ตามรายงานของฏอบารี อบูซุฟยานกล่าวไว้ว่า “มีฝุ่นฟุ้งขึ้นไปในอากาศ ขอสาบานต่อพระเจ้า ฝนที่หลั่งเป็นเลือดเท่านั้นที่จะชะล้างมันได้ โอ้บุตรหลานของอับดุลมานาฟ ทำไมจึงปล่อยให้อบูบักรได้เป็นผู้สืบตำแหน่งแทนของท่านศาสดา อะลีและอับบาส ผู้ถูกกดขี่หายไปไหน” จากนั้นเขาต้องการจะจับมือประกาศสัตยาบันต่ออะลี แต่อะลีปฏิเสธอบูซุฟยาน จึงอ่านบทกลอนนี้

ลาหาใช่ ปัจเจกชน คนเสรี
ต้องยอมพลี แบกรับ ความต่ำต้อย
มีเครื่องชี้ บ่งบอก ถึงปมด้อย
ถึงมีน้อง สองประการ ควรขานไข

หนึ่งนั้นคือ เหล็กยึดเตนท์ ถูกกระหน่ำ
ถูกตอกย้ำ ด้วยฆ้อน สุดทนไหว
อีกหนึ่งคือ อูฐอาหรับ จากแดนไกล
หัวสั่นไป ด้วยน้ำหนัก พักบนหลัง

คำขวัญของอบูซุฟยาน
“โอ้ ลูกหลานของอับดุลมานาฟ”

เหตุการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์อิสลามได้หากอะลีไม่ได้เป็นนักปกครอง และหากถูกอบูซุฟยานชักชวนให้ก่อกบฏกับคอลีฟะฮ์ นับเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ได้พบว่า อบูซุฟยานผู้เป็นศัตรูอันแท้จริงของอิสลาม ซึ่งได้ต่อสู้กับท่านศาสดาจนกระทั่งเขาพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสู้รบต่อไป จึงหันมาให้การสนับสนุนช่วยเหลืออะลี เขาตั้งใจจะช่วยจริงๆ หรือ ? หรือเพียงต้องการก่อกวนให้วุ่นวาย ?

ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีกก็คือ อะลีปฏิเสธไม่ยอมรับการช่วยเหลือของอบูซุฟยานและอับบาสผู้เป็นหัวหน้าของเผ่าที่ทรงอำนาจ เมื่อเขาเองกลับไปแสวงหาการช่วยเหลือจากผู้คนในทุกมุมเมือง เท่าที่จะเป็นไปได้ ภายหลังจากที่ได้สำรวจตรวจสอบดูถึงจุดมุ่งหมายของอบู ซุฟยาน และอะลี เราจึงไม่เหลือข้อสงสัยใดๆไว้ เพราะลักษณะของแผนการของบุคคลทั้งสองนั้นแตกต่างกัน

บรรพบุรุษของท่านศาสดาและอบูซุฟยานเป็นญาติพี่น้องกัน ซึ่งครอบครัวมีการขัดแย้งกัน การต่อสู้ของครอบครัวทั้งสองนี้ จบลงด้วยกับครอบครัวของท่านศาสดาได้รับชัยชนะ จนได้เป็นหัวหน้าของเผ่า และทัศนะของเขาที่มีต่อท่านศาสดา ในฐานะผู้นำศาสนานั้น เป็นเรื่องที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้เมื่อท่านศาสดาเข้าพิชิตมักกะฮ์ อบูซุฟยานกล่าวกับอับบาสว่า “หลานของท่านได้สถาปนาอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาล” อับบาส กล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องของการเป็นศาสนทูตไม่ใช่เป็นเรื่องราชอาณาจักร” อบูซุฟยานยอมรับคำพูดนี้โดยปราศจากการท้วงติง ถึงแม้อบูซุฟยานจะพ่ายแพ้ต่อญาติของเขา แต่เขาก็ไม่ประสงค์ที่จะให้คนแปลกหน้ามีอำนาจ และปล่อยให้เผ่าของเขาต้องไปมือเปล่า

ท่านศาสดาพยายามที่จะป้องกันความสัมพันธ์ในทางเครือญาติ ไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของความยุติธรรม แต่ท่านก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เราจะเห็นได้เมื่อศึกษาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเครือญาติในช่วงชีวิตของท่านศาสดา ในเรื่องที่ว่าอับบาสผู้เป็นลุงของท่านศาสดา ได้ให้การคุ้มครองกับอบูซุฟยานอย่างไร ซึ่งนับเป็นตัวอย่างที่ดีของความเข้มแข็งในความสัมพันธ์กันทางเครือญาติ

