ฏอบารีบันทึกมาจาก อิบนิ อบีบักรว่า อบูกอตาดะฮ์รายงานว่า เขาจะไม่สู้รบหากมีคอลิดเป็นหัวหน้า ยะอ์กูบีได้บันทึกไว้ว่าอุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ กล่าวกับอบูบักรว่า “โอ้ ผู้สืบตำแหน่งของท่านศาสนทูตของพระเจ้า คอลิดหลงรักภรรยาของมาลิก และได้สังหารเขาในวันเดียวกันนั้นทั้งๆที่เขายังเป็นมุสลิมอยู่” อบูบักรแจ้งให้คอลิดมาให้คำให้การ คอลิดจึงมาหาอบูบักรพร้อมกับชี้แจงว่า “โอ้ ผู้สืบตำแหน่งแทนของท่านศาสดา ในการสังหารมาลิกนั้น ฉันได้ตัดสินใจถูกต้องแล้ว แต่ฉันก็ได้กระทำผิดไปเช่นเดียวกัน” มุตัมมิม อิบนิ นุวัยรอฮ์ น้องชายของมาลิกได้แต่งกลอนไว้หลายบทด้วยกัน เพื่อแสดงความเศร้าโศกที่พี่ชายของเขาถูกสังหาร เขาไปที่นครมะดีนะฮ์และไปร่วมนมาซรวมกับอบูบักร หลังจากนมาซเสร็จมุตัมมิมยืนขึ้นพร้อมคันธนูที่เขาใช้ค้ำยันร่างของเขา พร้อมกับอ่านบทกลอนให้อบูบักรฟัง

โอ้อิบนิ อัซวัร ท่านได้โยน
ร่างของคน ที่สูงส่ง ลงกับพื้น
ลมยามเช้า พัดเอื่อย เรื่อยรมย์รื่น
แสนชื่นมื่น ผ่านประตู ดูสดใส

ท่านได้ทำ อดสู ข่มขู่เขา
ปากก็ปาว นามพระเจ้า ไม่ละอาย
แต่มาลิก ผู้ศรัทธา อย่างมันใจ
รักษาไว้ ซึ่งคำพูด อยู่เสมอ

อบุลฟิดาได้บันทึกไว้ว่า เมื่อข่าวของมาลิกมาถึงอบูบักรและอุมัร อุมัรกล่าวกับอบูบักรว่า “คอลิดได้ละเมิดประเวณีอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านควรจะเอาเขาไปขว้างด้วยก้อนหิน”

อบูบักรกล่าวตอบว่า “ฉันจะไม่ทำเช่นนั้น” อุมัรจึงกล่าวกับ คอลิดว่า “เจ้าได้สังหารพี่น้องมุสลิม และฉะนั้นเจ้าจะต้องถูกลงโทษประหารชีวิต” อบูบักรกล่าวตอบว่า คอลิดได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขา และเขาเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ แต่เขาก็ได้กระทำผิดเช่นกัน อุมัรขอให้อบูบักรปลดคอลิดออก แต่อบูบักรกล่าวว่า “ฉันจะไม่เก็บดาบที่พระเจ้าทรงชักมันออกมาจากฝัก” ฏอบารีได้บันทึกมาจากอิบนิ อบีบักรว่า คอลิดได้แก้ตัวกับอบูบักร โดยกล่าวว่า มาลิกได้กล่าวกับเขาว่า “ฉันไม่เชื่อว่าสหายของท่าน (ท่านศาสดา) ได้กล่าวเช่นนั้นเช่นนี้” คอลิดถึงกล่าวตอบว่า “และท่าน (ท่านศาสดา) ไม่ได้เป็นสหายของท่านหรือ?” และเขาจึงมีคำสั่งให้ตัดศีรษะของเขา และคนทั้งหมดที่อยู่ร่วมกับมาลิกถูกตัดศีรษะเช่นเดียวกัน เมื่อข่าวได้มาถึงหูของอุมัร เขาปรึกษาหารือกับอบูบักร พร้อมกับกล่าวว่า “ศัตรูของพระเจ้าได้สังหารมุสลิม และเขาทำราวกับสัตว์ ที่ได้เอาภรรยา(ของมาลิก)มาเป็นคู่นอนของเขา”

คอลิดกลับบ้าน จากนั้นจึงไปยังมัสยิด สวมใส่เสื้อผ้าที่เปื้อนรอยสนิมจากเสื้อเกราะของเขา และเสียบขนนกไว้ที่หมวกเหล็กเหมือนกับทหารมุสลิมคนหนึ่ง เขาเดินผ่านอุมัรซึ่งตรงเข้ามาหาเขาอย่างโกรธเกรี้ยว พร้อมกับดึงขนนกออกจากหมวกเหล็กของเขาและกล่าวกับเขาว่า “เจ้าฆ่าสังหารมุสลิมคนหนึ่งเสมือนกับเจ้าไม่ใช่มุสลิม และรีบเร่งสมสู่ภรรยาของเขาทำราวกับเป็นสัตว์ ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะขว้างเจ้าด้วยก้อนหินจนตาย ซึ่งเป็นการเหมาะสมแล้วสำหรับการกระทำของเจ้า” คอลิดปิดปากเงียบ คิดว่าคอลีฟะฮ์อบูบักรควรจะกล่าวเช่นเดียวกันว่าเขาได้กระทำผิด แต่เมื่อคอลิดรายงานถึงผลสำเร็จในภารกิจของเขา และได้สารภาพความผิดของเขาแล้ว อบูบักรได้อภัยโทษให้เขา ในระหว่างที่เขาเดินกลับออกมาจากการพบคอลีฟะฮ์แล้ว คอลิดเดินผ่านอุมัรไปและตะโกนใส่อุมัรดังว่า “โอ้ ผู้เป็นบุตรของอุมมุชัมละฮ์ จงบอกมาเดี๋ยวนี้เลยซิว่า เจ้าต้องการจะพูดว่าอย่างไร” อุมัรรู้ได้ทันทีว่า อบูบักรได้อภัยให้กับคอลิดแล้ว เขาจึงเดินออกจากมัสยิด และกลับไปบ้านอย่างเงียบหงอย เรื่องราวของคอลิดและมาลิก ตามสายรายงานที่เป็นของจริงแท้ก็มาจบลงแต่เพียงเท่านี้ แต่ซัยฟ์เล่าเรื่องนี้ไว้รวมเจ็ดเหตุการณ์ และแต่ละเหตุการณ์ต่างก็มีเรื่องราวที่เอื้ออำนวยต่อกัน และฏอบารีได้บันทึกมันไว้ในเหตุการณ์ของปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 11 ดังต่อไปนี้

