อบู มิคนัฟ กล่าวว่า อุมัรถูกนำไปฝังในวันอาทิตย์และซุฮัยบ์เป็นผู้นำนมาซญะนาซะฮ์ และอบูตอลฮะฮ์เป็นผู้นำนมาซญะมาอะฮ์ประจำวัน คณะที่ปรึกษาไม่ได้ปฏิวัติภารกิจของพวกเขาในเย็นวันนั้น และในเช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาได้ทำการตรวจสอบกองคลัง จากการขอร้องของอบูตอลฮะฮ์ ผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์ อับดุรเราะฮ์มานตระหนักดีว่า คณะที่ปรึกษาต่างกระซิบกระซาบต่อกันและกัน เพื่อไม่สนับสนุนให้มีการแข่งขันกัน ฉะนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นว่า “สะอัดกับฉันขอถอนตัวจากการแข่งขัน โดยมีเงื่อนไขว่าฉันเป็นผู้เลือกคอลีฟะฮ์ เพราะผู้คนกำลังรอคอยผลการเลือกตั้งและพวกเขาต้องการจะเดินทางกลับบ้านเรือนของพวกเขา ผู้มีสิทธิได้รับเลือกตั้งทุกคนเห็นพ้องด้วย ยกเว้นอะลีเพียงคนเดียวที่กล่าวขึ้นว่า “ฉันขอคิดดูถึงเรื่องนี้ก่อน”

อบูตอลฮะฮ์กับพวกเขา และอับดุรเราะฮ์มานบอกกับเขาถึงข้อเสนอของเขา และความไม่เห็นพ้องด้วยของอะลี อบูตอลฮะฮ์กล่าวกับอะลีว่า “ท่านมีความไว้วางใจในอับดุรเราะฮ์มาน เช่นเดียวกับมุสลิมคนอื่นๆ เขาเองก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งขันแล้ว เพราะเขาไม่ชอบที่จะรับผิดชอบ ทำไมท่านจึงไม่เห็นด้วยกับ เขาเล่า ?” ดังนั้น อะลีจึงขอให้อับดุรเราะฮ์มานกล่าวสาบานว่า เขาจะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและจะต้องให้สวัสดิภาพของบรรดามุสลิมมาก่อนความต้องการที่เป็นส่วนตัวของเขา อับดุรเราะฮ์มานได้ให้คำสัญญาของเขา จากนั้นอับดุรเราะฮ์มานจึงกล่าวกับอะลีว่า “จงอย่าได้อยู่ในความสงสัย” การประชุมนี้อาจมีขึ้นในท้องพระคลังหรือไม่ก็ที่บ้านของมิสวัร อิบนิ มักรอมะฮ์ ด้วยกับการขอร้องของอับดุรเราะฮ์มาน สมาชิกทั้งหมดต่างให้คำมั่นสัญญาของพวกเขาว่า ใครก็ตามที่เขาเลือกมาจะต้องได้รับการยอมรับ

อับดุรเราะฮ์มานชูมือของอะลีขึ้นพร้อมกับกล่าว “จงสาบานต่อพระเจ้าว่า หากฉันเลือกท่านให้เป็นคอลีฟะฮ์แล้ว ท่านจะต้องไม่เห็นแก่บนีอับดุลมุตฏอลิบ และจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านศาสดาอย่างครบถ้วน” อะลีกล่าวว่า “ใครจะไปเห็นด้วยที่จะกระทำในสิ่งที่ท่านศาสดากระทำในทุกกระเบียดนิ้ว ? ฉันเห็นด้วยก็แต่เพียงจะทำเท่าที่ฉันสามารถจะทำได้ให้ดีที่สุด” จากนั้นอับดุรเราะฮ์มานจึงชูมือของอุศมานขึ้นและกล่าวว่า “จงสาบานต่อพระเจ้าว่า หากฉันเลือกท่านให้เป็นคอลีฟะฮ์ ท่านจะต้องไม่เห็นแก่บนีอุมัยยะฮ์และตามแนวทางของท่านศาสดา อบูบักร และอุมัร” อุศมานกล่าวสาบานที่จะปฏิบัติไปตามนั้น และให้คำมั่นสัญญา อะลี กล่าวกับอุศมานว่า “ท่านได้สิ่งที่ท่านต้องการแล้ว”

จากนั้นอับดุรเราะฮ์มานกล่าวเช่นเดียวกันกับอะลี อะลีกล่าวว่า “ฉันสัญญาที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านศาสดา และกระทำในสิ่งที่ฉันคิดว่าถูกต้องตามครรลองของกฎหมายอิสลาม” ในขณะเดียวกัน อุศมานกล่าวยืนยันว่า “ฉันจะรักษาคำพูดของฉัน เสมือนดังที่บรรดาศาสดาได้ให้คำมั่นของพวกเขาต่อพระเจ้า ฉันจะปฏิบัติไปตามคำบัญชาของท่านศาสดา อบูบักรและอุมัร”

