สรุป

นับเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่ฉันได้ศึกษาค้นคว้าถึงเรื่องราวของประวัติศาสตร์อิสลาม หนังสือฮะดิษและคำแนะนำต่างๆ ของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) มาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในปี 2492 ฉันได้อ่านพบเรื่องราวต่างๆของมุสลิมที่น่าสงสัยบางเรื่อง ในหนังสือประวัติศาสตร์อิสลาม ฉันรู้สึกงุนงงว่าในวาระต่างๆอันมากหลาย ความสัตย์จริงได้ถูกเพิกเฉยและหรือละเลยไป แต่กลับได้เห็นเรื่องราวที่เป็นนิยาย และตัวละครที่ถูกแต่งเรื่องขึ้นมาปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปีต้นๆของอิสลาม นั่นคือในยุคของคอลีฟะฮ์สี่คนแรก และราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุอาวิยะฮ์)

ฉันได้ติดตามเรื่องนิยาย และตัวละครที่ถูกแต่งเรื่องขึ้นมาเหล่านี้จากสิ่งพิมพ์ที่มีอยู่เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้กันโดยทั่วไปสำหรับนักประวัติศาสตร์อื่นๆ และนักประวัติศาสตร์ตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์อิสลาม ภายหลังจากที่ได้ศึกษาอย่างระมัดระวัง ฉันจึงเชื่อตระหนักโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้นว่า บางเรื่องของมันนั้นถูกทำเทียมขึ้นมาเพื่อเจตนาพิเศษบางอย่าง แหล่งที่มาของนิยาย และตัวละครที่ถูกแต่งเรื่องขึ้น เหล่านี้ก็คือซัยฟ์ อิบนิ อุมัร อัลตะมีมี ผู้ประพันธ์หนังสือ อัล ฟุตุฮ์ อัลกะบีร วัลริดดะฮ์ และอัล ญะมัล วะมะซีร อาอิชะฮ์วะอะลี ซัยฟ์ไม่ได้แตกต่างจากแหล่งที่เป็นของจริงแท้เฉพาะในด้านเนื้อหาเท่านั้น แต่ในด้านสายรายงานด้วยเช่นกัน โดยการใช้ผู้เล่าเรื่องที่เป็นผู้คนที่ไม่มีอยู่จริง ซัยฟ์ได้แต่งเรื่องเหล่านี้ และผู้เล่าเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง ก็เพื่อเอาใจบรรดาผู้ที่ปรารถนาที่จะปิดบังความจริง และนำเสนอเหตุการณ์ของประวัติศาสตร์ให้มันดูตรงกันข้ามกับที่มันได้เกิดขึ้นจริง

นักประวัติศาสตร์บางคนพบว่า เรื่องของซัยฟ์สอดคล้องกับรสนิยมของตนเอง เหตุผลง่ายๆก็เพราะเหตุว่าซัยฟ์ได้สร้างตัวละครที่มีมนุษยธรรมวีรบุรุษ และบุคคลที่มีความดีงามล้ำเลิศและมีเหตุผลจากบรรดาผู้ปกครอง เจ้าเมืองและผู้บัญชาการกองทัพขึ้นในเรื่องเล่าต่างๆของเขา เขาได้สร้างเรื่องที่ดูแปลกพิสดารขึ้นมาเช่นกัน และดูขัดกันกับกฎธรรมชาติที่เป็นจริง เพื่อทำให้มันดูราวกับเป็นเรื่องอัศจรรย์ต่างๆ เช่นทรายกลายเป็นน้ำ ทะเล เปลี่ยนไปเป็นพื้นทราย และวัวพูดกับคน เพื่อบอกถึงเรื่องที่หลบซ่อนของพวกมันให้กับกองทัพมุสลิมได้รู้และอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาผู้ปกครองเจ้าเมืองแม่ทัพ และผู้คนที่อิทธิพลต่างๆในยุคแรกต้นของอิสลามได้เข้าไปพัวพันกับเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เรื่องราวต่างๆของซัยฟ์ ได้ช่วยปกปิดความผิดเหล่านี้ ด้วยข้อแก้ตัวที่ฟังดูง่ายๆ และฉะนั้นจึงเป็นการป้องกันไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพวกเขาเหล่านั้น

ดังตัวอย่างที่เราได้เห็นในข้อเขียนของซัยฟ์ ดังต่อไปนี้
1. ซัยฟ์ได้บันทึกไว้ว่า อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ได้ให้สัตยาบันกับ อบูบักร ในวันเดียวกันกับบุคคลอื่นที่ได้ให้สัตยาบันของพวกเขา !! ในขณะที่อะลีปฏิเสธที่จะให้การยอมรับและให้สัตยาบัน จนถึงวาระที่ภรรยาของเขา (ฟาฏิมะฮ์ บุตรสาวของท่านศาสดา) ได้วายชนม์ไปแล้ว

