ค) วันแห่ง ญะรอษิม

ฏอบารี ได้บันทึกเรื่องราวไว้ถึงจำนวนสิบห้าเรื่องจากซัยฟ์ ที่เกี่ยวกับการข้ามแม่น้ำไตกรีสของสะอัด นี่คือเรื่องราวโดยย่อที่ถูกบันทึกไว้โดยซัยฟ์

หลังจากสงครามกอดิซียะฮ์ กองทัพของมุสลิมตั้งใจจะเข้ายึดมะดาอิน (เมืองหลวงของเปอร์เซีย) สะอัดในฐานะเป็นแม่ทัพได้กล่าวคำปราศรัยใกล้ๆกับแม่น้ำไตรกรีส (ดิจละฮ์) และเตือนมุสลิมถึงการถูกข้าศึกโจมตีจากริมแม่น้ำ เขาได้แจ้งให้กับทหารทราบว่า เขาได้ตัดสินใจที่จะข้ามแม่น้ำ เขาถามว่า “มีผู้ใดบ้างไหม ที่พร้อมจะนำกองกำลังเข้าโจมตี ?” อาซิบ อิบนิ อัมรกล่าวว่า เขาพร้อมที่จะเข้าโจมตีเป็นคนแรก อาซิมพร้อมกำลังคนจำนวนหกสิบคนว่ายข้ามแม่น้ำไปและได้เข้าสู้รบกับข้าศึก พร้อมกับยึดฝั่งแม่น้ำอีกด้านหนึ่งไว้ได้ จากนั้นกองทัพมุสลิมทั้งหมดจึงข้ามแม่น้ำไป แม่น้ำไหลเชี่ยวกราก ถึงกระนั้นบรรดาทหารยังสามารถพูดคุยกันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังเดินอยู่บนพื้นดิน

เมื่อใดก็ตามที่ม้ารู้สึกเหนื่อยอ่อน พื้นดินใต้พื้นน้ำก็จะยกขึ้นมาเพื่อรองรับเท้าของม้า ให้ยืนพักจนหายเหนื่อยไม่มีสิ่งใดที่จะแปลกพิสดารไปกว่านี้ในวันแห่งการทำศึกที่มะดาอิน วันแห่งน้ำซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็นวันแห่ง ญะรอษีม หมายถึงวันแห่งเนินเขาเล็กๆที่ถูกเรียกว่า ญะรอษีม ก็เพราะไม่มีผู้ใดเหนื่อยอ่อน และเพราะมีเนินเขาเล็กๆ ได้ยกขึ้นมารองรับอยู่ใต้เท้าของม้าจากก้นแม่น้ำ เพื่อให้ทหารได้พักผ่อน

ในอีกที่หนึ่ง ซัยฟ์กล่าวว่า ทั้งหมดต่างข้ามแม่น้ำไปได้ยกเว้น ชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ฆัรกอดะฮ์ (หมายถึงจมน้ำ) ได้พลัดตกจากหลังม้าของเขา ผู้เล่ากล่าวว่า มันดูเหมือนกับเขาได้เห็นม้าสะบัดน้ำออกจากขนที่แผงคอของมัน และชายคนนั้นก็ลอยขึ้นมา เกาะกออ์จึงดึงเขาขึ้นฝั่งและช่วยชีวิตเขาไว้ หลังจากที่เขาได้รับการช่วยเหลือแล้ว มารดาของเกาะกออ์กล่าวกับเกาะกออ์ว่า “ไม่มีหญิงใดที่ให้กำเนิดบุตรที่กล้าหาญเช่นท่าน” อบูนุอัยม์ได้กล่าวถึงบางส่วนของเรื่องดังกล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ สัญญาณต่างๆของการเป็นศาสนทูต และได้พิมพ์มันให้เป็นหลักฐานของการเป็นศาสนทูตของศาสดาแห่งอิสลาม

แหล่งที่มาในเรื่องราวของ ซัยฟ์

ซัยฟ์ได้บันทึกมาจาก มุฮัมมัด ตอลฮะฮ์ นัฎร์ อิบนิ รุฟัยล์ และชายคนหนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จัก ผู้เล่าเรื่องบางคนเหล่านี้ เราได้กล่าวถึงไว้ก่อนแล้ว ฏอบารีได้บันทึกไว้เป็นจำนวนหกสิบเจ็ดเรื่องจากซัยฟ์ ที่เล่ามาจากมุฮัลลับ อิบนิ อุกบะฮ์ อะซะดี และอีกจำนวนยี่สิบเรื่องที่ซัยฟ์ บันทึกมาจาก อิบนิ รุฟัยล์ ผู้เล่าเรื่องเหล่านี้ไม่อาจหาร่องรอยได้ในหนังสือชีวประวัติเล่มใด เรื่องราวต่างๆของซัยฟ์ที่เล่ามาจากคนที่ไม่มีชื่อปรากฏ ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