อิบนิ ฮิชาม บันทึกไว้ว่าคืนก่อนที่จะเข้าพิชิตมักกะฮ์ ค่ายพักของมุสลิมล้อมตัวเมืองอยู่ ลุงของท่านศาสดาขี่ล่อของท่านศาสดาออกไปมองหาไปทั่ว เพื่อว่าจะพบศัตรูบางคน เขาต้องการจะบอกพวกเขาถึงการเข้าโจมตีของบรรดามุสลิมที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้โอกาสแก่ศัตรูได้ขออภัยโทษ เขาได้พบอบุซุฟยานผู้ซึ่งกำลังสอดแนมฝ่ายมุสลิมอยู่ อับบาสกล่าวกับเขาว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันได้พบเจ้า อบูซุฟยานจงขึ้นลามา ฉันจะพาเจ้าไปพบกับท่านศาสดา เพื่อว่าเจ้าจะได้หาที่หลบภัย หรือหาไม่ในวันรุ่งขึ้นถ้าหากเจ้าถูกจับเจ้าก็จะถูกบั่นคอ”

อับบาสขึ้นขี่ฬ่อไปพร้อมกับอบูซุฟยานซึ่งนั่งอยู่ข้างหลัง เขาทั้งสองขี่ผ่านมุสลิมไปด้วยกันหลายกลุ่ม ซึ่งได้จุดไฟไว้อย่างมากมายเพื่อทำให้ศัตรูหวาดกลัว และเพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ พวกมุสลิมกล่าวว่า “ดูลุงของท่านศาสดากำลังขี่ฬ่อของท่านมา” อุมัรบังเอิญไปเห็นอบูซุฟยานเข้า จึงตะโกนขึ้นมาว่า “ศัตรูของพระเจ้า ขอขอบคุณพระองค์ที่เจ้าได้มาอยู่ในกำมือของเราแล้ว และเจ้าก็ไม่มีใครสัญญาที่จะมาปกป้องให้” อุมัรวิ่งไปหาท่านศาสดา เพื่อขออนุญาตที่จะสังหารอบูซุฟยาน แต่อับบาสขี่ฬ่ออยู่จึงวิ่งแซงอุมัรและไปถึงท่านศาสดาก่อน อุมัรจึงเข้ามาและกล่าวว่า “โอ้ ศาสนทูตแห่งพระเจ้า เราได้ตัวอบูซุฟยานมาอยู่กับเราแล้ว โดยปราศจากการรับรองในความปลอดภัยของเขา จงอนุญาตให้ฉันได้บั่นคอของเขาเถิด” แต่อับบาสกล่าวขึ้นว่า “ฉันได้ให้ความปลอดภัยแก่เขา” อุมัรยังคงยืนกรานแต่อับบาสกล่าวว่า “ใจเย็นๆไว้ อุมัร หากอบูซุฟยานมาจากเผ่าอะดีของเจ้าแล้ว เจ้าก็คงจะไม่ยืนกรานที่จะสังหารเขา แต่เพราะเขามาจากตระกูลของอับดุลมานาฟ เจ้าจึงพูดจารุนแรง”

เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติยังคงรุนแรงอยู่ในขณะนั้น ยังเป็นการแสดงให้เห็นอีกว่าแรงขับของ อับบาสเกิดมาจากความรักที่เขามีต่อเผ่าพันธุ์ของเขา สาเหตุของการแสดงออกของอบูซุฟยานที่ต่อต้านอบูบักรเป็นผลมาจากการให้ความสำคัญกับเผ่าพันธุ์นิยม ความสูงส่งของตระกูลของอับดุลมานาฟ ซึ่งเป็นต้นตระกูลของบนู ฮาชิม (ครอบครัวของมุฮัมมัด) และบนูอุมัยยะฮฺ (ครอบครัวของอบูซุฟยาน) นับเป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีของทุกคน ดังนั้นเมื่อพ่อของอบูบักรทราบว่า บุตรชายของเขาได้เป็นคอลีฟะฮ์ เขาได้กล่าวขึ้นว่า “บนูฮาชิมและบนูอุมัยยะฮ์เห็นด้วยหรือเปล่า ?” เมื่อเขาได้รับคำตอบที่เป็นการยืนยัน เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “นั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าไม่มีผู้ใดจะขัดขวางได้”

ความสงสารของอบูซุฟยานที่มีต่อครอบครัวของมุฮัมมัด หลังจากท่านเสียชีวิต นั้นสืบเนื่องมาจากความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวกันในทางเผ่าพันธุ์สำหรับอบูซุฟยานนั้น ได้สู้รบกับท่านศาสดาในทุกครั้งที่เขามีโอกาส คำกล่าวของเขาก็คือ “ถ้าหากฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะช่วยอะลีและอับบาสเพื่อให้ได้ตำแหน่งกลับคืนมา” มิได้หมายเป็นอย่างอื่นนอกจากความหลงใหลในเผ่าพันธุ์นิยม เพราะเป็นธรรมเนียมของอาหรับ ที่จะช่วยญาติใกล้ชิดต่อสู้กับคนแปลกหน้าที่ห่างไกล