2. ซัยฟ์ ได้บันทึกไว้ว่าสะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ได้ให้สัตยาบันโดยไม่เต็มใจ !! ในขณะที่เขาปฏิเสธที่จะให้สัตยาบัน และผลจากการกระทำเช่นนี้ เขาจึงถูกฆาตรกรรมในสถานที่ๆเขาถูกเนรเทศไป ณ เฮารอน

3. ซัยฟ์ ได้บันทึกไว้ว่าผู้คนที่มาจากเผ่าพันธุ์ต่างๆทั้งหมดเหล่านั้น ผู้ซึ่งได้รับคำสั่งให้ต้องถูกประหารชีวิต และบรรดาภรรยาของพวกเขาถูกจับตัวไปเป็นเชลยศึกตกเป็นมุรตัด (หมายถึง ได้ยอมรับอิสลามแล้ว ต่อมาได้ปฏิเสธศาสนา !! ) ในขณะที่ความจริงมีว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันต่ออบูบักร

4. ซัยฟ์ ได้บันทึกคำกล่าวของท่านศาสดาที่ว่า ขณะที่ได้บอกกล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังขี่อูฐมาใกล้เฮาอับนั้นเป็น อุมมุ ซุมัล !! มาบัดนี้เราทราบแล้วว่านางคือ อาอิชะฮ์ อุมมุลมุอ์มินีน (บุตรสาวของอบูบักรและเป็นภรรยาของท่านศาสดา)

5. ซัยฟ์ ได้บันทึกไว้ว่า มุฆีเราะฮ์ อิบนิ ชุอ์บะฮ์ (เจ้าเมืองในสมัยของอุมัร) กำลังอยู่ในบ้านของเขา เมื่อเขาถูกแลเห็นว่ากำลังร่วมประเวณีกับผู้หญิงคนหนึ่ง บรรดาผู้ที่ได้เห็นเขานั้นไม่อาจเห็นผู้หญิงคนนั้นได้ และนางอาจเป็นภรรยาของเขาเอง !! เราได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่า การบันทึกของนักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ ขัดแย้งกับบันทึกของซัยฟ์โดยสิ้นเชิง มุฆีเราะฮ์ อิบนิ ชุอ์บะฮ์ กำลังอยู่ในบ้านของอุมมุ ญะมีล และกำลังร่วมประเวณีอยู่กับผู้หญิงคนนี้ในขณะที่มีผู้มาพบเห็น

6. ซัยฟ์ ได้บันทึกไว้ว่า อบูมิฮ์ญัน ษะกอฟี ถูกจองจำในสมัยของอุมัร เนื่องจากบทกวีที่เขาได้อ่าน ซึ่งแสดงออกถึงความโปรดปรานการดื่มสุรา !! แต่ความจริงเป็นว่า เขาดื่มสุราจนเป็นอาจิณ

บางทีนักประวัติศาสตร์ตะวันตกบางคนได้ค้นพบในสิ่งที่พวกเขากำลังมองหาอยู่เช่นกัน ในเรื่องที่ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา นั่นคือการสังหารหมู่และความประพฤติอันป่าเถื่อนของกองทัพ และบรรดาทหารแห่งอิสลาม เราได้เห็นจากเรื่องเล่าของซัยฟ์ที่ว่า คอลิด อิบนิ วะลีด ใช้เวลาอยู่ถึงสามวันสามคืน วุ่นอยู่กับการตัดคอเชลยศึกสงคราม ยิ่งไปกว่านั้นเราได้สังเกตเห็นว่า คอลิด ได้ตัดคอผู้คนที่บริสุทธิ์ปราศจากความผิดด้วยเช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคอลิดเคยสาบานไว้ว่า “เขาจะทำแม่น้ำขึ้นมาสายหนึ่งจากเลือดของพวกเขาเหล่านั้น !!” นับเป็นเรื่องที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง นักประวัติศาสตร์ตะวันตกได้อ่านเรื่องราวที่ซัยฟ์แต่งขึ้น ดังที่ว่ามีผู้คนเป็นจำนวนเรือนแสนต้องถูกสังหารลงในสงคราม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงต้นของอิสลาม เพื่อเป็นการชี้ให้เห็นถึงความประพฤติที่เป็นอมนุษย์และป่าเถื่อนของพวกเขา เพื่อทำลายล้างมนุษชาติ เช่นเดียวกับฮูลากูและมองโกล

พวกเขาได้ตั้งข้อสังเกตในการบันทึกของซัยฟ์ที่ว่า มุสลิมส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่รอบนอกของมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ได้ตกมุรตัดภายหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) และพวกเขาต้องถูกเปลี่ยนกลับมาอีก โดยใช้กำลังและโดยอาศัยดาบ เพื่อชี้ให้เห็นว่าอิสลามเผยแผ่ และขยายตัวออกไปโดยอาศัยกำลังบังคับ !!

