ญ) ซัยฟ์กล่าวถึงคอดลิด อิบนิ สะอัด อะมาวี ว่า คอลิดสวมใส่เสื้อทำด้วยผ้าไหม และอุมัรสั่งให้ฉีกเสื้อนั้นทิ้งเสีย ซึ่งผลจากการนี้ทำให้ความรู้สึกของคอลิดที่มีต่ออบูบักรและอุมัรเป็นไปด้วยความเคียดแค้น คอลิดกล่าวกับอะลีว่า “เผ่าของท่าน (อับดุลมานาฟ) ถูกเผ่าของอบูบักร (ตัยม์) เอาชนะไปได้” อะลีกล่าวตอบว่า “ตำแหน่งของผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดาไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับอิทธิพลทางเผ่าพันธุ์ มันเป็นตำแหน่งอันศักดิ์สิทธิ์” คอลิดกล่าวกับอะลีอีกว่า “เผ่าของท่านสมควรที่จะได้รับตำแหน่งนี้” จากนั้นอุมัรจึงกล่าวกับคอลิดว่า “ขอให้พระเจ้าปิดปากเจ้าเสีย เจ้าพูดในสิ่งที่ทำให้พวกโกหกมดเท็จ หาเหตุประดิษฐ์เรื่องราวขึ้นมา” ณ ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งที่ซัยฟ์ ปรารถนาที่จะกล่าวว่าคอลิดคนเดียวเท่านั้นที่เชื่อว่า อิทธิพลทางเผ่าพันธุ์เป็นแรงกระตุ้นของผู้คนที่สนับสนุนคู่แข่งขัน หาไม่แล้วชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรเป็นผู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ที่จะพยายามผสมกลุ่มคนเมืองกับเรื่องศาสนา ดังนั้นอะลีและอุมัรจึงไม่ยอมรับคอลิด ขณะที่นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ซัยฟ์ปรารถนาที่จะพิสูจน์ว่าไม่มีการต่อต้านที่อบูบักรได้เป็นคอลีฟะฮ์

ฎ) ซัยฟ์บอกกับเราว่าไม่มีความแตกต่างอะไรกันระหว่างอะลีกับอุมัรและในกรณีที่มีความไม่ลงรอยกันที่พบเห็นได้ในภายหลัง ผู้คนจะได้คิดว่ามันเป็นเพราะคอลิด ฉะนั้นอุมัรจึงกล่าวกับคอลิดว่า “ภายหลังพวกโกหกมดเท็จจะสร้างเรื่องต่างๆ ขึ้นมาจากสิ่งที่เจ้าพูดได้” นี่คือจุดหนึ่งที่มีความสำคัญและควรแก่การสังเกต

ฏ) ท้ายที่สุดเราจะต้องไม่ลืมว่าซัยฟ์ได้เล่าเรื่องข้างต้นมาจากซัคร์ผู้ซึ่งเป็นผู้อารักขาของท่านศาสดา แต่ท่านศาสดาไม่มีคนอารักขาที่เป็นคนชื่อนี้

ฐ) การโจมตีอันรุนแรงที่สุดของซัยฟ์ที่มีต่อฝ่ายต่อต้านก็คือ คำกล่าวของเขาที่ว่า “ไม่มีผู้ใดต่อต้านอบูบักรยกเว้นคนที่ตกจากศาสนาไปแล้วหรือตั้งใจที่จะละทิ้งอิสลาม”

ข้อกล่าวหาของซัยฟ์เปิดช่องให้กับผู้อ่านได้เชื่อไปว่า มุสลิมต่างยอมรับอบูบักรเป็นเอกฉันท์ให้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์ ยกเว้นก็เฉพาะบรรดาผู้ที่หันห่างออกจากอิสลาม ณ ที่นี้เราจะได้แนะนำบรรดาผู้คนที่ต่อต้านอบูบักร และสนับสนุนอะลีอย่างจริงใจ ย่อมไม่มีผู้ใดสงสัยในทางใดได้ว่า จะมีใครในหมู่พวกเท่าเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาของซัยฟ์ว่าเป็น “คนตกศาสนา”

1) ซุเบร อิบนิ เอาวาม ญาติของท่านศาสดา
2) อับบาส ลุงของท่านศาสดา
3) สะอัด บิน อบีวักกอส ผู้พิชิตอิรัก
4) ตอลฮะฮ์ อิบนิ อุบัยดุลลอฮ์
5) มิกดาด บิน อัสวัด