ด้วยเหตุนี้ อับดุรเราะฮ์มานจึงจับมือกับอุศมาน และประกาศเขาให้เป็นคอลีฟะฮ์ สมาชิกของคณะที่ปรึกษาทุกคนต่างจับมือของอุศมาน เพื่อแสดงการยอมรับเขาให้เป็นคอลีฟะฮ์ ยกเว้นอะลีที่ยังคงนั่งอยู่หลังจากที่ทุกคนได้ยืนขึ้นเพื่อยอมรับในตัวอุศมาน อับดุรเราะฮ์มานกล่าวกับอะลีว่า “จงยอมรับเสียเถิด หาไม่แล้วฉันก็จะตัดศีรษะของท่าน” ไม่มีผู้ใดพกดาบอยู่กับตัวยกเว้นอับดุรเราะฮ์มาน ได้มีการเล่าขานไว้ว่า อะลีได้ละออกไปจากห้องประชุมด้วยกับความโกรธเคือง สมาชิกคนอื่นๆได้ออกจากห้องเพื่อตามเขาไปโดยขอให้เขาเห็นพ้องด้วย หาไม่แล้วพวกเขาก็จะลงดาบเขาเสีย จากนั้นอะลีจึงกลับเข้ามาและได้จับมือให้สัตยาบันกับอุศมาน

บะลาซุรีได้บันทึกไว้ในหนังสือ อะซาบ อัลอัชรอฟ เล่ม 5 หน้า 24 จาก วากีดี ว่า ภายหลังจากที่อุศมานออกมาจากห้องประชุม เมื่อได้รับเลือกให้เป็นคอลีฟะฮ์แล้วเขาได้ขึ้นไปบนแท่นเทศนา เขากล่าวสรรเสริญต่อพระเจ้า และสดุดีต่อท่านศาสดาพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ประชาชน การขึ้นพูดเป็นครั้งแรกนั้นมันเป็นเรื่องที่ยาก เรายังมีเวลารออยู่ข้างหน้าอีกนานนัก ถ้าหากฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะเตรียมสุนทรพจน์มากล่าวให้กับพวกท่านฟัง ฉันไม่เคยเป็นนักพูดมาก่อน แต่พระเจ้าจะทรงสอนฉันให้รู้จักการกล่าวคำปราศรัย”

ได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อุกด์ อัล ฟะรีด เล่ม 2 หน้า 140 ว่า อุศมานเป็นบุคคลหนึ่งที่พบว่า เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวคำปราศรัย ได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อัลบะยาน วัตตับยีน ว่าอุศมานพูดผิดพลาดไปในบางประการ เมื่อกำลังกล่าวอยู่บนแท่นเทศนา ดังว่า “โอ้ประชาชน อบูบักรและอุมัรเคยกล่าวบนแท่นเทศนาว่า “ฉันไม่ได้เตรียมคำปราศรัยมาและไม่เคยกล่าวคำปราศรัยมาก่อน ด้วยกับพระประสงค์ของพระเจ้าฉันจะกลับมาหาพวกท่านในไม่ช้า และจะกลับมาพูดกับพวกท่าน” ได้มีเรื่องเล่าไว้เช่นกันว่า อุศมานได้ขึ้นไปยืนบนแท่นเทศนาและกล่าวว่า “เราไม่คุ้นเคยกับการกล่าวคำปราศรัยต่อผู้คน ถ้าหากเรายังมีชีวิตอยู่ หากพระเจ้าทรงประสงค์พวกท่านจะได้ยินคำปราศรัยที่ดี ฉันจำเป็นจะต้องบอกกับพวกท่าน ณ ที่นี้ว่า ด้วยกับพระบัญชาของพระเจ้า อุบัยดุลลอฮ์บุตรของอุมัรได้ฆ่าสังหารฮุรมูซาน ซึ่งเป็นมุสลิมแต่เขาไม่มีทายาท ฉันในฐานะผู้นำและเป็นคอลีฟะฮ์ จึงจะอภัยโทษให้กับฆาตรกร พวกท่านอภัยโทษให้กับเขาหรือไม่ ?”

ผู้คนทั้งหมดต่างกล่าวยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ยกเว้นอะลีที่ได้เสนอให้ลงโทษขั้นอุกฤษฏ์กับฆาตรกร และชี้นิ้วไปที่อุบัยดุลลอฮ์พร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ เจ้าผู้เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ถ้าหากฉันมีอำนาจจัดการกับเจ้าได้เมื่อใด ฉันจะสังหารเจ้าเพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับการสังหารฮุรมูซาน” ฏอบารีกล่าวไว้ในหนังสือของเขาเล่ม 3 หน้า 292-302 โดยสร้างเรื่องขึ้นมาเรื่องหนึ่งจากเรื่องทั้งหมดที่ได้เล่าไว้ข้างต้นและย่อเรื่องบางส่วนของมันจนถึงกับว่า ไม่อาจบรรยายเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างครบถ้วน เขาได้บันทึกคำพูดของอุศมานจากการเล่าของซัยฟ์แต่เพียงผู้เดียว เราได้เขียนบันทึกไว้ ณ ที่นี้แต่เพียงเล็กน้อย ในเรื่องของการ “ปรึกษาหารือ” เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆของซัยฟ์กับบุคคลอื่นๆ เราจะได้อธิบายถึงการปรึกษาหารือกันของคณะที่ปรึกษาในห้องประชุมให้มากกว่านี้ในภายหลัง