อบูซุฟยาน อับบาสและอะลี มีต้นกำเนิดที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน นั้นคือเผ่ากุซอย ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีอิทธิพล นี้เองที่ว่าทำไมอบูซุฟยานจึงกล่าวว่า “ใครก็ตามที่มีเผ่ากุซอยเป็นผู้สนับสนุนของเขา ย่อมได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน” อบูบักรและอุมัรเป็นคนของเผ่าเล็กๆ ซึ่งไม่อาจมาท้าทายเผ่ากุซอยได้ (กุซอยซึ่งมีกำเนิดเดิมมาจากเผ่ากุเรช มีเผ่าของอับดุลมานาฟเป็นรากแก้วอันเป็นที่มาของตระกูลบนูฮาชิมและอบูซุฟยาน)

นับเป็นธรรมเนียมในสมัยก่อน สำหรับเผ่าหนึ่งที่จะลำเอียงเข้าข้างคนที่มาจากสมาชิกของเผ่าของตน อะลีได้รับการสนับสนุนจาก อบูซุฟยานและอับบาส ย่อมจะต้องเอาชนะอบูบักรได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่อะลีวีรบุรุษผู้เป็นบุตรของอบูฏอลิบ ปฏิเสธการช่วยเหลือจากอิทธิพลของเผ่าของเขา เพราะธรรมเนียมนี้มันขัดแย้งกันกับคำสอนของอิสลาม ดังนั้นเขาจึงพ่ายแพ้แก่อบูบักร โดยจริงๆ แล้วหลังจากที่ท่านศาสดาเสียชีวิต เหตุการณ์ทั้งหมดได้รับอิทธิพลจากอคติของเผ่าอื่นๆ ที่มีต่อเผ่าพันธุ์หรือครอบครัวของท่าน ชาวอันศอรเสนอว่าสะอัดควรได้เป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดาเพียงเพื่อเป็นการคัดค้านต่อชาวมุฮาญิรีน พวกเขารู้ดีว่าชาวมุฮาญิรีนบางคนเป็นผู้ศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ในอิสลาม และเพราะฉะนั้นจึงเหมาะสมมากกว่าต่อการยอมรับ เผ่าเอาส์สนับสนุนอบูบักร เพื่อเป็นการต่อต้านสะอัด ผู้เป็นคู่แข่งของเผ่าคอซรอจ คำกล่าวของอุมัรที่สะกีฟะฮ์เป็นหลักฐานยืนยันที่แท้จริงของการโอนเอียงไปสู่เผ่าพันธุ์นิยม

การสนับสนุนของอบูซุฟยานที่มีต่ออะลี ก็มีเหตุเนื่องมาจากความลำเอียงในเผ่านิยม มีเพียงอะลีเท่านั้นที่ได้รับการเลี้ยงดูมาจากตักของท่านศาสดา นับตั้งแต่เยาว์วัยต้องการที่จะเชิดชูอิสลาม จึงต้องการการสนับสนุนช่วยเหลือ จากบรรดามุสลิมเหล่านั้น ที่ไม่มีความรู้สึกในความอคติในเผ่านิยม และไม่มีความผูกพันกับวงศาคณาญาติใดๆ ผู้คนเช่น อบูซัร มิกดาด และซัลมาน ผู้ซึ่งมีอารมณ์ความรู้สึกเพียงในเรื่องของความเชื่อศรัทธาในอิสลามของพวกเขาเท่านั้น ข้อสรุปของเรื่องข้างต้น ที่เกี่ยวกับการสนับสนุนของอบูซุฟยานที่มีต่ออะลีนั้น เพราะเขามีความเชื่ออย่างแรงกล้าในเรื่องของความสูงส่งกว่าของเผ่าพันธุ์ของเขา ซึ่งมีอะลีเป็นสมาชิกคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่เพราะมีอารมณ์ความรู้สึกของอบูซุฟยานที่มีต่อศาสดา ฉะนั้นด้วยเหตุนี้ จึงมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่สนับสนุนอะลีให้ต่อต้านอบูบักร อบูซุฟยานจริงใจต่ออะลีในการต่อต้านอบูบักรก็เพราะอคติในทางการเป็นวงศ์ญาติ แต่ได้มีการให้ความจริงที่ผิดๆ เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ดังที่ได้มีการบันทึกไว้ว่า อบูซุฟยาน และบุคคลทั้งหมด ที่เป็นผู้ต่อต้านอบูบักรนั้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกตกศาสนา และถูกเรียกว่าเป็นพวกสร้างความยุ่งยาก

เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาซึ่งเกี่ยวข้องกับอบูซุฟยาน ทำให้เรื่องดังต่อไปนี้ง่ายที่จะเชื่อว่า ได้มีการบันทึกว่าอบูซุฟยานถามอะลีว่า “ทำไมท่านถึงปล่อยให้อบูบักรเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดาเล่า ? ถ้าหากท่านต้องการ ฉันจะบรรจุถนนของเมืองมะดีนะฮ์ ด้วยทหารม้าและทหารราบ” เรื่องได้ดำเนินต่อไปด้วยคำตอบของอะลีดังว่า “อบูซุฟยานท่านเป็นศัตรูกับอิสลามมานานพอแล้ว ท่านย่อมไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อไปได้อีกแล้ว ฉันต้องยอมรับว่าอบูบักรเหมาะสมในตำแหน่งของเขา” เรื่องนี้ดูจะไม่สมจริงเพราะผู้เล่าไม่ได้มีชีวิตอยู่ในขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เรื่องเท็จเหล่านี้บางเรื่องเช่นกันที่เล่าโดย อะวานะฮ์ ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ เนื้อเรื่องก็เป็นไปอย่างไม่สมจริง เพราะหากอะลีพูดว่า “ฉันยอมรับว่า อบูบักร เป็นผู้เหมาะสมในตำแหน่ง” แล้ว อบูซุฟยานก็คงจะถามเขาต่อไปว่า “ทำไมท่านถึงไม่จับมือแสดงสัตยาบันกับเขาเสียเล่า ?” ที่อะลีกล่าวไว้อย่างแน่นอนก็คือ “ถ้าหากฉันมีผู้ศรัทธาที่แท้จริงสักสี่สิบคนที่มีความรู้สึกสำนึกที่ถูกต้อง ฉันก็จะต่อสู้กับเขา”

อะลีได้เขียนไว้ในจดหมายที่มีไปยังมุอาวิยะฮ์ดังว่า “บิดาของเจ้า (อบูซุฟยาน) เห็นคุณค่าในสิทธิของฉันมากกว่าที่เจ้ามีเสียอีก ถ้าหากเจ้ารู้จักฉัน ดังเช่นที่บิดาของเจ้ารู้จักแล้ว เจ้าก็จะเป็นคนที่ฉลาดกว่านี้” รัฐบาลมีความหวาดกลัวในตัวอบูซุฟยาน อุมัรกล่าวกับอบูบักรว่า “จงให้เงินเขาไปบ้างเพื่อให้เขาเงียบเสียงลง ท่านศาสดาก็เคยทำดีต่อเขาและทำให้เขาเงียบเสียงลง” อบูซุฟยานรู้สึกผิดหวังกับอะลี จึงยอมรับเงินที่ส่งมาให้ ฏอบารีบันทึกไว้ว่า “อบูซุฟยานยังไม่ยอมหยุดยั้งการก่อกวนจนกระทั่งยะซีดบุตรชายของเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพส่งไปรบที่ซีเรีย”

ฌ) มุอาวิยะฮ์

มุอาวิยะฮ์ เขียนจดหมายถึง มุฮัมมัดบุตรของอบูบักรดังว่า “บิดาของท่านรู้และเราก็รู้ดีว่า อะลีเหมาะสมที่จะเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา เราเคารพอะลีเป็นที่ยิ่ง เมื่อท่านศานทูตของพระเจ้า ขอความสันติจงมีแด่ท่าน ได้ปฏิบัติภารกิจของท่านได้กลับคืนสู่พระเจ้าแล้ว บิดาของท่าน (อบูบักร) และมือขวาของเขาคืออุมัร เป็นบุคคลสองคนแรกที่ร่วมมือกันละเมิดสิทธิของอะลี อะลีปฏิเสธ และพวกเขาได้วางแผนต่อต้านจนกระทั่งอะลีต้องยอมจำนน”

“พวกเขาไม่เคยยินยอมให้อะลีได้มีส่วนรู้ถึงความลับของพวกเขาจนกระทั่งพระเจ้าได้เอาชีวิตของเขากลับไป ขณะนี้เรากำลังอยู่บนแนวทางที่บิดาของท่านได้บุกเบิกไว้ ถ้าหากเขาอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง เราก็จะตามแนวทางของเขา ถ้าหากเขาอยู่ในหนทางที่ผิด ก็จงกล่าวโทษบิดาของท่านเถิด นั่นคือ ไม่ใช่มากล่าวโทษเราที่ได้ไปต่อต้านเขา และการไม่ปล่อยตำแหน่งคอลีฟะฮ์ให้กับเขา ขอความสันติจงมีแต่บรรดาผู้ที่ขอลุแก่โทษ”

ญ) คอลิด อิบนิ สะอีด

คอลิดบุตรของสะอีด บุตรของอาส นับเป็นมุสลิมคนแรกๆคนหนึ่งที่เข้ารับอิสลาม อิบนิ กุตัยบะฮ์ ได้กล่าวไว้ว่าในหนังสือ มะอาริฟ หน้า 128 ของเขาว่า “คอลิดเข้ามาเป็นมุสลิมก่อนอบูบักร” คอลิดอพยพไปอบิสสิเนีย (เอธิโอเปีย) และเมื่ออิสลามเข้มแข็งแล้ว เขาจึงกลับมาจากที่นั่น เขาและน้องชายอีกสองคน คืออัมรและอะบานได้รับการแต่งตั้งจากท่านศาสดาให้เป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษี ผู้ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บจากเผ่ามัซฮัจญ์ จากนั้นพวกเขาจึงถูกย้ายไปยังเมืองซอนอาอ์ที่เยเมน เมื่อท่านศาสดาเสียชีวิต พวกเขาจึงกลับมายังนครมะดีนะฮ์

อบูบักรได้สอบถามพวกเขาว่า ทำไมพวกเขาจึงละทิ้งหน้าที่นี้ของพวกเขา และพวกเขากล่าวตอบว่า “เราได้รับการแต่งตั้งจากท่านศาสดาให้ได้รับหน้าที่นี้ และเราจะไม่ทำให้กับผู้ใดอื่น เมื่อท่านศาสดาวายชนม์แล้ว” พวกเขาหาข้อแก้ตัวอื่นๆอีก และไม่ยอมจับมือให้สัตยาบันกับอบูบักร จนกระทั่งสองเดือนผ่านไปคอลิดกล่าวกับบนูฮาชิมว่า “พวกท่านเป็นผู้มีเกียรติและเป็นต้นไม้ที่ให้ผล และเราขอปฏิบัติตามพวกท่าน”

วันหนึ่งเขาไปพบกับอะลีและอุศมาน และกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกท่านเป็นผู้สืบตระกูลของอับดุลมานาฟ ไม่ยอมรับเอาตำแหน่งไว้ให้จริงจัง จนกระทั่งคนอื่นมายึดเอาไป” เขาชื่นชมในอะลีและต้องการจะให้สัตยาบันกับเขา แต่มันสายเกินไปเสียแล้วเพราะอบูบักรได้เป็นคอลีฟะฮ์ ฉะนั้นคอลิดจึงยอมรับเขาเสมือนกับบรรดาบนูฮาชิม อบูบักรไม่ถือสากับการก่อกบฏของคอลิดด้วยวิธีที่นุ่มนวล แต่อุมัรกลับถือเอาเป็นเรื่องใหญ่โตต่อมาภายหลังอบูบักรได้แต่งตั้งให้คอลิดเป็นผู้บังคับกองพันของกองทหารที่ส่งไปยังแนวรบที่ซีเรียก็เหลือเอามาเรียบเรียง

อุมัรเถียงกับอบูบักร และยืนกรานให้ปลดคอลิดและให้แต่งตั้งยะซีดบุตรของอบูซุฟยานแทนตำแหน่งของเขา คอลิดไม่รังเกียจไม่ว่าเขาจะเป็นทหารหรือเป็นผู้บังคับกองพัน และเขาได้ออกรบในฐานะทหารคนหนึ่ง ณ แนวรบที่ซีเรีย จนกระทั่งได้พลีชีพไปในปีที่ 13 ของฮิจเราะฮ์ศักราช สองคืนก่อนจะถึงสิ้นเดือนญะมาดุลเอาวัล

ฎ) สะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์

สะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ เป็นหัวหน้าของเผ่าคอซรอจ เขาร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่อะกอบะฮ์ (ในฐานะเป็นผู้แทน ผู้ซึ่งเดินทางมาจากมะดีนะฮ์ เพื่อมายืนยันถึงความเต็มใจที่จะสนับสนุนท่านศาสดา หากท่านประสงค์ที่จะอพยพ จากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์) สะอัดเข้าร่วมในสงครามทุกครั้งที่ท่านศาสดาได้ต่อสู้ ยกเว้นก็คงจะเป็นสงครามบะดัร ในวันที่จะเข้ายึดนครมักกะฮ์ เขาได้แสดงแนวโน้มของความเป็นปฏิปักษ์ ด้วยกับคำพูดที่ว่า “วันนี้เป็นวันแห่งการสู้รบ เป็นวันที่ผู้หญิงจะต้องถูกจับเป็นเชลย” วันนั้นท่านศาสดาจึงมอบธงชัยให้กับกอยส์บุตรชายของสะอัด และได้ลดตำแหน่งของสะอัดลง ให้เป็นเพียงคนทำฮัจญ์ธรรมดาคนหนึ่ง

สะอัดประสบความพ่ายแพ้ในความพยายามของเขาที่จะเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา เขาจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่อย่างเดียวดายในระหว่างการให้สัตยาบัน