เรื่องราวของมาลิก ตามการรายงานของซัยฟ์

1) ฏอบารี เมื่อได้บันทึกคำกล่าวของซัยฟ์เกี่ยวกับบนีตะมีมและซะญาฮ์ จึงกล่าวไว้ว่า “เมื่อท่านศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าเสียชีวิต ตัวแทนของท่านในก๊ก บนู ตะมีม มีความเห็นไม่ลงรอยกันว่า ควรจะจ่ายภาษีศาสนาที่เก็บรวบรวมมาให้กับใคร ว่ากันตามจริงแล้วประชาชนของก๊ก บนี ตะมีม มีการแบ่งแยกกัน บางคนยังมีศรัทธามั่นคงอยู่ และได้โต้เถียงกับบรรดาผู้ที่ไม่ยอมสยบกับอบูบักร มาลิกเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านและไม่ยอมจ่ายภาษีศาสนา ซึ่งเขาได้เก็บรวบรวมไว้ให้กับอบูบักร”

2) ซัยฟ์ ได้บันทึกความเป็นพวกนอกรีตของประชาชนชาว บะฮ์เรน โดยกล่าวว่า “อะลาอ์ อิบนิ ฮัดรอมี ถูกส่งไปจัดการกับพวกนอกรีตที่ญะมามะฮ์ พวกเขาได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายนอกรีตกับฝ่ายผู้ศรัทธาและมีการโต้แย้งซึ่งกันและกัน บรรดาผู้ศรัทธาเข้าร่วมกับ อะลาอ์ อิบนิ ฮัดรอมี มาลิกและมารดา สหายของเขาอยู่ที่บุฏอฮ์ และพวกเขามีการโต้เถียงกันกับ อะลาอ์ อิบนิ ฮัดรอมี”

3) ซัยฟ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ข้างต้นเช่นกัน โดยกล่าวว่า “เมื่อซะญาฮ์ กลับบ้าน มาลิกรู้สึกสงสัยและเป็นกังวล วะกีย์ และซะมาอะฮ์ ยอมรับว่าพวกเขาผิดพลาด ดังนั้นจึงขอลุแก่โทษอย่างจริงใจ และมอบภาษีศาสนาที่ได้จ่ายล่าช้าไปให้กับคอลิด ไม่มีอะไรที่ไร้ระเบียบในจังหวัดของก๊ก บนีฮันซอละฮ์ นอกจากความประพฤติของมาลิก และผู้คนของเขาที่บุฏอฮ์ มาลิกเป็นคนที่ไม่มีความมั่นคงในจิตใจ วันหนึ่งเขาก็ปกติดี แต่อีกวันหนึ่งเขากระทำในสิ่งแปลกๆ”

4) ซัยฟ์ ได้บันทึกไว้อีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อคอลิดได้จัดการกวาดล้างพวกนอกรีตที่เมืองอะซัดและกอตาฟานแล้ว เขาจึงเดินทางมายังบุฏอฮ์ซึ่งเป็นเมืองของมาลิก ชาวอันศอรไม่ค่อยสู้มั่นใจกับคอลิดนัก จึงไม่ยอมร่วมเดินทางไปกับเขา โดยกล่าวว่า พวกเขาได้รับคำสั่งจากคอลีฟะฮ์ให้อยู่ที่บุซาเคาะฮ์ คอลิดกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะติดต่อกับคอลีฟะฮ์ เพราะเขาเป็นผู้บัญชาการทัพ เขากล่าวไว้เช่นกันว่า เขาไม่บังคับใครให้ต้องร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจัดการกับมาลิก จากนั้นเขาจึงเดินทางออกไป ชาวอันศอรสำนึกในความผิดของตนเอง จึงเดินทางตามคอลิดไปในที่สุดพวกเขาก็ไล่มาทัน คอลิดเดินทัพต่อไปจนกระทั่งมาถึงบุฏอฮ์ แต่ไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่ที่นั่น