และในท้ายที่สุดนักประวัติศาสตร์ตะวันตก ได้เรียนรู้มาจากการบันทึกของซัยฟ์ว่า ยิวคนหนึ่งชื่อ อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ มีอิทธิพลอย่างมากต่อบรรดาสาวกผู้ใกล้ชิดของท่านศาสดา ด้วยการหันเหจิตใจของพวกเขาไปจากคำสอนหลักของอิสลาม และก่อให้เกิดการกบฏอันนำไปสู่การสังหารคอลีฟะฮ์ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลลัพธ์มาจากความพยายามของยิวลี้ลับคนหนึ่ง !! และอื่นๆ

บางทีนักประวัติศาสตร์ตะวันตก ชอบเรื่องราวของซัยฟ์ถึงกับว่าพวกเขายึดเอางานวิเคราะห์ของพวกเขาไว้กับการบันทึกของซัยฟ์ และไม่สนใจไยดีที่จะขุดค้นไปสู่ความจริงที่บันทึกไว้โดยผู้อื่น และพวกเขาไม่ยอมกล่าวถึงการบันทึกอื่นๆที่น่าเชื่อถือมากกว่าของซัยฟ์

หลังจากที่ได้ค้นคว้าการบันทึกของซัยฟ์ อย่างละเอียดถี่ถ้วนจากหนังสือ อัล ฟุตูฮ์ วัลริดดะฮ์ และ อัล ญะมาล วะมะซีร อาอิชะฮ์วะอะลี เราจึงมาถึงความจริงแท้ข้อนี้คือ การบันทึกของซัยฟ์ มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อนักเขียนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนักเขียนผู้มีชื่อเสียงอย่างเช่น ฏอบารี อิบนิ อะซีร อิบนิ กะซีร และอิบนิ คอลดูน ยิ่งไปกว่านั้น ขณะที่เราเปรียบเทียบการบันทึกของซัยฟ์กับการบันทึกของผู้อื่น เราจึงมาถึงข้อสรุปดังนี้ว่า ผู้รู้ในสายของฮะดิษบางท่าน พูดไว้อย่างถูกต้องดังที่ว่า “ซัยฟ์เป็นคนมุสา และเป็นนักเขียนนิยาย”

เท่าที่ซัยฟ์เป็นคนซินดีกคนหนึ่ง (หน้าไหว้หลังหลอก) ซึ่งผู้ทรงความรู้ในทางฮะดิษและนักวิชาการบางท่านได้กล่าวหาเขาเอาไว้ เราจึงจะได้วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ ชื่อ “หนึ่งร้อยห้าสิบซอฮาบะฮ์ มุคตอลัฆ” (150 ซอฮาบะฮ์ ที่ไม่มีตัวตน) ในหนังสือเล่มสามเราพยายามจะวิจารณ์และวิจัยหนังสือของซัยฟ์ที่ชื่อ อัล ญะมัล ซัยฟ์เขียนหนังสือนี้ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายถึงสาเหตุของการก่อกบฏ ในสมัยของ คอลีฟะฮ์อุศมาน ปกป้องผู้ปกครองแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ เช่น มุอาวิยะฮ์ และอับดุลลอฮ์ อิบนิ อบีซัรฮ์ และอธิบายถึงเหตุผลต่างๆ ซึ่งบรรดามุสลิมในประเทศต่างๆมีความโกรธเคือง และสะอิดสะเอียนกับบรรดาผู้ปกครองแห่งอุมัยยะฮ์ และอื่นๆ เราจะพยายามวิจัยถึงฮะดิษเหล่านี้ แหล่งที่มาและบรรดาผู้เล่าไว้ในหนังสือเล่มที่สาม








.....................

ซัยยิด มุรตะฎอ อัสการี










ตอนจบของการแปล

หากไม่ใช่เป็นเพราะ “ความสิ้นหวังประดุจดังการปฏิเสธในพระเจ้าแล้ว” ฉันคงไม่มีหวังที่จะทำให้งานแปลนี้สำเร็จลงได้ ผู้หนึ่งย่อมเห็นได้จากความไม่ต่อเนื่องและความไม่ราบเรียบดังว่า งานนี้ไม่ใช่เป็นของบุคคลเพียงคนเดียว หลังจากที่ฉันได้อ่านหนังสือนี้ในฉบับพิมพ์ภาษาเปอร์เซีย ฉันจึงได้แนะนำให้กับเพื่อนคนหนึ่งที่คู่หมั้นของเขาเป็นผู้หญิงอังกฤษ เพื่อว่าพวกเขาจะช่วยแปลหนังสือนี้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ในไม่ช้าเขาทั้งสองสมรสกันและเปลี่ยนใจไม่รับงานนี้ เพราะฉะนั้นฉันจึงตัดสินใจที่จะทำมันด้วยตนเอง ทั้งที่ตระหนักดีว่า งานนี้มันหนักหนาเกินไปสำหรับฉัน นั้นคือ “ทำท้องทะเลให้แห้งแล้ง ด้วยกับกระป๋อง” เวลา ! ภาษาอังกฤษ ! งานแปลของฉันนี้ ได้รับการแก้ไขจากบุคคลต่างๆและนี้คือ คำตอบถึงความไม่ราบเรียบของมัน

