ท่านได้อ้างหนังสือที่รายงานริวายะฮ์เหล่านั้นจากหนังสือ ริญาล อัล กัชชีย์ อีกทอดหนึ่งไว้จำนวน 11 เล่ม

จากนั้นท่านอัลลามะฮ์ได้เริ่มวิเคราะห์สายสืบและวิธีการรวบรวมฮะดิษ ของท่าน กัชชีย์ ซึ่งจะขอสรุปเป็นบางส่วนดังนี้
1. กัชชีย์ เป็นลูกศิษย์ของอัยยาชีย์ และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจากเขา ท่านนัจญาชีย์ได้กล่าวถึง อัยยาชี ว่า เขาเป็นบุคคลที่อ่อนแอ (ฎออีฟ) และชอบรายงานฮะดิษจากบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือจำนวนมาก และเริ่มแรกทีเดียวเขายึดถือมัซฮับอะห์ลิซซุนนะฮ์ และเขาได้รับฟังฮะดิษของอะห์ลิซซุนนะฮ์จำนวนมากมาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงรายงานฮะดิษประเภทนี้ไว้อย่างมากมาย

2. ท่านนัจญาชีย์ได้กล่าวว่า กัชชีย์ มีหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับ “ริญาล” หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาต่างๆมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อผิดพลาดต่างๆมากมายเช่นกัน

3. นัจญาชีย์ยังได้กล่าวเกี่ยวกับกัชชีย์ไว้เช่นนี้อีกว่า เขาเล่าฮะดิษจากบุคคลที่อ่อนแอ (ฏออีฟ) และไม่น่าเชื่อถือ

4. เจ้าของหนังสือ “กอมูซ อัรริญาล” ได้กล่าวว่า “จากหนังสือริญาลของกัชชีย์นั้น ไม่มีต้นฉบับที่ถูกต้อง(ซอเฮียะฮ์) ตกถึงมือใครอีกเลย แม้แต่ท่านเชคฏูซีย์และนัจญาชีย์” นัจญาชีย์เองได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “ริญาล กัชชี มีเนื้อหาที่ผิดพลาดมากมาย” จากนั้นเจ้าของ “กอมูซ ริญาล” ได้กล่าวว่า “การถูกปลอมแปลง บิดเบือน ที่เกิดขึ้นในหนังสือริญาลของกัชชีย์นั้น มีมากเกินกว่าจะคำนวณนับได้ เนื้อหาที่ไม่ถูกบิดเบือนและปลอดภัย (ซาลิม) ในหนังสือเล่มนั้น เหลือน้อยมาก” ตัวอย่างเช่น จากนั้นท่านได้กล่าวถึงสาเหตุต่างๆของการถูกบิดเบือน

5. ริวายะฮ์ทั้งห้าบทดังกล่าว
5.1 บรรดาอุลามาอ์ส่วนมากนั้นไม่ยอมรับ ในริวายะฮ์เหล่านี้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าบรรดาเจ้าของ “อัล กุตุบ อัล อัร บะอะฮ์” คือ
1. อัลกาฟีย์ ของเชคกุลัยนี (มรณะ ฮ.ศ. 329)
2. มันลายะฮ์ฏูรุฮุลฟะกีฮ์ ของ เชคศุดูก (มรณะ ฮ.ศ. 381)
3. อัตตะฮ์ซีบ ของเชคฏูซีย์ (มรณะ ฮ.ศ. 460)
4. อัล อิศติบศอร ของเชคฏูซีย์ (มรณะ ฮ.ศ. 460)
จึงไม่กล่าวถึงริวายะฮ์เหล่านี้ไว้แต่อย่างใดเลย


5.2 ในริวายะฮ์ต่างๆของชีอะฮ์เอง มีริวายะฮ์อื่นๆอีกที่มีเนื้อหาขัดแย้ง (ตะนากุฎ) กับริวายะฮ์เหล่านี้ของกัชชีย์ ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงความเท็จ (ตักซีบ) ของฮะดิษทั้ง 5 บทดังกล่าว จากนั้นอัลลามะฮ์ ได้ยกตัวอย่าง ฮะดิษสองบทที่ขัดแย้งกับฮะดิษทั้งห้านั้นมาอ้างไว้ (โปรดดูจากหนังสือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ และนิยายต่างๆ” เล่ม 2 จากหน้า 168-214 สำนักพิมพ์นัชรุตเตาฮีด เตหะราน พิมพ์ปี ฮ.ศ. 1413 ครั้งที่ 6)