5) ซัยฟ์ เล่าเรื่องต่อไปอีกเช่นกันว่า มาลิกได้กล่าวคำปราศรัยกับผู้คนของเขาดังต่อไปนี้ “โอ้ ผู้เป็นชาวเผ่าของบนู ยัรบูอ์ เราได้ต่อต้านกับเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการทัพ แต่เราได้พ่ายแพ้ต่อพวกเขา ฉันแนะนำว่าขออย่าให้พวกท่านไปขวางทางพวกเขา จงกลับคืนไปยังเมือง และบ้านเรือนของพวกท่านเสีย ผู้ปกครองเหล่านี้ได้อำนาจมา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบของประชาชน” หลังจบคำปราศรัยนี้แล้วผู้คนจึงกระจัดกระจายกันออกไป และมาลิกได้เดินทางกลับบ้านของเขาเช่นกัน ฉะนั้นเมื่อคอลิดมาถึงที่บุฏอฮ์ เขาจึงไม่พบผู้ใดที่นั่น จากนั้นคอลิดจึงส่งคนของเขาไปในฐานะคณะผู้เผยแผ่อิสลาม เพื่อไปจับกุมบรรดาผู้ที่ไม่ยอมรับความคิดเห็นของพวกเขา และเพื่อสังหารผู้ที่ขัดขืน โดยจริงๆแล้ว คำสั่งของอบูบักรกล่าวไว้ว่า “จงเชิญชวนผู้คนมาสู่การนมาซ ในทุกๆที่ที่ท่านไป ถ้าหากผู้คนไม่มาเข้าร่วมการนมาซก็จู่โจมพวกเขาในทันที และจงเผาพวกเขาทิ้งเสียหรือในวิธีการใดก็ได้ ถ้าหากพวกเขาเข้ามาร่วมการนมาซ ก็จงทดสอบพวกเขาดู ถ้าหากพวกเขายอมตกลงจ่ายภาษีศาสนาของพวกเขา ก็จงรับการศรัทธาในอิสลามของเขา หากไม่แล้วผลลัพธ์ของพวกเขาก็คือ ความพินาศ”

ทหารของคอลิดนำ มาลิก ญาติของเขา และคนบางคนจากเผ่าของเขากลับมาจากภารกิจในครั้งนี้ อบู กอตาดะฮ์ และทหารอีกบางคนได้ยืนยันเป็นพยานว่า มาลิกและผู้คนของเขาได้เข้าร่วมการเชิญชวนมาสู่การนมาซและได้นมาซร่วมกันกับพวกเขา แต่เพราะมีความแตกต่างกันในเรื่องราวของทหารเกี่ยวกับมาลิก เขาจึงถูกจองจำอยู่ตลอดทั้งคืนพร้อมกับผู้คนของเขา แต่เนื่องจากเป็นคืนที่หนาวเหน็บอย่างมาก คอลิดได้สั่งให้ก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่นแก่นักโทษ คำพูดที่คอลิดใช้ในการออกคำสั่งนี้มีความหมายว่าให้ “สังหาร” ในภาษาของชนบางเผ่านั้นคือ “อิดฟะอูซะรออะกุม” ฉะนั้นพวกเขาจึงได้สังหารมาลิก และบรรดาสหายของเขา ผู้ทำหน้าที่สังหารมาลิกก็คือ ฎิรอร อิบนิ อัซวัร เสียงร้องโหยหวนของผู้ที่กำลังจะตาย ทำให้คอลิดต้องออกมาจากที่พักของเขา และเขาจึงได้รับรู้ในการสังหารในครั้งนี้ เขากล่าวว่า “สิ่งใดที่เป็นบัญชาของพระเจ้า ย่อมต้องถูกกระทำให้เสร็จสิ้นไป”

หลังจากเหตุการณ์นี้แล้ว อบูกอตาดะฮ์ได้โต้แย้งกับคอลิด และได้เดินทางไปมะดีนะฮ์เพื่อรายงานต่อคอลีฟะฮ์อบูบักร แต่เขาได้แสดงความไม่พอใจกับอบูกอตาดะฮ์ อุมัรเข้ามาพูดแก้ตัวให้ อบูบักรจึงยกโทษให้อบูกอตาดะฮ์ และส่งเขากลับไปอยู่กับกองทัพคอลิดอีก ณ สนามรบ คอลิดสมรสกับอุมมุตะมีม บินติ มินฮาล ภรรยาของมาลิกที่ถูกสังหาร แต่ยังไม่ได้อยู่ร่วมกับนางจนกระทั่งครบระยะการรอคอย เพื่อไว้ทุกข์ให้กับสามีเก่าของนาง อุมัรกล่าวกับอบูบักรว่า “มีการละเมิดบางอย่างในดาบของคอลิด อย่างน้อยก็ในกรณีของมาลิก” อบูบักรไม่ให้ความสนใจใดๆ เพราะเขาไม่เคยตำหนิคนของเขาเมื่อพวกเขาทำผิดพลาด ฉะนั้นเขาจึงสั่งให้อุมัรหยุดการกล่าวร้ายต่อคอลิดเสีย พร้อมกับกล่าวว่า “คอลิดอาจแปลความในภารกิจของเขาผิดพลาดไป” อบูบักรจึงจัดการจ่ายเงินค่าทำขวัญให้มาลิกและเขียนจดหมายสั่งให้เขากลับมายังมะดีนะฮ์ คอลิดกลับมาและรายงานเหตุการณ์นี้ต่ออบูบักร ซึ่งได้อภัยโทษให้กับความผิดของคอลิด แต่ตำหนิเขาในเรื่องการที่สมรส เพราะมันเป็นการขัดต่อประเพณีของชาวอาหรับ