บุคคลเหล่านี้คือ ผู้ที่ชุมนุมกันอยู่ที่ฟาฏิมะฮ์ เพื่อต่อต้านอบูบักร
6) อบูซัร กิฟารี
7) ซัลมาน อัลฟารซี
8) อัมมาร บิน ยาซีร
9) บัรรออ์ อิบนิอาซิบ อันซอรี
10) อุบัย อิบนิ กะอับ อันซอรี
11) ฟัฎล์ อิบนิ อับบาส ญาติของท่านศาสดา
12) อบูซุฟยาน ฮัรบ์ อะมาวี
13) คอลิด อิบนิ สะอีด อะมาวี
14) อะบาน อิบนิ สะอีด อะมาวี
นอกเหนือจากบุคคลทั้งหมดสิบสี่คนนี้ ไม่มีชาวบนูฮาชิมคนใดที่จับมือเพื่อให้สัตยาบันกับอบูบักร จนกระทั่งบุตรสาวของท่านศาสดาวายชนม์ การต่อต้านของพวกเขาเป็นไปก็เพราะการสนับสนุนของพวกเขาที่จะมอบให้กับอะลีโดยเฉพาะ นอกเหนือจากผู้คนเหล่านี้แล้ว ก็มี สะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ ที่ต่อต้านอบูบักร เนื่องจากตัวเขาเป็นคู่แข่งขันคนหนึ่ง... จะมีใครหรือที่เชื่อว่าคนใดคนหนึ่งของบุคคลทั้งหมดข้างต้น ได้เหินห่างออกจากการศรัทธาในอิสลาม? หรือว่าพวกเขาได้กลายเป็นคนตกศาสนา? เหล่านี้คือ ผู้ที่ต่อต้านอยู่ในนครมะดีนะฮ์ บัดนี้เราขออ้างอิงไปยังบรรดาผู้คนที่อยู่นอกนครมะดีนะฮ์ บางคนถูกสังหาร เพราะพวกเขาต่อต้านรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น มาลิก อิบนิ นุวัยรอฮ์ ซึ่งซัยฟ์ได้เรียกเขาว่าเป็นคนตกศาสนา การต่อสู้กับพวกเขา จึงถูกซัยฟ์เรียกว่าเป็นการทำสงครามศาสนากับพวกนอกคอกที่ตกศาสนาไปแล้ว

สรุป

ซัยฟ์ได้ตบแต่งประวัติศาสตร์อิสลามอย่างเชี่ยวชาญยิ่ง ในเรื่องราวที่เป็นนิยายต่างๆ ของเขา ถึงกับว่านักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และถึงแม้กับโลกมุสลิมเอง ได้ยอมรับในวีรบุรุษที่เขาจิตนาการขึ้นไว้ในหนังสือของตัวเองว่าเป็นซอฮาบะฮ์ (สาวกของศาสดา) และเป็นบุคคลที่มีอยู่ในอิสลามจริงๆ เราเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะได้เปิดเผยด้วยการค้นคว้าและการวิจารณ์ถึงความเป็นจริงที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอิสลาม และแนะนำศาสดาแห่งอิสลามผู้สูงส่งและครอบครัวอันมีเกียรติของท่านให้กับโลก ในสีสันที่เป็นของจริงแท้ของมัน มากกว่าที่ปกป้องเรื่องเล่าต่างๆ ของซัยฟ์ที่อาศัยชื่อของอิสลาม

3. ริดดะฮ์ (นอกรีต)

คู่ต่อสู้ของอบูบักรที่อยู่นอกเมืองหลวงถูกเรียกว่าเป็นพวก “นอกรีต” และการทำสงครามต่อต้านพวกเขา ถูกอำพรางว่าเป็นสงครามศาสนา

คำว่านอกรีตในอิสลาม
คำว่านอกรีตมาจากคำว่า “อิรติดาด” ในภาษาอาหรับซึ่งหมายถึง “หันกลับ” อัล กุรอาน กล่าวไว้ว่า “เมื่อผู้ทำหน้าที่แจ้งข่าวดีวางเสื้อของยูซุฟลงต่อหน้ายะอ์กูบ สายตาของเขาก็กลับคือ (อิรตัดดัด) มายังเขา” คำว่า “ริดดะฮ์” ถูกใช้ในอัล กุรอาน อีกเช่นกันที่ให้หมายถึง “การหันกลับออกไปจากศาสนา” ดังปรากฏอยู่ในโองการดังต่อไปนี้ “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาหากพวกเจ้าเชื่อฟังคนกลุ่มหนึ่ง ที่คัมภีร์ได้ถูกประทานมาให้กับพวกเขาก่อนหน้านี้ พวกเขาก็จะหันเหพวกเจ้า (ยะรุดดูกุม) ให้เป็นผู้ปฏิเสธภายหลังจากศรัทธาของเจ้า”