การศึกที่ มะดาอิน ตามการเล่าเรื่อง มาจากผู้อื่นที่ไม่ใช่ซัยฟ์ เช่น จาก ฮะมาวี ในเล่ม 4 หน้า 33 ชื่อ มุอ์ญะมัล บุลดาน กล่าวว่า “ชาวไร่เปอร์เซียได้ช่วยเหลือกองทัพมุสลิม ด้วยกับการแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของฝ่ายเปอร์เซีย และได้มอบของขวัญปัจจัยยังชีพให้คอลิด อิบนิ อัรฟะฏอฮ์ เริ่มการโจมตีฝ่ายเปอร์เซียก่อนแต่ล้มเหลว ต่อมาคอลิด ซาบาฏได้เข้าพิชิตมะดาอิน กองทัพมุสลิมถูกนำพาไปยังทางเดินที่ตื้นเขินของแม่น้ำ ดังนั้น พวกเขาจึงข้ามแม่น้ำจากจุดนั้น”

ในหนังสือ ฟุตูฮุล บุลดาน หน้า 323 กล่าวว่า “กองทัพเปอร์เซียยิงธนูเข้าใส่ฝ่ายมุสลิมแต่ไม่มีผู้ใดถูกสังหาร ยกเว้นทหารคนหนึ่งจากเผ่าตัย ชื่อ ซะลีล อิบนิ ยะซีด อิบนิ มาลิก ซันบิซี”

สรุป

ซัยฟ์กำหนดให้อาซิมเป็นคนที่มาจากเผ่าของเขา โดยแต่งนิยายขึ้นมาให้เขาเป็นวีรบุรุษของเรื่อง เขาได้กล่าวไว้เช่นกันว่า “ม้าตัวใดที่เหนื่อยอ่อน เนินดินจะปรากฏขึ้นมาใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน” แต่มีชายคนนึ่งพลัดตกจากหลังม้า แต่ก้นแม่น้ำได้ยกตัวขึ้นมารับเท้าของเขา ทั้งนี้เพราะเกาะกออ์ ผู้เป็นพี่ชายของอาซิมอยู่ในบริเวณนั้นเพื่อช่วยเหลือเขา ตามการเล่าของซัยฟ์ บรรดาทหารข้ามแม่น้ำไปได้อย่างอัศจรรย์ แต่ตามการเล่าของผู้อื่นมีคนนำทางมาชี้จุดที่มีน้ำตื้น ซึ่งเป็นช่องแคบหรือแผ่นดินที่ตื้นเขินของแม่น้ำ ความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ซัยฟ์ได้กระทำต่อประวัติศาสตร์อิสลามก็คือ การที่เขาประดิษฐ์ซอฮาบะฮ์ (สาวกของศาสดา) ขึ้นมา เขาได้กล่าวถึงชื่อของพวกเขาเหล่านี้ไว้ในเรื่องที่เป็นนิยายและที่เป็นจริง ด้วยการบิดเบือนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกชื่อของซอฮาบะฮ์ และเรื่องต่างๆที่ซัยฟ์ประดิษฐ์ขึ้นไว้ในหนังสือของพวกเขา และบรรดามุสลิมต่างยึดถือกันเป็นเรื่องจริงจัง และเชื่อกันว่าตัวละครในนิยายต่างๆเหล่านี้เป็นบรรดาสาวกของท่านศาสดาจริงๆ อิบนิ อับดุลบัร ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัล อิสตีอาบ โดยระบุชื่อของบุคคลเหล่านี้ไว้และกล่าวว่า “ผู้คนเหล่านี้คือ สาวกของท่านศาสดา บางคนได้พบกับท่าน บางคนได้เขียนหนังสือถึงท่านหรือส่งภาษีให้กับท่าน บุคคลใดก็ตามที่ชื่อของเขาถูกเขียนบันทึกไว้ในเหตุการณ์ใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับท่านศาสดาได้ถูกเขียนบันทึกไว้ เหตุการณ์ใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้องกับท่านศาสดาได้ถูกทำรายชื่อ ณ ที่นี้ ถึงแม้บรรดาผู้ที่ชื่อของเขาและสายตระกูลของเขาไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีผู้ใดรู้จักพวกเขานอกจากโดยผ่านทางญาติห่างๆของพวกเขาก็ตาม”

ซัยฟ์ได้แต่งชื่อของผู้คนจำนวนมากหลาย และได้เปลี่ยนชื่อหรือคุณสมบัติของผู้คนบางคนที่เป็นที่รู้จักกันดี เพื่อเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆคำสอนของท่านศาสดา และหลอกลวงนักค้นคว้าและนักวิชาการ ในความพยายามของพวกเขา ที่จะบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นจริง