6) ซัยฟ์ กล่าวไว้ในอีกที่หนึ่งว่า ทหารบางคนได้เป็นพยานในการนมาซของมาลิก แต่บางคนกลับปฏิเสธว่าไม่เคยเห็น และว่าการประหารเขานั้นเป็นเรื่องชอบธรรมแล้ว น้องชายของมาลิกได้แต่งกลอนบางบทเพื่อไว้อาลัยและขอเงินค่าทำขวัญ และขอให้ปล่อยเชลยศึก อบูบักร อนุมัติให้ปล่อยเชลยศึกได้ อุมัรยืนยันให้ปลดคอลิดเสีย เพราะเขาไม่อาจควบคุมดาบของตัวเองได้ แต่อบูบักรกล่าวว่า เขาจะไม่เก็บดาบของพระเจ้าที่ถูกใช้เพื่อต่อต้านบรรดาผู้ปฏิเสธกลับเข้าฝัก

7) ซัยฟ์ ได้กล่าวไว้ในการเล่าเรื่องสุดท้ายของเขาว่า มาลิกเป็นคนมีผมดก เมื่อศีรษะของผู้ถูกประหารถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับทำอาหาร ไฟได้ไหม้มาถึงหนังศีรษะของคนทั้งหมด ยกเว้นศีรษะของ มาลิก เพราะเขาเป็นคนมีผมดก มุตัมมิมแต่งบทกลอนบทหนึ่ง และได้แสดงความชื่นชมกับท้องอันว่างเปล่าของมาลิก ให้เป็นตัวอย่างกับบรรดานักรบของเขาทุกคน อุมัรเคยเห็นมาลิกขณะอยู่ในที่ชุมนุมร่วมกับท่านศาสดา และยังได้กล่าวชมมาลิกเช่นกัน

นี่คือ การบันทึกสุดท้ายซึ่งพบอยู่ในข้อเขียนของซัยฟ์ เกี่ยวกับเรื่องของมาลิก

แหล่งที่มาของการเล่าเรื่องของซัยฟ์

ตามเรื่องที่ซัยฟ์เล่าแล้ว สามเรื่องแรกของทั้งเจ็ดเรื่องที่ได้กล่าวถึงข้างต้นรับฟังมาจาก ซาอับ บุตรของอตัยยะฮ์ ผู้ซึ่งได้รับฟังมาจากบิดาของเขา อตัยยะฮ์บุตรของบาลาล เรื่องที่ห้าและเรื่องที่เจ็ด ที่กล่าวถึงส่งทอดต่อมาจากอุศมาน บุตรของสุวัยด์ บุตรของมัตตาบะฮ์

ใครคือ ซออับ อะตียะฮ์ และอุศมาน ?

ไม่มีร่องรอยของซออับ อตียะฮ์และอุศมาน ผู้เป็นสามคนแรกที่เป็นต้นกำเนิดของผู้เล่าเรื่องดังกล่าวนั้น ซึ่งซัยฟ์ได้อ้างถึงไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของเขา ฉะนั้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า บุคคลทั้งสามคนนี้อยู่ในหมู่รายชื่อของซอฮาบะฮ์ (สาวกของศาสดา) จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนที่ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา ในบางกรณีซัยฟ์ได้กระทำ โดยการแอบอิงตัวละครต่างๆ ตามจินตนาการเข้าไปในเรื่องเล่าของเขา เช่นในกรณีของอุศมาน ตามที่เขาได้บันทึกไว้ ปรากฏว่าไม่มีชื่อของอุศมานในหนังสือเล่มใดเลย ยกเว้นในหนังสือของซัยฟ์เท่านั้น สุวัยด์ บุตรของมัสอะบะฮ์ (ชุอ์บะฮ์) ปู่ของอุศมานมีชีวิตอยู่จริงๆ ส่วนในเรื่องของสุนัขที่เฮาอับ มีปรากฏชื่อของอุมมุ กุรฟะฮ์ ซึ่งเป็นมารดาของตัวละครในนิทานของเขา ชื่ออุมมุซะมัล และฮุรมูซะฮ์ก็เป็นคนที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ซึ่งเป็นบิดาของกุมาซะบานผู้เป็นตัวละครตามจินตนาการที่ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์ขึ้นมา

ทำไม ? เรื่องเล่าของ ซัยฟ์ จึงต้องเป็นนิยายด้วย

นักเขียนชีวประวัติได้รวบรวมรายชื่อทั้งหมด และชื่อของผู้เล่าเรื่องแต่ละคนที่มีชีวิตอยู่นับจากสมัยของท่านศาสดา ไปไกลจนกระทั่งถึงราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ ผู้ซึ่งมีอำนาจปกครองหลังจากราชวงศ์อมาวียะฮ์ บรรดาผู้เล่าเรื่องที่ได้พบกับท่านศาสดา นับเป็นคนกลุ่มแรกที่เรียกชื่อกันว่าซอฮาบะฮ์ กลุ่มที่สองก็คือ บรรดาผู้ที่ได้พบกับบรรดาซอฮาบะฮ์ และได้รับฟังเรื่องราวมาจากพวกเขากลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่าผู้ติดตามมา (ตาบิอีน) ซึ่งมีชีวิตอยู่จนกระทั่ง ปี ฮ.ศ. 126 ผู้ติดตามมาชุดสุดท้ายทำหน้าที่เพียงจัดการรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ติดตามมาในชุดก่อน และพวกเขามีชีวิตอยู่จนกระทั่ง ฮ.ศ. 132 ผู้คนเหล่านี้มีอยู่ด้วยกันรวมทั้งหมดสิบสี่กลุ่มด้วยกัน และกลุ่มสุดท้ายอยู่ในสมัยของอัล มันซูร ผู้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ที่สองแห่งวงศ์อับบาสิยะฮ์