ในโองการนี้ได้กล่าวไว้อีกครั้งหนึ่งว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาถ้าหากคนใดคนหนึ่งของพวกเจ้าหัน (ยัรตัดดุ) ออกไปจากศาสนาของเขาแล้ว พระเจ้าก็จะทรงนำผู้คนที่พระองค์ทรงรักพวกเขา และพวกเขาก็รักพระองค์ออกมา พวกเขาทั้งหลายซื่อตรงต่อบรรดาผู้ศรัทธา และเข้มงวดกับบรรดาผู้ปฏิเสธ” เราได้อ่านพบในอัล กุรอานอีกว่า “พวกเขาจะยังคงสู้รบกับพวกเจ้าจนกว่าจะหันเหพวกเจ้า (ยะรุดดูกุม) ออกไปจากศาสนาของพวกเจ้า หากพวกเขาสามารถ และถ้าหากพวกเจ้าหันเหออกจากศาสนาของพวกเจ้าและจากนั้นก็ตายลง กิจการงานของพวกเจ้าก็จะมลายสิ้น” แต่คำว่า “อิรติดดาด” ได้ถูกผนวกให้หมายถึงการตกศาสนาอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งคำนี้ไม่มีความหมายเป็นอื่น นอกจากจะหมายถึงนอกรีตหรือการตกศาสนา โดยจะผุดขึ้นในจิตใจในทุกครั้งที่มันถูกใช้ (ความหมายตามนัย)

การตกศาสนาในสมัยของท่านศาสดา

มีมุสลิมบางคนหันเหห่างออกจากอิสลามในสมัยของท่านศาสดา เช่น อับดุลลอฮ์ อิบนิ อบีซัรฮ์ เป็นต้น

อับดุลลอฮ์ เป็นอาลักษณ์คนหนึ่งของอัล กุรอานที่ “ถูกดล” ลงมาเขาหนีจากนครมะดีนะฮ์กลับไปยังนครมักกะฮ์ เขาชอบบอกกับพวกกุเรชว่าเขาได้เขียนคำอื่นที่แตกต่างจากคำที่มุฮัมมัดได้บอกให้จดลงไป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมุฮัมมัดกล่าวว่า “พระเจ้าทรงรอบรู้และทรงปรีชาญาณยิ่ง” อับดุลลอฮ์ถามว่าเขาจะเขียนดังว่า “พระเจ้าทรงมหิทธาณุภาพและทรงปรีชาญาณจะได้ไหม” มุฮัมมัดจะกล่าวว่า “นั้นก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน” ในวันที่ท่านเข้าพิชิตมักกะฮ์ มุฮัมมัดกล่าวว่า “เลือดของอับดุลลอฮ์ไม่มีค่าอันใด และถึงแม้เขาจะเข้าไปหลบภัยอยู่ที่อัล กะอ์บะฮ์ เขาก็จะต้องถูกสังหาร” อุศมานนำตัวเขาไปซ่อนไว้ และต่อมาได้นำเขามาหาท่านศาสดาเพื่อขอการอภัยโทษ ซึ่งก็ได้รับอนุมัติ

คนนอกรีตอีกคนหนึ่งก็คือ อุบัยดุลลอฮ์ อิบนิ ญะฮัชสามีของอุมมะ ฮะบีบะฮ์ ซึ่งอพยพไปยังเอธิโอเปีย เขาได้เปลี่ยนไปเข้ารับคริสต์ศาสนาและเสียชีวิตในฐานะคริสเตียน อับดุลลอฮ์ อิบนิ คอฎอล เป็นคนนอกรีตอีกคนหนึ่งที่ถูกฆาตกรรม ขณะที่กำลังเหนี่ยวผ้าคลุมกะอ์บะฮ์อันศักดิ์สิทธิ์อยู่ เพื่อหาที่หลบภัย

การตกศาสนาในสมัยของอบูบักร

ข่าวอันสะเทือนใจของการเสียชีวิตของท่านศาสดา ได้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วทั่วดินแดนแห่งคาบสมุทรอาหรับ บรรดาเผ่าที่ยังไม่ได้เข้ารับอิสลามจนถึงขณะนั้น ต่างมีความยินดีปรีดา และคงดำเนินกิจกรรมในการต่อต้านอิสลามต่อไป เผ่าต่างๆที่เป็นมุสลิมก็รู้สึกระส่ำระสายเช่นกัน เพราะพวกเขาได้ยินว่า จากการจับกลุ่มทางการเมือง สาวกบางคนของท่านศาสดากำลังต่อสู้กันและกันเพื่อตำแหน่งคอลีฟะฮ์ การไม่เห็นพ้องด้วยของญาติของท่านศาสดาจากสายบนูฮาชิมและการต่อต้านของสะอัดหัวหน้าเผ่าคอซรอจต่ออบูบักร ในฐานะ คอลีฟะฮ์นั้น ทำให้เผ่ามุสลิมบางเผ่าสงสัยในตำแหน่งคอลีฟะฮ์นี้ พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธการศรัทธาหรือก็ไม่ได้ละทิ้งการนมาซของพวกเขา หรือคัดค้านต่อการจ่ายภาษีซะกาต พวกเขาเพียงแต่ปฏิเสธที่จะไม่จ่ายภาษีที่กำหนดให้รัฐบาลของอบูบักร