ฉะนั้น บุคคลที่จะนำฮะดิษของชีอะฮ์มาอ้างหรือวิเคราะห์นั้นจำเป็นต้องรู้ด้วยว่า วิธีการคัดเลือกฮะดิษและการยอมรับฮะดิษของชีอะฮ์นั้นเป็นอย่างไร? เราเชื่อว่าผู้วิจารณ์และผู้แปลข้อวิจารณ์คงไม่ปฏิเสธว่าหลักการสำคัญประการหนึ่งของอิสลามในการตรวจสอบฮะดิษนั้น คือการนำฮะดิษมาเทียบเคียงอัล กุรอาน และสิ่งใดก็ตามที่ขัดแย้งกับ อัล กุรอานจำเป็นที่จะต้องโยนทิ้งไป

ดังนั้นไม่ใช่ว่าทุกฮะดิษที่เราพบเห็นและอ่านพบนั้นจะสามารถนำไปอ้างเป็นหลักฐานได้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ตรวจสอบ

ผู้วิจารณ์ไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ หรือว่ามีเจตนาที่จะนำฮะดิษ และรายงานเหล่านี้มาอ้างอิง เพื่อสร้างภาพในทางเลวร้ายให้แก่ชีอะฮ์อิมามียะฮ์กันแน่ ท่านอัลลามะฮ์ ได้กล่าวในช่วงท้ายของหสังสือ โดยชี้ให้เห็นถึงความสับสนของบรรดานักรายงานฮะดิษ นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการ “ฟิร็อก” ทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องของ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” ท่านได้ชี้ให้เห็นว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอิบนิ สะบาอ์ ในกุรุนที่ 5 (ในยุค 500 ปี) สามารถสรุปออกได้เป็น 3 ตัวละครคือ

1. อับดุลลอฮ์ อิบนิ วะฮับ อัสสะบาอี เป็นบุคคลระดับแนวหน้าของกลุ่มคอวาริจ เป็นบุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จัก ยกเว้นในหมู่อุลามาอ์บางคนเท่านั้น (คนนี้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์)
2. อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ที่ถูกเรียกว่า อิบนิ เซาดะฮ์ ที่มีปรากฏในบรรดาริวายะฮ์ของ “ซัยฟ์” คือผู้ก่อตั้งแนวทาง “อัสสะบะอียะฮ์” (คนนี้คือตัวละครที่ซัยฟ์สร้างขึ้น)
3. อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ คือผู้ก่อตั้งแนวทาง “อัสสะบาอียะฮ์” ซึ่งมีความเชื่อในเรื่องการเป็นพระเจ้าของท่านอะลี

(อับดุลลอฮ์ ผู้นี้เกิดจากระยะเวลายาวนานที่ผ่านไป และถูกเล่ากันต่อมาโดยประชาชนผู้ไร้ความรู้ (เอาวาม) ในเรื่องของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ จนเนื้อหาของเรื่องได้เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นเรื่องที่งมงายไร้สาระและไร้แก่นสาร เป็นที่กล่าวขานกันอย่างแพร่หลายในทุกสังคมของมุสลิม และต่อมาบรรดานักวิชาการ “ฟิร็อก” (รวบรวมกลุ่มความเชื่อต่างๆ) จึงได้นำมาบันทึกไว้ในหนังสือ “ฟิร็อก” และ “อัลมิลัล วัลนิฮัล” ทั้งหลายของตน จะเห็นว่าหนังสือเหล่านี้จะเล่าเรื่องราวต่างๆโดยปราศจากการอ้างสายรายงาน (อิสนาด) ตัวอย่างเช่นหนังสือ