นักชีวประวัติบางคนได้ให้รายชื่อบรรดานักเล่าเรื่อง ผู้ซึ่งเสียชีวิตไปในรอบซึ่งแต่ละรอบมีเวลาสิบปีไว้เป็นประเภทหนึ่งๆ ฉะนั้นหากว่ากันตามนี้คนกลุ่มแรกก็คือผู้เป็นนักเล่าเรื่องที่เสียชีวิตไปในทศวรรษแรก และกลุ่มที่สองเสียชีวิตไปในทศวรรษที่สองและต่อๆกันไป ผู้เล่าเรื่องโดยตรงเรียกว่า “ผู้รู้” และบรรดาผู้ส่งทอดเรื่องราวต่างๆให้กับพวกเขาถูกเรียกว่า “เชค” ชีวิตของเชคและผู้รู้ทุกๆคนได้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด นั่นคือ สถานที่พำนักของพวกเขา และที่ว่าพวกเขาเป็นชีอะฮ์หรือซุนนี พวกเขาเป็นพวกสุดโต่งที่ชอบอะลีหรือเป็นศัตรูกับอะลี พวกเขาเป็นพวกสนับสนุนหรือต่อต้านรัฐบาล หนังสือต่างๆที่รวบรวมไว้นี้ จัดหมวดหมู่เอาไว้ในรูปแบบต่างๆกัน บ้างก็เรียงตามลำดับอักษร เช่น ของฏารีคกะบีรและเล่มอื่นๆบางเล่ม จัดเรียงตามระยะเวลา เช่นของ อิบนิ อะซีร และอื่นๆ นักชีวประวัติบางคนได้จัดเรียงชื่อของบรรดานักเล่าเรื่อง โดยเป็นไปตามสถานที่พำนักของพวกเขาเช่น มักกะฮ์ และอื่นๆ

วิชาว่าด้วยการเล่าเรื่องเป็นวิชาที่น่าสนใจ และมีชื่อเสียงที่สุดในยุคสมัยนั้น และนักชีวประวัติต่างคนต่างก็แยกแยะรายชื่อของบรรดานักเล่าเรื่องไว้ในวิธีการที่แตกต่างกัน และได้ให้ความระมัดระวังอย่างที่สุด กับการบันทึกรายละเอียดนั้นๆ ถึงแม้ว่าจะมีหนังสือต่างๆที่เขียนเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของบรรดานักชีวประวัติก็ตามที เช่นหนังสือชื่อ อัล มุคตะลัฟ และอื่นๆ ฉะนั้นจึงไม่มีข้อสงสัย แม้เพียงประการเดียวว่า บรรดาผู้เล่าเรื่องนั้นมีประวัติเป็นอย่างไร

เนื่องจากจำนวนของผู้เล่าเรื่องในสมัยของราชวงศ์อุมัยยะฮ์มีจำกัดและซัยฟ์ได้เขียนหนังสือสองเล่มของเขา เพื่อเอาใจผู้ปกครองในขณะนั้นซึ่งเป็นราชวงศ์อุมัยยะฮ์ เราจึงไม่อาจพบชื่อของบรรดาบุคคลที่ซัยฟ์ได้บันทึกเรื่องราวของเขามา จากพื้นฐานที่ได้อธิบายไว้แล้วข้างต้น เราอาจกล่าวได้ว่า ซัยฟ์ ได้ประดิษฐ์บรรดาผู้เล่าเรื่องของเขาขึ้นมา และได้อ้างอิงจากตัวละครอันเป็นนิยายเหล่านี้

เนื้อหาของเรื่องเล่าต่างๆของซัยฟ์

ในบางกรณี ซัยฟ์ ได้ใช้ชื่อของผู้เล่าเรื่องบางคนที่มีชีวิตอยู่จริงในเรื่องราวต่างๆที่เป็นนิยายของเขา เช่นในตอนที่ห้าและตอนที่เจ็ด ดังที่เราได้กล่าวถึงแล้วในตอนต้น จากการศึกษาอย่างระมัดระวัง และอย่างเป็นระบบ ตามกฎเกณฑ์ของหลักวิชาแห่งการเล่าเรื่อง ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความไม่เป็นจริงของสิ่งต่างๆที่ได้กล่าวอ้างถึงเหล่านั้น