พวกต่อต้านเหล่านี้ถูกเรียกว่าเป็นพวก “นอกรีต” และพวกเขาจะต้องถูกกำจัดให้หมดไปด้วยสงครามที่พรางตาไว้ด้วยกับคำว่าศักดิ์สิทธิ์ หลังจากคู่ต่อสู้ของพวกเขาที่เป็นมุสลิมถูกทำลายล้างลงแล้ว รัฐบาลจึงเข้าต่อสู้กับเผ่าที่เป็นพวกกราบไหว้เจว็ด และพวกศาสดาจอมปลอมและองค์กรของพวกเขา ในที่สุดกองทหารจึงถูกส่งออกไปนอกแผ่นดินอาหรับ สงครามทั้งหมดที่กระทำในสมัย อบูบักร จึงถูกเรียกว่า ริดดะฮ์ (สงครามต่อต้านพวกนอกรีต) ฉะนั้นคู่ต่อสู้ที่เป็นมุสลิมของอบูบักรที่อยู่นอกเมืองมะดีนะฮ์ จึงถูกเรียกขานว่า “มุรตัดดีน” (พวกนอกรีต)

ดร. ฮาซัน อิบรอฮีมได้สนับสนุนความคิดนี้ไว้ในหนังสือของเขาชื่อประวัติศาสตร์การเมืองอิสลาม หน้า 251 ดังความว่า “ภายหลังจากที่ท่านศาสดาเสียชีวิตและเป็นที่ยืนยันเรียบร้อยแล้ว มีมุสลิมบางคนลังเลใจในสัจธรรมแห่งอิสลาม และบางคนมีความหวั่นเกรงว่าชาวกุเรช หรือจริงๆแล้วเผ่าใดก็ได้ อาจสามารถเข้ามามีอำนาจและตั้งรัฐเผด็จการรัฐหนึ่งขึ้นมา พวกเขาตระหนักดีว่า เฉพาะท่านศาสดาเท่านั้นที่ปราศจากบาปและบุคคลอื่นๆ ที่จะมานั้นเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งท่าน ย่อมไม่มีคุณลักษณะเช่นนั้น ที่จะทำให้เขาดูแคลนทุกคนให้เท่าเทียมกัน ดังเช่นฟันของหวี เพราะฉะนั้นพวกเขาสงสัยว่า หากผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดาคนนั้น ลำเอียงไปสู่ความชอบพอใจในครอบครัวและเผ่าพันธุ์ของตนเอง และดูถูกเผ่าอื่นๆ มันก็เป็นการทำลายสังคมและความยุติธรรมของอิสลาม

เราคาดเดาเช่นนี้ เพราะเราเห็นว่าภายหลังจากท่านศาสดาแล้ว อาหรับแต่ละกลุ่มต่างสนับสนุนครอบครัวแห่งเผ่าของตนอย่างเห็นแก่ตัว และแนวทางอันเป็นธรรมชาติดั่งเดิมของอาหรับก็ได้หวนกลับมาอีก ในนครมะดีนะฮ์ชาวอันศอร(ผู้ช่วยเหลือ) มีความหวั่นเกรงว่าชาวมุฮาญิรีน(ผู้อพยพ) และชาวกุเรชจะมีอำนาจ กลุ่มทั้งสองนี้ต่างมีความไม่ไว้วางใจต่อกัน ชาวอันศอรต้องการรัฐบาลผสม ชาวมุฮาญิรีนต้องการหัวหน้ามาจากฝ่ายตนและผู้ช่วยหัวหน้ามาจากชาวอันศอร เอาส์และคอซรอจซึ่งเป็นสองเผ่าย่อยของชาวอันศอรหักหลังกันเองในระหว่างการเลือกตั้งคอลีฟะฮ์”

“มักกะฮ์ก็ไม่ดีไปกว่ามะดีนะฮ์ เพราะการเลือกตั้งได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์ขึ้นที่นั่นเช่นกัน บนูฮาชิมไม่เห็นด้วยกับ อบูบักรที่เป็นคอลีฟะฮ์ อะลีปฏิเสธที่จะสนับสนุนอบูบักร และอบูซุฟยานพยายามชักชวนอะลีให้ยึดอำนาจ”

“ในที่สุดชาวมุฮาญิรีนชาวอันศอรและชาวกุเรช ผู้ซึ่งล้วนเป็นผู้บุกเบิกอิสลาม และเป็นผู้สนับสนุนอิสลาม และญาติของท่านศาสดาไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อการจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยวิธีสันติ ทั้งนี้จึงเป็นเหตุให้อาหรับเผ่าอื่นๆ ได้เห็นถึงความจริง และในที่สุดพวกเขาจึงหมดหวังที่จะได้ออกเสียงหรือมีโอกาสใดๆในคณะรัฐบาล ฉะนั้น ส่วนใหญ่ของพวกเขาจึงคัดค้าน อบูบักรที่เป็นคอลีฟะฮ์ และปฏิเสธที่จะจ่ายภาษีศาสนาให้เขา นักวิชาการต่างชาติถึงถือเรื่องนี้ว่าเป็นการกระทำนอกรีต และเป็นหลักฐานของการเผยแผ่อิสลามด้วยการใช้ดาบในดินแดนอาหรับ แต่การเข้าใจเช่นนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะบรรดาผู้คนที่ อบูบักร สู้รบในฐานะพวกนอกรีตนั้นยังคงซื่อสัตย์ต่ออิสลามอยู่” พวกเขามีด้วยกันสองกลุ่ม