ภายหลังจากที่ได้ทำงานอย่างหนัก โดยผ่านทางการศึกษาค้นคว้าวิจัยมาเป็นเวลาหลายปี จากหนังสือประวัติศาสตร์เกือบจะทุกเล่มที่ได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงต้นของอิสลาม ฉันจึงสามารถมาถึงข้อสรุปในเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นนิยายและชื่อที่ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา ชื่อของ ซอฮาบะฮ์ที่เป็นนิยายจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบชื่อที่ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา ได้ถูกจัดเรียงลำดับรายชื่อไว้แล้วในหนังสือชื่อ “ซอฮาบะฮ์จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา”

11. การปรึกษาและการให้สัตยาบันต่ออุศมาน

มีบันทึกอยู่ในฏอบารี เล่ม 3 หน้า 292 กล่าวถึงเหตุการณ์ในปี ฮ.ศ. 23 อ้างอิงมาจาก ซัยฟ์ว่าอุมัรกล่าวว่า “ฉันแน่ใจได้ว่าคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่มุสลิม ก็คือบุคคลสองคนนี้ (อะลีและอุศมาน) ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าเคยมีบัญชาให้พวกเขาจดในสิ่งที่ญิบรออีล ได้นำวิวรณ์จากพระเจ้ามาให้กับท่าน” ในหน้า 266 และ 305 กล่าวถึงเหตุการณ์ของ ปี ฮ.ศ. 24 มีเนื้อหาดังว่า “ในวันที่สามของเดือนมุฮัรรอม อุศมาน ชนะเสียงในการเลือกตั้งของการปรึกษากันในตอนกลางวัน ขณะที่การเชิญชวนสู่การนมาซกำลังดำเนินอยู่ อุศมานออกมาจากห้องประชุมและยืนขึ้นเป็นผู้นำนมาซ”

ฏอบารี บันทึกมาจากซัยฟ์เช่นกัน ดังปรากฏอยู่ในหน้าที่ 305 ดังว่าเมื่อสมาชิกที่ปรึกษาได้ออกเสียงให้กับอุศมาน เขาออกมาจากห้องประชุมดูเศร้าหมองอย่างที่สุด และจึงเดินขึ้นไปบนแท่นเทศนาของท่านศาสดา พร้อมกับกล่าวคำปราศรัยหลังจากได้สรรเสริญพระเจ้า และกล่าวสดุดีต่อท่านศาสดาแล้วเขาจึงกล่าวขึ้นว่า

“โอ้ประชาชน พวกท่านกำลังอยู่ในบ้านที่มีรากฐานทีง่อนแง่นเป็นอย่างมาก นั่นคือการดำเนินชีวิตที่เหลือของพวกท่านก่อนที่ความตายจะมาย่างกรายพวกท่าน จงปฏิบัติการดี เพราะความตายจะมาเยือนเราทั้งในเวลากลางวันหรือในเวลากลางคืน จงอย่าให้ชัยตอนมันล่อลวงพวกท่านได้ จงสนใจต่อบรรดาผู้ที่เขาได้ล่วงลับไปก่อนหน้าพวกท่านแล้ว จงอย่าให้ชีวิตของพวกท่านผ่านไปอย่างไร้ค่า จงพยายามทำให้ดีที่สุด พวกท่านจะไม่ถูกเพิกเฉย (ในสายพระเนตรของพระเจ้า) บรรดาบรรพบุรุษของพวกท่านที่ได้พลิกฟื้นแผ่นดิน ก่อนหน้าพวกท่านและทิ้งไว้นั้นหายไปไหนหมดแล้ว ? เป้าหมายของพวกท่านก็คือการรอดพ้น พระเจ้าทรงมอบแบบอย่างหนึ่งให้กับชีวิตในปัจจุบัน โดยที่ได้ทรงกล่าวว่า “จงยกอุทาหรณ์แก่พวกเขาเกี่ยวกับชีวิตในโลกนี้ มันเป็นประดุจดังน้ำฝนที่เราได้หลั่งลงมาจากฟากฟ้าจนทำให้รุกขชาติเขียวขจี” จากนั้นเขาก็อ่านไปจนจบโองการนี้ จากนั้นผู้คนจึงเดินออกมาข้างหน้าและสัมผัสมือกับเขา เพื่อให้การสนับสนุน

เรื่องราวที่เกี่ยวกับการปรึกษาหารือจากผู้อื่นที่ไม่ใช่มาจากซัยฟ์

(อุมัร คอลีฟะฮ์ที่สอง แต่งตั้งบุคคลหกคน เพื่อการปรึกษาหารือและเพื่อการเลือกตั้งคอลีฟะฮ์ที่สามในหมู่พวกเขา)

