งจะเรียกร้อง (ในขณะซิยาเราะฮฺ) และถือว่าการกระทำต่อไปนี้อยู่ในจำพวกเดียวกับการการทำของพวกญาฮิลียะฮฺที่ เช่น การเรียกร้อง (ดะอาอ์) หรือขอความช่วยเหลือ (อิสติฆอษะฮฺ) จากท่านนบี (ศ) หรือการอยู่เคียงข้างกุโบรฺ (อิมาม) หุสัยน์ หรือบรรพชน (บะดะวีย์) หรือชัยค์อับดุลกอดิรฺ อัลญีลานีย์ หรือใครก็ตาม”(มัจญ์มูอฺฟะตาวา วะมะกอลาตมุตะเนาวิอะฮฺ บินบาซ เล่ม 4 หน้า 344)

คำตอบโต้
ประการแรก เราได้พิสูจน์มาก่อนหน้านี้แล้วว่าการอ่านคัมภีร์อัลกุรฺอานและการนมาซเคียงข้างกุโบรฺเอาลิยาอ์ของอัลลอฮฺถือเป็นข้ออนุมัติในอิสลาม ยิ่งไปกว่านั้น ยังถือเป็นอะมัลที่ประเสริฐอีกด้วย

ประการที่สอง ไม่มีมุสลิมคนใดที่มีความเชื่อว่าการเชือดกุรฺบานของเขาเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดกับผู้ตาย เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าการพลีสัตว์นั้นจะต้องเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะเท่านั้น เพียงแต่พวกเขาหวังว่าษะวาบหรือมรรคผลจากอะมัลดังกล่าวจะส่งผลถึงวิญญาณของผู้ตายโดยผ่านการตะวัสสุล ทั้งนี้เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งนั่นเอง

ประการที่สาม เราได้กล่าวอย่างคร่าว ๆ มาแล้วว่า การอิสติฆอษะฮฺหรือขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺโดยผ่านวิญญาณเอาลิยาอ์ของพระองค์นั้นไม่ถือเป็นชิริกอย่างแน่นอน ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องมิใช่เป็นการร้องขอจากเอาลิยาอ์โดยตรง...............

“ชัยค์มุหัมมัด ซาฮิด เกาษะรีย์” อุละมาอ์จากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรฺแห่งอียิปต์กล่าวว่า “แท้จริง การที่อิบนุตัยมียะฮฺเพียรพยายามที่จะห้ามมิให้ประชาชนไปซิยาเราะฮฺกุโบรฺท่านนบี (ศ) นั้น ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนถึงความอคติและความอาฆาตพยาบาทซึ่งซุกซ่อนภายในจิตใจของเขาที่มีต่อท่านนบี (ศ) เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะจินตนาการไปได้อย่างไรกันว่าถือเป็นการทำชิริกหรือตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺสำหรับมุสลิมที่ไปซิยาเราะฮฺและขอตะวัสสุลจากอัลลอฮฺผ่านท่านนบี (ศ) ? มวลมุสลิมเชื่อว่าท่าน (ศ) มีสิทธิเหนือพวกเขา เชื่อว่าท่านคือบ่าวและศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพวกเขาต่างรำลึกถึงท่าน (ศ) อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันด้วยการกล่าวนามชื่อของท่านในนมาซซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างน้อยที่สุดก็ 25 ครั้งในแต่ละวัน โดยปกติทั่วไปแล้ว ถ้าหากประชาชนกระทำบิดอะฮฺหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาในศาสนา ผู้รู้หรืออุละมาอ์จะต้องตักเตือนและห้ามปราม และชี้นำพวกเขาให้กลับไปสู่แบบฉบับหรือสุนนะฮฺในการซิยาเราะฮฺหรืออะมัลอื่นที่นอกเหนือจากนี้ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่มีอุละมาอ์ท่านใดที่ฟัตวาว่า การซิยาเราะฮฺและการตะวัสสุลของประชาชนเป็นการกระทำที่ชิริกหรือตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ใช่เลย บุคคลแรกที่กล่าวหาประชาชนที่กระทำสิ่งดังกล่าวว่าเป็นชิริกก็คือ “อิบนุตัยมียะฮฺ” นั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังนำเสนอหลักฐานและข้อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินและเลือดของมุสลิมเหล่านี้เป็นที่หะลาล (อนุมัติ) ที่จะยึดและเข่นฆ่าสังหารได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มีพวกที่รับแนวความคิด (ที่ผิดเพี้ยน) ของอิบนุตัยมียะฮฺมาสานต่อในสังคมมุสลิม”(ตักมิละตุสสัยฟิศเศาะกีล หน้า 156)