1) กลุ่มหนึ่งผู้ซึ่งเชื่อว่า ภาษีศาสนาเป็นภาษีของท่านศาสดา และภายหลังจากที่ท่านเสียชีวิตแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดจะมีสิทธิ์มาขอเก็บได้ ฉะนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธที่จะจ่ายมันให้กับอบูบักร และด้วยเหตุนี้เขาจึงสู้รบกับคนพวกนี้ อุมัรได้มาข้อร้องในนามผู้คนเหล่านั้นด้วยการกล่าวว่า “ท่านศาสดากล่าวว่า ฉันต่อสู้กับผู้คนจนกว่าพวกเขาจะศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว และผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาในพระเจ้า เลือดของเขาและทรัพย์สินของเขาย่อมได้รับการคุ้มครอง”

2) อีกกลุ่มหนึ่งคือ ผู้ที่ไม่ศรัทธาในศาสนา “จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ใช่มุสลิม รัฐอิสลามในสมัยของอบูบักร ห่วงอยู่ก็เฉพาะเรื่องการจัดการตัดสินประหารชีวิตเท่านั้น และไม่ใยดีกับพวกนอกรีตที่กลับเข้ามารับอิสลาม”

ถึงกระนั้น ดังที่ ดร.ฮาซัน อิบรอฮีมได้ชี้แนะไว้ว่าตามหลักการอิสลามแล้ว “พวกนอกรีตคนใดต้องมีเวลาสามวันเพื่อถกเถียงทัศนะของเขากับเจ้าหน้าที่ในทางศาสนา ฉะนั้น จงอนุญาตให้ข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ ก่อนที่เขาจะถูกลงโทษ และเขาผู้ที่ได้รับความปลอดภัยก็ได้รับด้วยการพิสูจน์” เพื่อเป็นการทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เราขออ้างอิงไปยังทัศนะของผู้นำทางสายซุนนี อิมามอบูฮะนีฟะฮ์ กล่าวว่า “ช่วงเวลาที่น้อยที่สุดที่จะอนุญาตให้บุคคลหนึ่งตัดสินใจนั้นมีเวลาสามวัน ถ้าหากพวกนอกรีตต้องการขอเวลาผ่อนผัน จงให้เขาสามวันเพื่อวิจารณ์กันในความเชื่อนั้น” อิมามมาลิกกล่าวว่า “พวกนอกรีตไม่ว่าจะเป็นทาสหรือเป็นไท ชายหรือหญิง จงให้เวลาเขาสามวัน นับจากวันที่เขาเป็นคนนอกรีต เขาย่อมได้รับอาหารและจะต้องไม่ได้รับการทรมาน”

อิมามชาฟิอีกล่าวว่า “พวกนอกรีตไม่ว่าจะเป็นชายหรือเป็นหญิงจะต้องได้รับการเคารพ เพราะเขาไม่ว่าชายหรือหญิงเคยเป็นมุสลิมมาก่อนบ้างแล้ว บางคนบอกว่าให้เวลาผ่อนผันแก่เขาทั้งชายหรือหญิงสามวัน” อิมาม ฮัมบาลีกล่าวว่า “พวกนอกรีตไม่ว่าชายหรือหญิง หากไม่เสียสติจะต้องเชิญชวนสู่อิสลามก่อนเป็นเวลาสามวัน”

“หากว่ากันตามทัศนะข้างต้นด้วยแล้ว ย่อมเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่จะกล่าวว่า มุสลิมคนหนึ่งได้ปฏิเสธการศรัทธาของเขา ด้วยเพียงการคาดเดาเอาเอง นอกจากว่ามุสลิมทั้งหลายต่างพากันกล่าวว่า เขาเป็นคนนอกรีต นักวิชาการมุสลิมได้กล่าวไว้ว่า ถ้าหากชายคนหนึ่งเป็นมุสลิมอยู่เพียงหนึ่งในร้อย มันย่อมเป็นการไม่ถูกต้อง ที่จะยึดถือว่าชายคนนั้นเป็นคนนอกรีตนอกจากต้องพิสูจน์ว่าเขาเป็นคนเช่นนั้น” นี่คือคำกล่าวสุดท้ายของ ดร. ฮาซัน อิบรอฮีม ที่กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองอิสลาม อิบนิกะซีร กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัล บิดายะฮ์ วะอันนิฮายะฮ์ เล่ม 6 หน้า 311 ดังมีความว่า “นักเล่าวจนะทุกคนล้วนบันทึกไว้ จะยกเว้นก็เฉพาะอิบนิมาญะฮ์คนเดียว ดังว่าตามรายงานของอบูฮุรอยเราะฮ์นั้น