อิบนิ ฮิชาม บันทึกไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัลซีเราะฮ์ เล่ม 4 หน้า 334-337 จาก อับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อุฟ ว่าในระหว่างการทำฮัจญ์ที่มินา มีชายคนหนึ่งกล่าวกับอุมัรว่า บางคนบอกกับเขาว่า “ถ้าหากอุมัรตายเขาจะแต่งตั้งให้กับคนนั้นคนนี้เป็นคอลีฟะฮ์ และการเลือกตั้งของ อบูบักรเป็นไปอย่างรีบเร่งและผิดพลาดเช่นเดียวกัน ถึงแม้มันจะสำเร็จ ก็ตาม” อุมัรกล่าวตอบด้วยความโกรธว่า “ฉันจะดูถึงเรื่องนี้ในคืนนี้และจะเตือนบรรดาผู้ที่ต้องการจะแย่งชิงการสืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา หากพระเจ้าทรงประสงค์” อับดุรเราะฮ์มาน แนะนำอุมัรให้เลื่อนการตัดสินใจของเขาออกไป จนกว่าพวกเขาจะเดินทางกลับไปยังมะดีนะฮ์แล้ว เพราะมีผู้คนมากมายหลายประเภทที่มาทำฮัจญ์ แต่บรรดาผู้มีเกียรติและนักวิชาการอาศัยอยู่ในนครมะดีนะฮ์

อุมัรเห็นพ้องด้วยและเมื่อพวกเขากลับมาถึงมะดีนะฮ์ในวันศุกร์แรก อุมัรยืนขึ้นกล่าวคำปราศรัย โดยกล่าวว่า “ฉันเข้าใจว่า บางคนพูดว่า หากอุมัรตาย เขาจะเลือกให้คนนั้นคนนี้เป็นคอลีฟะฮ์ จงอย่าให้คำพูดที่ว่า “การเลือกตั้ง อบูบักรนั้นเป็นไปอย่างเร่งด่วนและเป็นความผิดพลาดแต่ประสบกับความสำเร็จ” ล่อลวงเจ้า ถึงแม้มันจะเป็นเช่นนั้นจริงก็ตามแต่พระเจ้าได้คุ้มครองเรา จงจำไว้ว่าไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเราจะมีชื่อเสียงเท่ากับอบูบักร บุคคลใดก็ตามที่จับมือให้สัตยาบันกับผู้ใดโดยปราศจากการปรึกษาหารือกับบรรดามุสลิมเสียก่อนแล้ว การแสดงสัตยาบันของเขาถูกถือว่าไม่มีคุณค่าอันใด และบุคคลทั้งสองจะต้องถูกสังหาร”

ส่วนหนึ่งของเรื่องราวข้างต้น และความเห็นของอุมัรได้กล่าวถึงไว้แล้ว ในตอนที่ผ่านมา ซึ่งเราได้บรรยายไว้ว่า “ผู้คนแสวงหารหลบภัยอยู่ที่บ้านของฟาฏิมะฮ์” อิบนิ อบิล ฮะดีด เล่ม 2 หน้า 123 บันทึกมาจากญาฮิซว่า อัมมาร อิบนิ ยาซีร กล่าวว่า หลังจากอุมัรเขาจะออกเสียงให้กับอะลี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุมัรกล่าวคำปราศรัยกับผู้คนที่มะดีนะฮ์ โดยกล่าวว่า “บางคนกล่าวว่า ตอลฮะฮ์ อิบนิ อุบัยดุลลอฮ์ เป็นคู่แข่ง มันไม่ได้แตกต่างอะไรกันดอกว่าคู่แข่งจะเป็นใคร แต่สำคัญก็คือ ท่านศาสดาไม่ได้มีคำสั่งให้ผู้คนของท่านเลือกตั้งคอลีฟะฮ์ แต่คอลีฟะฮ์คนแรกก็เช่นกัน มาสู่อำนาจด้วยการตัดสินใจที่เป็นการพิจารณาที่รีบเร่งและเสียหาย” พูดสั้นๆคำเดียวก็คือ การเลือกตั้งคอลีฟะฮ์ไม่ถือเป็นธรรมเนียมในอิสลาม มีเพียงอุมัรเท่านั้นที่สรรหาบุคคลหกคน เพื่อให้เลือกคอลีฟะฮ์ที่สามในหมู่พวกเขา

การตัดสินใจของอุมัรได้ถูกวางแผนขึ้น หลังจากที่เขาถูกแทงจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต เราจะได้เห็นในตอนหลังว่า อุมัรมีผู้ใดบางคนที่อยู่ในใจของเขา ที่จะให้เป็นผู้สืบแทนตำแหน่งต่อไปหรือไม่