ซัยฟ์ไม่ได้ตบแต่งเรื่องของเหตุการณ์ข้างต้น แต่เขาได้สร้างนักเล่าเรื่องขึ้นมาเป็นจำนวนร้อยคนเพื่อปกป้องบรรดาผู้ปกครองที่มีอำนาจ และมีอิทธิพลอยู่ในขณะนั้น ฏอบารีได้แสดงออกถึงความต้องการเป็นพิเศษที่จะบันทึกจาก ซัยฟ์ หากผู้ใดก็ตามที่ได้อ่านถึงเหตุการณ์ต่างๆ ของปี ฮ.ศ. 11-37 จากหนังสือของฏอบารี เขาย่อมต้องสำเหนียกได้ว่า เหตุการณ์ต่างๆนั้นได้มีการประดิษฐ์ และหรือสลับสับเปลี่ยนมากมายสักขนาดไหน

12.กุมมาซบาน บุตรของ ฮุรมูซาน ตามการรายงานของซัยฟ์

อบีมันซูรได้ยินกุมมาซบานกล่าวว่า “ชาวเปอร์เซียที่อาศัยอยู่ในมะดีนะฮ์ มักไปมาหาสู่ซึ่งกันและกัน ครั้งหนึ่งบิดาของฉันพบกับฟัยรูซ เขากำลังถือกริชเล่มหนึ่งที่มีคมสองด้านไว้ในมือ บิดาของฉันได้ถาม ฟัยรูซว่า ท่านต้องการกริชเล่มนี้ไปทำไม ? ฟัยรูซกล่าวว่า ฉันจะเอาไปเชือด หลังจากอุมัรได้รับบาดเจ็บ มีบางคนได้เห็นฮุรมูซานมอบกริชเล่มนี้ให้กับฟัยรูซ อุบัยดุลลอฮ์(บุตรของอุมัร) จึงออกไปฆ่าสังหารฮุรมูซาน (บิดาของฉัน) เมื่ออุศมานได้เป็นคอลีฟะฮ์ เขาได้บอกฉันให้แก้แค้นอุบัยดุลลอฮ์ และให้สังหารเขาเสียทุกคน ต้องการให้อุบัยดุลลอฮ์ถูกสังหาร ยกเว้นบางคนได้ขอร้องฉันให้ยกโทษให้เขา ฉันถามพวกเขาว่า ฉันมีสิทธิที่จะสังหารเขา (อุบัยดุลลอฮ์) หรือไม่

พวกเขาต่างกล่าวยืนยัน จากนั้นฉันจึงสอบถามพวกเขาว่า “พวกท่านสามารถหยุดยั้งฉันไม่ให้ประหารชีวิตฆาตรกรที่สังหารบิดาของฉันได้หรือไม่?” พวกเขาต่างพากันกล่าวตอบในเชิงปฏิเสธและกล่าวแช่งชักต่อ อุบัยดุลลอฮ์ ถึงกระนั้นฉันก็ได้ยกโทษให้กับอุบัยดุลลอฮ์ ทั้งหมดก็เพื่อเห็นแก่พระเจ้าและผู้คนเหล่านั้น จากนั้นผู้คนจึงแบกฉันขึ้นบ่าและพาฉันมายังบ้านของฉัน” (สิ้นสุดคำกล่าวของกุมมาซบาน)

ซัยฟ์ได้เล่าเรื่องไว้อีกกระแสหนึ่ง โดยบันทึกไว้ว่า อับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อบูบักรกล่าวว่า “เมื่อคืนนี้ฉันเห็นอบูลุลุ(ฟัยรูซ) กำลังพูดคุยกับญุฟัยนะฮ์และฮุรมูซาน เมื่อพวกเขาเห็นฉันพวกเขาต่างกระจัดกระจายกันออกไปอย่างรีบเร่ง โดยพวกเขาได้ทำกริชสองคมเล่มหนึ่งหล่นไว้ มันเป็นอาวุธที่ใช้สังหารอุมัร มีคนเพียงสองสามคนเท่านั้นที่อนุญาต ให้อยู่ในมัสยิดได้ หลังจากที่ได้มีการแทงกัน”

“ชายคนหนึ่งที่มาจากเผ่าตะมีม วิ่งตามอบูลุลุไปและจับตัวเขาไว้ได้พร้อมกับสังหารเขาทิ้ง และได้นำเอากริชเล่มนี้กลับติดตัวมาด้วย มันเป็นกริชตามที่ได้บรรยายไว้ อุบัยดุลลอฮ์บุตรของอุมัรคอยจนบิดาของเขาเสียชีวิต จากนั้นเขาจึงสังหารฮุรมูซานและญุฟัยนะฮ์ ผู้ซึ่งเป็นครูชาวคริสเตียน ซุฮัยบ์ผู้เป็นเจ้าเมืองมะดีนะฮ์ส่งอัมร อิบนิ อาส เพื่อไปตามจับตัวอุบัยดุลลอฮ์ อัมร อิบนิ อาส พยายามอยู่สองสามครั้ง จนกระทั่งเขาค้นหากริชดังกล่าวจนพบ และได้จับกุมตัวอุบัยดุลลอฮ์มา”