แต่หลังจากที่อบูบักรเป็นคอลีฟะฮ์สองสามวัน สะอัดถูกขอร้องให้จับมือกับเขา ดังที่คนส่วนหนึ่งของเผ่าของเขาได้กระทำไปแล้ว แต่สะอัดปฏิเสธพร้อมกับกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ตราบใดที่ฉันยังมีลูกธนูอยู่ในซองที่จะยิงเจ้า หอกที่จะย้อมสีมันด้วยเลือดของเจ้า ดาบและพละกำลังอยู่ในแขนของฉัน ฉันจะขอต่อสู้กับเจ้าพร้อมกับการสนับสนุนของผู้คนที่อยู่ในเผ่าของฉัน ผู้ที่เขายังเชื่อฟังฉันอยู่ ฉันจะไม่จับมือแสดงการให้สัตยาบันเจ้า ถึงแม้มนุษย์และญินจะประกาศกับฉัน โดยอยู่ข้างเจ้าก็ตาม จนกว่าฉันจะตาย และจะนำเรื่องของฉันนี้ไปยังศาลของพระองค์” อุมัรเร่งเร้าให้อบูบักรบังคับสะอัดให้ยอมจำนน

แต่บะชีร อิบนิ สะอัดกล่าวว่าเขารู้จักสะอัดว่าเป็นคนดื้อดึง และจะไม่ยอมเห็นพ้องด้วย เขายังมีอิทธิพลในหมู่ผู้คนของเขา และย่อมไม่อาจไปลอบสังหารเขาได้ จนกว่าผู้คนอีกจำนวนมากในเผ่าของเขาและเครือญาติของเขาจะต้องถูกสังหารให้หมดเสียก่อน สะอัดจึงถูกปล่อยไว้ให้อยู่คนเดียวตามคำแนะนำของบะชีร

(บะชีรซึ่งเป็นบุคคลคนแรกที่จับมือกับอบูบักรนั้น เป็นคู่ต่อสู้ของสะอัด) สะอัดไม่เคยเข้าร่วมกับกิจกรรมในทางศาสนาที่ทำรวมกัน ซึ่งจัดโดยเจ้าหน้าที่ราชการ และเดินทางไปทำฮัจญ์แยกต่างหากจากคณะที่นำโดยรัฐบาล เขาผ่านชีวิตของเขาไปแต่ละวัน จนกระทั่งอบูบักรตาย เมื่ออุมัรขึ้นดำรงตำแหน่งแทนอบูบักร เขามาพบสะอัดและได้มีการพูดจาไม่สู้จะดีต่อกัน สะอัดกล่าวว่า “อบูบักรมีความยิ่งใหญ่มากกว่าเจ้า ฉันไม่ชอบที่จะอยู่ร่วมกับเจ้า” อุมัร กล่าวตอบว่า “ถ้าหากผู้หนึ่งไม่ชอบที่จะอยู่ใกล้อีกคนหนึ่งแล้วเขาก็ควรจะออกห่างไปเสีย”

จากนั้นสะอัดจึงเดินทางออกมาจากมะดีนะฮ์ไปยังดามัสกัส อุมัรส่งเจ้าหน้าที่ไปเพื่อเอาความเห็นชอบของสะอัด หรือไม่ก็ให้กำจัดเขาทิ้งเสีย หากเขาไม่เห็นพ้องด้วย
เจ้าหน้าที่ได้ไปพบสะอัดที่สวนผลไม้แห่งหนึ่ง และได้เชิญชวนเขาให้เห็นพ้องด้วยกับอุมัร สะอัดปฏิเสธและชายคนนั้นก็ยังคงข่มขู่เขา แต่ก็ไม่มีผลอันใด ดังนั้นเขาจึงสังหารสะอัดทิ้งเสีย

มัสอูดบันทึกไว้ว่า สะอัดไม่ยอมจับมือให้สัตยาบัน และจึงอพยพไปอยู่ซีเรีย และถูกสังหารในเวลาต่อมา อิบนิ อับดุรอบบิฮ์บันทึกไว้ว่า สะอัดถูกมือมืดสังหาร และที่ว่าญินได้ใช้เสียงโหยหวนใส่เขา ดังที่ได้กล่าวไว้ในกลอนต่อไปนี้

“เราได้ฆ่า สะอัดแม้ เป็นหัวหน้า
ผู้บัญชา เผ่าคอซรอจ ต้องโศกเศร้า
ในวันนี้ ยิงสองครั้ง ตรงเข้าเป้า
หัวใจเขา ไม่อาจหนี ชีวีดับ”

ในฏอบารีได้มีบันทึกไว้ว่า สะอัดกำลังไปทำธุระส่วนตัวอยู่ เมื่อมีบางคนเข้าจู่โจมและสังหารเขาทิ้งเสีย เมื่อได้พบตัวของเขาในเวลาต่อมาปรากฏว่า ผิวหนังของเขาเปลี่ยนเป็นสีเขียว