อย่างไรก็ตามฉันได้พยายามอย่างที่สุดที่จะเขียนหนังสืออ้างอิงให้ถูกต้อง แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจมากนักกับคำสะกดของชื่อต่างๆ เพราะมีการเปลี่ยนการออกเสียงและคำสะกดตามไวยกรณ์อาหรับ (ตามต้นฉบับ) แล้วแต่กรณีและเป้าหมายของหนังสือนี้ ไม่ใช่เป็นหนังสือวรรณคดีแต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ซัยฟ์ได้บิดเบือนประวัติศาสตร์อิสลามเพื่อเห็นแก่การเอาใจผู้ปกครอง คอลีฟะฮ์ และเจ้าเมืองในสมัยนั้น ผู้ซึ่งต้องการที่จะทำให้ผู้คนเชื่อถือว่าพวกเขาเป็นผู้มีความถูกต้อง และบรรดาผู้ตามแนวทางของอะลีอยู่ในหนทางที่หลงผิด ยิ่งไปกว่านั้น ฉันพยายามที่จะชี้ชวนให้เห็นถึงความคิดของผู้ประพันธ์ต้นฉบับของหนังสือให้กับผู้อ่านได้เห็นว่า ประโยคทั้งหมดที่ใช้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์อิสลามเล่มต่างๆที่ได้ชื่อว่าเป็นของจริงแท้นั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องเสียทั้งหมด แต่ยังมีตัวละครที่ถูกแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อมารับบทบาทต่างๆของวีรบุรุษ ผู้ซึ่งมีการยอมรับกันว่า เป็นบุคคลที่มีอยู่จริงมาเป็นเวลานานนับสิบสี่ศตวรรษแล้ว เป็นต้นว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์




เจ. มุกอดดัส, รักบี่, 28 เมษายน 2517


หมายเหตุจากบรรณาธิการ

ฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสตรวจทาน จัดรูปเล่มและได้ตรวจสอบคำแปลภาษาอังกฤษของหนังสือนี้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังนิยาย อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ (การศึกษาถึงประวัติศาสตร์อิสลามในยุคต้น) กับคำแปลภาษาเปอร์เซีย

ขอขอบคุณเป็นการเฉพาะต่อคุณมุฮัมมัด อะลาวี ผู้ซึ่งได้กรุณาช่วยอ่านบางบทและเปรียบเทียบมันกับต้นฉบับเดิมที่เป็นภาษาเปอร์เซีย

บางตอนได้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยและบางตอนได้มีการแก้ไข หรือไม่ก็ได้มีการแปลใหม่ทั้งหมด นับเป็นความหวังด้วยความจริงใจว่า การศึกษาถึงเรื่องนี้จะเหนี่ยวนำและกระตุ้นนักวิชาการตะวันตกให้ดำเนินการค้นคว้ายิ่งขึ้น เพื่อการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนิทาน ซึ่งดำรงอยู่มาเป็นเวลาอันยาวนานหลายศตวรรษแล้ว