ข้อเปรียบเทียบ

เมื่อเปรียบเทียบดูระหว่างเรื่องเล่าของซัยฟ์กับผู้เล่าเรื่องคนอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องของคอลิดแสดงให้เห็นว่า ซัยฟ์ได้ตบแต่งเหตุการณ์ขึ้นเพื่อขจัดข้อกล่าวหาของคอลิดที่เขาได้ล่วงละเมิดมาลิก และได้ละเมิดต่อภรรยาของมาลิก เขาได้จัดเตรียมฉากซึ่งเป็นเบื้องหลังของเรื่อง ด้วยกับการกล่าวหามาลิกว่า มีความสงสัยในอิสลาม ซึ่งเป็นประการแรก ประการที่สองการโต้เถียงกันระหว่างบรรดาผู้ศรัทธากับตัวเขา ประการที่สามการกลับไปของซะญะฮ์และความลังเลใจของมาลิก แต่เป็นเพราะจากแหล่งอื่นๆนั้นได้รายงานว่ามาลิกอยู่เพียงคนเดียว ซัยฟ์ ชี้แนะว่า มาลิกมีกองทหารอยู่กับเขา แต่เขาได้สลายกองทหารไป ไม่ใช่เพราะสำนึกผิดเป็นเพราะความหวาดกลัวของเขา ซัยฟ์ จึงประกาศออกมาว่ามาลิกเป็นพวกนอกรีต ในเรื่องเล่าอื่นๆ ซัยฟ์ได้ชี้แนะความเป็นคนนอกรีตของมาลิก โดยไม่ได้กล่าวถึงชื่อของคอลิดไว้เลย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้อ่านไปจากคำสั่งของคอลิดที่ให้สังหารมาลิกและไปยุ่งเกี่ยวกับภรรยาของเขา ซัยฟ์ประดิษฐ์ความขัดแย้งของทหาร ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของอบูบักรเพื่อทำลายมาลิก ในขณะอยู่ต่อหน้าคอลิด เพื่อเขาจะได้ทำให้อบูบักร และเช่นเดียวกับคอลิดพ้นผิดไป ซัยฟ์ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า คอลิดไม่ปรารถนาที่จะสังหารมาลิก เขาเพียงแต่ออกคำสั่งให้ก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่นกับเชลยศึก แต่ทหารคิดเห็นไปว่า เขาหมายความให้ “สังหาร” เพราะความเข้าใจผิด เนื่องจากความยุ่งยากในภาษาท้องถิ่น ถึงกระนั้นผู้ออกคำสั่งและผู้ทำหน้าที่ประหาร พูดภาษาสำเนียงเดียวกัน (กุเรชกับบนีอะซัด) ข้อเท็จจริงยังคงเหลืออยู่อีกว่า หากสมมุติว่าความเข้าใจผิดได้ก่อให้เกิดการฆ่าสังหารขึ้นมา แต่ทำไมศีรษะของนักโทษจึงถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อทำอาหารเล่า

ฏอบารี ได้บันทึกเรื่องราวของมาลิกมาจากซัยฟ์ ส่วนอิบนิ อะซีร อิบนิ กะซีร มีรคอนด์ ได้อ้างอิงมาจาก “ข้อเท็จจริง” ที่บันทึกไว้โดยฏอบารี หากได้ตรวจสอบดูถึงข้อมูลจากนักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ ที่รวบรวมโดยผู้ประพันธ์คนอื่นๆ ที่ได้กล่าวถึงเรื่องราวของมาลิกจากแหล่งอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากของคอลิดแล้ว ก็จะพบว่าความไม่ลงตัวกันระหว่าง “ข้อเท็จจริง” ของซัยฟ์กับความสัตย์จริงจะปรากฏให้เห็น แหล่งอื่นๆ ที่กล่าวไว้ว่าคอลิดได้ออกคำสั่งอย่างแจ้งชัดให้ฆ่าสังหารมาลิกนั้น มีดังต่อไปนี้

ฟุตูฮุล บุลดาน โดย บะลาซุรี หน้า 105
ตะฮ์ซีบ โดย อิบนิ อะซากิร เล่ม 5หน้า 105, 112
อัล คอมีส โดย ดิยาร บักรี เล่ม 2 หน้า 333
อัล นิฮายะฮ์ โดย อิบนิ อะซีร เล่ม 3 หน้า 257
อัล ซอวาอิก โดย อิบนิ ฮะญัร มักกี หน้า 21 (พิมพ์ที่อิยิปต์)
ตาจ อัลอะรูซ โดย ซุบัยดี เล่ม 8 หน้า 75

ข้างต้น คือสงคราม ครั้งหนึ่งที่สู้รบในนามของผู้ละทิ้งศาสนาหรือพวกนอกรีต (ที่อบูบักรได้ต่อสู้) สงครามครั้งนี้อาจใช้เป็นตัวอย่างหนึ่งได้อย่างดี

5. เรื่องราวของ อะลาอ์ อิบนิ ฮัดรอมี

อะลาอ์ อิบนิ ฮัดรอมี บุตรของอับดุลลอฮ์ บุตรของอิบาด บุตรของอักบัร บุตรของรอบีอะฮ์ บุตรของมาลิก บุตรของอุวัยฟ์ ฮัดรอมี บิดาของเขาเป็นพลเมืองชาวมักกะฮ์และเป็นเพื่อนสนิทของฮัรบ์ อิบนิ อุมัยยะฮ์ ท่านศาสดาแต่งตั้งเขาให้เป็นเจ้าเมืองบะฮ์เรน อบูบักรและอุมัรอนุญาตให้เขาดำรงตำแหน่งนี้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปในปี ฮ.ศ. 14 หรือ 21 (อัล อิสตีอาบ พิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า 146-148 และอัล อิสตีอาบ พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 491)