เรื่องเล่าโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ซัยฟ์

ฏอบารีได้บันทึกมาจาก มิสวัร อิบนิ มัครอมะฮ์ว่าหลังจากอุบัยดุลลอฮ์ (บุตรของอุมัร) ได้สังหารฮุรมูซาน ญุฟัยนะฮ์และบุตรสาวของอบูลุลุแล้ว เขากล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะสังหารบรรดาผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการฆ่าสังหารบิดาของฉัน” สะอัดยึดดาบมาจากอุบัยดุลลอฮ์และได้จองจำเขาไว้ในบ้านของเขา จนกระทั่งอุศมานออกมาจากบ้านของเขา และได้ถามชาวอันศอร และมุฮาญิรีน เกี่ยวกับความเห็นของพวกเขาที่มีต่ออุบัยดุลลอฮ์ในฐานะที่เป็นฆาตรกรสังหารผู้คนที่ปราศจากความผิด อะลีกล่าวว่าเขาจะต้องถูกลงโทษประหารชีวิต ชาว มุฮาญิรีนบางคนกล่าวว่า “อุมัรถูกสังหารไปเมื่อวานนี้เอง เราจะสังหารบุตรของเขาในวันนี้กระนั้นหรือ ?” อัมร อิบนิ อาส กล่าวกับอุศมานว่า “ท่านเป็นคนโชคดี ที่ได้มีการหลั่งเลือดกันก่อนที่ท่านจะได้เป็นคอลีฟะฮ์”

เราได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า บะลาซุรี ได้กล่าวไว้ในเรื่องของการปรึกษาหารือดังว่า อุศมานผู้เป็นคอลีฟะฮ์ได้กล่าวไว้ในวาระแรกที่เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะ ดังว่า “ด้วยคำตัดสินของพระเจ้า อุบัยดุลลอฮ์ได้ฆ่าฮุรมูซาน ฉันขอนิรโทษกรรมให้กับ อุบัยดุลลอฮ์ ในนามของมวลมุสลิม เพราะเหตุว่าฮุรมูซานไม่มีทายาท” จากนั้นอุศมานจึงขอความเห็นชอบของบรรดามุสลิม ทุกคนต่างเห็นพ้องด้วยยกเว้นอะลีที่ได้กล่าวว่า “ชายผู้หน้าไหว้หลังหลอกคนนี้ต้องถูกสังหาร เพราะเขาได้ฆ่าสังหารมุสลิมที่ไม่มีความผิด” จากนั้นเขาจึงชี้ไปที่อุบัยดุลลอฮ์พร้อมกับกล่าวว่า “ฉันจะสังหารเจ้าเพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับฮุรมูซาน” อุศมานกล่าวว่า “ฉันจะจ่ายค่าทำขวัญให้กับฮุรมูซาน” ซิยาด อิบนิ ละบีด บะยะฏี ได้แต่งกลอนบทหนึ่งกล่าวถึงการฆ่าสังหารฮุรมูซานได้ดังต่อไปนี้

อุบัยดุลลอฮ์ เจ้าช่างชั่วร้าย
ฆ่าได้แม้ฮุรมูซาน
เขาเป็นมุสลิมผู้บริสุทธิ์
ไร้เหตุที่สุด ที่เจ้ากระทำ

อุศมาน ซ้ำย้ำช่วยเจ้า ปัดเป่าให้
โทษนั้นไซร้ ไม่ต้องรับ
แต่เมื่อกลับ คืนพระเจ้า
ใครหน้าไหน หามีไม่
มาป้องเจ้า คราวลงทัณฑ์

อุบัยดุลลอฮ์ได้ไปร้องเรียนกับอุศมาน และเขาจึงขอร้องให้ซิยาดหยุดกล่าวบทกลอนนี้ จากนั้นซิยาดจึงแต่งกลอนดังต่อไปนี้เพื่อต่อต้านอุศมาน

อบาอัมร เมื่ออุบัยดุลลอฮ์กระชากดาบของเขา
เพื่อประกอบกรรมกระทำเข็ญ ขอสาบานต่อพระเจ้า
การอภัยโทษไม่ถือโกรธต่ออาชญากรรม
และการประกอบกรรมกระทำบาป จะเป็นม้าสองตัวควบขั้วสู่ปลายทาง

ดังที่หมายได้พร้อมกันกระนั้นหรือ
ท่านหมดสิทธิ์ คิดให้อภัยในอาชญากรรม
หากท่านกระทำ บาปกรรม ย่อมเป็นของท่านแน่

สรุป

ซัยฟ์กล่าวว่า ฮุรมูซานมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ กุมมาซบานเขาได้บันทึกเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งมาจากบุตรชายคนนั้นด้วย นักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆกล่าวว่าเพราะฮุรมูซานไม่มีทายาท คอลีฟะฮ์อุศมานจึงอภัยโทษให้กับอุบัยดุลลอฮ์ไปในนามของมวลมุสลิม แทนการแก้แค้นที่เขาจะต้องกระทำให้กับเลือดของฮุรมูซาน ซัยฟ์กล่าวไว้เช่นกันว่าชายคนหนึ่งจากเผ่าตะมีมได้สังหารอบูลุลุ เพื่อเป็นการพิสูจน์ถึงเกียรติยศให้กับเพื่อนเผ่าที่ไม่มีตัวตนของเขา

13. เมืองต่างๆที่ประดิษฐ์ขึ้น โดย ซัยฟ์

ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์ชื่อเมืองบางเมืองขึ้นมาเช่น ดุลูษ ฏอวูซ อัลญะอ์ รอนะฮ์ รุอ์มานัลอิรัค อัลกุรดูดะฮ์ นะฮ์ริอุตต์ อัซซินย์ ษะนียะตุรริกาบ อัลกุดัยส์ อัลมักร์ วายะฮ์คุรด์ อัลวะละยะฮ์ และอัลฮะวาฟี ซึ่งได้มีกล่าวถึงไว้ โดย ฮะมาวี ในหนังสือ มุอ์ญะอุล บุลดาน โดยฏอบารี และโดยนักประวัติศาสตร์อื่นๆ