ฮุซเซน ซาฮิบ


หมายเหตุ

1. ก่อนอะห์มัด อามีน รอชีด ริฎอ ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของเขา ชื่อ อัล ซุนนะฮ์ วัล ชีอะฮ์
2. พวกเขาเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสาวกของท่านศาสดา (ซอฮาบะฮ์)
3. เรื่องนี้เป็นเรื่องเท็จและแต่งขึ้นโดยใช้ชื่อ อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ อบูซัรไม่เคยเผยแพร่เพื่อเป็นการต่อต้านคนรวย คำพูดของเขามุ่งไปยังมุอาวิยะฮ์และราชวงศ์ของเขา ผู้ซึ่งได้ยึดเอาทรัพย์สินของผู้คนไปโดยใช้กำลัง และอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ถูกใช้เพื่อเป็นการปกปิดเรื่องนี้ ด้วยการแต่งเรื่องนิทานเหล่านี้ขึ้นมา
4. นับเป็นความอับโชคที่หนังสือของอะห์มัด อะมีน ที่มีชื่อว่า ฟัจรุล อิสลาม และของ ฮาซัน อี. ฮาซัน ชื่อ ประวัติศาสตร์การเมืองอิสลาม เป็นหนังสือเพียงสองเล่มที่เกี่ยวกับชีอะฮ์ ใช้สอนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างๆของตะวันตก
5. เผ่าของ อบูบักรและอุมัร
6. อิบนิ กะซีร (เล่ม 6 หน้า 212)
7. สุยูฏี ในหนังสือ อัลคอซออิส (เล่ม 2 หน้า 137) และอิบนิอับดุลบัรในหนังสือ อัล อิสตีอาบ
8. อัล กามิล ของอิบนิ อะซีร เหตุการณ์ต่างๆของปี ฮ.ศ. 44 อัล อิสตีอาบ เล่ม 1 หน้า 548-555 อัล อิซอบะฮ์ เล่ม 1 หน้า 563
9. อบูบักรอฮ์ชื่อของเขาคือ นุฟัยอ์ บุตรของมัสรุฮ์ ฮะบาชี และมีกล่าวไว้ว่าบิดาของเขาชื่อ ฮาริษ อิบนิ กะละดะฮ์ อิบนิ อัมร อิบนิ อิลาจ อิบนิ อบี ซะละมะฮ์ อิบนิ อับดุลอุซซา อิบนิกอยส์
10. เรื่องราวของการละเมิดประเวณีของมุฆีเราะฮ์ ได้รับการบอกเล่าไว้โดย อิบนิ ญะรีร อิบนิ อะซีร และอบุลฟิดา อันเป็นเหตุการณ์ของปี ฮ.ศ. 17
11. ฮาซูวี เป็นชื่อของภูเขาลูกหนึ่ง อยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งผู้คนที่ถูกเนรเทศต้องไปอยู่ที่นั้นในสมัยนั้น
12. ฏารีค อัล กามิล เล่ม 10 หน้า 178 ชะซะรอตุซซะฮับ เหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 489 ลีซานุล มีซาน เล่ม 6 หน้า 57. 479 และตัสกีรอตุล ฮุฟฟาซ อัล ซะฮาบี หน้า 1224
13. ฏอบารีเล่ม 1 หน้า 1892 เอรติดาด เฆตแพน ปี ฮ.ศ. 11
14. ฏอบารี เล่ม 1 หน้า 2052 ข่าวที่ตาม ฮัยเราะฮ์มา
15. อุบุลละฮ์ เป็นชื่อเมืองๆหนึ่งใกล้กับแม่น้ำไตกรีสกับบัสเราะฮ์ บัสเราะฮ์กลายมาเป็นเมืองเก่านั้น เป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการกองทัพ โดยคำสั่งของคุสรอจาก มุอ์ญะมุล บุลดาน



ท้ายเล่มจากผู้ตรวจทาน

ในระหว่างที่ สำนักพิมพ์ 14 พับลิเคชั่น สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม กำลังจัดแปลและพิมพ์หนังสือเรื่อง “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ และนิยายต่างๆ” ของท่านศาสตราจารย์ อัลลามะฮ์ ซัยยิด มุรตะฎอ อัสการี ได้มีบทความปรากฏอยู่ในอินเตอร์เน็ต เวบไซต์ “มุสลิมไทย” หัวข้อเรื่อง “อิบนิ สะบาอ์เป็นนิทานหรือเป็นเรื่องจริง” ซึ่งแปลเป็นไทยมาจากหนังสือของ ดร. มุฮัมมัด ยูซุฟ อัล นากรามี เรื่อง Al-Shi’aa on The Scale แปลโดย อะห์มัด อิบรอฮีม อัชชะรีฟ 1989 พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ไร้ชื่อ จากหน้า 48-64 ซึ่งผู้เขียนพยายามที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านศาสตราจารย์ มุรตะฎอ อัสการี เป็นนักประวัติศาสตร์อิสลาม ร่วมสมัยที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อผู้เขียนตลอดจนสหายร่วมอุดมการณ์ของพวกเขา จะได้ยึดมั่นกับความเชื่อเดิมของพวกเขาที่ว่าชีอะฮ์มีที่มาจากอัลดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ผู้เป็นยิวดังรายละเอียดแจ้งอยู่ในบทความที่ปรากฏอยู่ในเวปไซต์ดังกล่าวแล้วนั้น

เนื่องจากผู้ตรวจทานได้อ่านเวปไซต์ ของบทความดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว จึงเห็นเป็นความจำเป็นที่จะต้องให้คำอธิบายเพิ่มเติมถึงความเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งยงของท่านศาสตราจารย์ มุรตะฎอ อัสการี ที่ท่านได้ตัดสินใจนำผลงานอันทรงคุณค่ายิ่งของท่าน ที่ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์วิจัยและตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เพื่อการเผยแพร่เรื่องราวของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เล่าสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยจะเขียนอธิบายเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของเรื่องนี้เป็นข้อๆไป ดังต่อไปนี้

1. เนื่องจาก ดร. มุฮัมมัดยูซุฟ อัล นากรามี ผู้วิจารณ์ได้อ่านหนังสือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์และนิยายต่างๆ” ของท่านศาสตราจารย์ มุรตะฎอ อัล อัสการี จากหนังสือฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดย “กลุ่มพี่น้องมุสลิม” ซึ่งได้ถูกแปลออกไปเพียงภาคเดียว เหมารวมไปว่าท่านจงใจไม่พูดถึงรายงานอื่นๆ ในเรื่องของอิบนิ สะบาอ์ ว่ากันตามจริงต้นฉบับที่เป็นภาษาอาหรับนั้นมีจำนวนสองเล่ม และในปัจจุบันได้ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 6 ในปี ฮ.ศ. 1413 โดยสำนักพิมพ์ นัชรุเตาฮีด เตหะราน