การปรึกษาหารือและ อุมัร

ได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อันซาบ อัลอัชรอฟ หน้า 15-16 ของบะลาซุรีและหนังสือ ตอบากอต ของอิบนิ สะอัด เล่ม 3 หน้า 243 ว่าอุมัรได้กล่าวคำปราศรัยในวันศุกร์ และภายหลังจากที่ได้สรรเสริญ พระเจ้า และสดุดีต่อศาสดาแล้วจึงกล่าวว่า “ฉันได้ฝันเห็นไก่ตัวผู้มันจิกฉัน ฉันคิดว่าความตายของฉันใกล้เข้ามาแล้ว ผู้คนได้ขอร้องฉันให้แต่งตั้งผู้สืบแทนตำแหน่ง พระเจ้าย่อมไม่ทรงปล่อยปละละเลยศาสนาของพระองค์หรือคอลีฟะฮ์ และเจตนาในการส่งศาสดาของพระองค์ลงมา ภายหลังจากฉันตายแล้ว คอลีฟะฮ์จะถูกเลือกมาจากสมาชิกที่ปรึกษารวมหกคน ศาสนทูตรู้สึกยินดีกับพวกเขาก่อนที่ท่านจะวายชนม์ ฉันรู้ดีว่ามีผู้คนบางคนจะกล่าวโทษฉันที่ได้ตัดสินใจเช่นนี้ พวกเขาจะเป็นพวกที่ฉันได้เชิญชวนพวกเขามาสู่อิสลาม บรรดาผู้ที่คัดค้านย่อมเป็นศัตรูต่อพระเจ้า”

มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อุกด์ อัล ฟะรีด เล่ม 3 หน้า 73 ว่า เมื่ออุมัรถูกแทง ผู้คนขอให้เขาแต่งตั้งผู้สืบแทน เขากล่าวว่า “บางคนที่เขาดีกว่าฉันยังไม่แต่งตั้งให้ใครเป็น และอีกคนหนึ่งที่ดีกว่าฉันได้แต่งตั้งบุคคลคนหนึ่ง (เขาหมายถึงท่านศาสดาและอบูบักร) หากอบูอุบัยดะฮ์ยังไม่ตาย ฉันก็แต่งตั้งเขา เพราะเขาเป็นคนที่ไว้วางใจได้ เพราะท่านศาสดากล่าวไว้เช่นนั้น หากซาลิมทาสผู้ถูกปลดปล่อยของอบูฮุซัยฟะฮ์ยังมีชีวิตอยู่ ฉันก็จะแต่งตั้งเขา เพราะเขารักพระเจ้ามากถึงกับว่าเขาไม่เคยได้กระทำบาปใดๆ ถึงแม้เขาจะไม่ได้กลัวการลงโทษจากพระเจ้าก็ตาม”

อุมัรได้รับการขอร้องให้แต่งตั้งบุตรชายของเขา เขากล่าวตอบว่า นับเป็นความเพียงพอแล้วที่ค็อตต็อบคนหนึ่งจะต้องไปรับผิดชอบต่อพระเจ้า เขาปรารถนาว่าเขาจะได้รับความปลอดภัยเมื่อต้องไปอยู่หน้าพระพักต์ของพระเจ้า ด้วยกับความดีและความชั่วที่สูสีกัน จากนั้นเขากล่าวว่า เขาต้องการที่จะแต่งตั้งบางคนให้นำทางพวกเขาไปสู่หนทางที่เที่ยงตรง และเขาได้ชี้ไปที่อะลี แต่เขากล่าวว่าเขาไม่ควรจะกระทำเช่นนั้น เพราะอะลีไม่ต้องการที่จะรับผิดชอบอะไรในโลกนี้ และโลกหน้า

บะลาซุรีได้บันทึกไว้ใน อันซาบ อัลอัชรอฟ เล่ม 5 หน้า 16 ว่า อัมร อิบนิ มัยนูน กล่าวว่า เขาได้เห็นตอนที่อุมัรถูกแทงและได้ยินเขาพูดว่า “จงไปเรียก อะลี อุศมาน ตอลฮะฮ์ ซุเบร อับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อุฟ และ สะอัด บิน อบีวักกอส มา” เขากล่าวกับอะลีว่า “ผู้คนอาจตระหนักว่า ท่านเป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านศาสดา และเป็นบุตรเขยของท่าน และท่านเป็นผู้ทรงความรู้ในอิสลาม หากท่านปกครองผู้คนเหล่านี้ก็จงเกรงกลัวพระเจ้า และจงอย่าให้ครอบครัวแห่งมุอัยท์ (ญาติของท่าน) เป็นนายเหนือผู้คน” จากนั้นเขาได้เรียกสุฮัยบ์มาและกล่าวกับเขาว่า เขาควรนำนมาซเป็นเวลาสามวัน และปล่อยให้ผู้คนเหล่านี้ (หกคน) อยู่แต่ในห้องประชุมเพื่อการปรึกษาหารือ ถ้าหากพวกเขาเลือกคอลีฟะฮ์คนหนึ่งโดยคะแนนที่เป็นเอกฉันท์ หากผู้ใดไม่สนับสนุนเขาผู้นั้นก็จะต้องถูกตัดศีรษะ