อุมัรคัดค้านอบูบักรที่สู้รบกับผู้คนโดยกล่าวไว้ว่า ท่านศาสดาปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของใครก็ตามที่ปฏิญาณถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้าและการเป็นศาสนทูตของมุฮัมมัด นอกเสียจากว่าเขาถูกพบว่าได้กระทำผิด

อบูบักรกล่าวตอบว่า ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ไม่จ่ายซะกาตให้กับฉัน ซึ่งได้เคยจ่ายให้กับท่านศาสานทูตของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นอูฐสักตัวหนึ่งหรือเชือกผูกเท้าอูฐสักเส้นหนึ่ง ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะต่อสู้กับใครก็ตามผู้ซึ่งทำให้เกิดการแตกต่างกันระหว่างการจ่ายภาษีศาสนากับการนมาซ ฉันจะต่อสู้จนกว่าพวกเขาจ่ายภาษีศาสนาให้กับฉัน ซึ่งเขาได้เคยให้กับท่านศาสดา” อุมัรกล่าวว่า “เมื่อฉันได้เห็นความตั้งใจของอบูบักรที่จะต่อสู้ ฉันจึงมาเข้าใจได้ว่าเขาเป็นฝ่ายถูก”

ตามรายงานของฏอบารี (เล่ม 2 หน้า 474) กล่าวไว้ว่าพวกนอกรีตได้เข้าพบอบูบักรเป็นกลุ่มๆ พวกเขายืนยันในเรื่องการนมาซ แต่ยับยั้งการจ่ายภาษีศาสนา (ซะกาต) อบูบักรไม่ยอมรับความคิดเห็นของพวกเขา และให้พวกเขากลับไป อิบนิ กะซีรกล่าวไว้ใน อัลบิดายะฮ์ วะอันนิฮายะฮ์ เล่ม 6 หน้า 311 ดังว่า อาหรับเป็นกลุ่มๆ เดินทางมาที่มะดีนะฮ์ พวกเขายอมรับการนมาซแต่ปฏิเสธการจ่ายภาษีศาสนา มีบางคนที่ไม่ต้องการจ่ายภาษีศาสนาให้กับอบูบักร บางคนของพวกเขาอ่านบทกลอนดังต่อไปนี้

เมื่อศาสดา ยังอยู่ ในหมู่เรา
ทุกคนเฝ้า เคารพรัก ภักดีท่าน
ครั้นอบูบักร ปกครอง ได้ไม่นาน
มีเหตุการณ์ ไม่ธรรมดา พาวุ่นวาย

จนทำให้ พวกเรา ต้องหลังหัก
เราจะยืน ปักหลัก แม้เขาหมาย
ให้ลูกชาย สืบต่อ ยามพ่อดับ

ในฏอบารี (เล่ม 2 หน้า 48) ซัยฟ์ได้บันทึกมาจากอบูมักนัฟว่า ทหารม้าของเผ่าตัยได้แสดงทัศนะต่อทหารม้าของเผ่าอะซัดและฟะซาริอฮ์ เมื่อพวกเขาขี่ม้าสวนทางกันแต่ก็ไม่มีการสู้รบกัน แต่คนของเผ่าอะซัดและฟะซาริอฮ์ เคยกล่าวไว้ว่า “เราจะไม่ยอมเห็นด้วยกับอบูล ฟะซีล” (ชื่อเล่นของ อบูบักร) หมายความว่า พ่อลูกอูฐ ทหารม้าของเผ่าตัยจะกล่าวตอบโต้ว่า “เราเชื่อแน่ว่า พวกเจ้าจะต้องเห็นด้วยกับอบุลฟะฮ์ลิ อักบัร” (หมายถึงพ่อของอูฐตัวใหญ่ ผู้ยิ่งใหญ่)

จากเรื่องราวข้างต้น จึงย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า การเป็นคนนอกรีตในสมัยอบูบักรนั้น ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการศรัทธา แต่เป็นการงดเว้นจากการจ่ายภาษีศาสนาให้กับอบูบักร เนื่องแต่ฝ่ายแพ้นั้น เป็นพวก เบดูอินและพวกป่าเถื่อน พวกเขาไม่มีโอกาสที่ได้ปกครอง แต่คู่ต่อสู้ของพวกเขาซึ่งเป็นผู้ปกครองอยู่ในขณะนั้น มีอำนาจอยู่ในมือเป็นเวลานาน รวมทั้งระยะเวลาที่ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ได้ถูกเขียนขึ้นไว้ก็ตาม ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์นี้ก็เช่นกัน ซึ่งตกทอดมาถึงเรา ก็ได้ถูกบันทึกไว้โดยผู้มีอำนาจของพวกเขา มันขึ้นอยู่กับเราที่จะสอบสวนถึงความจริงของเรื่องต่างๆ เหล่านั้น ที่เขียนถึงผู้คนที่พ่ายแพ้เหล่านั้น

