นักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ

เรื่องราวนี้ที่เล่าไว้โดยบุคคลอื่นที่นอกเหนือไปจากซัยฟ์นั้นถูกบันทึกไว้ใน ฟุตูฮุล บุลดาน ของ บะลาซุรี หน้า 423 กิตาบูลอะฮ์กาม ของมาวัรดี หน้า 280 ยะอ์กูบี เล่ม 2 หน้า 124 ฏอบารี และอิบนิ อะซีร กล่าวถึงเหตุการณ์ของปี ฮ.ศ. 17 ไว้ดังว่า มุฆีเราะฮ์ได้มีเพศสัมพันธุ์กับสตรีคนหนึ่งชื่ออุมมุญะมีล บุตรสาวของอัฟก็อม อิบนิ มิฮ์ญัน อิบนิ อบี อัมร อิบนิ ชุอ์บะฮ์ นางเป็นภรรายาของฮัจญาจ อิบนิ อตีก จากเผ่าซะกีฟ วันหนึ่งอบูบักเราะฮ์ พบกับ มุฆีเราะฮ์บนถนนแห่งหนึ่ง และถามว่าเขาจะไปไหน มุฆีเราะฮ์ตอบว่าเขาจะไปพบกับคนบางคน อบูบักเราะฮ์กล่าวว่า “เจ้าเมืองควรจะอยู่กับบ้านและผู้คนต้องมาหาเขา” อบูบักเราะฮ์ มักจะกล่าวกับมุฆีเราะฮ์อยู่เสมอเมื่อพบเขาออกมานอกบ้านในเวลากลางวัน นักประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ผู้หญิงที่มุฆีเราะฮ์มักไปหาเป็นเพื่อนบ้านของอบูบักเราะฮ์

วันหนึ่ง อบูบักเราะฮ์ พร้อมกับนาฟิอ์และซิยาด พี่น้องสองคนของเขาและชายอีกคนหนึ่งชื่อ ซิบล์ อิบนิ มะอ์บัดได้มาพบปะพูดคุยกัน ทันใดนั้นลมได้พัดหน้าต่างจนเปิดออก และคนเหล่านี้ได้เห็นมุฆีเราะฮ์อยู่ในห้องตรงกันข้ามกับหญิงคนหนึ่ง อบูบักเราะฮ์ได้ขอให้เพื่อนของเขายืนยันสิ่งที่เห็นนี้ อบูบักเราะฮ์จนกระทั่งมุฆีเราะฮ์ออกไปจากบ้านของผู้หญิง และจึงบอกกับเขาว่า “ท่านไม่อาจเป็นเจ้าเมืองของเราได้อีกต่อไปแล้ว เราได้เห็นท่านอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง”(10)

ในตอนเที่ยงวัน อบูบักเราะฮ์ต้องการที่จะห้ามไม่ให้มุฆีเราะฮ์ไปนำนมาซ แต่ผู้คนได้เข้าขัดขวางและบอกให้อบูบักเราะฮ์เขียนจดหมายไปยังอุมัร (คอลีฟะฮ์) เพื่อรายงานถึงเรื่องมุฆีเราะฮ์ พวกเขาจึงเขียนหนังสือไปถึงอุมัร ซึ่งได้สั่งให้พวกเขาเดินทางไปที่มะดีนะฮ์ มุฆีเราะฮ์เตรียมตัวออกเดินทาง และส่งทาสหญิงชาวอาหรับคนหนึ่งไปยังมะดีนะฮ์พร้อมกับนายผู้หญิงของนาง เพื่อเป็นของขวัญมอบให้กับอบูมูซา (ผู้แทนของอุมัร) เมื่อพร้อมกันอยู่ที่ศาล อุมัรสอบถามอบูบักเราะฮ์ว่าเขาได้เห็นมุฆีเราะฮ์กำลังร่วมประเวณีกับผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า และอบูบักเราะฮ์ได้ให้การในรายละเอียด มุฆีเราะฮ์กล่าวว่า “เจ้ากำลังสอดแนมฉันอยู่” อบูบักเราะฮ์กล่าวว่า “ฉันไม่ยอมพลาดโอกาสที่พระเจ้าจะทำให้ท่านได้อับอาย”

อุมัรต้องการรายละเอียดมากกว่านั้นอีก อบูบักเราะฮ์จึงบรรยายถึงสิ่งที่เขาเห็น เมื่อพยานคนที่สองอธิบายเช่นเดียวกับคนแรก อุมัรกล่าวว่า “มุฆีเราะฮ์ ครึ่งหนึ่งของเจ้าหมดไปแล้ว” พยานคนที่สามให้การเหมือนกันกับสองคนแรก ฉะนั้น อุมัร จึงกล่าวว่า “มุฆีเราะฮ์สองส่วนสามของเจ้าหมดไปแล้ว” (มุฆีเราะฮ์ รู้สึกร้อนรนและเที่ยวไปขอความช่วยเหลือจากใครต่อใคร) มุฆีเราะฮ์ไปพบกับชาวมุฮาญิรีน และมารดาแห่งศรัทธาชน (บรรดาภรรยาของท่านศาสดา) และวิงวอนให้พวกเขาได้ช่วยเหลือเขา ทุกคนต่างมีความสงสารในตัวเขา อุมัรได้สั่งให้พยานทั้งสามคนแยกกันอยู่ จนกระทั่งซิยาดพยานคนที่สี่เดินทางมาถึงจากบัสเราะฮ์

บรรดาผู้นำของชาวมุฮาญิรีนและบรรดาสาวกของท่านศาสดาได้มารวมตัวกันอยู่ในมัสยิดทันทีที่ซิยาดมาถึง มุฆีเราะฮ์ได้เตรียมตัวเพื่อการต่อสู้คดี เมื่ออุมัรเห็นซิยาดกำลังเดินมา เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ฉันได้เห็นคนที่เขาจะไม่ปล่อยให้สมาชิกของชาวมุฮาญิรีนคนหนึ่งต้องพบกับความผิดหวัง ดังที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาไว้” เขาพูดเช่นเดียวกันว่า “ฉันได้เห็นเด็กคนหนึ่งที่เขาจะให้การเป็นพยานเฉพาะที่เป็นความจริงเท่านั้น” ดังที่ปรากฏอยู่ในมุนตะค็อบ เล่ม 2 หน้า 413 และที่ปรากฏอยู่ใน อบุลฟิดา เล่ม 1 หน้า 171 อุมัรกล่าวกับซิยาดว่า “ฉันได้เห็นชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งฉันหวังว่า เขาคงจะไม่ทำให้สาวกคนใดของท่านศาสดาต้องได้รับความอับอาย”

ในหนังสือ อัล อะฆอนี ได้มีบันทึกไว้ว่า อุศมาน อัลนะฮ์ดี กล่าวว่า สีหน้าของอุมัรเปลี่ยนไปหลังจากที่พยานคนแรกให้การ และยิ่งบึ้งตึงมากขึ้นไปอีกเมื่อพยานคนที่สองให้การ และใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำ เมื่อมาถึงคนที่สาม และเมื่ออุมัรเห็นซิยาดสวมชุดสีขาวเดินมา เขาจึงตะโกนเข้าใส่ซิยาดด้วยคำพูดที่ว่า “เจ้ารู้อะไร โอ้เจ้ารังนกอินทรีย์” อบู อุศมาน ตะโกนเสียงลั่นเพื่อเลียนแบบอุมัร ทั้งนี้เพราะผู้เล่าคนนั้นตกใจอย่างสุดขีด มุฆีเราะฮ์กล่าวว่า “โอ้ ซิยาด จงรำลึกนึกถึงอัลลอฮ์ และวันตัดสินพิพากษา ศาสนทูตของพระองค์ คัมภีร์ของพระองค์ และอมีรุลมุอ์มินีน(คอลีฟะฮ์อุมัร) ได้ช่วยชีวิตฉันไว้ จงอย่าได้ทำให้เสียหาย ในการให้การในสิ่งที่เจ้าไม่ได้เห็น”

ซิยาดกล่าวว่า “ฉันไม่ได้เห็นสิ่งที่พวกเขาได้ให้การ โอ้ อมีรุลมุอ์มินีน แต่ฉันได้เห็นภาพที่น่าละอายอย่างหนึ่ง และฉันได้เห็นมุฆีเราะฮ์กำลังเหนื่อยหอบหลังจากที่ได้สมสู่กับผู้หญิงคนนั้นแล้ว” ซิยาดปฏิเสธว่าเขาไม่ได้เห็นดังที่พยานสามคนนั้นเห็น อุมัรจึงกล่าวขึ้นว่า “พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ มุฆีเราะฮ์จงยืนขึ้นและจัดการโบยตีพวกเขาเถิด” มุฆีเราะฮ์ โบยตีอบูบักเราะฮ์และพยานอีกสองคนคนละแปดสิบที

ฮากิมได้กล่าวไว้ในหนังสือ มุสตัดรอก และซะฮะบี กล่าวไว้ในเล่ม 3 หน้า 448 ว่า “อุมัรกล่าวว่า พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ และเขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก จึงได้โบยตีพยานทั้งสามคนนั้น แต่ไม่ได้โบยตีซิยาด” ได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ ฟุตูฮุล บุลดาน ดังว่า ซิบล์ พยานคนที่สาม กล่าวว่า “พยานที่ซื่อสัตย์ต้องถูกโบยตีโดยไม่ได้เป็นไปตามพระบัญชาของพระเจ้า” หลังจากที่อบูบักเราะฮ์ถูกโบยตีแล้วเขากล่าวยืนยันอีกว่า “ฉันขอสาบานว่ามุฆีเราะฮ์ได้ล่วงละเมิดประเวณี” อุมัรได้สั่งให้จัดการโบยตีเขาอีก เพราะเขาให้การเป็นพยานเท็จ อะลี คัดค้านพร้อมกล่าวกับอุมัรว่า “ถ้าหากท่านโบยตีเขา ฉันจะจัดการขว้างสหายของท่าน (มุฆีเราะฮ์) ด้วยก้อนหินจนตาย” อะลีหมายความว่า หากการให้การของอบูบักเราะฮ์ในครั้งที่สองเป็นที่ยอมรับแล้ว ดังนั้นการให้การจำนวนสี่ครั้งย่อมเป็นการพิสูจน์ถึงความผิดของมุฆีเราะฮ์ ดังนั้นเขาก็จะต้องถูกขว้างด้วยหินจนตาย

อุมัรขอให้อบูบักเราะฮ์สารภาพผิดเสีย อบูบักเราะฮ์จึงถามว่า อุมัรต้องการจะรับเอาความรับผิดชอบของการให้การเท็จไปจากตัวเขา เพื่อทำให้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ สำหรับการให้การในครั้งต่อไปของเขากระนั้นหรือ อุมัรกล่าวยืนยันเช่นกัน อบูบักเราะฮ์จึงกล่าวว่า เขาไม่ต้องการให้การเป็นพยานใดๆอีกแล้ว เมื่อการลงโทษเสร็จสิ้นลง มุฆีเราะฮ์จึงกล่าวกับบรรดาพยานเหล่านั้นว่า “ขอสรรเสริญพระเจ้าที่ทำให้พวกเจ้าต้องอับอาย” อุมัรกล่าวกับมุฆีเราะฮ์ว่า “จงเงียบเสียเถิด ขอพระเจ้าทรงทำให้สถานที่ๆพวกเขาเห็นเจ้าสกปรกโสมมเถิด”

อบูบักเราะฮ์ละออกไปจากสถานที่พร้อมกับกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้าฉันไม่อาจลืมภาพที่เห็นได้” พยานอีกสองคนได้สารภาพผิด ดังนั้นเขาทั้งสองจึงเป็นพยานต่อไปได้อีก อบูบักเราะฮ์ถูกขอร้องเพื่อให้การเป็นพยานในเรื่องอื่นๆอีก เขาจึงกล่าวตอบไปว่า “จงไปขอร้องคนอื่นเถิด อบูมุฆีเราะฮ์ได้ทำลายชื่อเสียงของฉันจนหมดสิ้นแล้ว” มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อัล อะฆอนี และคำอรรถาธิบายหนังสือ อัล นะฮ์ญุ ดังว่าร็อกฏออ์ผู้หญิงที่เป็นคู่กรณีของมุฆีเราะฮ์ ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่ บัสเราะฮ์นั้น มักมาหาเขาที่กูฟะฮ์เช่นกัน อุมัรเห็นร็อกฏออ์อยู่ครั้งหนึ่งในระหว่างการไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะฮ์ มุฆีเราะฮ์ก็อยู่ที่นั้นด้วยเช่นกัน

อุมัรถามมุฆีเราะฮ์ว่าเขารู้จักผู้หญิงคนนั้นไหม มุฆีเราะฮ์กล่าวตอบว่านางคือ อุมมุกัลโซม (ภรรยาของอุมัร) อุมัรจึงกล่าวกับมุฆีเราะฮ์ว่า “ความวิบัติจงมีแด่เจ้า เจ้ากำลังหลอกฉัน ขอสาบานต่อพระเจ้าฉันเชื่อแน่ว่า อบูบักเราะฮ์เป็นฝ่ายถูก เมื่อฉันได้เห็นเจ้า ฉันกลัวเหลือเกินว่าก้อนหินมันจะหล่นมาใส่ฉันจากฟากฟ้า” ฮัซซาน อิบนิ ซาบิต ได้แต่งกลอนไว้บทหนึ่ง ดังมีความว่า

เมื่อเอ่ยถึงความใจแคบ
ฉันแทบจะเชื่อได้เลย
เผ่าซะกีฟ นั้นไซร้
ใจช่างแคบเหลือประมาณ

ชายตาพิการคนนั้น
หันไปจากอิสลาม
จึงล้มคว้ำคะมำลง
เช้าวันหนึ่ง ไหล่ผึ่งอยู่บนร่าง

ของนางที่คลุมผม
เขาคิดว่า เขานั้นเป็นผู้ใหญ่วัยเต็มตัว
ยิ้มเล่นหัวเหล่านาง
ทาสดาษกระสัน

บะลาซูรี ในหนังสือ ฟุตูฮุล บุลดาน หน้า 343 ได้บันทึกไว้ว่า เมื่ออุมัรต้องการที่จะแต่งตั้งมุฆีเราะฮ์ ให้เป็นเจ้าเมืองกูฟะฮ์ เขาได้ถามมุฆีเราะฮ์ว่า เขาจะกระทำให้เรื่องที่เขาเคยถูกฟ้องร้องอีกหรือไม่ มุฆีเราะฮ์ตอบว่า “ไม่” ฮะมาวี ในเล่ม 1 หน้า 642 มุสตัดรอก เล่ม 3 หน้า 449 วะฟะยาต เล่ม 2 หน้า 455 และ เล่ม 5 หน้า 406 และอิบนิ กะซีร เล่ม 7 หน้า 281 ได้กล่าวถึงการล่วงละเมิดประเวณีของมุฆีเราะฮ์

แหล่งที่มาในเรื่องราวของ ซัยฟ์

ซัยฟ์ บันทึกมาจากมุฮัมมัด ตอลฮะฮ์ มุฮัลลับและอัมร เราได้วิจารณ์ถึงความไม่มีอยู่จริงของชายสามคนแรกนี้ไปแล้ว ในเรื่องที่ผ่านมา ซัยฟ์ได้เล่าเรื่องจำนวนหกเรื่องไปจาก อัมร อิบนิ ซิยาด หรือ อัมร อิบนิ รอยยาน ผู้ซึ่งเป็นตัวละครในนิยายที่ซัยฟ์ได้สร้างขึ้น ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ มีซานุล เอี๊ยะติดาล

สรุป

ซัยฟ์ ต้องการที่จะปลดเปลื้องมุฆีเราะฮ์ให้พ้นไปจากการถูกกล่าวหาในเรื่องการละเมิดประเวณี เพราะเขาเป็นเจ้าเมืองที่ถูกแต่งตั้งไปจากคอลีฟะฮ์ เขาจึงจัดการตบแต่งเนื้อหาจากเหตุการณ์ของการละเมิดประเวณีที่เป็นจริง ซึ่งถูกบันทึกไว้โดยนักประวัติศาสตร์จำนวนมากมายหลายท่านเขากล่าวว่าอบูบักเราะฮ์อาศัยอยู่ในห้องตรงกันข้ามกับห้องของมุฆีเราะฮ์และเขาได้เห็นผ่านทางหน้าต่างที่ว่าอุมมุญะมีล กำลังอยู่ใต้ร่างของมุฆีเราะฮ์ เขาจึงขอให้แขกที่อยู่ในห้องของเขาออกมาดูพื่อเป็นพยาน พวกเขาตัดสินใจที่จะกล่าวหามุฆีเราะฮ์ แต่มุฆีเราะฮ์และอุมัร ได้สอบสวนพยานแต่ละปาก และได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พยานหลักฐานของพวกเขามีความแตกต่างกัน

ซัยฟ์กล่าวเช่นกันว่า อุมัรกล่าวกับมุฆีเราะฮ์ว่า “ถ้าความผิดของเจ้าถูกพิสูจน์ได้แล้วละก็ ฉันก็จะขว้างเจ้าจนตาย” นักประวัติศาสตร์ที่นอกเหนือไปจากซัยฟ์ได้บันทึกเรื่องราวไปแล้ว เพื่อเป็นการตบแต่งเรื่องราวเข้าข้างมุฆีเราะฮ์ผู้เป็นเจ้าเมือง จึงทำให้ซัยฟ์ต้องสร้างผู้เล่าเรื่องขึ้นมาและฏอบารีได้บันทึกมาจากซัยฟ์อีกทอดหนึ่ง

9. การจองจำของ อบูมิฮ์ญัน

อบูมิฮ์ญัน บุตรของฮะบีบ อิบนิ อัมร อิบนิ อุมัยร์ เป็นคนของเผ่าซะกีฟ เขาเป็นกวีและเป็นคนกล้าหาญ เขาเข้ารับอิสลามเมื่อเผ่าของเขาเข้ารับอิสลาม เขาเป็นคนขี้เมาและอุมัรได้โบยตีเขาเจ็ดหรือเก้าครั้งด้วยกัน โทษฐานเมาสุรา ตามที่ปรากฏอยู่ใน อัล อะฆอนี เล่ม 21 หน้า 142 มีคนสองสามครถูกจับกุมเพราะเมาสุรา อุมัรกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าดื่มเหล้า และเจ้าก็รู้ดีว่าพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ได้กำหนดไว้เป็นสิ่งต้องห้าม” พวกเขากล่าวว่า พระเจ้าไม่ได้ห้ามการดื่มสุราและได้มีปรากฏอยู่ในอัล กุรอานว่า บรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติการดี ย่อมไม่อาจมีความผิดฐานกินหรือดื่มสิ่งใดได้

อุมัรได้สอบถามความคิดเห็นของบรรดาสหายของเขา พวกเขาไม่อาจหาข้อสรุปในคำวินิจฉัยใดๆได้ เขาได้ส่งบางคนไปพบกับอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ เพื่อสอบถามถึงความเห็นของเขา อะลีกล่าวตอบว่า หากจำเลยอรรถาธิบาย อัล กุรอานไปในลักษณะเช่นนั้น ดังนั้นไม่ว่าเลือดซากสัตว์ หรือเนื้อสุกรก็ไม่เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขา อุมัรถามอะลีว่า เขาควรจะจัดการอย่างไรกับจำเลยเหล่านี้ดี ? อะลีกล่าวว่า หากพวกเขากล่าวว่า สุราไม่เป็นที่ต้องห้ามแล้ว พวกเขาก็จะต้องถูกประหารชีวิต แต่ถ้าหากพวกเขากล่าวว่าสุราเป็นที่ต้องห้าม แต่พวกเขาก็ยังคงดื่มมัน พวกเขาจะต้องถูกโบยตี บรรดาจำเลยเห็นด้วยว่าสุราเป็นของต้องห้าม ดังนั้นพวกเขาจึงถูกโบยตี

เมื่ออบูมิฮ์ญันถูกโบยตี เขาได้แต่งกลอนขึ้นบทหนึ่งดังต่อไปนี้:

ในโลกนี้ มนุษย์ไม่ อาจต่อสู้
เฝ้าร้องกู่ เหนือน้ำนม ไร้ประโยชน์
เสียน้องชาย ฉันทนได้ ไม่ร้องโอด
แต่ช่างโหด อย่างฉกาจ หากขาดเหล้า

แต่เมื่อเริ่ม รินสุรา มาใส่ปาก
เสียงสั่งจาก หัวหน้า ศรัทธาเจ้า
บั่นหัวใจ ฉันช้ำชอก ระทมเศร้า
รีบรุดเข้า ในห้อง มองเมรัย

เมื่ออบูมิฮ์ญันกล่าวว่า เขาไม่อาจทนที่จะงดดื่มสุราได้แม้แต่เพียงวันเดียว อุมัรกล่าวว่า “เจ้าได้เปิดเผยธาตุแท้ของเจ้าออกมา ฉันจะลงโทษให้มากไปกว่านี้อีก เพราะเจ้าอยากจะดื่มสุราเสียเหลือเกิน” อะลี กล่าวว่าผู้หนึ่งจะต้องไม่ถูกลงโทษในความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ และได้อ่านโองการนี้จากอัล กุรอาน “พวกเขา (ชาวกวี) ยอมรับในบางสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำ” อุมัรจึงอ่านที่เหลือของโองการนั้น “ยกเว้นบรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติการดี” อะลี จึงกล่าวกับอุมัรว่า “ท่านคิดว่า พวกเขายังเป็นผู้ศรัทธาอยู่อีกหรือ ทั้งนี้เพราะศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้เคยกล่าวไว้ว่า ขณะที่ผู้หนึ่งกำลังดื่มสุราเขาย่อมไม่ใช่มุสลิม”

ตามที่ปรากฏในหนังสือ อัล อัซอบะฮ์ กล่าวว่า ครั้งหนึ่งอุมัรคิดว่า อบูมิฮ์ญัน เมาสุรา และต้องการที่จะตรวจสอบกลิ่นเหล้าจากการหายใจของเขา อบูมิฮ์ญันจึงกล่วว่า “การสอดแนมเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต” อุมัรจึงปล่อยเขาไป ในหนังสือฏอบารี เล่ม 4 หน้า 152 กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงปี ฮ.ศ. 14 โดยกล่าวว่า อุมัรได้ลงโทษสหายบางคน ของเขา บุตรชายของเขาและอบูมิฮ์ญัน เพราะพวกเขาดื่มสุรา ในหนังสือของอิบนิ กะซีร เล่ม 7 หน้า 48 กล่าวไว้ว่า “อบูมิฮ์ญัน ษะกอฟี ถูกโบยตีเจ็ดครั้งฐานดื่มสุรา” มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อักด์ อัลฟะรีด ว่าในหมู่ชนชั้นผู้นำที่ถูกลงโทษ ฐานดื่มสุรา คือ อบูมิฮ์ญัน ซึ่งเป็นคนติดเหล้างอมแงม

ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ อัล อิซอบะฮ์ และ อัล อะฆอนี อบูมิฮ์ญันรักผู้หญิงอยู่คนหนึ่งมีชื่อว่า ชะมูส เขาพยายามที่จะเข้าหานางแต่ไม่สำเร็จ เพื่อนบ้านของผู้หญิงคนนี้มีช่างก่อสร้างอยู่คนหนึ่งเพื่อซ่อมแซมบ้าน อบูมิฮ์ญันจึงสมัครเป็นคนงานของช่างก่อสร้างผู้นี้ ทำงานอยู่ในบ้านของเขา จึงทำให้อบูมิฮ์ญันสามารถมองเห็นผู้หญิงคนนี้ได้จากยอดของกำแพง จากนั้นเขาได้แต่งบทกลอนขึ้นบทหนึ่งดังนี้

ฉันแอบมองดู ชะมูส
สวยสุดพรรณนา
แม้ว่าพระเจ้า จะห้าม
ก็ตามที ดุจดังชาวไร่
ไปยังเมืองหลวง ในยามพักผ่อน
หลังขายพืชไร่ จิตใจเบิกบาน

สามีของชะมูสร้องเรียนต่ออุมัร อุมัรจึงเนรเทศอบูมิฮ์ญันไปอยุ่ที่ฮะดูดี(11) โดยการดูแลของญะฮ์รออ์ อันนัซรี และชายอีกคนหนึ่ง อุมัรบอกกับยามว่าอย่าได้อนุญาตให้อบูมิฮ์ญันพกดาบไปด้วย อบูมิฮ์ญันจึงซ่อนดาบไว้ในถุงแป้งของเขา และเมื่อไปถึงชายฝั่งก่อนที่จะลงเรือโดยสาร เขาไปหาซื้อแกะมาตัวหนึ่ง และจัดการทำอาหารเลี้ยงบรรดาทหารยามเหล่านี้ ก่อนที่จะเลี้ยงอาหาร อบูมิฮ์ญันทำทีว่าจะไปเอาแป้งมาทำขนมปัง เมื่อได้โอกาสเขากระชากดาบออกมาจากถุง เมื่อญะฮ์รออ์เห็นเข้าจึงวิ่งหนีไปที่อูฐของเขา ขึ้นขี่มันและรีบตะบึงไปรายงานให้อุมัรทราบถึงเรื่องดังกล่าว

ตามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ อัล อิซอบะฮ์ และ อิสตีอาบ หลังจากที่ อบูมิฮ์ญันถูกเนรเทศแล้ว เขาเดินทางไปยังชายแดนเปอร์เซียและถูกสะอัด อิบนิ อบีวักกอสจองจำ มุฮัมมัดบุตรของสะอัด เล่าว่าในสงครามกอดิซียะฮ์ บิดาของเขาล่ามโซ่อบูมิฮ์ญันไว้เพราะเขาเมาสุรา ในวันนั้นสะอัดไม่สบาย และคอลิด อิบนิ อุรฟุเฏาะฮ์ ทำหน้าที่บัญชาการกองทัพ ส่วนสะอัดยืนอยู่บนเนินเขาเพื่อเฝ้าดูการสู้รบ อบูมิฮ์ญัรขณะถูกตีตรวนอยู่ได้แต่งกลอนบทหนึ่ง

ช่างเศร้าเฝ้าเสียใจ
ไพล่ถูกล่ามโซ่
เห็นชายตัวโตๆ โห่ร้องทำศึก
แทงหอกฉึกๆ แทงแล้วแทงอีก

ดังนั้น เขาจึงขอร้องผู้เป็นภรรยาของสะอัดให้ปล่อยเขาเป็นอิสระและสัญญาว่า หากเขารอดชีวิตมาได้ เขาจะกลัวมาและยอมให้ล่ามโซ่อีก และถ้าหากเขาตายจะได้จบสิ้นกันไป ซัลมานจึงถอดโซ่ตรวนจากเท้าและมือให้อบูมิฮ์ญัน เขาจึงกระโดดขึ้นหลังม้าของสะอัดที่ชื่อบัลกออ์ พร้อมกับหอกที่กำแน่นอยู่ในมือของเขา เขาพุ่งทยานเข้าโจมตีศัตรู ข้าศึกต่างพากันคิดว่าเขาเป็นเทวดา สะอัดเห็นการสู้รบของทหารม้าคนหนึ่งพลางกล่าวว่า “การควบเหมือนกับการควบม้าของฉัน (บัลกออ์) และการโจมตีด้วยหอกเหมือนกับการโจมตีของอบูมอฮ์ญัน แต่อบูมิฮ์ญันถูกจองจำอยู่” เมื่อศัตรูพ่ายแพ้อบูมิฮ์ญันกลับมาตามสัญญา พวกเขาจึงล่ามโซ่มือและเท้าของเขาไว้อีก

ภรรยาของสะอัดได้เล่าเรื่องดังกล่าวของอบูมิฮ์ญันให้สะอัดฟัง จากนั้นสะอัดจึงกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะไม่ลงโทษคนที่ดื่มสุราในขณะที่เขานำชัยชนะกลับมาให้มุสลิม” เขาจึงสั่งให้ปล่อยอบูมิฮ์ญันเป็นอิสระ อบูมิฮ์ญัน กล่าวว่า “ฉันได้รับการลงโทษเพื่อเป็นการลบล้างความผิดไปแล้ว มาบัดนี้ท่านไม่ได้ลงโทษฉันอีกแล้ว ฉันก็จะไม่ดื่มสุราอีกต่อไป”

การเล่าเรื่องของซัยฟ์

ฏอบารี เล่ม 3 หน้า 43 กล่าวว่า สะอัดจองจำพวกคนที่ชอบดื่มสุรา และสร้างความวุ่นวาย สะอัดกล่าวดูถูกพวกเขาด้วยกับคำพูดที่ว่า “ถ้าหากพวกเราไม่ได้อยู่ในสนามรบแล้ว ฉันจะสังสองบทเรียนให้กับพวกเจ้า เพื่อว่าผู้อื่นจะได้บทเรียน” อบูมิฮ์ญัน เป็นคนหนึ่งของพวกนั้น ที่มือและเท้าของพวกเขาถูกล่ามโซ่ ฏอบารี ในเล่ม 3 หน้า 55-57 กล่าวว่าหลังจากภรรยาของสะอัดปล่อยอบูมิฮ์ญันให้เป็นอิสระ เขาก็ออกไปสู้รบกับข้าศึกและกลับมายังเรือนจำอีก และพวกเขาได้ล่ามโซ่อบูมิฮ์ญันไว้ ภรรยาของสะอัดถามเขาว่าทำไมจึงถูกจองจำ ? เขากล่าวตอบว่า “ฉันเคยดื่มสุรามาตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ารับอิสลาม มาบัดนี้ฉันได้แต่งบทกลอนชื่นชมยินดีกับการดื่มสุรา สะอัดไม่ชอบเขาจึงจับฉันมาขังไว้”

ซัลมานบอกกับสะอัดสามีของนางในสิ่งที่อบูมิฮ์ญันได้พูด ดังนั้นสะอัดจึงปล่อยเขาออกจากคุกและกล่าวกับเขาว่า “ฉันจะไม่ลงโทษเจ้า เพียงเพราะเจ้าพูดถึงเรื่องการก่ออาชญากรรม” อบูมิฮ์ญันสาบานว่า เขาจะไม่พูดถึงเรื่องที่ไม่ดีอีกต่อไป

อบุลฟะรอจ ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของเขา ชื่อ อัล อะฆอนี เล่ม 2 เล่าโดยซัยฟ์จากฏอบารี
อิบนิ ฮะญัร ในหนังสือ อัลอิซอบะฮ์ เล่ม 4 หน้า 175 กล่าวว่า อิบนิฟัตฮูนได้วิจารณ์ อบู อัมร ผู้ซึ่งได้เขียนไว้ใน อิสตีอาบ (ดังที่ได้กล่าวถึงไว้แล้ว) ดังว่า อบูมิฮ์ญันเมาสุราเป็นอาจิณ นับเป็นการเพียงพอที่จะพูดว่า เขาถูกลงโทษเพราะการดื่มสุรา นับเป็นการดีกว่าที่จะกล่าวดังที่ซัยฟ์ได้บันทึกไว้ จากนั้นอิบนิ ฮาญัรจึงกล่าวต่อไปว่า “ของซัยฟ์นั้นอ่อนหลักฐาน (ไม่น่าเชื่อถือ) แต่สิ่งที่เราเขียนไว้นั้นแข็งแรงกว่า และเป็นที่รู้จักกันดี” อิบนิ ฟัตฮูนปฏิเสธว่า สะอัดไม่ได้ละเลยที่จะลงโทษพวกเมาสุราคนใด และเขาได้เปลี่ยนในสิ่งที่สะอัดพูดไว้ว่า “ฉันจะไม่ลงโทษอบูมิฮ์ญัน เพราะการดื่มสุรา” เป็น “อบูมิฮ์ญัน จะไม่ดื่มสุราอีกเพื่อให้ถูกลงโทษ” มัศอูดีในเล่ม 2 หน้า 422-424 มุรูญุซ อัล ซะฮับ ได้อ้างถึงในสิ่งที่ซัยฟ์ได้เล่า โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อของซัยฟ์ แต่เรารู้ว่า มัศอูดีได้บันทึกมาจากฏอบารี เพราะเขาได้ยกย่องฏอบารีได้อย่างสูงในคำนำหนังสือของเขา

ต้นกำเนิดของเรื่องราวของซัยฟ์

ซัยฟ์ได้บันทึกเรื่องราวมาจากมุฮัมมัด ตอลฮะฮ์ ซิยาดและอิบนิ มิครอก สองคนแรกเป็นตัวละครที่แต่งขึ้น ดังที่ได้กล่าวถึงแล้วในเรื่องที่ผ่านมา ซัยฟ์ ได้เล่าไว้เป็นจำนวน 53 ครั้ง ตามที่ปรากฏอยู่ในฏอบารี ซึ่งรับฟังมาจากซิยาด ผู้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักของนักชีวประวัติ ดังเช่นคนชื่อ อิบนิ มิครอก

สรุป

ซัยฟ์ต้องการที่จะปลดเปลื้องสหายและเจ้าเมืองของคอลีฟะฮ์ จากการเพิกเฉยไม่ได้จัดการลงโทษในทางศาสนากับผู้ที่ดื่มสุราเป็นอาจิณ จากนั้นเขาจึงสร้างคำสนทนาขึ้น ระหว่างอบูมิฮ์ญันผู้เป็นขี้เหล้าเมายากับภรรยาของสะอัดผู้ซึ่งได้ปล่อยเขาออกมาจากคุก ซัยฟ์กล่าวว่าภรรยาของสะอัดได้ถามอบูมิฮ์ญันว่าทำไมสะอัดจึงจับเขาขังคุก อบูมิฮ์ญันตอบว่า เพราะเขาพูดไร้สาระแต่ไม่ใช่เพราะเขาดื่มสุรา ถึงกระนั้นมุฮัมมัดบุตรของสะอัดได้บันทึกไว้ว่า อบูมิฮ์ญันบอกกับมารดาของเขาว่า หากนางปล่อยเขาไป และเมื่อเขาถูกสังหารในสนามรบ พวกเขาก็จะได้กำจัดเขาให้หมดสิ้นไป เท่าที่ปราฏกภรรยาของสะอัดผู้เป็นแม่ทัพรู้ถึงประวัติในอดีตของอบูมิฮ์ญันและเป็นที่แน่นอนว่าการที่สามีของนางลงโทษอบูมิฮ์ญัน ก็เพราะเป็นคนขี้เมา

แต่ซัยฟ์กลับกล่าวว่าสะอัดปล่อยอบูมิฮ์ญันไปโดยการกล่าวว่าเขาจะไม่ลงโทษชายคนนี้เพราะเขาเพียงแต่พูดถึงเรื่องสุรา แต่เขายังไม่ได้ดื่ม จากนั้นอบูมิฮ์ญันจึงกล่าวว่า “ฉันจะไม่พูดเรื่องไร้สาระอีกแล้ว” อิบนิ ฟัตฮูน มีความชอบพอกับ คอลีฟะฮ์จึงชอบเรื่องของอบูมิฮ์ญันที่เล่าโดยซัยฟ์ มัศอูดี ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์ที่ทรงความรู้เป็นที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ตาม ฏอบารีได้บึนทึกในสิ่งที่ซัยฟ์ได้เล่าไว้ “มนุษย์อาจทำผิดพลาดได้” แต่กระนั้น ซัยฟ์และบรรดาผู้ที่บันทึกมาจากเขาไม่อาจปิดบังสัจธรรมความจริงได้

10. วันต่างๆของซัยฟ์

ชาวอาหรับเรียกชื่อวันต่างๆไปตามเหตุการณ์ ดังเช่น วันแห่งอูฐ วันแห่งซิฟฟิน วันแห่งฮุดัยบียะฮ์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพียงวันเดียว หรือมากกว่าหนึ่งวัน ตามจำนวนวันนั้นๆ ที่เหตุการณ์ได้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นวันแห่งอูฐจึงหมายถึงเหตุการณ์ของสงครามอูฐ ซัยฟ์ได้สร้างเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมา ซึ่งเขาได้บันทึกไว้ว่าเป็น “วันนั้นวันนี้” เช่น “วันแห่งวัว” วันแห่งอัรมาษ วันแห่งญะรอษีม

ก) วันแห่งวัว

ฏอบารี ในเล่ม 3 หน้า 12-14 ได้บันทึกมาจากซัยฟ์ว่า เมื่อสะอัดสู้รบกับชาวเปอร์เซีย กองทัพเดินทางไปถึงสถานที่หนึ่งมีชื่อว่า อุไซบุล ฮิญานาต ใกล้กับแม่น้ำฟุรอต (ยูเฟรติส) เขาส่งอาซิม อิบนิ อัมร เพื่อออกไปหาซื้อแกะหรือวัวที่เมืองมัยซานตั้งอยู่ใกล้ๆกับแม่น้ำ อาซิมไม่พบฝูงปศุสัตว์ ณ ที่ใดเลย เพราะผู้คนได้นำพวกมันไปหลบซ่อนไว้ แต่เขาได้พบชายคนหนึ่งที่ชายป่า และได้ถามเขาถึงเรื่องแกะและวัว ชายคนนั้นสาบานว่า เขาไม่รู้ว่าจะไปเอาจากที่ไหนมาให้ได้ ถึงแม้เขาจะเป็นคนเลี้ยงแกะก็ตาม ทันใดนั้นวัวตัวหนึ่งได้ส่งเสียงร้องขึ้นว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า เขาเป็นคนโกหก เราอยู่ที่นี่” ดังนั้น อาซิมจึงบุกเข้าไปในป่าและได้เห็นฝูงวัว จึงนำมันกลับมายังค่ายทหาร สะอัดจัดเตรียมอาหารเพื่อเลี้ยงกองทัพ ต่อมาฮัจญาจได้ยินเรื่องนี้เข้า จึงสั่งบางคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ ณ เวลาและสถานที่นั้นให้มาพบ

นะซีร อิบนิ อับดุชชัมส์ และซาฮิร กล่าวกับฮัจญาจว่า พวกเขาได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย ในตอนแรกฮัจญาจไม่ยอมเชื่อพวกเขา พวกเขากล่าวว่า พวกเขาก็ไม่อยากเชื่อเช่นเดียวกัน หากพวกเขาไม่เห็นมันด้วยกับตา ดังนั้นฮัจญาจจึงยอมเชื่อว่า พวกเขาพูดความจริงและได้ถามว่า ผู้คนพูดกันว่าอย่างไร ? พวกเขากล่าวว่า ผู้คนถือกันว่ามันเป็นสัญญาณหนึ่งของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงความพึงพอพระทัยของพระเจ้า และชัยชนะเหนือศัตรู ฮัจญาจจึงกล่าวขึ้นว่า “เหตุการณ์เช่นนี้ จะเกิดขึ้นกับบุคคลผู้ทรงธรรมเท่านั้น” ซัยฟ์จึงกล่าวว่า “นี่คือวันแห่งวัว” มีนักประวัติศาสตร์เพียงท่านเดียวที่นอกเหนือไปจากซัยฟ์ ได้กล่าวอ้างอิงถึงโอกาสนี้ ก็คือบะลาซุรีซึ่งเขียนไว้ใน ฟุตูฮุล บุลดาน หน้า 314 ดังว่า เมื่อกองทัพของสะอัดต้องการเครื่องปัจจัยในด้านอาหาร เขาจึงส่งกองทหารกองหนึ่งไปยังแม่น้ำ เพื่อปล้นสะดมส่วนกำลังบำรุงอื่นๆมาจากคอลีฟะฮ์อุมัร ซึ่งส่งแกะและวัวมาให้จากนครมะดีนะฮ์

แหล่งกำเนิดของเรื่องราวของ ซัยฟ์
ซัยฟ์ได้บันทึกเรื่องราวมาจาก อับดุลลอฮ์ อิบนิ มุสลิม อัลอุกลี และ จาก กัรบ์ อิบนิ อบี กัรบ์ อัลอุกลี ซึ่งชื่อของพวกเขาไม่ปรากฏอยู่ในหนังสือชีวประวัติเล่มใด

สรุป
ซัยฟ์ สร้างเรื่องวัวนี้ขึ้นมา ด้วยการยืนยันจากการสอบสวนของฮัจญาจ และได้ประดิษฐ์ชื่อ โดยเรียกมันว่า วันแห่งวัว ซัยฟ์ไม่ยอมสูญเสียโอกาสที่จะประดิษฐ์ “วันต่างๆ” ที่มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์จริงๆขึ้นมา

ข) วันแห่ง อัรมาษ อัฆวาษ และ อิมาส

ได้มีการสู้รบกันอย่างหนักที่กอดิซียะฮ์ ระหว่างมุสลิมกับชาวเปอร์เซียเป็นเวลาสามวัน ซัยฟ์เรียกวันแรกว่าวันแห่งอัรมาษ เรียกวันที่สองว่าอัฆวาษ และวันที่สามว่า อิมาส เขาได้ประดิษฐ์วีรบุรุษของเผ่า ตะมีมของเขาขึ้นมาเอง เช่นพี่น้องสองคน ชื่อเกาะกออ์กับอาซิม ฏอบารีได้บันทึกเรื่องราวของซัยฟ์ไว้ และอิบนิ อะซีร และอิบนิ กะซีร ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์ได้อ้างอิงมาจากฏอบารี ฮะมาวี ได้อ้างอิงมาจากหนังสือของฏอบารีเช่นกัน เพื่ออธิบายคำว่า อัรมาษ อัฆวาษ และอิมาส นักกวีเช่น อิบนิ อับดูน ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาและ “อิบนิ บัดรอน” ในคำอรรถาธิบายบทกวีเหล่านี้ และกัลป์กอ ชันดี ในหนังสือของเขาชื่อ วันแห่งอิสลาม ก็ได้ใช้เรื่องอุปโลกน์ของซัยฟ์ที่ได้แต่งเรื่องวันทั้งสามนี้ขึ้นมา ในหนังสือของฉันชื่อ “หนึ่งร้อยห้าสิบ ซอฮาบะฮ์ผู้ถูกอุปโลกน์” (สาวกของท่านศาสดา) ฉันได้ให้รายละเอียดของวันทั้งสามนี้ไว้ภายใต้หัวเรื่องของ อาซิมและเกาะกออ์

ที่มาของเรื่องราวของ ซัยฟ์
ซัยฟ์ได้บันทึกวันเหล่านี้ไว้จากการเล่าของมุฮัมมัด ตอลฮะฮ์ ซิยาด อิบนิ มิครอก ซึ่งเล่ามาจากชายคนหนึ่งของเผ่าตัยและกูสน์ ซึ่งรับฟังการเล่า มาจากชายคนหนึ่งของเผ่ากะนานะ เราได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า มุฮัมมัด ตอลฮะฮ์ มิฮ์รอค และซิยาด เป็นผู้เล่าเรื่องนิยายของซัยฟ์ ซัยฟ์ได้บันทึกเรื่องเล่าจำนวนสิบสามเรื่องจากกูสน์ ซึ่งเราไม่อาจหาพบร่องรอยใดๆของเขาในหนังสือชีวประวัติได้แม้เพียงสักเล่มเดียว และเราไม่อาจทราบถึงนามชื่อของชายที่ไม่ปรากฏนามจากเผ่ากะนานะนั้นได้