ยากูต ฮะมาวี เป็นผู้ที่สนใจอย่างมากที่จะบันทึกเรื่องราวที่หายากและแปลกพิสดารเอาไว้ในหนังสือของเขาชื่อ มุอ์ญะมุล บุลดาน เขาได้เขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆของซัยฟ์ไว้ในหนังสือของเขา เมื่อมีการบรรยายเรื่องแปลกๆเกี่ยวกับสถานที่หนึ่งหรือเมืองๆหนึ่ง เท่าที่ปรากฏ ฮะมาวีมีหนังสือที่เป็นต้นฉบับเล่มหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือของซัยฟ์ เพราะสามารถสังเกตเห็นได้ เมื่อเขาอ้างอิงถึง ญุบาร ญะอ์รอนะฮ์ ชัรญะฮ์ และซอฮีดในหนังสือภูมิศาสตร์ของเขา ชื่อ มุอ์ญะมุล บุลดาน ต้นฉบับเขียนด้วยลายมือโดยอบีบักร มุฮัมมัด อิบนิ อะห์มัด อิบนิ อับดุลบากี อัลบัฆดาดี ฮาฟิซ (มรณะ อ.ศ. 489)(12)

เขาถูกเรียกขานในนาม อิบนิ คอฎิบะฮ์ และได้เขียนข้อสังเกตบางประการไว้ในเชิงอรรถเช่นกัน และได้เล่าเรื่องมาจากอบีบักร อัลคอฏีบ ในตอนท้ายของหน้าต่างๆ อบูบักร อิบนิ ซัยฟ์ ได้เขียนข้อสังเกตเอาไว้เช่นกัน ตัวเขานั้นน่าจะเป็น อบูบักร อะห์มัด อิบนิ บักร อิบนิ ซัยฟ์ ญิซซีนี หรือไม่ก็อบูบักร อะห์มัด อิบนิ อับดุลลอฮ์ อิบนิ ซัยฟ์ อิบนิ สะอีด ซาญิสตานี อิบนิ อะซากิร ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆทั้งหมดของซัยฟ์ และอิบนิ นะดีมได้เขียนชื่อของเขาไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัล ฟิฮ์เรสท์หน้า 119 ภายใต้นามชื่อที่ว่า อุบัยดุลลอฮ์ ซาญิสตานี

และฮะมาวีได้เขียนเรื่องราวบางเรื่องของซัยฟ์ไว้ในหนังสือของเขาในทำนองเดียวกับที่ฏอบารีกระทำ แต่มีข้อแตกต่างอยู่ประการหนึ่งในระหว่างคนทั้งสอง ฏอบารีได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆในวิธีที่ว่าเหตุการณ์บางประการทำให้เรื่องทั้งหมดสมบูรณ์ เขาให้แหล่งที่มาของข้อมูลของเขาอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน แต่บางครั้ง ฮะมาวีได้บันทึกบางส่วนของเหตุการณ์หนึ่งเพราะเขาชอบเขียนในแนวบทกวีหรือบทกลอนในงานการเขียนของเขา เขาถึงกับไม่ยอมกล่าวถึงชื่อของซัยฟ์ในงานเขียนส่วนใหญ่ของเขา เราสามารถพบเรื่องราวของซัยฟ์ในฮะมาวี ซึ่งไม่ได้มีเขียนไว้ในงานของฏอบารี และในทางกลับกันนักประวิตศาสตร์ทั้งสองคนนี้ต่างก็ได้เลือกสรรเอาเรื่องต่างๆของซัยฟ์ที่แต่งขึ้นมานี้ ให้เหมาะสมกับความต้องการของตน ฮะมาวี ได้บันทึกงานเขียนต่างๆ มาจากซัยฟ์โดยมีชื่อเมืองเหล่านี้ปรากฏอยู่

1) ดุลูษ

จายคนหนึ่งจากเผ่าของอับดุลกอยส์มีชื่อว่า ซุฮารอ กล่าวว่า “ในสงครามแห่งฮุรมูซาน ซึ่งเกิดขึ้นที่อะฮ์วาสเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างดุลูษกับดุญัยล์ ฉันได้พบกับฮะริม อิบนิ ฮัยยานและได้เอาอินทผาลัม พวงหนึ่งมาจากเขา...และอื่นๆ”

ฏอบารีได้บันทึกไว้ในเล่ม 1 หน้า 2537 ถึงเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 13 โดยกล่าวถึงเรื่องข้างต้นมาจนถึง “อินทผาลัมพวงหนึ่ง” ขณะที่ฮะมาวีได้บันทึกเพิ่มเติมต่อไปอีกมากกว่าเรื่องของฏอบารี เพราะฉะนั้นฮะมาวีจึงไม่ได้บันทึกมาจากฏอบารี และเชื่อว่าเขาจะต้องมีโอกาสเข้าไปดูต้นฉบับลายมือของ ซัยฟ์