เมื่อพวกเขา (ทั้งหกคนและสุฮัยบ์) ละจากไป อุมัรกล่าวขึ้นว่า “ถ้าหารพวกเขาปล่อยคนหัวล้าน (เขาหมายถึง อะลีที่ไม่มีผมด้านหน้าของศีรษะ) ปกครองแล้วเขาก็จะนำผู้คนไปสู่ความพอดี” บุตรชายของเขา (อิบนิ อุมัร) จึงกล่าวกับเขาว่า “อย่างนั้นก็จงแต่งตั้งเขาซิ” เขาจึงกล่าวตอบว่า อะลีไม่ต้องการที่จะแบกรับความรับผิดชอบอันใด

ในหนังสือ ริยาฎุลนะฏิเราะฮ์ เล่ม 2 หน้า 72 ภายหลังจากที่ได้กล่าวคำพูดข้างต้นของอุมัรเกี่ยวกับอะลีแล้ว ยังได้เขียนบันทึกไว้ต่อไปดังว่า อุมัรกล่าวว่า “ถ้าหากผู้คนปล่อยให้คนที่มีหน้าผากกว้าง (เขาหมายถึงอะลี) นำพวกเขาไปสู่ทางที่ถูกต้องแล้ว เขาจะกระทำแม้จะต้องใช้ดาบ” มีคนถามเขาว่า “ทำไมจึงไม่แต่งตั้งเขาเสียเล่า” เขากล่าวว่า “คนหนึ่งที่เขาดีกว่าฉัน ไม่ได้แต่งตั้ง (ผู้สืบแทนของเขา)” บะลาซุรีได้บันทึกไว้ในหนังสือ อันซาบ อัล อัชรอฟ เล่ม 5 หน้า 17 ว่า วากีดีได้กล่าวไว้ว่า เมื่ออุมัรได้พูดถึงผู้สืบแทนคนหนึ่ง ผู้คนได้เสนอ อุศมาน ซุเบร ตอลฮะฮ์ สะอัดหรืออับดุรเราะฮ์มาน เขากล่าวว่า อุศมานจะให้ตำแหน่งสูงๆ กับญาติของเขา ซุเบรเป็นผู้ศรัทธาเมื่อยามสงบ และเป็นผู้ปฏิเสธเมื่อยามโกรธ ตอลฮะฮ์เป็นคนสุดโต่ง สะอัดสามารถเป็นแม่ทัพได้ แต่ไม่สามารถแม้จะปกครองเพียงหมู่บ้าน และอับดุรเราะฮ์มานทำได้ก็แต่เพียงดูแลบ้านของเขาเท่านั้น

อิบนิ มัยนูน กล่าวว่า อุมัรได้ปล่อยให้การเลือกตั้งผู้สืบแทนตำแหน่งของเขาไว้กับบุคคลจำนวนหกคน และขอให้อับดุลลอฮ์ อิบนิ อุมัรบุตรชายของเขาอยู่ร่วมกับบุคคลทั้งหก แต่ห้ามมีสิทธิ์ได้รับเลือก บะลาซุรี ได้บันทึกไว้ใน อันซาบ อัล อัชรอฟ ว่า อบู มิคนัฟ กล่าวว่า เมื่อพวกเขามาแล้วอุมัรกล่าวว่า “ฉันได้ละทิ้งกิจการงานของพวกท่านไว้ในมือของบุคคลจำนวนหกคน ผู้ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกอิสลามและท่านศาสดาก็พอใจกับพวกเขา เมื่อท่านวายชนม์ลง พวกเขาจะต้องเลือกบุคคลผู้หนึ่งในหมู่พวกเขาให้เป็นผู้นำของพวกเจ้า (คอลีฟะฮ์)”

จากนั้นเขาจึงเอ่ยชื่อของบุคคลทั้งหกนี้ เขาได้ออกคำสั่งให้อบีตอลฮะฮ์ เซด อิบนิ ซะฮ์ลิ คอซรอญี นำทหารมาห้าสิบคน พร้อมเสมอที่จะบีบบังคับให้มีการสนับสนุนคอลีฟะฮ์คนใหม่ เขาได้ออกคำสั่งให้การเลือกตั้งจะต้องสำเร็จลง ตอลฮะฮ์ผู้เป็นหนึ่งในหกที่อยู่ในคณะเลือกตั้ง แต่ไม่อยู่ในนครมะดีนะฮ์ อุมัรกล่าวว่า พวกเขาไม่ควรต้องรอตอลฮะฮ์หากเมื่อสามวันผ่านไปแล้ว และใครก็ตามที่ถูกเลือกก็จะได้เป็นคอลีฟะฮ์และใครก็ตามที่ปฏิเสธจะต้องถูกตัดศีรษะ