พิมพ์ครั้งแรก ณ เมืองนะญัฟ ประเทศอิรัค ปี ฮ.ศ. 1375
พิมพ์ครั้งที่สอง ณ เมืองไคโร ประเทศอียิปต์ ปี ฮ.ศ. 1381
พิมพ์ครั้งที่สาม ณ เมืองเบรุต ประเทศเลบานอน ปี ฮ.ศ. 1388
และหนังสือทั้งสองเล่มถูกแปลเป็นภาษาเปอร์เซีย เสร็จสิ้นในปี ฮ.ศ. 1384 ซึ่งแบ่งออกเป็นสามภาค และปัจจุบันได้ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 5 ส่วนฉบับแปลภาษาอังกฤษของสำนักพิมพ์ “กลุ่มพี่น้องมุสลิม” ดังกล่าวนี้ได้แปลต้นฉบับมาจากภาษาเปอร์เซียอีกทอดหนึ่ง

2. จริงๆแล้ว ท่านอัลลามะฮ์ อัสการีย์ ได้กล่าวถึง เรื่องอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ที่รายงานไว้ในหนังสือ มุสนัด ของ อะห์มัด อิบนิ ฮัมบัล (อิมามฮัมบาลี) ไว้ในเล่ม 1 หน้า 187 (ต้นฉบับภาษาอาหรับ พิมพ์ครั้งที่ 6) และกล่าวถึง “หนังสือรวมปกิณกะและกลุ่มคณะต่างๆ (อัลมะกอลาต วัลฟิรอก)” ของท่านสะอัด อิบนิ อับดุลลอฮ์ ไว้ในหน้า 174 และในหน้า 220-222 อ้างถึงหนังสือ “ฟิรอก อัล ชีอะฮ์” ของท่าน อบูมุฮัมมัด อัล ฮาซัน อิบนุ มูซา อัล เนาบัคตีย์ ไว้ในหน้าที่ 222

3. ได้อ้างถึงหนังสือ ลิซาน อัล มีซาน ของซัยฟิน อิบนิ ฮาญัร อัล อัซกอ ลานีย์ ไว้ในเล่ม 1 หน้าที่ 222
4. ได้อ้างถึง อิบนิ อะซากิร พร้อมสายรายงานอื่นของเขาที่มีอยู่ในหนังสือ ตารีค มะดีนะฮ์ ดิมิชก์ ไว้ด้วยในเล่มหนึ่ง เฉพาะในหน้าที่ 232ถึง 234 ได้ กล่าวถึงรายงานอื่นๆ ของอิบนิ อะซากิรไว้ถึง 6 รายงาน
5. ดังที่ได้กล่าวในข้อที่ (1) แล้วว่า เนื่องจากผู้วิจารณ์ได้อ่านเฉพาะภาคที่หนึ่ง ดังนั้นจึงไม่พบสิ่งที่ท่านศาสตราจารย์ อัล อัสการีย์ กล่าวถึงในเรื่องอื่น

ท่านศาสตราจารย์ อัสการีย์ ได้พูดถึงและวิเคราะห์ตำรับตำราทั้งของชีอะฮ์ และซุนนีไว้โดยละเอียด แม้กระทั่งรายงานทั้ง 5 รายงาน (หมายเลข 170-174) ของหนังสืออิคติยาร มะอ์ริฟัต อัร ริญาล ไว้ในหนังสือ เล่มที่หนึ่ง จากหน้าที่ 167-254 ในสองหัวข้อใหญ่คือ

1. อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ในหนังสือต่างๆของอะห์ลุลฮะดิษ
ในหัวข้อนี้ได้นำเสนอและวิจารณ์ริวายะฮ์ต่างๆที่ท่านอบู อัมร์ อัลกัชชีย์ ได้อ้างไว้ใน หนังสือ “อัรริญาล” ของตน โดยเฉพาะรายงานทั้งห้าที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ “อิคติยาร มะอ์ริฟัต อัร ริญาล” ของท่านอบูญะอ์ฟัร อัตตูซีย์ และยังกล่าวถึงริวายะฮ์จากหนังสือของผู้ทรงความรู้ด้านอื่นๆด้วย เช่น –อัล กาฟีย์ ของ เชคกุลัยนี -อิมาม อะห์มัด อิบนิฮัมบัล (อิมามฮัมบาลี -ตารีค อัล อิสลามี ของท่านซะฮะบี เป็นต้น

2. อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ในหนังสือต่างๆ ของ อะฮ์ลิลมะกอลาต (บรรดานักรวบรวมปกิณกะ)
เพียงหลังฐานที่ได้กล่าวมานี้ ก็คงจะเพียงพอเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าผู้วิจารณ์ (ดร. มุฮัมมัด ยูซุฟ อัล นากรามี) ยังไม่มีความรอบคอบพอในการวิจารณ์หนังสือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” ของท่าน อัลลามะฮ์ อัสการีย์ หรือมิเช่นนั้นคงมีเจตนาต้องการทำให้ผู้ที่อ่านบทวิจารณ์นี้เกิดความคลางแคลงสงสัยและเข้าใจ ท่านอัลลามะฮ์ อัสการีย์ ไปในทางลบว่าท่านไม่ใช่นักวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง

ในทางตรงกันข้ามดูเหมือนว่าตัวผู้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้เสียเอง ที่ยังไม่รู้จักบรรดานักวิชาการอิสลามดีพอ หรืออาจจะด้วยเจตนาอื่นที่พยายามกล่าว ถึงนักวิชาการซุนนี บางท่านว่าเป็นชีอะฮ์ ตัวอย่างเช่น ดร. อะห์มัด อามีน ชาวอียิปต์ ซึ่งจริงๆแล้ว ดร. อะห์มัด อามีน ผู้นี้คือ ผู้ต่อต้านชีอะฮ์อย่างรุนแรงยิ่ง ผลงานที่สำคัญของท่านที่เป็นที่รู้จักกันดีนั้นมี 3 ชุด ฟัจญ์รุลอิสลาม (รุ่งอรุณแห่งอิสลาม), ฎุฮา อัล อิสลาม (ยามสายแห่งอิสลาม), เยามุลอิสลาม (วันแห่งอิสลาม) ในหนังสือสองเล่มแรก ท่านได้โจมตีหลักความเชื่อของชีอะฮ์ อิมามิยะฮ์ อย่างรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องการที่ท่านนบีได้แต่งตั้งท่านอิมามอะลีเป็นผู้นำสืบต่อจากท่าน และได้อ้างว่าท่านนบี(ศ็อลฯ) ได้วางรากฐานในเรื่องของการชูรอและเลือกตั้งคอลีฟะฮ์ไว้

แต่ในเล่มสุดท้าย (เยามุลอิสลาม) ซึ่งท่านได้เขียนในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน โดยสารภาพถึงความผิดพลาดของบรรดาซอฮาบะฮ์ที่ได้คัดค้านท่านนบี ขณะที่ท่านต้องการบันทึกคำสั่งเสียเกี่ยวกับผู้ซึ่งจะเป็นผู้นำภายหลังจากท่าน โดยเฉพาะการคัดค้านของท่านอุมัร ในวันพฤหัสบดีแห่งความอับโชคนั้น และการรวมตัวกันของซอฮาบะฮ์บางท่านที่ตำบลซะกีฟะฮ์ บนีซะอีดะฮ์ เพื่อแย่งชิงตำแหน่งคอลีฟะฮ์กัน ในวันที่ท่านนบีเสียชีวิต ซึ่งได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญแห่งความแตกแยกของมวลมุสลิม ในหนังสือข้างต้นยังได้กล่าวถึงสาเหตุของความเคียดแค้นที่ประชาชนมีต่อท่านอุศมาน จนทำให้อุศมานต้องถูกลอบสังหาร โดยกล่าวถึงสาเหตุดังกล่าวไว้ถึง 13 สาเหตุ ที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมของอุศมานและการเห็นแก่พวกพ้องและเครือญาติของตนเอง (โปรดดูหนังสือ “เยามุลอิสลาม” พิมพ์ ค.ศ. 1958 หน้า 41-64 อ้างจากหนังสือ “อัชชีอะฮ์ วะอัตตะชัยยุอ์” ของท่านมุฮัมมัด ญะวาด มุฆนียะฮ์ พิมพ์โดย “มักตะบะตุลมัดรอซะฮ์ อะดารุลกิตาบ อัล ลุบนานี” ณ กรุงเบรุต)

ส่วน ดร. ฏอฮา ฮูเซน ชาวอียิปต์ก็เป็นชาวซุนนี เช่นกัน

จากการที่ผู้แปลได้แปลบทวิจารณ์ดังกล่าวนี้ออกมาเป็นภาษาไทย บันทึกไว้ในเวบไซต์ดังกล่าวของอินเตอร์เน็ท ทำให้เรามั่นใจว่าผู้แปลก็มีแนวความคิดคับแคบเช่นเดียวกับเจ้าของบทวิจารณ์ และบางทีตนเองอาจจะยังไม่เคยได้สัมผัสกับหนังสือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” เราจะจัดแปลและพิมพ์หนังสือดังกล่าวโดยสมบูรณ์ทั้งสามภาค เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้แปลบทวิจารณ์นี้ และแก่ผู้ที่ยังมีความเข้าใจที่ผิดพลาดที่คิดว่าชีอะฮ์มีที่มาจากอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์จริงๆ