ฏอบารีเขียนไว้ในหนังสือของเขา (เล่มที่ 6 หน้า 461) ซึ่งบันทึกไว้โดยซัยฟ์ ดังว่า อาหรับปฏิเสธศาสนาของพวกเขา ภายหลังจาก อบูบักรได้เป็นคอลีฟะฮ์แล้ว การตกศาสนานับเป็นสิ่งปกติธรรมดาของช่วงเวลานั้น แต่ทว่ามีเผ่าต่างๆที่มีบางส่วนเท่านั้นที่ได้กระทำนอกรีต มีเพียงเผ่ากุเรชและเผ่าซะกีฟเท่านั้น ที่ยังคงความศรัทธาของพวกเอาไว้

ซัยฟ์ ได้ล้ำหน้า อันตารอฮ์ อิบนิ ชัดดาด และนักเขียนนวนิยายคนอื่นๆ ในด้านการจินตนาการ วีรบุรุษในเรื่องเล่าของซัยฟ์เดินบนน้ำ โดยเท้าของพวกเขาไม่เปียกน้ำเลย พวกเขาสนทนากับสัตว์ป่า และทูตสวรรค์มาเสวนากับพวกเขา พวกเขาทำให้น้ำพุขึ้นมาจากก้อนหินในทะเลทราย ยิ่งไปกว่านั้น ซัยฟ์ได้เล่าเรื่องราวของเขา ในวิธีการที่ว่าเพื่อเป็นการเอาใจบรรดาผู้ปกครองในขณะนั้น และเป็นการปิดบังความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรเลย เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ซัยฟ์ได้เขียนเรื่องเล่าต่างๆ ของเขาอย่างไร เราจึงจะขอนำบางเรื่องจากหนังสือของเขาที่ชื่อ อัล ฟุตูฮ์ วัล ริดดะฮ์ มาแสดงไว้ ดังที่บันทึกไว้ในหนังสือของฏอบารี

4. มาลิก อิบนิ นุวัยรอฮ์

ชายคนนี้เป็นสมาชิกของเผ่า ยัรบูอ์ ของเผ่าตะมีม เขาเป็นที่รู้จักกันในนาม อบู ฮันซะละฮ์ และชื่อเล่นของเขาก็คือญาฟุล

มัรซะบานี ได้บันทึกไว้ว่า มาลิก อิบนิ นุวัยรอฮ์ เป็นกวีที่มีความรู้และเป็นทหารม้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเผ่าของเขา หลังจากเข้ารับอิสลามท่านศาสดาได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษีศาสนาในตระกูลของเขา เมื่อศาสดาเสียชีวิตแล้ว มาลิกจึงไม่ได้ส่งมอบภาษีศาสนาที่เก็บมาส่งให้กับรัฐบาล แต่ได้แบ่งให้กับคนยากจนในตระกูลของเขา เขาเคยกล่าวไว้ว่า

เงินที่ท่าน ให้มา ฉันจะคืน
ปัญหาอื่น ตื่นวันพรุ่ง ยุ่งไม่ห่วง
บางคนสู้ เพื่ออิสลาม จนชีพร่วง
เราทั้งปวง ควรภักดี ต่อรัฐนั้น

ฏอบารีในเล่ม 2 หน้า 503 ได้บันทึกเรื่องราวจากอับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อบูบักร ไว้ดังต่อไปนี้ “เมื่อกองทัพของคอลิดเดินทางไปถึงบัตตอฮ์ เขาส่งทหารกลุ่มหนึ่งภายใต้การบังคับบัญชาของฎิรอร อิบนิ อัซวัร เพื่อไปโจมตีเผ่าของมาลิกในตอนกลางคืน อบูกอตาดะฮ์ สมาชิกคนหนึ่งของกองทหารนั้นได้กล่าวไว้ในภายหลังว่า “เมื่อเราได้ลอบเข้าโจมตีเผ่าของมาลิกโดยไม่รู้ตัวในคืนนั้นเราได้ทำให้พวกเขาตระหนกตกใจ พวกเขารีบสวมเสื้อเกราะในทันที และประกาศว่าพวกเขาเป็นมุสลิม ผู้บังคับกองถามพวกเขาว่า ทำไมถึงต้องติดอาวุธด้วย และพวกเขาก็ได้ถามกลับมาในทำนองเดียวกัน เราได้ขอให้พวกเขาวางอาวุธ หากพวกเขาเป็นมุสลิม และพวกเขาก็ได้ทำเช่นนั้น จากนั้นเราได้ทำนมาซ พวกเขาก็ทำเช่นเดียวกัน”

อิบนิ อบิล ฮะดีด ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า “เมื่อพวกเขาได้วางอาวุธแล้ว ทหารได้เข้ามาใส่กุญแจมือพวกเขาและพาไปหาคอลิด” ในหนังสือ กันซุล อุมมาล เล่ม 3 หน้า 132 และในหนังสือยะอ์กูบี เล่ม 2 หน้า 110 ได้บันทึกเรื่องราวข้างต้นไว้ดังนี้คือ “มาลิก อิบนินุวัยรอฮ์พร้อมกับภรรยาของเขามาหาคอลิด เมื่อคอลิดเห็นหน้านางจึงรู้สึกหลงรักนางและกล่าวกับสามีของนางว่า เจ้าจะไม่ได้กลับบ้าน ขอสาบานต่อพระเจ้าฉันจะสังหารเจ้า”