จากนั้นอุมัรจึงส่งคนไปแจ้งให้ตอลฮะฮ์ทราบ แต่เมื่อตอลฮะฮ์มาถึงมะดีนะฮ์คอลีฟะฮ์อุมัรถึงแก่ความตาย และอุศมานได้ถูกเลือกให้เป็นคอลีฟะฮ์คนใหม่ไปแล้ว ตอลฮะฮ์คงอยู่ในบ้านของเขาเพื่อเป็นการประท้วง อุศมานไปหาเขา ตอลฮะฮ์กล่าวว่า “ท่านจะยกเลิกการเป็นคอลีฟะฮ์หรือไม่ หากฉันไม่เห็นด้วย” อุศมานกล่าวตอบเป็นการยอมรับ ดังนั้นตอลฮะฮ์จึงจับมือของอุศมานเพื่อยินยอมให้เป็นคอลีฟะฮ์เช่นเดียวกัน

ได้มีบันทึกอยู่ใน อุกด์ อัลฟะรีด หน้า 20 ว่า ตอลฮะฮ์กล่าวกับอุศมานว่า เขาพร้อมที่จะจับมือกับอุศมานในมัสยิดหรือในที่สาธารณะ อัลดุลลอฮ์ อิบนิ สะอัด อบีซัรฮ์ กล่าวว่า ก่อนที่ตอลฮะฮ์จะให้สัตยาบันของเขา ผู้คนต่างวิตกกังวล หากกรณีที่เขาไม่เห็นด้วย อุศมานเคารพ ตอลฮะฮ์อยู่เสมอ จนกระทั่งถึงวาระที่เขาถูกล้อมวัง และก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหารในวาระนั้น ตอลฮะฮ์แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่ออุศมาน มากกว่าผู้ใดอื่นทั้งสิ้น บะลาซุรีได้เขียนไว้ใน อันซาบ อัล อัชรอฟ หน้า 18 ว่า อุมัรกล่าวว่า “คนส่วนน้อยควรต้องตามคนส่วนใหญ่ และใครก็ตามที่ต่อต้านเจ้าก็จงตัดศีรษะของเขาเสีย”

ได้บันทึกอยู่ในหน้า 19 เช่นกันว่า อุมัรได้มีคำสั่งให้สมาชิกที่ปรึกษาประชุมกันเป็นเวลาสามวัน และหากสองคนออกเสียงให้กับคนใดคนหนึ่ง และอีกสองคนออกเสียงให้กับคนที่เหลือแล้ว ก็ให้มีการออกเสียงกันใหม่ ถ้าหากสี่คนออกเสียงให้กับคนๆหนึ่ง และมีเพียงคนเดียวค้าน ฉะนั้นคนทั้งสี่ย่อมอยู่ในความถูกต้อง ถ้าหากเสมอกันสามต่อสาม สามคนที่เห็นด้วยกับอับดุรเราะฮ์มาน ย่อมอยู่ในความถูกต้อง เพราะสิ่งใดที่เขาเลือกให้กับบรรดามุสลิม ย่อมปลอดภัยกว่า บะลาซุรีกล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อันซาบ อัล อัชรอฟ เล่ม 5 หน้า 15 ว่า อุมัรกล่าวว่า “บางคนกล่าวว่าการเลือก อบูบักรเป็นความผิดพลาดเพราะทำกันเร่งด่วน พระเจ้าทรงรักษาเราให้พ้นจากความเสียหายของมัน และอุมัรได้อำนาจมาโดยไม่ได้มีการออกเสียงเลือกตั้ง แต่ฉันได้ตัดสินใจว่า ผู้สืบตำแหน่งแทนของฉันจะได้รับเลือกจากการปรึกษาหารือ ถ้าหากสี่คนอยู่ฝ่ายหนึ่งและอีกคนอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ก็จงอยู่กับฝ่ายสี่คน ถ้าหากมีสามเสียงเท่ากันก็จงเห็นพ้องด้วยกับฝ่ายสามเสียงที่มีอับดุรเราะฮ์มานร่วมอยู่ด้วย

ถ้าหากอับดุรเราะฮ์มานจับมือสองข้างของเขา เข้าด้วยกันก็จงตามเขา” มุตตะกีบันทึกไว้เช่นกันในหนังสือ กันซุล อุมมาล เล่ม 3 หน้า 160 ว่าอุมัรกล่าวว่า “หากอับดุรเราะฮ์มานจับมือทั้งสองข้างของเขาเข้าด้วยกัน พวกเจ้าก็จงยึดเขาไว้เป็นคอลีฟะฮ์” มุตตะกี บันทึกมาจาก อัสลัมเช่นกันว่า อุมัรกล่าวว่า “หากอับดุรเราะฮ์มานเอ่ยนามของผู้ใดในหมู่พวกเขาให้เป็นคอลีฟะฮ์ พวกเจ้าก็จงเชื่อฟังเขา หากผู้ใดงดเว้นไปจากการให้สัตยาบันก็จะต้องถูกตัดศีรษะ” เรื่องราวข้างต้นอธิบายให้เห็นว่าอุมัรได้ทิ้งกิจการต่างๆของบรรดามุสลิม ให้อยู่ในมือของอับดุรเราะฮ์มาน และการปรึกษากันของบุคคลหกคนที่เขาแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้เลือกคอลีฟะฮ์ขึ้นคนหนึ่งนั้น เป็นเพียงมาตรการในความปลอดภัย เพื่อเป็นหลักประกันว่าทายาทหรือผู้สืบของเขาจะได้ขึ้นครองบัลลังค์