ใน อุซุดุลฆอบะฮ์ มีบันทึกไว้ว่า สะอัดไม่ยอมมอบตนต่อ อบูบักรหรือ อุมัร เขาอพยพไปอยู่ซีเรียและเขาถูกฆ่าตายที่นั่น จากนั้นจึงมีเสียงดังมาจากบ่อลึกโดยบอกให้ผู้คนได้รู้ว่า สะอัดถูกฆ่าสังหาร ร่างของเขาถูกพบนอนตายอยู่ใกล้ๆ บ้านของเขาที่ฮูรอนในนครดามัสกัส ในสภาพเปลี่ยนไปเป็นสีเขียว อับดุลฟัตตาฮ์เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัล อิมามอะลี อิบนิ อบี ฏอลิบ ดังความว่าชาวบ้านต่างพากันพูดว่า สะอัดตายเพราะถูกญินฆ่า แต่จริงๆ แล้ว คอลิด อิบนิ วะลีด และคู่หูของเขาอีกคนหนึ่งได้กระทำฆาตกรรม สะอัด และโยนเขาลงไปในบ่อลึกเสียงที่บอกว่าสะอัดถูกฆ่าสังหารนั้นเป็นเสียงของเพื่อนคอลิด ไม่ใช่ของพวกญิน บะลาซุรี บันทึกไว้ว่า อุมัรสั่งคอลิดและมุฮัมมัด อิบนิ มุสลิมะฮ์ ให้ไปสังหารสะอัด พวกเขาก็ได้กระทำเช่นนั้น

สมาชิกคนหนึ่งของชาวอันศอร ได้แต่งบทกลอนดังต่อไปนี้เกี่ยวกับการตายของสะอัด

สิ่งที่พวก เขากล่าว และเล่าขาน
สะอัดนั้น ถูกญินฆ่า น่าสงสัย
ฉันไม่เคย ประสบ ณ ที่ใด
เลห์กลใคร ผิดแปลก แหวกครรลอง

สะอัดปราศ จากบาป คราบความผิด
เพียงน้อยนิด ไม่เคยมี ให้ชื่อหมอง
และไม่เคย แม้แต่ จะปรองดอง
ไม่เคยหมอง ต้องจับมือ อบูบักร

นักประวัติศาสตร์ไม่ชอบที่จะบันทึก สาเหตุการตายของสะอัด บางคนไม่ยอมพูดถึงเหตุการณ์นี้เลย และบุคคลอื่นกล่าวโทษญิน ถ้าหากบรรดาผู้ที่พูดว่า ญินฆ่าสังหารสะอัด กล่าวว่า “บรรดาญินที่เป็นผู้ศรัทธาไม่ชอบสะอัดที่ไปต่อต้านอบูบักร ดังนั้นพวกเขาจึงสังหารเขาเสีย” ดังนั้นเรื่องอย่างนี้ย่อมจะเป็นที่น่าเชื่อได้ง่ายขึ้น

ฏ) อุมัร

เราได้กล่าวถึงกิจกรรมต่างๆ ของเขาที่เข้าข้างอบูบักร ในระหว่างการประกาศสัตยาบัน อุมัรกล่าวว่า “บางคนเห็นล่วงหน้าว่าฉันกำลังจะตายและเดาว่าฉันจะตั้งใครเป็นผู้สืบแทน ขอให้ฉันได้แจ้งให้เป็นที่กระจ่างแก่พวกท่านถึงเรื่องนี้ การให้สัตยาบันกับอบูบักรเป็นเรื่องผิดพลาด แต่พระเจ้าปกป้องเราไว้ให้ปลอดภัยจากผลลัพธ์ของมัน”

วิวัตนาการในการบันทึกของ ซัยฟ์

เราได้เขียนไว้ก่อนหน้าแล้วถึงเหตุการณ์ของการให้สัตยาบันที่ซัยฟ์และบุคคลอื่นๆ ได้บันทึกไว้ ต่อไปนี้เราจะเปรียบเทียบดู ระหว่างการบันทึกของพวกเขา ซัยฟ์ได้บันทึกไว้ว่า

ก) ไม่มีผู้ใดที่ปฏิเสธการประกาศสัตยาบันให้กับอบูบักร ยกเว้นพวกตกศาสนาหรือใกล้จะตกศาสนา และบรรดาชาวมุฮาญิรีนทั้งหมดล้วนจับมือกับอบูบักรด้วยความเต็มใจ

ข) อะลีวิ่งออกมาจากบ้านของเขา โดยสวมเสื้อชุดนอนเพื่อไม่ให้เสียเวลา หลังจากที่เขาได้ยินว่า ผู้คนได้จับมือประกาศสัตยาบันกับ อบูบักรและเขาก็ได้จับมือกับอบูบักร เช่นเดียวกันพวกเขาได้นำเสื้อผ้าของเขามาให้จึงได้จัดการแต่งตัว