2) ฏอวูซ

ฮะมาวีกล่าวไว้ว่า มันเป็นสถานที่หนึ่งอยู่ในจังหวัดของฟารซ์ (ในเปอร์เซีย) ซัยฟ์กล่าวไว้ว่า อะลาอ์ อิบนิ ฮัดรอมี ส่งกองทัพออกไปหนึ่งกองทัพทางทะเลเพื่อไปยังฏอวูซโดยที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากอุมัร ฮะมาวีได้บันทึกเรื่องราวนี้ไว้ ซึ่งฏอบารีก็ได้บันทึกมาจากซัยฟ์เช่นกัน ดังปรากฏอยู่ในเล่ม1หน้า 2545-2551 ปี ฮ.ศ. 17 แต่ฮะมาวีได้บันทึกบทกวีบทหนึ่งที่แต่งโดย คอลีดอิบนิมุนซิร ซึ่งฏอบารีได้ละเว้นไว้ไม่บันทึก

3) ญะอ์รอนะฮ์ และ นุอ์มาน

ชื่อทั้งสองนี้ตามการบอกเล่าของซัยฟ์ เป็นสถานที่อยู่ในอิรักดังที่ฮะมาวีได้บันทึกไว้ ฮะมาวีได้กล่าวถึงชื่อของซัยฟ์ไว้เป็นสิบครั้งหรือมากกว่านั้นในหนังสือของเขา แต่ยังไม่ชื่อเมืองอีกมากหลายที่เขาได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือของเขา โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อของซัยฟ์ ผู้อ่านที่ได้อ่านพบจากหนังสือของเขาอาจคิดไปได้ว่า ฮะมาวีได้แสดงทัศนะที่เป็นของตนเองเอาไว้ยกตัวอย่างเช่นชื่อ กุรดูดะฮ์

4) กุรดูดะฮ์

เมื่อตุลัยฮะฮ์ ผู้เป็นศาสดาจอมปลอมเดินทางมาถึงสุมัยรอฮ์ เขาได้รับสารจากษะมามะฮ์ อิบนิ เอาส์ อิบนิ ลามิตตออี กล่าวว่า “ฉันมีคนอยู่ห้าร้อยคน ถ้าหากท่านต้องการความช่วยเหลือ เราอยู่ที่กุรดูดะฮ์ และที่อันศุร ใกล้ๆกับทะเลทราย” ฮะมาวีได้นำเรื่องนี้มาจากฏอบารี(13) อิบนิฮาญัรได้เอาข้อมูลนี้มาจากฏอบารีเช่นกัน เมื่อเขาเขียนถึงชีวประวัติของษะมามะฮ์ ปรากฏว่าไม่มีร่องรอยของกุรดูดะฮ์และษะมามะฮ์ ณ ที่ใดยกเว้นในเรื่องราวของ ซัยฟ์

5) แม่น้ำ อุตต์

คอลิด อิบนิ วะลีด ส่งแม่ทัพของเขาคนหนึ่งชื่อ อุตต์ อิบนิ อบีอุตต์ ผู้ซึ่งมาจากเผ่าบนีสะอัดไปยังเดารากิสถาน แม่ทัพได้ตั้งค่ายที่ริมแม่น้ำและต่อมาแม่น้ำนี้จึงมีชื่อว่าแม่น้ำอุตต์ ตามชื่อของแม่ทัพ อีกครั้งหนึ่งผู้อ่านอาจคิดไปว่า ฮะมาวีได้เขียนเรื่องนี้ไปตามความรู้ความเข้าใจของเขา แต่กระนั้นเขาได้ยืมเรื่องนี้มาจากฏอบารี อิบนิ ฮาญัรได้บันทึกเรื่องเดียวกันนี้ไว้ เช่นกัน ซึ่งได้กล่าวบรรยายถึงคำว่า อุตต์ (จากฏอบารี)(14)

6) อัรมาษ อัฆวาษ และ อิมาส

ชื่อเหล่านี้ที่ได้บรรยายไว้โดยฮะมาวี ถูกขอยืมมาจากฏอบารีดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในตอนต้น ณ สงครามแห่งกอดิซียะฮ์

7) อัล ซินย์ ษะนียะตุรริกาบ อัล กุไดส์ อัล มักร์วายะฮ์คุรด์ อัล วะลายะฮ์ และ อัล ฮะวาฟี

ชื่อข้างต้นเป็นชื่อที่ ฮะมาวี ได้ขอยืมมาจากฏอบารีเล่ม 1 หน้า 2026, 2648, 2230-33,43, 65, 88, 94, 2326-38, 2073-38 และ 2618-25 และหน้า 2169 เช่นกันตามลำดับ โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อของซัยฟ์ ซึ่งเป็นผู้แต่งชื่อเหล่านี้ขึ้นมา ฮะมาวี ได้เขียนชื่อสถานที่และเมืองอื่นๆอีกในหนังสือของเขา ชื่อ มุอ์ญะอุล บุลดาน ไม่อาจสามารถหาพบได้ในหนังสือภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์เล่มใดๆที่อื่นไปจากนี้ ดังมีรายชื่อหนังสือดังต่อไปนี้