อัลลามะฮ์ อัสการีย์ ได้กล่าวว่า ท่านกัชชีย์ ภายหลังจากอ้างริวายะฮ์ทั้ง 5 บทแล้ว ท่านกล่าวว่า ท่านได้รายงานมาจากนักประวัติศาสตร์บางท่านว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์เป็นชาวยะฮูดีต่อมาได้เข้ารับอิสลาม และได้กลายเป็นผู้หนึ่งที่มีความรักต่อท่านอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (อ.) เขาคือผู้ซึ่งในขณะที่ยึดถือศาสนายิวได้มีความเชื่อถือที่เลยเถิด (ฆุลูว์) เกี่ยวกับยูชะอ์ อิบนินูน (ผู้เป็นวะศีย์ของท่านนบีมูซา(อ.)) เขาได้แสดงพฤติกรรมและความเชื่อที่เลยเถิด เช่นเดียวกันนี้เกี่ยวเกี่ยวกับตัวท่านอะลี และเขาคือบุคคลแรกที่กล่าวอ้างความเป็นอิมามของอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ(อ.) และการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่านภายหลังจากท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ) และแสดงตนออกห่างและเป็นศัตรูต่อบรรดาศัตรูของท่านอะลี และถือว่าพวกเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิเสธ และจากจุดนี้เองที่บรรดาฝ่ายตรงข้ามกับชีอะฮ์จึงพากันกล่าวว่าแนวทางชีอะฮ์มีต้นกำเนิดมาจากยิว (โปรดดุ สารอัตตักรีบ เล่ม 7)

ท่านอัลลามะฮ์ได้อธิบายต่อไปในการวิเคราะห์ริวายะฮ์ต่างๆว่า การอธิบายของท่านกัชชีย์ ภายหลังจากการอ้างถึงริวายะฮ์ทั้ง 5 บทดังกล่าวเป็นการสรุปเนื้อหาจากบรรดาริวายะฮ์ ซึ่ง “ซัยฟ์” ได้เล่าไว้เกี่ยวกับ “อับดุลลอฮ์ อิบ สะบาอ์” และฏอบรีย์ก็ได้อ้างมาจากนั้นเช่นกัน และบุคคลอื่นๆ ก็อ้างต่อมาจากฎอบรีย์อีกทอดหนึ่ง และเราได้วิเคราะห์ไปแล้วในหนังสือเล่มที่หนึ่ง และพวกท่านเองก็ยอมรับในเวปไซต์ของท่านแล้วว่า ซัยฟ์ เป็นนักเล่านิทานจอมโกหก เช่น เรื่องอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เป็นต้น

ส่วนริวายะฮ์ ทั้ง 5 บทนี้ ที่ท่านกัชชีย์ได้อ้างถึงนั้น เราได้พบว่าเนื้อหาดังกล่าวนี้มีปรากฏอยู่ในหนังสือต่างๆที่เกี่ยวกับ “อัล มิลัล วัน นิฮัล” (กลุ่มและแนวทางต่างๆ) ซึ่งมีอยู่ก่อนยุคสมัยของท่านกัชชีย์ หรือได้ถูกเขียนขึ้นมาในยุคสมัยเดียวกับท่านกัชชีย์ร่วมสมัยกับ อิบนิ เกาละวัยฮ์ (มรณะ ฮ.ศ. 369) และเนื้อหาริวายะฮ์ต่างๆของเขาที่มีในหนังสือ “อัลมะกอลาต” เรียบเรียงโดยซะอัด บิน อับดุลลอฮ์ อัล อัชอะรีย์ (มรณะ ฮ.ศ. 301) และ เช่นเดียวกันนี้ในหนังสือ “มะกอลาตุลอิสลามียีน” ของ อะลี บินอิสมาอีล (มรณะ ฮ.ศ. 330) ทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกอ้างรายงานไว้ก่อน ท่านกัชชีย์ และ อิบนิ เกาลาวัยฮ์ทั้งสิ้นจะต่างกันก็ตรงที่บุคคลเหล่านั้นได้อ้างริวายะฮ์ด้วยวิธีการเฉพาะแบบหนึ่งและปราศจากสายสืบ (สะนัด) แต่ในริญาลกัชชีย์ ได้อ้างไว้ในรูปต่างๆพร้อมด้วยสายสืบ ซึ่งเราจะทำการตรวจสอบสายสืบเหล่านั้นกันต่อไป

อัลลามะฮ์ อัสการีย์ กล่าวต่อไปอีกว่า ในการวิเคระห์ตรวจสอบบรรดาริวายะฮ์ต่างๆ ที่กล่าวถึงอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ที่มีปรากฏในบรรดาหนังสือของชีอะฮ์นั้นเราได้รับบทสรุปว่า บรรดาริวายะฮ์ทั้งหมดเหล่านั้นได้ถูกอ้างมาจากหนังสือ “ริญาล อัล กัชชีย์” ทั้งสิ้น