ซัยฟ์ เล่าให้เราฟังถึงเรื่องของ อะลาอ์ อิบนิ ฮัดรอมิ ดังนี้
ในฏอบารี เล่ม 2 หน้า 522 และ 528 ซัยฟ์บันทึกมาจากมินญับ อิบนิ รอชิด ดังว่า อบูบักรมีคำสั่งให้อะลาอ์สู้รบกับพวกนอกรีตแห่งบะฮ์เรน มินญาบประจำอยู่ในกองทัพนั้นด้วย เขากล่าวว่า “เรามาถึงทุ่งราบแห่งดะฮ์นาอ์ เป็นที่ๆพระเจ้าทรงประสงค์ที่จะแสดงอภินิหารประการหนึ่งให้กับพวกเรา อะลาอ์และเราได้ลงมาจากหลังอูฐ ทันใดนั้นอูฐของเราวิ่งเตลิดออกไป และพาสัมภาระทั้งหมดของเราไปด้วย และทิ้งเราไว้ท่ามกลางทะเลทรายที่มีแต่โขดหิน ก่อนที่เราจะมีเวลากางกระโจมออกมาด้วยซ้ำ เรารู้สึกเศร้าใจและหมดหวัง ต่างก็สั่งเสียซึ่งกันและกัน มีเสียงเรียกมาจากอะลาอ์ให้ไปหาเขา เราจึงไปหาเขาด้วยกันทั้งหมด เขาถามเราถึงเหตุผลของความหมดอาลัยตายอยาก เราจึงตอบกับเขาไปว่า “ท่านจะไปหวังอะไรกับคนกลุ่มหนึ่ง ที่เขาไม่มีอะไรเหลือไว้เลยสำหรับวันพรุ่ง นอกจากจะกลายเป็นอดีตไป” เขาได้ปลอบใจพวกเราพร้อมกับกล่าวว่า “มุสลิมวางใจในพระเจ้า แน่แท้พระเจ้าจะไม่ละทิ้งบรรดาผู้ที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นพวกเรา” ในวันรุ่งขึ้นหลังจากนมาซตอนเช้าแล้ว อะลาอ์คุกเข่าลงและพวกเราก็กระทำเช่นเดียวกัน และเราได้วิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อขอน้ำ อะลาอ์ จึงสังเกตเห็นมีระยิบน้ำเกิดขึ้น เขาได้ส่งคนไปดูว่ามีน้ำบ้างไหม แต่มันเป็นเพียงแค่เงาสะท้อน เงาสะท้อนเช่นนี้มีปรากฏให้เห็นอีกในครั้งที่สาม คนของอะลาอ์กลับมารายงานข่าวว่ามีน้ำปรากฎอยู่ ดังนั้นกองทหารจึงได้ดื่มกินและอาบชำระล้าง ทันใดนั้นอูฐของเราจึงปรากฏให้เห็น และมันได้กลับมาด้วยตัวของมันเอง พร้อมด้วยสัมภาระที่บรรทุกอยู่ก่อนที่พวกมันจะหลบหนีไป”

หลังจากที่เราได้ละออกมาจากสถานที่นั้นแล้ว อบูฮุรอยเราะห์ผู้เป็นสหายของเราได้สอบถามฉันว่า ฉันจำสถานที่นั้นได้อีกหรือไม่ หมายถึงสถานที่ๆเราพบน้ำ ฉันตอบว่า “ฉันรู้จักสถานที่นั้นได้ดีกว่าใครทั้งสิ้น” เขาได้ขอให้ฉันพาเขาไปยังสถานที่ตั้งบ่อน้ำนั้นอีก ฉันจึงพาเขาไปแต่มันกลับไม่มีบ่อน้ำใดๆ แต่กระนั้นเราได้พบเหยือกใบหนึ่งมีน้ำบรรจุอยู่ อบูฮุรอยเราะฮ์จึงกล่าวว่า มันเป็นเหยือกของเขาเอง ซึ่งเขาได้ทิ้งไว้ข้างๆบ่อน้ำนั้นอย่างตั้งใจ เพื่อดูว่ามันมีบ่อน้ำที่นั้นหรือไม่ หรือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ มินญาบ สาบานว่าเขาไม่เคยเห็นบ่อน้ำนั้นมาก่อนเลย อบู ฮุรอยเราะฮ์จึงกล่าวขอบคุณพระเจ้าสำหรับความอัศจรรย์นี้ จากนั้น ซัยฟ์จึงกล่าวว่า อะลาอ์ได้รับชัยชนะจากการทำสงคราม (ต่อต้านพวกนอกรีต) ในตอนกลางคืน เมื่อพวกเขาทั้งหมด (พวกนอกรีต) กำลังเมามายกันอยู่

หลังจากอะลาอ์ แน่ใจในความพินาศของพวกนอกรีตแล้ว เขาจึงได้ออกเดินทางไปกับกองทหารของเขามุ่งสู่ดาดา แต่ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง เขาได้กล่าวคำเทศนาให้กับบรรดาทหารหาญของเขา เขากล่าวว่าพระเจ้าทรงสำแดงสิ่งมหัศจรรย์ประการหนึ่งในแผ่นดิน เพื่อให้กำลังใจแก่พวกเขาด้วยกับบ่อน้ำ (เพื่อจะให้พวกเขาเข้าโจมตีพวกนอกรีตในสถานที่อื่นๆต่อไป) จากนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้เข้าโจมตี พร้อมกับกล่าวว่า “ขอให้เรารุกคืบหน้าและข้ามทะเลไป พระเจ้าได้ทรงล้อมกรอบศัตรูให้กับพวกเจ้าไว้ในที่เดียวกันแล้ว” เหล่าทหารต่างตะโกนก้องขึ้นว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า เราจะไม่มีความหวาดกลัวอีกแล้ว เนื่องจากเราได้เห็นความอัศจรรย์ในทะเลทรายแห่งดะฮ์นาอ์” อะลาอ์ขึ้นขี่สัตว์ พร้อมด้วยกองทหารของเขาเดินเท้า พวกเขาต่างอ่านคำสรรเสริญพระเจ้าดังว่า “โอ้ผู้ทรงปรานี โอ้ผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงขันติ ผู้ทรงเป็นนิรันดร์ ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงประทานชีวิต ผู้ทรงเพียงพอด้วยพระองค์เอง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ โอ้พระเจ้าของเรา” น้ำทะเลปรากฏให้เห็นว่ามีความตื้นเขิน มีความลึกแค่ข้อเท้าของอูฐ ถึงแม้ระยะทางจากชายฝั่งไปเกาะนั้น หากไปทางเรือต้องใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งวันเต็ม พวกเขาไปถึงเกาะนั้นและได้เข้าสู่สมรภูมิสู้รบกันอย่างดุเดือด (ระหว่างทหารของอะลาอ์และพวกนอกรีต) จนกระทั่งศัตรูถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ไม่มีพวกนอกรีตคนใดหลงเหลือชีวิตอยู่ ที่จะนำข่าวของพวกเขากลับไปเล่าขานกัน ทรัพย์สินและครอบครัวของพวกเขาถูกจับกุมและแบ่งปันกัน ทหารขี่อูฐได้รับหกพันและทหารเดินเท้าได้รับสองพัน อะฟีฟ อิบนิ มุนซิร แต่งกลอนบทดังกล่าวต่อไปนี้ ให้กับเหตุการณ์ดังกล่าว