1. ซิฟัต ญะซีรอตุล อาหรับ โดย อบี มุฮัมมัด อัล ฮะซัน อิบนิ อะห์มัด อิบนิ ยะอ์กูบ อิบนิ ยูซุฟ อิบนิดาวูด ซึ่งรู้จักกันในนามอิบนิ ฮาอิก (มรณะ ฮ.ศ. 334- ค.ศ. 945-6)
2. ฟุตูฮุล บุลดาน โดยบะลาซุรี
3. มุคตะซอ บุลดาน โดยอบีบักร อะห์มัด อิบนิ มุฮัมมัด ฮัมดานี รู้จักกันในนามอิบนิ ฟะกีฮ์ มีชีวิตอยู่ในฮิจเราะฮ์ ศตวรรษที่ 3
4. อัล อาษารุลบากิยะฮ์ อะนิล กุรูนิล คอลิยะฮ์ โดย อบูรอยฮาน มุฮัมมัด อิบนิ อะห์มัด อัล บีรูนี คอวาริซมี (มรณะ ฮ.ศ. 440)
5. มุอ์ญัม มัสตุอ์ญิม โดยอบีอุบัยด์ อับดุลลอฮ์ อิบนิ อบุล อะซีซ อิบนิ มัสอับ อัลบักรี อัลวะซีร (มรณะ ฮ.ศ. 478)
6. ตักวีมุลบุลดาน โดยอิสมาอีล ซอฮิบ ฮะมาฮ์ (มรณะ ฮ.ศ. 432)

นักภูมิศาสตร์ร่วมสมัยสองคนไม่เชื่อถือในฮะมาวี และไม่ได้กล่าวถึงสถานที่เหล่านั้นไว้ในหนังสือของเขาทั้งสอง
1. ละซีเรนจ์ หนังสือของเขาชื่อ เมืองต่างๆ ของคอลีฟะฮ์แห่งบูรพาทิศ
2. อุมัร ริฎอ กะฮาละฮ์ หนังสือของเขาชื่อ ภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรอาหรับ

14. ซัยฟ์ กับวันเวลาของเหตุการณ์ต่างๆ

ซัยฟ์ไม่ใช่เป็นผู้แต่งเรื่องขึ้นมาเท่านั้น แต่เขายังได้เปลี่ยนแปลงวันเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอีกด้วย

1. ฏอบารีเล่ม 1 หน้า 553-56 เกี่ยวกับเรื่องราวของสงครามแห่ง อุบุลละฮ์(15)ได้บันทึกมาจากซัยฟ์ดังว่า อบูบักรส่งคอลิดไปยังอิรัก ฝ่ายศัตรูได้จัดตั้งค่ายอยู่ระหว่างแหล่งน้ำกับกองทัพของคอลิด พระเจ้าทรงส่งเมฆฝนลงมาช่วยเหลือฝ่ายมุสลิม ฝ่ายมุสลิมได้เข้าสู้รบและเป็นฝ่ายชนะในสงครามอุบุลละฮ์ คอลิดส่งทรัพย์เชลยหนึ่งในห้าส่วน (ในฐานะภาษี) และช้างหนึ่งเชือกไปยังมะดีนะฮ์ หญิงชาวบ้านคนหนึ่งในนคร มะดีนะฮ์ถามขึ้นว่า “ช้างเป็นสัตว์ที่พระเจ้าสร้างหรือคนทำมันขึ้นมา?” จากนั้นฏอบารี จึงกล่าวว่า “สงครามอุบุลละฮ์ มีการเล่าไว้แตกต่างกันมาก ตามที่นักประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้บันทึกกันเอาไว้ เพราะมันเกิดขึ้นในสมัยของอุมัรในปี ฮ.ศ. 14 และผู้บัญชาการกองทัพคือ อุตบะฮ์ อิบนิ กอซวาน แต่ไม่ใช่คอลิด”

ซัยฟ์กำหนดวันเวลาของเหตุการณ์ให้ผิดเพี้ยนไป เช่นเดียวกับให้ชื่อของผู้บัญชาการกองทัพ และคอลีฟะฮ์ไว้อย่างผิดพลาดอีกด้วย

2. ฏอบารีในเล่ม 2 หน้า 89 ได้เขียนไว้ว่า อุมัรส่งอุตบะฮ์ อิบนิ กอซวานไปยังบัสเราะฮ์ในปี ฮ.ศ. 14 แต่ซัยฟ์ได้บันทึกไว้ในปี ฮ.ศ. 16 อิบนิ กะซีร ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างนี้ไว้ในหนังสือของเขาเล่ม 47-48

3. เหตุการณ์ที่ ยัรมูก มีบันทึกไว้ในเล่ม 7 หน้า 61 โดย อิบนิ กะซีร ว่าเหตุการณ์ยัรมูกเกิดขึ้นเมื่อปี ฮ.ศ. 15 ตามการบันทึกของลัยษ์ อิบนิละฮีอะฮ์, อบูมะอ์ซัร, วะลีด อิบนิ มุสลิม, ยะซีด อิบนิ อุบัยดะฮ์ คอลีฟะฮ์ อิบนิ คอยยาต, อิบนิ กัลบี, มุฮัมมัด อิบนิ อาอิซ, อิบนิ อะซากิร และซะฮะบี ผู้ทรงคุณวุฒิของเรา แต่ซัยฟ์และฏอบารีกล่าวว่ามันเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 13 อิบนิ กะซีรได้กล่าวไว้ในหลักฐานอ้างอิงของเขาว่าเหตุการณ์นี้เกิดในปี ฮ.ศ. 13 ในหนังสือของ อิบนิ อะซากิร เล่ม 1 หน้า 159 ว่า “ซัยฟ์กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 13 ก่อนการพิชิตดามัสกัสแต่ไม่มีผู้ใดเห็นพ้องด้วยกับเขา”

4. เหตุการณ์แห่งเฟฮล์ ได้บันทึกอยู่ในเล่ม 7 หน้า 25 ของอิบนิ กะซีร ดังว่า “เหตุการณ์แห่งเฟฮล์เกิดขึ้นก่อนการพิชิตดามัสกัส ตามหลักฐานของนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ แต่อบูญะอ์ฟัร อิบนิ ญะรีร (ฏอบารี) กล่าวไปตามซัยฟ์ว่ามันเกิดขึ้นหลังจากการพิชิตดามัสกัส” บะลาซุรี ได้เขียนไว้ใน ฟุตูฮุล บุลดาน หน้า 137 ว่า “ได้มีกล่าวไว้ว่าเหตุการณ์แห่งเฟฮล์ ณ จอร์แดน เกิดขึ้นสองวันก่อนเดือนซุลกอดะฮ์จะสิ้นลง นั่นคือ ห้าเดือนหลังอุมัรขึ้นเป็นคอลีฟะฮ์”

5. การเดินทางออกจากซีเรียของเฮราคลีอุส ฮิร็อกล์ ฏอบารี ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขา เล่ม 3 หน้า 99 “เฮราคลีอุสออกจากซีเรียไปยังคอนแสตนติโนเปิล (กุสตอนตินียะฮ์) ในปี ฮ.ศ. 15 ตามการบันทึกของ อิบนิอิศฮาก แต่ตามหลักฐานของซัยฟ์มันเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 16” อิบนิ กะซีร ได้กล่าวถึงความแตกต่างกันนี้ไว้ในหนังสือของเขา เล่ม 7 หน้า 53 บะลาซุรี แสดงความเห็นพ้องด้วยไว้ใน ณ ฟุตูฮุล บุลดาน หน้า 162 กับอบูอิศฮาก

6. การพิชิต อุรชีลีม (บัยตุลมักดิส) ฏอบารีเล่ม 3 หน้า 103 ได้บันทึกจากซัยฟ์ “การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างอุมัรกับชาวปาเลสไตน์ เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 15” อิบนิ กะซีร เล่ม 7 หน้า 57 ได้เขียนบันทึกไว้ว่าการพิชิตปาเลสไตน์เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 16 ตามหลักฐานของนักประวัติศาสตร์ทั้งหมดยกเว้นซัยฟ์ บะลาซุรี ในหน้า 165-66 กล่าวว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 16-17

7. การพิชิตแห่งอัล ญะซีเราะฮ์ ฏอบารีได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาเล่ม 3 หน้า 155 ว่า “อัล ญะซีเราะฮ์ ถูกพิชิตในปี ฮ.ศ. 17 ตามการรายงานของซัยฟ์” แต่อิบนิ อิศฮากกล่าวว่า มันเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 19 อิบนิ กะซีร ในเล่ม 7 หน้า 76 และฮะมาวีใน มุอ์ญะมุล บุลดาน เห็นพ้องกับปี ฮ.ศ. 19 ของอิบนิ อิศฮาก

8. กาฬโรคแห่งอะมาวาส ฏอบารีได้เขียนไว้ในเล่ม 3 หน้า 161-163 “อิบนิ อิศฮาก กล่าวว่า มันเกิดขึ้นในปีที่ 18 และ ซัยฟ์กล่าวว่ามันเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 17” อิบนิ กะซีรได้เขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับกาฬโรคนี้ไว้ในหนังสือของ 78 ดังว่า “มุฮัมมัด อิบนิ อิศฮาก และอบูมะอ์ชัร และบุคคลอื่นๆกล่าวว่ามันเกิดขึ้นในปีที่ 18”

9. เหตุการณ์ระหว่างชาวเปอร์เซียและชาวมุสลิม ฏอบารีบันทึกไว้ว่าหากว่าตามหลักฐานของซัยฟ์แล้ว มันเกิดขึ้นในปีที่ 15 แต่ตามหลักฐานของอิบนิ อิศฮากและวากีดี มันเกิดขึ้นในปีที่ 16 อิบนิ กะซีร ได้กล่าวถึงความแตกต่างนี้ไว้ในเล่ม 7 หน้า 60 ของหนังสือของเขา

10. การศึกสงครามที่ คุรอซาน ฏอบารี เล่ม 3 หน้า 244 และอิบนิ กะซีร ในเล่ม 7 หน้า 126 ได้บันทึกมาจากซัยฟ์ว่า มันเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 18 แต่ผู้อื่นกล่าวว่ามันเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 22

11. การศึกสงครามที่ตาบริสถาน วากีดี อบูมะอ์ชัรและมาดาอินีได้บันทึกไว้ว่า สะอีด อิบนิ อาสเข้าสู่สมรภูมิ ที่ตาบริสถานในปี ฮ.ศ. 30 แต่ซัยฟ์ กล่าวว่า สุวัยด์ อิบนิ มุกัรรอนทำสัญญาสงบศึกแห่งตาบริสถานในสมัยของอุมัร (ก่อนปี ฮ.ศ. 30 เป็นเวลานาน)