- อัล มิลัล วัลนิฮัล ของชาห์ริสตานี
- อัล ฟัรกุ บัยนัลฟิร็อก ของท่านอับดุลกอฮิร บัฆดาดี

(ดูรายละเอียดเรื่องนี้ได้จากหนังสือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์และนิยายต่างๆ” ในหัวข้อเรื่อง “อัสสะบาอียะฮ์ และอิบนิ สะบาอ์ในประวัติศาสตร์” เล่ม 1 จากหน้า 351-376 สำนักพิมพ์ นัชรุตเตาฮีด)

จากที่ได้ชี้แจงแถลงไขมาทั้งหมดข้างต้น ก็เพื่อให้ข้อเขียนของผู้ตรวจทาน ได้ปรากฏเป็นหลักฐานยืนยันไว้ในหนังสือซึ่งไม่อาจลบล้างให้หมดไปได้ แต่จะแตกต่างกันกับข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเวบไซต์มุสลิมไทยที่ท่านสามารถจะลบทิ้งไปเมื่อใดก็ได้ โดยหาผู้ใดมารับผิดชอบได้ไม่ ดุจดังความเท็จที่ต้องมลายหายไป เมื่อความสัตย์จริงมาปรากฏ ด้วยความจริงประการฉะนี้ จึงทำให้เราไม่สงสัยเลยว่า ทำไมพวกท่านที่จัดทำเวบไซต์มุสลิมไทยขึ้นมา จึงนำเอาข้อมูลที่ลำเอียงและผิดพลาดเกี่ยวกับชีอะฮ์และอิสลามมาบรรจุไว้ในเว็บไซต์ของท่าน เช่น เรื่อง “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” ดังกล่าวที่ไม่ปรากฏชื่อสำนักพิมพ์ และการที่ท่านกล่าวไว้ในเว็บไซต์ดังกล่าวว่า อัล กุรอาน มีจำนวนสองแสนกว่าคำ และมีจำนวนอักษรที่นับไม่ถ้วนซึ่งต้นฉบับภาษาอังกฤษของหนังสือที่ท่านนำมาแปลนั้น ก็อยู่ในห้องสมุดของสถาบันฯ แต่ท่านกลับไม่ยอมอ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูลเหล่านั้น ฉะนั้น พวกท่านคือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดนี้เต็มประตูแต่เพียงผู้เดียว

สุดท้ายนี้ เราขอแนะนำให้พวกท่านอย่ามัวเสียเวลาอันมีค่าไปกับการเก็บรวบรวมข้อมูลของพวกต่อต้านชีอะฮ์ มาแปลลงในเวบไซต์ มุสลิมไทยของท่านต่อไปอีกเลย แต่เราขอเรียกร้องให้ท่านเขียนหรือแปลหนังสือแล้วพิมพ์ออกมาเป็นเล่มๆ เพื่อเผยแผ่อิสลามตามที่เป็นจริงให้กับเพื่อนร่วมชาติของเราได้รับรู้สัจธรรมแห่งอิสลาม ดังที่สถาบันฯได้กระทำมาแล้ว และกำลังกระทำอยู่และกำลังจะกระทำต่อไป (หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์) จะเป็นอามัลที่ดีเลิศมากกว่า และยิ่งไปกว่านั้นพวกท่านยังมีโอกาสที่จะได้ทุ่มเททรัพย์สินเงินทองและความรู้ได้อย่างมากมาย ปีละนับเป็นล้านๆ บาทได้อีกด้วย สรุปก็คือ สิ่งที่ท่านกำลังกระทำนั้นมันดูไร้ค่าและง่ายดายเหมือนสุกเอาเผากิน จงทำให้สมกับที่ท่านอ้างตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ซุนนะฮ์ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)เถิด

คำกล่าวสุดท้ายของเรา ณ ที่นี้ก็คือ มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ขอความสันติสุขจากพระองค์จงมีแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)และวงศ์วานแห่งอะห์ลุลบัยต์(อ.) ของท่านด้วยเถิด




วัสลาม

เชคมุฮัมมัด นะอีม ประดับญาติ
ผู้ตรวจทาน

ฝ่ายวิชาการ สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม