แหล่งที่มาในเรื่องราวของซัยฟ์

ซัยฟ์ได้เล่าเรื่องราวของอะลาอ์มาจากซออับบุตรของอะตียะฮ์ บุตรของบิลาล นั้นคือ เล่าผ่านมาจากปู่มาถึงพ่อและถึงลูก เราได้แสดงให้เห็นแล้วเมื่อได้วิจารณ์ถึงเรื่องราวของมาลิกว่า สายธารของครอบครัวของผู้เล่าเรื่องข้างต้น ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นด้วยฝีมือของซัยฟ์

เรื่องราวของ อะลาอ์ ที่เล่าโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ซัยฟ์

บะลาซูรี ในหนังสือ ฟุตูฮุล บุลดาน ของเขา (หน้า 92-93) กล่าวไว้ว่า ในสมัยการปกครองของอุมัร อะลาอ์ถูกส่งไปยังซาเราะฮ์ดาเรน เขาได้ทำสัญญาสงบศึกกับผู้คนแห่งชรา เพื่อริบเอาทองคำเงินและทรัพย์สินอื่นๆ ของเมืองเป็นจำนวนหนึ่งในสามบวกกับทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง จากดินแดนที่อยู่นอกเมืองอัคนัส อิบนิ อามิรี ผู้แทนของเมืองนั้น กล่าวกับอะลาอ์ว่า สัญญาสงบศึกนี้มีผลเฉพาะกับผู้คนแห่งเมืองซาเราะฮ์เท่านั้น และไม่รวมถึงญาติของพวกเขาที่อาศัยอยู่นอกเมืองที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ณ ดาเรน อะลาอ์พาการาซุลนุกรี ไปเป็นคนนำทางและข้ามทะเลไปตรงช่องแคบไปยังเมืองดาเรน เขาได้เข้าโจมตีผู้คนที่อยู่ ณ เมืองนั้น จัดการฆ่าสังหารนักรบของพวกเขาและจับกุมคุมขังครอบครัวของพวกเขา

สงครามกับพวกนอกรีต (ข้อเปรียบเทียบและบทสรุป)

ซัยฟ์ เขียนไว้ว่า

1) น้ำพุที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ ซึ่งถึงแม้ลุกมานผู้ชาญฉลาดก็ไม่คาดว่าจะมีน้ำ
2) อูฐได้หวนกลับมาด้วยกับตัวของพวกมันเอง
3) ทหารเดินไปบนน้ำทะเลเสมือนเดินอยู่บนบก ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ จากการบอกเล่าว่าบาทหลวงรูปหนึ่งได้เข้ารับอิสลามเมื่อได้เห็นสัญญาณเหล่านี้ เขาได้เน้นย้ำว่าความมหัศจรรย์เหล่านี้เกิดขึ้นจากจดหมายที่อะลาอ์มีไปถึงอบูบักร เพื่อขอให้เขาวิงวอนขอดุอาอ์ให้

ฏอบารี ฮะมาวี อิบนิ อะซีร อิบนิ กะซีร และนักเขียนคนอื่นๆ ได้กล่าวคำพูดของซัยฟ์ซ้ำไว้อีกในหนังสือของพวกเขา และบรรดามุสลิมต่างก็ยอมรับในเรื่องราวนี้ ว่าเป็นประวัติศาสตร์อิสลามเรื่องหนึ่ง ถึงกระนั้นมันก็ไม่มีความมหัศจรรย์อันใดเกิดขึ้น เมืองนั้นมีทางผ่านไปสู่แผ่นดินใหญ่ได้โดย ผ่านทองช่องแคบ ซึ่งทหารได้เดินทัพผ่านไปอีกเช่นกัน ที่ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยของอบูบักร แต่ในสมัยการปกครองของอุมัร ซัยฟ์เพียงคนเดียวที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อการประดิษฐ์เรื่องเล่าเหล่านี้เพราะเขาเป็นคนเดียวที่นำเสนอมันเช่นเดียวกัน เป็นเพียงคนเดียวอีกเช่นกันที่กล่าวว่า ไม่มีศัตรูคนใดที่มีชีวิตรอดกลับไปแจ้งข่าวนี้ให้ชาวเมืองของตนเองได้รับทราบเลย

6. การเห่าของสุนัขที่ เฮาอับ

ฏอบารีเล่ม 3 หน้า 490-497 ได้บันทึกมาจากซัยฟ์ว่า อุมมุ ซิมัล ซัลมา เป็นเชลยศึกหญิงคนหนึ่ง ที่ถูกมอบให้อาอิชะฮ์ (ภรรยาของท่านศาสดา) เพราะเป็นส่วนของทรัพย์เชลย ซึ่งเป็นส่วนแบ่งของนาง อาอิชะฮ์ได้ปล่อยนางให้เป็นไท แต่นางคงอยู่อาศัยในบ้านของอาอิชะฮ์ต่อไป

วันหนึ่งท่านศาสดากลับมาบ้านและพบพวกผู้หญิงกำลังชุมนุมกันอยู่ ท่านศาสดาได้ชี้ไปที่พวกเขาพลางกล่าวว่า “คนหนึ่งของพวกเจ้าจะทำให้สุนัขที่แผ่นดินแห่งเฮาอับเห่าใส่” หลังจากที่ท่านศาสดาวายชนม์แล้ว อุมมุ ซิมัล ซัลมา ได้จัดตั้งกองทัพขึ้นกองหนึ่งเพื่อการล้างแค้นมุสลิมที่ได้ฆ่าสังหารญาติของนาง ขณะที่นางกำลังรวบรวมกองทัพจากซ็อฟร์และเฮาอับ สุนัขได้เห่าใส่อูฐของนางที่เฮาอับ (ทำให้คำทำนายของท่านศาสดาเป็นจริง) คอลิด (ผู้เป็นแม่ทัพ) ทราบเรื่องของอุมมุ ซิมัล ซัลมา จึงออกไปสู้รบกับนาง ทหารของคอลิดได้ตัดขาอูฐที่นางใช้ขี่และจัดการสังหารนางลงได้
ในหนังสือ มุอ์ญะมุล บุลดาน ของฮะมาวี ได้บันทึกเรื่องราวข้างต้นมาจากซัยฟ์ ในหนังสือ อิซอบะฮ์ ของอิบนิ ฮะญัร เล่ม 2 หน้า 325 ได้บันทึกไว้โดยไม่ได้กล่าวถึงแหล่งที่มา

แหล่งที่มาในเรื่องราวของซัยฟ์

ซัยฟ์ ได้เล่าเรื่องข้างต้นมาจากซะฮ์ลิบุตรของยูซุฟ และอบูยะอ์กูบ ซึ่งประวัติของพวกเขาไม่มีการบันทึกไว้ อิบนิฮะญัร และอิบนิ อับดุลบัรร์ได้กล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าตัวของซะอ์ลิเองหรือยูซุฟผู้เป็นบิดาของเขาไม่เป็นที่รู้จักของผู้ใดทั้งสิ้น” อบูยะอ์กูบที่ปรากฏอยู่ในเรื่องของซัยฟ์ ก็คือ “ซะอีด อิบนิ อุบัยด์” ซึ่งซอฮาบีได้กล่าวว่า “เขาไม่เป็นที่รู้จัก” นักเขียนชีวประวัติบางท่านกล่าวว่า “มีคนชื่อซะอีด อิบนิ อุบัยด์ แต่ไม่เป็นที่รู้จักกันในนามของอบูยะฮ์กูบ”

สุนัขเห่าใส่ใครที่เฮาอับ ?

ในการเล่าเรื่องเฮาอับของซัยฟ์ เขาได้ผนวกเหตุการณ์จริงสองเรื่องเข้าด้วยกัน เหตุการณ์แรกคือ อุมมุกุรฟะฮ์ เหตุการณ์ที่สองคือ สุนัขที่เฮาอับ

1) อุมมุ กุรฟะฮ์ ตามรายงานของอิบนิ สะอัด และอิบนิ ฮิชาม พ่อค้ากองคาราวานคนหนึ่งเป็นชาวมุสลิม ขณะกำลังเดินทางไปยังนครดามัสกัส ในระหว่างทางเกิดถูกปล้นโดยคนของเผ่าฟะซาเราะฮ์ ที่วาดีล กุรอ ซัยด์ผู้เป็นมุสลิมทำหน้าที่ควบคุมกองคาราวาน ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการปล้น

ยะอ์กูบีกล่าวว่า ท่านศาสดากำลังจะจัดส่งกองทหารกองหนึ่งภายใต้การนำทัพของซัยด์ เพื่อปราบปรามชนเผ่าฟะซาเราะฮ์ อุมมุ กุรฟะฮ์ ผู้เป็นภรรยาของหัวหน้าเผ่า เมื่อได้ทราบข่าวว่าท่านศาสดากำลังเตรียมการจัดส่งกองทัพ นางจึงจัดส่งกองทัพกองหนึ่งภายใต้การนำทัพของลูกหลานของนางเองจำนวนสี่สิบคน เพื่อมาเผชิญศึกกับกองทัพมุสลิมใกล้กับนครมะดีนะฮ์ได้เกิดสู้รบกันอย่างดุเดือด โดยทหารของเผ่าฟะซาเราะฮ์ถูกสังหารลงจนหมด ส่วนผู้หญิงของพวกเขาถูกจับตัวเป็นเชลย ยกเว้นตัวของอุมมุ กุรฟะฮ์ และบุตรสาวคนหนึ่งของนางชื่อญาริยะฮ์ ส่วนทุกคนในครอบครัวของนางถูกสังหารสิ้น ผู้หญิงทั้งสองคนนี้ถูกจับตัวไว้ได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ซัยด์ตัดสินให้ อุมมุ กุรฟะฮ์ ต้องโทษประหารชีวิต และนำบุตรสาวที่ชื่อญาริยะฮ์มามอบให้กับท่านศาสดา ผู้ซึ่งท่านได้มอบนางให้กับลุงของท่านเอง และต่อมานางได้คลอดบุตรชายคนหนึ่ง และตั้งชื่อให้กับเขาว่า อับดุรเราะฮ์มาน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 6 ในระหว่างช่วงชีวิตของท่านศาสดา

2) สุนัขที่เฮาอับ เฮาอับเป็นสถานที่ๆตั้งอยู่ใกล้ๆกับเมืองบัสเราะฮ์ ตามการรายงานของอิบนิ อับบาส ท่านศาสดาได้กล่าวกับบรรดาภรรยาของท่านว่า “คนหนึ่งในหมู่พวกเธอจะขี่อูฐที่มีขนดกตัวหนึ่ง ฝูงสุนัขจะเห่าใส่นางที่เฮาอับ ผู้คนจำนวนมากจะถูกสังหาร ทั้งทางด้านขวาและทางด้านซ้ายของนาง(6) นางจะถูกคุกคามด้วยความตาย แต่นางก็จะปลอดภัย”(7) ตามรายงานของท่านหญิงอุมมุ สะลามะฮ์ (ภรรยาคนหนึ่งของท่านศาสดา) มีความว่า ท่านศาสดาได้กล่าวถึงการก่อกบฏของภรรยาคนหนึ่งผู้เป็นมารดาของบรรดาผู้ศรัทธา (ดังที่ได้เรียกกันเช่นนั้น) เมื่อได้ยินเช่นนั้นอาอิชะฮ์ (ภรรยาคนหนึ่งของท่านศาสดา) หัวเราะ ท่านศาสดาได้กล่าวเป็นข้อสังเกตไว้กับนางดังว่า “มันดูเหมือนกับว่าฝูงสุนัขเห่าใส่เจ้าที่เฮาอับ ขณะที่เจ้ากำลังก่อกบฏอย่างอยุติธรรมต่ออะลี” จากนั้นท่านศาสดามองไปยังอะลีพร้อมกับกล่าวว่า “ถ้าหากเรื่องราวของอาอิชะฮ์ ต้องมาอยู่ในอำนาจของเจ้าแล้ว ก็จงอดทนกับนางเถิด”

ตามรายงานของฏอบารี ที่ปรากฏอยู่ในเล่ม 3 หน้า 475 และจากนักประวัติศาสตร์อีกบางท่านมีเรื่องเล่าไว้ดังต่อไปนี้
อุรานี คือคนที่ขายอูฐของเขาให้กับอาอิชะฮ์ กำลังเดินทางโดยขี่อูฐของเขาไป มีชายคนหนึ่งเข้ามาหาเขา และต้องการซื้ออูฐตัวนั้นของเขา อุรานี จึงกล่าวตอบว่า “มันมีราคาหนึ่งพันดิรฮัม” ชายคนนั้นจึงอุทานขึ้นว่า “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? ใครเล่าจะจ่ายหนึ่งพันดิรฮัมเพื่อซื้ออูฐตัวหนึ่ง?” อุรานี จึงกล่าวตอบว่า “อูฐตัวนี้มีราคาหนึ่งพันดิรฮัม เพราะเมื่อฉันขี่มันแข่งกับคู่แข่งคนอื่น ฉันแซงเขาได้เสมอ และไม่มีใครมาไล่จับฉันได้ทันหรอก เมื่อฉันขี่อูฐตัวนี้” ชายคนนั้นจึงกล่าวว่า “เจ้าจะต่อรองกับฉันได้ดีกว่านี้หากเจ้ารู้ว่าฉันต้องการอูฐตัวนี้ของเจ้าไปให้กับผู้ใด” อุรานี : ท่านต้องการจะเอาไปให้กับผู้ใดหรือ ? อาหรับ : ให้กับมารดาของเจ้า อุรานี : ฉันทิ้งแม่ไว้ที่บ้าน นางป่วยเป็นอัมพาต อาหรับ : ฉันต้องการอูฐของเจ้าไปให้กับมารดาของบรรดาผู้ศรัทธา ท่านหญิง อาอิชะฮ์ อย่างไรเล่า อุรานี : ถ้าอย่างนั้นก็จงรับมันไปเป็นของขวัญจากฉันเถิด อาหรับ : ไม่เอา เจ้ามากับฉันเถิด ฉันจะมอบอูฐตัวหนึ่งและเงินจำนวนหนึ่งให้กับเจ้า

อุรานี : ฉันจึงไปกับชายคนนั้น เขามอบอูฐเพศเมียตัวหนึ่งให้ฉัน ซึ่งเป็นของอาอิชะฮ์ และลูกอูฐอีกตัวหนึ่งพร้อมเงิน 400 หรือ 600 ดิรฮัม ให้อีกด้วย จากนั้นชายคนนั้นถามฉันว่า ฉันรู้จักถนนแถวนั้นหรือไม่ ฉันจึงตอบไปว่าฉันรู้ เขาจึงขอให้ฉันนำทางพวกเขาไป ฉันจึงบอกพวกเขาให้รู้จักทะเลทรายและแม่น้ำทุกแห่งที่เราผ่านไป เราผ่านไปยังแหล่งน้ำที่มีชื่อว่า เฮาอับ เมื่อฝูงสุนัขเริ่มเห่าหอน พวกเขาถามฉันว่า “แหล่งน้ำตรงนี้มีชื่อว่าอะไร ?” ฉันจะตอบไปว่า “เฮาอับ” อาอิชะฮ์จึงร้องเสียงลั่นออกมา และสั่งให้อูฐของนางนั่งลงพร้อมกับกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันเป็นหญิงคนนั้นที่สุนัขเห่าใส่ที่เฮาอับ จงพาฉันกลับไปเถิด” ผู้คนต่างนำอูฐของพวกเขามานั่งล้อมรอบอาอิชะฮ์ อาอิชะฮ์ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปจากสถานที่ตรงนั้นเลย จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น อิบนิ ซุเบรหลานของนางเข้ามาพร้อมกับบอกนางว่า “จงเคลื่อนย้ายไปโดยเร็วเถิด” ทั้งนี้เพราะอะลีกำลังติดตามพวกเขามาอย่างกระชั้นชิด และจะมาถึงพวกเขาในไม่ช้า อุรานีจึงกล่าวขึ้นว่า “พวกเขาจึงละออกจากสถานที่นั้นและกล่าวสาปแช่งฉัน”

ตามการรายงานในมุสนัด อิบนิ ฮัมบัล เล่ม 6 หน้า 97 อิบนิ ซุเบร บอกกับอาอิชะฮ์ว่า “ขณะนี้ไม่ใช่เป็นเวลาที่จะมาละทิ้งกัน บางทีพระเจ้าอาจจะประสงค์ให้ท่านเป็นผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างมุสลิมและนำสันติภาพมาสู่พวกเขา”
ในหนังสือของอิบนิ กะซีร เล่ม 7 หน้า 230 ได้บันทึกไว้ว่า เชคทั้งสอง (หมายถึง บุคอรีและมุสลิม) ไม่ได้บันทึกเรื่องราวนี้ไว้ในหนังสือซอเฮียะห์ของพวกเขา ถึงแม้จะมีหลักเกณฑ์ครบถ้วนในทุกประการ ที่จะยอมรับได้ว่าเป็นของจริงแท้สำหรับเขาทั้งสองก็ตาม

ในหนังสือของฏอบารี เล่ม 3 หน้า 485 ได้มีบันทึกจากซุฮ์รีว่า เมื่ออาอิชะฮ์ได้ยินฝูงสุนัขเห่า นางได้ถามขึ้นว่า “สถานที่นั้นมีชื่อว่ากระไร?” ภายหลังจากที่พวกเขาได้บอกนางว่ามันคือ “เฮาอับ” นางรู้สึกเศร้าระทม และกล่าวว่า “เราเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ และเราจะต้องกลับคืนสู่พระองค์” จากนั้นนางได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ฉันเป็นคนที่ท่านศาสดาได้พูดถึงในหมู่ภรรยาของท่านอย่างแน่นอน โดยกล่าวว่าท่านอยากจะรู้ว่าใครกันที่ฝูงสุนัขเห่าใส่ที่เฮาอับ” อาอิชะฮ์ ต้องการที่จะเดินทางกลับไปจากสถานที่นั้น แต่อิบนิ ซุเบร ชักชวนนางให้เดินทัพต่อไปข้างหน้า

ในอีกที่หนึ่ง อิบนิ กะซีร เขียนไว้ในเล่ม 7 หน้า 230 และอบุลฟะรัจหน้า 173 ดังว่า อาอิชะฮ์รู้สึกเศร้าเสียใจพร้อมกับกล่าวว่า “ฉันคือผู้หญิงคนนั้น” แต่อิบนิ ซุเบรหักหลังนางพร้อมกับกล่าวว่า สถานที่นั้นไม่ใช่เฮาอับ ในหนังสือ มุรูญุซ ซะฮับ เล่ม 2 หน้า 248 ได้เขียนไว้ว่า อิบนิ ซุเบร และตอลฮะฮ์ กล่าวสาบานต่อพระเจ้าว่า สถานที่นั้นไม่ใช่เฮาอับและได้นำอาหรับจำนวนห้าสิบคนมากล่าวสาบานเช่นเดียวกัน และการสาบานนี้ถือเป็นการสาบานเท็จครั้งแรกในอิสาม

ในยะอ์กูบี เล่ม 2 หน้า 157 และหนังสือ กันซุล อุมมาล เล่ม 6 หน้า 83-84ได้บันทึกไว้ว่า อาอิชะฮ์กล่าวว่า “ปล่อยให้ฉันกลับไปเถิด นี่คือแหล่งน้ำอันเดียวกับที่ท่านศาสดาพูดถึงโดยกล่าวเตือนฉันถึงเรื่องฝูงสุนัขเห่า” พวกเขาได้นำเอาอาหรับจำนวนห้าสิบคน มากล่าวสาบานในนามของพระเจ้าว่าสถานที่นั้นไม่ใช่เฮาอับ ในหนังสือ อัล อิมามะฮ์ วัลซิยาซะฮ์ เล่ม 1 หน้า 59-60 มีบันทึกไว้ว่า เมื่ออาอิชะฮ์ได้ยินสุนัข เห่าหอน นางได้สอบถามมุฮัมมัด อิบนิ ตอลฮะฮ์ ในเรื่องของสถานที่และเรื่องอื่นๆ มุฮัมมัดบอกกับนางว่า “ขอให้จิตวิญญาณของนางจงจำเริญเถิด จงลืมเรื่องนิยายเหล่านั้นเสียเถิด” อับดุลลอฮ์ อิบนิ ซุเบร ให้พยานหลักฐานที่เป็นเท็จ และพวกเขาได้นำพยานที่เป็นเท็จมากล่าว สาบายด้วย นับเป็นพยานเท็จครั้งแรกที่เกิดขึ้นในอิสลาม

นักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆได้เล่าเรื่องข้างต้น จากศาสนทูตแห่งพระเจ้า เช่น อิบนิ อะซีร ในหนังสือ อันนิฮายะฮ์ ฮะมาวี ในหนังสือ มุอ์ญะมุลบุลดาน ซะมัคชารีในหนังสือ อัล ฟาอิค อิบนิ ต็อกตอกี ในหนังสือ อัล ฟัครี หน้า 71 พิมพ์ที่ไคโร ซุไบดี เล่ม 1หน้า 195 ใต้คำว่า เฮาอับ มุสนัด อะห์มัด เล่ม 6 หน้า 52, 97 อะอ์ซัม หน้า 168-169 ซัมอานี ในหนังสือ อัลอันศอบ ซีรอฮ์ ฮาละบิยะฮ์ เล่ม 3 หน้า 320-321 และหนังสือ มุนตะคอบ กันส์ เล่ม 5 หน้า 444-445

สรุป

นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อย่างเป็นเอกฉันท์ว่า อาอิชะฮ์(ภรรยาของท่านศาสดา) เป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่ฝูงสุนัขเห่าใส่ที่เฮาอับ ดังที่ท่านศาสดาได้กล่าวล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว และเหตุการณ์ก็บังเกิดขึ้นจริง สมกับเป็นสัญญาณหนึ่งแห่งการเป็นศาสนทูตของท่านศาสดามุฮัมมัด ซัยฟ์เพียงคนเดียวที่นำเหตุการณ์ของฝูงสุนัขเห่าใส่ไปโยงกับอุมมุ ซิมัล ซัลมา ซึ่งเป็นสตรีที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาในนิยายของเขา เพื่อเอาใจบรรดาผู้ที่มีความชื่นชอบในนิยายต่างๆของซัยฟ์ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง นับเป็นเรื่องโชคดีสำหรับกรณีนี้ ที่ว่าฏอบารี ได้บันทึกเรื่องราวนี้มาจากผู้เล่าเรื่องคนอื่นๆด้วยไม่ใช่จากซัยฟ์เพียงคนเดียว เพราะฉะนั้นความตั้งใจของซัยฟ์ที่จะพลิกแพลงเรื่องราวต่างๆนี้ จึงถูกเปิดเผยออกมาจากการบันทึกเรื่องราวของอูรานี ผู้เป็นเจ้าของเดิมของอูฐตัวนั้น ที่มารดาของบรรดาผู้ศรัทธาใช้ขี่ และคำกล่าวของซุฮ์รีเกี่ยวกับฝูงสุนัขนั้น ฏอบารีได้แสดงให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของซัยฟ์ต่อผู้อ่านของเขา นอกเหนือจากเหตุการณ์อื่นๆอีกที่ฏอบารีได้บันทึกมาจากซัยฟ์ แต่เพียงแหล่งเดียว และได้ปิดบังซ่อนเร้นสัจธรรมความจริงเอาไว้

เท่าที่ได้เขียนบรรยายมาถึงเรื่องราวที่เล่าโดยซัยฟ์นั้น เป็นเรื่องเฉพาะในสมัยของอบูบักรเท่านั้น ต่อไปนี้ จงติดตามดูถึงเรื่องราวของเขาบางเรื่องที่อยู่ในสมัยของอุมัร

7. เพื่อการแก้ไขสายตระกูลของ ซิยาด

อบูมุฆีเราะฮ์ ซิยาด เป็นบุตรชายของทาสหญิงผู้หนึ่ง ชื่อสุมัยยะฮ์ นางเป็นลูกหลานชาวไร่เปอร์เซียคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้มอบนางให้กับนายแพทย์คนหนึ่งชื่อ ฮัรษ์ ษะกอฟี เพื่อเป็นการตอบแทนให้กับค่ารักษาพยาบาล สุมัยยะฮ์ ให้กำเนิดบุตรชายสองคน ชื่อนุฟัยอ์กับนาฟิอ์ ขณะที่นางอยู่รับใช้นายแพทย์ ฮัรษ์ผู้เป็นนาย ต่อมาภายหลังฮัรษ์ ได้จัดการแต่งงานสุมัยยะฮ์ ให้กับทาสชาวโรมันของเขาชื่อ อุบัยด์ เขาทั้งสองอาศัยอยู่ที่เมืองฏออิฟ อบูซุฟยานเดินทางไปที่ฏออิฟ และได้ขอให้คนคุมร้านเหล้า จัดโสเภณีให้กับเขาคนหนึ่ง คนคุมชื่อ อบีมัรยัม ซะลูลี ได้แนะนำสุมัยยะฮ์ให้กับอบูซุฟยานและต่อมานางได้ตั้งครรภ์นับจากคืนนั้น และต่อมาได้ให้กำเนิดซิยาดในปีแรกของการฮจเราะฮ์ ในขณะที่นางยังเป็นภรรยาของอุบัยด์อยู่

เมื่อท่านศาสดาเข้ายึดฏออิฟ บุตรชายคนหนึ่งของฮัรษ์ (นายแพทย์) ที่มีชื่อว่านุฟัยอ์ได้วิ่งมาหาท่านศาสดา ท่านจึงปล่อยเขาให้เป็นไทและเรียกเขาว่า อบูบักรอฮ์ ฮัรษ์บอกกับนาฟิอ์ว่าเขาเป็นพ่อของนาฟิอ์เอง ดังนั้นเขาจึงไม่วิ่งไปหาท่านศาสดาเหมือนดังกับพี่ชายของเขา พี่น้องทั้งสามคนนี้คือ อบูบักรอฮ์ นาฟิอ์ และซิยาด ต่อมาถูกเรียกขานว่า “ทาสที่ได้รับการปลดปล่อยจากท่านศาสดา” ผู้ซึ่งเป็นลูกของฮัรษ์ และอุบัยด์ตามลำดับ มุอาวิยะฮ์ชอบพอรักใคร่ จึงรับเอาซิยาดมาเป็นน้องชายของตน และได้เรียกเขาว่า ซิยาด อิบนิ อบูซุฟยาน แต่หลังจากมุอาวิยะฮ์และการล้มสลายของวงศ์อมาวิยะฮ์ ซิยาด ถูกเรียกกันในนามซิยาดบุตรของบิดาของเขา (หมายถึงลูกนอกสมรส) และบางครั้งก็เรียกเขาว่า ซิยาดบุตรของมุอาวิยะฮ์ นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวของมุอาวิยะฮ์ที่ได้ยินยอมให้ซิยาดเป็นพี่น้องของเขา และได้วิจารณ์ถึงการกระทำเช่นนี้ของมุอาวิยะฮ์

ซัยฟ์ ตั้งใจที่จะช่วยมุอาวิยะฮ์ให้พ้นไปจากการถูกตำหนิและกำจัดรอยแปดเปื้อนของมลทินนี้ให้พ้นไปจากซิยาด จึงอุปโลกน์เรื่องราวหนึ่งขึ้นมา ซึ่งฏอบารี ได้บันทึกไว้ในหนังสือของเขาเล่ม 3 หน้า 259 อันเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่อยู่ในปีฮิจเราะฮ์ที่ 23 ดังเรื่องราวต่อไปนี้

ชาวอาหรับคนหนึ่งมีชื่อว่า อันซี ได้มาร้องเรียนกับอุมัรว่า อบูมูซา ผู้เป็นเจ้าเมืองของเขา ได้นำเรื่องของเขาไปบอกกับซิยาด อิบนิ อบูซุฟยาน ผู้เป็นเลขาของเจ้าเมือง และเรื่องก็ดำเนินต่อไป อุมัรสอบถามซิยาดถึงรางวัลก้อนแรกที่เขามอบให้นั้น ใช้จ่ายไปอย่างไร ซิยาดตอบว่า เขาได้ใช้ไปเพื่อซื้อมารดาของเขาเพื่อปล่อยให้เป็นไท และเงินอีกจำนวนหนึ่ง เขาตอบว่า เขาใช้ไปเพื่อซื้ออุบัยด์ ผู้ปกครองของเขาและปล่อยให้เป็นไทเช่นกัน เรื่องข้างต้น ซัยฟ์ได้อุปโลกน์มันขึ้นมา โดยตั้งใจที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ซิยาดนั้นถูกเรียกขานกันว่า “ซิยาด บุตร ของ อบูซุฟยาน” จนถึงสมัยของคอลีฟะฮ์อุมัร และคอลีฟะฮ์ก็ไม่ได้คัดค้านการเรียกซิยาดว่าเป็น “บุตรของอบูซุฟยาน” ดังนั้นเป็นเพราะ มุอาวิยะฮ์บุตรของ อบูซุฟยานเองที่ได้เอื้อเฟื้อซิยาดให้เป็นพี่น้องของเขา (ดังที่ได้อธิบยไว้ข้างต้นว่ามุอาวิยะฮ์ถูกวิพากษ์ วิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์จากการกระทำของเขาเช่นนี้) ยิ่งไปกว่านั้น ซัยฟ์พยายามปกปิดให้กับซิยาดในเรื่องราวของเขาเช่นกัน เมื่อซิยาดอ้างอิงถึงอุบัยด์ว่าเป็นผู้ปกครองของเขา ยิ่งไปกว่านั้น ซัยฟ์ได้เล่าเรื่องราวของเขาไว้ในสมัยของคอลีฟะฮ์อุมัร เพื่อให้มันเป็นที่ยอมรับมากขึ้นของบรรดามุสลิม

แหล่งที่มาในเรื่องราวของ ซัยฟ์

ซัยฟ์บันทึกเรื่องข้างต้นมาจาก มุฮัมมัด ตอลฮะฮ์ และ มุฮัลลับ ซัยฟ์ได้บันทึกเรื่องไว้ทั้งหมด 216 เรื่อง ซึ่งฏอบารีได้บันทึกมาจากซัยฟ์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเขาเองได้บันทึกมาจากมุฮัมมัด อิบนิ อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะวาด อิบนิมาลิก อิบนิ นุวัยรอ ผู้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักกันในหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ทั้งหมดยกเว้นในอัล อิกมาล ซึ่งผู้เขียนได้บันทึกมาจากซัยฟ์ มีตอลฮะฮ์อยู่ด้วยกันสองคน คนหนึ่งคือ อบูซุฟยาน ตอลฮะฮ์ อิบนิ อับดุรเราะฮ์มาน ซึ่งไม่มีบุคคลอื่นอ้างถึงเขานอกจากซัยฟ์ ตอลฮะฮ์คนที่สองก็คือ อิบนิ อะอ์ลัม มีภูมิลำเนาอยู่ตำบลญิยานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเรย์ (เตหะราน) แต่ซัยฟ์ไม่ได้ระบุถึงเขาในเรื่องเล่าของเขา ซัยฟ์บันทึกมาจากมุฮัลลับ อิบนิ อุกบะฮ์ อัล อะซะดี เป็นจำนวน 67 เรื่อง ซึ่งปรากฏอยู่ในฏอบารี แต่ไม่มีร่องรอยของเขาปรากฏให้เห็นในหนังสือชีวประวัติเล่มใด

เรื่องเล่ามาจากผู้อื่นที่ไม่ใช่จาก ซัยฟ์

ในหนังสือ ชื่อ เรื่องยาว (อัลอัคบารุตตุวัล) ของอัลดินาวารี หน้า 14 กล่าวว่า “อบู มูซา ถือว่า ซิยาด อิบนิ อุบัยด์ เป็นทาสคนหนึ่งของเผ่าซะกีฟ เขาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานและเฉลียวฉลาดอย่างน่าประหลาด และจึงได้ว่าจ้างเขาไว้เป็นเลขาของเขา ซิยาดเคยอยู่กับ มุฆีเราะฮ์ก่อนหน้านี้” อิบนิ อุบดุลบัร กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัล อิสตีอาบ เล่ม 1 หน้า 548 กล่าวว่า “ก่อนมุอาวิยะฮ์ จะให้ความเป็นพี่น้องกับซิยาด เขาเป็นที่รู้จักกันในนามซิยาด อิบนิ อุบัยด์ ษะกอฟี” ได้มีการเขียนบันทึกไว้เช่นกัน ซิยาด ซื้อความเป็นไทให้กับอุบัยด์ผู้เป็นบิดาของเขา ซึ่งเป็นการกระทำที่ดีมาก

ในหนังสืออัล อิสตีอาบ หน้า 549 จากอิบนิ อับดุลบัร มีข้อความว่า “ซิยาด เป็นที่รู้จักกันในนาม ซิยาด อิบนิ อุบัยด์ ก่อนที่เขาจะมาอยู่ร่วมกับ มุอาวิยะฮ์” จากนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า “ซิยาดได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าคอลีฟะฮ์อุมัร ในงานชุมนุมที่จัดขึ้นอยู่ครั้งหนึ่ง คำปราศรัยของเขาทำให้ทุกคนประหลาดใจ” อัมร อิบนุ อาส ผู้เป็นแขกคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ถ้าหากเด็กคนนี้ (ผู้พูด) เป็นคนที่มาจากเผ่ากุเรชแล้ว เขาคงจะต้องเป็นผู้ปกครองอย่างแน่นอน” อบูซุฟยานจึงกล่าวขึ้นว่า “ฉันรู้จักที่มาของเขา” อะลีกล่าวว่า “ใครเป็นบิดาของเขา” อบูซุฟยานกล่าวว่า “ฉันเอง” อะลีจึงกล่าวขึ้นว่า “หยุดพูดเถิดอบุซุฟยาน (ที่กำลังจะพูดถึงความสัมพันธ์ของท่านที่มีกับมารดาของเขา)” จากนั้นอบูซุฟยานจึงแต่งกลอนบทหนึ่งดังต่อไปนี้

ถ้าหารฉันไม่กลับใคร(อุมัร)
ฉันนั้นไซร้ ต้องกล่าวว่า
ขอสาบานต่อพระเจ้า
ซ็อคร์ อิบนิ ฮัรบ์ ต้องหักหลัง

และอะลีมีหน้าที่ต้องตัดสิน
เพื่อชี้ขาด พลาดไม่ได้
ด้วยตนเองที่ซิยาด
บรรเลงเพลงวาทะ เขานั้นนะมาจากใคร

นักประวัติศาสตร์ ผู้มีนามดังต่อไปนี้ ได้บันทึกเรื่องราวความเป็นพี่เป็นน้องของซิยาดกับมุอาวิยะฮ์เอาไว้
อิบนิ อะซีร ในเหตุการณ์ต่างๆ ของปี ฮ.ศ. 44
อิบนิ อับดุลบัร ใน อัล อิสตีอาบ ในชีวประวัติของ ซิยาด
ยะอ์กูบี เล่ม 2 หน้า 195
มัสอูดี ใน มุรูญุซซะฮับ เล่ม 2 หน้า 54
สุยูฏี ในเหตุการณ์ต่างๆ ของปี ฮ.ศ. 41
อิบนิ กะซีร เล่ม 8 หน้า 2
อบูล ฟิดา หน้า 194
ฏอบารี ในเล่มที่ 4 หน้า 259 และในเหตุการณ์ต่างๆของปี ฮ.ศ. 44 และในเหตุการณ์ต่างๆของปี ที่ 160 เช่นกัน หน้า 409-421
ซอเฮียะฮ์ มุสลิม เล่ม 1 หน้า 57
อุสดุล ฆอบะฮ์ และอัล อิซอบะฮ์ ภายใต้ชีวประวัติของซิยาด โดย อิบนิ อะซากิร เล่ม 5 หน้า 409-421
ยะอ์กูบี เล่ม 4 หน้า 160

นักประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆได้อ้างถึงไว้เช่นกัน แต่เราตัดสินใจตรงนี้ว่าจะตัดเรื่องให้มันสั้นเข้า

สรุป

นักประวัติศาสตร์ทุกคนต่างบันทึกไว้ว่า
ก) ซิยาดถือกำเนิดอยู่ในบ้านของอุบัยด์ จากสุมัยยะฮ์ภรรยาที่ไร้ศีลธรรมจรรยาของเขา ซึ่งตั้งครรภ์จากการสมสู่กับอบูซุฟยาน ในคืนวันที่นางถูกแนะนำให้พบกับเขา โดยชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า อบีมัรยัม ซะลูลี
ข) อบูซุฟยาน ไม่กล้าเปิดเผยเรื่องของ ซิยาด ต่อหน้าอุมัร
ค) มุอาวิยะฮ์ ยอมรับซิยาดว่าเป็นน้องชายของเขา
ง) บรรดามุสลิมได้วิจารณ์มุอาวิยะฮ์ ผู้ซึ่งไม่สนใจกับคำสั่งของศาสดา ดังที่ท่านได้กล่าวว่า “เด็กต้องเป็นของครอบครัวที่สามีและภรรยาอยู่กินด้วยกัน ถึงแม้ภรรยาจะตั้งครรภ์มาจากชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็ตาม”
จ) หลังจากที่อาณาจักรอะมาวียะฮ์ล่มสลายแล้ว ในบางครั้งซิยาดถูกเรียกขานด้วยกับชื่อ “บุตรของบิดาของเขา” และบางครั้งก็ถูกเรียกว่า “บุตรของสุมัยยะฮ์(มารดาของเขา)”

ซัยฟ์ ต้องการที่จะปัดความรับผิดชอบให้พ้นไปจากมุอาวิยะฮ์ ผู้ซึ่งได้หยิบยื่นความเป็นพี่น้องให้กับซิยาด และจึงได้อุปโลกน์เรื่องหนึ่ง ซึ่งซิยาดถูกเรียกขานกันในนามบุตรของอบูซุฟยานตั้งแต่สมัยของอุมัร ก่อนที่จะถึงสมัยของมุอาวิยะฮ์อีกเป็นนาน แต่ในสมัยของอุมัรนั้นจริงๆแล้วอุบัยด์ถูกเรียกขานว่าเป็นผู้ปกครองของซิยาด ถึงกระนั้นเราก็ยังทราบอีกว่าในการกล่าวคำปราศรัยของซิยาด ครั้งหนึ่ง เขาสารภาพว่าเขาเป็นบุตรของอุบัยด์ ดังที่ได้บันทึกไว้โดยยะอ์กูบี เล่ม 2 หน้า 195

8. เรื่องราวของ มุฆีเราะฮ์ อิบนิ ชุอ์บะฮ์

มุฆีเราะฮ์เป็นชาวมุฮาญิรีน อุมัรแต่งตั้งเขาให้เป็นเจ้าเมืองบัสเราะฮ์ และได้ปลดเขาเมื่อถูกข้อกล่าวหาว่าละเมิดประเวณี เขาเป็นเจ้าเมืองกูฟะฮ์จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ในเรื่องราวต่อไปนี้ ซัยฟ์ตั้งใจที่แสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวหาในเรื่องของการละเมิดประเวณีนั้นไม่มีมูลความจริง ฏอบารีในเล่ม 3 หน้า 170-171 ได้บันทึกมาจากซัยฟ์ว่า เหตุผลที่มุฆีเราะฮ์ถูกกล่าวหาว่าละเมิดประเวณีนั้น เป็นเรื่องของการขัดแย้งกันระหว่างตัวเขากับอบูบักเราะฮ์(9) ผู้เป็นพยานคนหนึ่งที่ปรักปรำเขา อบูบักเราะฮ์กับมุฆีเราะฮ์ อาศัยอยู่ในห้องที่อยู่ตรงกันข้าม

วันหนึ่งลมได้พัดหน้าต่างห้องของอบูบักเราะฮ์เปิดออก เขาจึงเดินไปปิดและในขณะนั้นเขาได้มองผ่านหน้าต่างห้องตรงกันข้าม เห็นมุฆีเราะฮ์อยู่กับหญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง อบูบักเราะฮ์มีเพื่อนมาเยี่ยมที่บ้าน จึงได้เรียกพวกเขาออกมาดูว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นระหว่างมุฆีเราะฮ์กับผู้หญิงคนนั้น อบูบักเราะฮ์บอกกับแขกที่มาเยือนว่า นางคือ อุมมุญะมีลผู้เป็นสาวใช้คนหนึ่งของเจ้าหน้าที่ราชการ แขกของอบูบักเราะฮ์มองเห็นบางอย่าง แต่ได้คอยจนกระทั่งพวกเขาเห็นผู้หญิงคนนั้นอย่างแจ้งชัด ก่อนที่จะตัดสินใจในสิ่งที่ตนเห็น ซัยฟ์จึงได้อ้างอิงถึงวิธีการในการตัดสินคดีความนี้ของศาลโดยกล่าวว่า มุฆีเราะฮ์ได้ขอร้องให้อุมัรซักค้านพยานทั้งสี่คน ผู้ซึ่งเป็นทาสและกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกเจ้ามองเห็นฉันเพราะว่าฉันทำประเจิดประเจ้อ หรือว่าพวกเจ้าแอบมองดูเข้าไปในบ้านของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต ถึงกระนั้นฉันก็กำลังอยู่กับภรรยาของฉันที่ดูคล้ายกับอุมมุญะมีล” พยานสองคนเล่าเรื่องในทำนองเดียงกัน คนที่สามเล่าต่างไปจากคนที่สองและซิยาดผู้เป็นคนที่สี่ได้กล่าวว่า เขาได้เห็นต่างไปจากคนที่สาม พยานทั้งสามคนจึงถูกเฆี่ยน เพราะการเป็นพยานเท็จ

อุมัร (คอลีฟะฮ์) กล่าวกับมุฆีเราะฮ์ว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ถ้าหากเจ้ากระทำผิดแล้ว ฉันก็จะขว้างเจ้าด้วยก้อนหินจนตาย”