ในหนังสือ กันซุล อุมมาล เล่ม 3 หน้า 132 เขียนไว้ว่า คอลิดกล่าวหามาลิกว่าเป็นคนนอกรีต ซึ่งมาลิกเองปฏิเสธและอับดุลลอฮ์ อิบนิ อุมัร และอบูกอตาดะฮ์ได้เขามาโต้แย้งแทนมาลิก แต่คอลิดกลับออกคำสั่งให้ ฎิรอร อิบนิ อัซวัร ตัดศีรษะของเขาสีย จากนั้นคอลิดได้ยึดเอา อุมมุตะมีม ภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน

ในหนังสือ อะบุลฟิดาอ์ หน้า 158 และใน อัลวะฟะยาต ได้บันทึกไว้ว่าอับดุลลอฮ์ อิบนิ อุมัรพยายามพูดกับคอลิดในเรื่องราวของมาลิกแต่ไม่เป็นผล และมาลิกขอร้องให้ส่งตัวเขาไปยังอบูบักรเพื่อการตัดสิน คอลิดกล่าวว่า “พระเจ้าจะไม่อภัยโทษให้กับเจ้า ถึงแม้ฉันจะอภัยโทษให้กับเจ้าก็ตาม” และเขาได้สั่งให้ฎิรอรตัดศีรษะของเขา มาลิกมองดูภรรยาพร้อมกับกล่าวว่า “เธอเป็นเหตุให้ฉันต้องถูกฆ่า” คอลิดกล่าวว่า “พระเจ้าได้ทำให้เจ้าต้องตาย เพราะการเป็นคนนอกรีตของเจ้า” มาลิก กล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันเป็นมุสลิม และฉันศรัทธาในอิสลาม” แต่คอลิดก็ยังสั่งให้ ฎิรอร ตัดศีรษะของเขา

ได้มีบันทึกอยู่ใน อัล อิซอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 337 ดังว่า ซาบิต อิบนิ กอเซ็มได้เขียนไว้ใน อัล ลาอิล ว่าคอลิดหลงรักภรรยาของมาลิก เมื่อเห็นเธอในครั้งแรก เพราะนางเป็นผู้หญิงที่มีความสวยงามมาก มาลิก กล่าวกับภรรยาของเขาว่า “เธอได้ฆ่าฉันแล้ว”
ได้มีบันทึกไว้ในหนังสือ อัล อิซอบะฮ์ ว่า ซุเบร อิบนิ บักการ ซึ่งบันทึกมาจากอิบนิชะฮาบว่า คอลิดสั่งให้เอาศีรษะของมาลิกมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับทำอาหาร แต่ก่อนที่ไฟจะลามไปถึงหนังศีรษะของ มาลิก อาหารก็สุกพอดี เพราะมาลิกมีผมดก ในคืนเดียวกันนั้นคอลิดได้แต่งงานกับภรรยาของมาลิกผู้ถูกสังหาร

อบู นามีร ซะอ์ดี ได้แต่งบทกลอน ไว้ดังต่อไปนี้
ทหารม้า ควบมา ฝ่าความมืด
เข้าตียึด พวกเรา ยามราตรี
รู้หรือไม่ รุ่งอรุณ เราลาที
คอลิดมี ใจคดเคี้ยว ฆ่ามาลิก

หญิงของเจ้า เข้าดวงจิต คิดจะกอด
คอลิดไม่ ปลอดตัณหา ใจระริก
จิตนี้ช่าง อ่อนแอ ไม่หลบหลีก
ไม่ยอมปลีก จากบาป ไม่ทราบธรรม

ความมืดมิด มลายไป ฟ้าใสสด
เศร้าสลด สามีนาง เขากระทำ
ตัดหัวเขา ฆ่าทิ้ง ยังไม่หนำ
ข่มขืนซ้ำ คามือ ของคอลิด

มีบันทึกอยู่ในหนังสือ อิซอบะฮ์ ว่า มินฮาล ได้เห็นร่างไร้ศีรษะของมาลิก และได้นำเสื้อของตนชุดหนึ่งมาห่อศพเขาไว้ นั่นคือเรื่องราวของมาลิก ต่อไปขอให้เราค้นคว้าดูซิว่ารัฐบาลมีปฏิกิริยาอย่างไร ต่อการกระทำของนายพลของเขา ยะอ์กูบี ได้บันทึกไว้ว่า อบูกอตาดะฮ์ ได้รายงานเหตุการณ์ให้อบูบักรรับทราบ พร้อมกับกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะไม่ไปไหนอีกแล้ว หากต้องอยู่ใต้การบัญชาการของคอลิด เขาได้สังหารมาลิก ถึงแม้เขาจะเป็นมุสลิมก็ตาม”