อะลี ตระหนักถึงแผนการของอุมัร ดังที่ได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อันซาบ อัล อัชรอฟ เล่ม 5 หน้า 19 ดังว่า อะลี ได้ยินอุมัรกำหนดให้อับดุรเราะฮ์มานมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการเลือกคอลีฟะฮ์ เขาจึงกล่าวกับอับบาสลุงของเขาว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า เราแพ้การเลือกตั้งแล้ว” อับบาสจึงถามเขาว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร ?” อะลีกล่าวว่า “สะอัด มีความพึงพอใจต่ออับดุรเราะฮ์มาน เพราะเขาทั้งสองเป็นพี่น้องกัน อับดุรเราะฮ์มานเป็นบุตรเขยของอุศมาน และเป็นสหายของเขา ทั้งสามคนนี้อยู่ในฝ่ายเดียวกัน ถึงแม้ซุเบรและตอลฮะฮ์จะออกเสียงให้กับฉันก็ตามที พวกเขาก็ต้องชนะอยู่ดี และเราก็จะต้องแพ้เพราะอับดุรเราะฮ์มานอยู่ในหมู่พวกเขา” การสนทนาเช่นเดียวกันนี้ได้ถูกบันทึกไว้ใน อักด์ อัล ฟะรีด เล่ม 13 หน้า 74

บะลาซุรีได้บันทึกไว้ใน อันซาบ อัลอัชรอฟ เล่ม 5 หน้า 20 จาก อบูมิกนาฟ ว่าอะลี รู้สึกลำบากใจในกรณีที่สะอัด อับดุรเราะฮ์มาน และอุศมานเห็นพ้องด้วยกัน ฉะนั้นเขาจึงพาฮาซันและฮูเซนไปพบกับสะอัดและกล่าวกับเขาว่า “โอ้ อบาอิศฮาก ฉันไม่ได้มาขอให้ท่านออกเสียงให้กันฉัน แทนที่ท่านจะให้กับอับดุรเราะฮ์มาน แต่หากอับดุรเราะฮ์มานขอให้ท่านออกเสียงให้กับฝ่ายอุศมานแล้วก็จงอย่าทำเช่นนั้น เพราะฉันเป็นญาติกับท่านใกล้ชิดมากกว่าอุศมาน” อะลีกล่าวสิ่งนี้กับสะอัด และได้เตือนให้เขารำลึกถึงความเป็นญาติกันกับฮาซันและฮูเซน และ อามีนะฮ์มารดาของท่านศาสดากับสะอัด สะอัดกล่าวกับอะลีว่า “ท่านได้ตามที่ท่านขอร้องแล้ว” เมื่ออับดุรเราะฮ์มานถามสะอัดเพื่อการปรึกษาหารือ สะอัดกล่าวว่า “ฉันขอออกเสียงให้ท่านไม่ใช่ให้กับอุศมาน เพราะอะลีสมควรต่อตำแหน่งนี้มากกว่าอุศมาน”

อบูตอลฮะฮ์ (หัวหน้าองค์รักษ์) เข้ามาให้ห้องประชุมเพื่อเร่งเร้าให้พวกเขาลงมติให้เสร็จสิ้นไป และได้กล่าวกับสมาชิกที่ปรึกษาดังว่า “พวกท่านแสดงความกระตือรือร้นในการออกความเห็น แต่พวกท่านประวิงเวลาในการตัดสินใจ มันดูเหมือนว่าพวกท่านต่างก็อยากจะเป็นคอลีฟะฮ์ด้วยกันทุกคน” อบูตอลฮะฮ์ เมื่อได้เห็นสถานการณ์ จึงร่ำไห้และกล่าวว่า “ฉันคาดว่าพวกเขาจะไม่มีความปรารถนาในตำแหน่งหน้าที่ และฉันเกรงว่าจะไม่มีใครในหมู่พวกเขายอมรับที่จะรับเอาตำแหน่งคอลีฟะฮ์ไปครอง และต่างคนต่างก็จะหยิบยื่นให้กันและกัน” อุมัรได้มอบหมายให้บุตรชายของเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของคณะที่ปรึกษา โดยไม่ให้มีสิทธิออกเสียง แต่บุตรชายของเขาไม่ได้เข้าร่วมในที่ประชุม ดังที่ได้บันทึกอยู่ในหนังสือ อันซาบ อัล อัชรอฟ เล่ม 5 หน้า 21