พระเจ้าผู้ทรงเกรียงไกร
ทรงมอบทะเลนั้นไซร้ ให้เราควบคุม
เหตุการณ์อันมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่
เหลือล้ำกว่าครั้งของมูซา

พาวงศ์วานข้ามทะเลแดง
และแม่น้ำไนล์เสียอีก
ความกริ้วของพระองค์
ทรงมีกับผู้ไร้ศรัทธาทุกคน

น้ำพุหลั่งไหล
ออกจากใต้หิน และก้อนกรวด
และเราได้ยินกระดิ่ง ที่คออูฐของเรา
เสียงดังกังวาน หวนกลับมาอีก

บาทหลวงรูปหนึ่ง เดินทางไปกับกองทหารของอะลาอ์ด้วย ซึ่งได้เข้ารับอิสลามหลังจากที่กองทหารได้เดินทางกลับคืนสู่บะฮ์เรนด้วยชัยชนะและแผ่นดินปลอดพ้นจากพวกนอกรีต ผู้คนสอบถามบาทหลวงรูปนั้นว่าทำไมจึงเปลี่ยนศาสนา เขากล่าวว่าได้สังเกตเห็นสัญญาณของพระเจ้ารวมสามประการด้วยกัน และเขาเกรงว่าตัวเขาจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสัตว์ หากถ้าเขาไม่ได้เปลี่ยนมาเข้ารับอิสลาม เขาถูกถามถึงสัญญาณทั้งสามนั้น เขาจึงกล่าวถึงมันดังต่อไปนี้

1) น้ำพุที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ก้อนหินก้อนกรวด
2) น้ำทะเลที่ปั่นป่วนเหือดแห้งลง
3) คำวิงวอนที่พวกทหารได้ใช้อ่านกันดังต่อไปนี้

“โอ้พระเจ้า พระองค์ทรงกรุณาปรานี ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์ทรงคงอยู่ด้วยพระองค์เอง ไม่มีสิ่งใดมาก่อนพระองค์ทรงนิรันดร์ ทรงตระหนักผู้ทรงดำรงชีพอยู่เป็นนิจ ทรงเป็นอมตะ ผู้ทรงสร้างทั้งที่มองเห็นได้และมองเห็นไม่ได้ พระองค์ทรงควบคุมอยู่เป็นนิจ พระองค์ทรงรอบรู้โดยปราศจากการสั่งสอน”

บาทหลวงรูปนี้กล่าวว่า บรรดาทหารเหล่านั้นอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง ฉะนั้นเทวทูตจึงอยู่เคียงข้างพวกเขา เรื่องราวของบาทหลวงรูปนี้ได้มีการเล่าขานกันต่อมาอยู่บ่อยครั้ง อะลาอ์เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ถึงอบูบักรเล่าให้เขาฟังว่า หลังจากต้องประสบกับความยากลำบากในบางประการพระเจ้าได้ทรงช่วยเหลือพวกเขา ด้วยกับการให้น้ำพุพุ่งขึ้นมาจากใต้ก้อนหินกรวด ในจดหมายของอะลาอ์ เขาขอให้อบูบักรขอพรให้กองทหารมุสลิมที่กำลังต่อสู้ในหนทางของพระเจ้าและอบูบักรได้กระทำเช่นนั้น และได้เล่าว่าชาวเบดูอินมักพูดกันอยู่เสมอว่า “ลุกมานผู้ชาญฉลาดสั่งให้คนของเขาหยุดการขุดเจาะบ่อน้ำในทะเลทรายแห่งดะฮ์นาอ์ เพราะไม่มีเชือกยาวพอที่จะทิ้งลงไปให้ถึงแหล่งน้ำ ซึ่งมันจะอยู่ระดับต่ำกว่าแผ่นดินเป็นอย่างมาก” อบูบักรกล่าวว่า การปรากฏน้ำให้เห็นนับเป็นสัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนจากประชาชาติใดๆและเขาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “โอ้พระเจ้า ขอพระองค์อย่าได้ทรงริบเอาความจำเริญของมุฮัมมัดออกไปจากพวกเราเลย” อิบนิ กะซีร ในหนังสือของเขา (เล่ม 6 หน้า 328-329) ได้บันทึกเรื่องราวข้างต้นมาจากซัยฟ์ในหนังสือ อัล อะฆอนี ของอบุลฟะรัจ ได้อ้างอิงมาจากฏอบารี ผู้ซึ่งได้บันทึกมาจากซัยฟ์อีกทอดหนึ่ง นักวิชาการคนอื่นๆได้บันทึกเรื่องราวนี้มาจากซัยฟ์