ค) เกาะกอฮ์กล่าวว่า “ฉันอยู่ในมัสยิดเพื่อการนมาซตอนเที่ยงวันเมื่อมีชายคนหนึ่งนำข่าวการเสียชีวิตของท่านศาสดา และการชุมนุมของพวกอันศอรที่สะกีฟะฮ์ เพื่อแต่งตั้งสะอัดให้เป็นผู้สืบตำแหน่งแทนของพวกเขา อันเป็นการขัดต่อคำสั่งของท่านศาสดา ข่าวนี้ได้สร้างความกังวลในใจให้กับชาวมุฮาญิรีนเป็นอย่างมาก”

ง) ฮุบาบ อิบนิ มุนซิร กำลังจะเข้ามาจู่โจมอบูบักรด้วยดาบ แต่อุมัรได้ปัดดาบจนหลุดจากมือของเขา จากนั้นชาวอันศอรได้รีบออกมาจับมือกับอบูบักร โดยโดดข้ามหัวสะอัดผู้ซึ่งกำลังป่วยอยู่เข้ามา และไปนั่งขวางทางพวกเขา ความผิดพลาดของชาวอันศอร นับเป็นความผิด พลาดในแบบเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของความโง่เขลาป่าเถื่อน แต่อบูบักรได้ป้องกันไว้อย่างเหนียวแน่นไม่ให้เกิดผลลัพธ์เช่นนั้นอีก

จ) สะอัดกล่าวกับอบูบักรว่า “ท่านและคนในเผ่าของฉันบังคับให้ฉันยอมจำนนต่อท่าน” พวกเขาได้บอกกับสะอัดว่า “หากเราบังคับท่านให้ออกไปจากชุมชนท่านก็อาจจะมีข้อแก้ตัว แต่เราได้ทำให้ท่านอยู่ร่วมกับคนอื่นๆเขา ถ้าหากท่านขัดขืนต่อเสียงของประชาชนแล้ว หรือสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น เราจะตัดคอของท่าน”

ฉ) อบูบักรได้กล่าวคำปราศรัยอย่างยืดยาวรวมสองครั้ง

ช) คอลิด สะอีด อะมาวี สวมเสื้อที่ทำจากผ้าไหมในยามสงบ และอุมัรได้สั่งเขาให้ฉีกเสื้อทิ้ง ด้วยเหตุนี้คอลิดจึงกล่าวกับอะลีว่า “โอ้ ผู้เป็นบุตรหลานของอับดุลมานาฟ ท่านได้แพ้คดีความของท่านหรือ?” อะลี บอกกับคอลิดว่า “เจ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องของการละเล่นหรือ?” จากนั้นอุมัรจึงกล่าวกับคอลิดว่า “ขอพระเจ้าได้โปรดสวมบังเหียนที่ปากของเจ้าด้วย เจ้าได้พูดบางสิ่งที่พวกโป้ปดมดเท็จจะยึดเอาไปพูดต่อ (เพื่อเอาไปแต่งเรื่องเท็จ)”

เมื่อเราได้เปรียบเทียบดูถึงแนวทางที่ซัยฟ์ได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆไว้กับที่ผู้อื่นได้บันทึกไว้ เราได้เห็นว่าซัยฟ์ ได้ตบแต่งเหตุการณ์ไว้ด้วยวิธีที่ชาญฉลาดยิ่ง เพื่อให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของเขา ยกตัวอย่างเช่น

ก) เขากล่าวว่าอะลีและสะอัด จับมือกับอบูบักรเพื่อให้สัตยาบันในวันแรกที่เขาได้สืบตำแหน่งแทนท่านศาสดา แต่กระนั้นนักประวัติ ศาสตร์คนอื่นๆ บอกเราถึงการเลื่อนข้อตกลงของอะลีและสะอัดกับ อบูบักรออกไป ซึ่งแตกต่างกับที่ซัยฟ์ได้พูด ซึ่งแตกต่างกันดังนี้คือ “อะลีได้ถามถึงเรื่องตำแหน่งของเขา ชาวมุฮาญิรีนและบนูฮาชิม ต่างก็เห็นพ้องกับอะลีที่ไม่ยอมให้สัตยาบันกับอบูบักร ผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดต้องการจะจับมือกับอะลีเพื่อให้สัตยาบันและตราบเท่าที่บุตรีของท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาไม่ยอมเห็นพ้องด้วยกับอบูบักร” ถ้าหากเรื่องที่ซัยฟ์พูดไว้เป็นเรื่องจริงที่ว่า อะลีไปพบอบูบักรในวันแรกเลยทีเดียวนั้น ดังนั้นใครจะเป็นผู้จัดการเตรียมงานฝังศพของท่านศาสดาเล่า ?

ข) สะอัดไม่เห็นด้วยกับอบูบักร เขาจึงไปอาศัยอยู่ที่ดามัสกัส และญินได้สังหารเขาด้วยกับการยิงสองครั้ง เพราะเขาไม่จับมือกับ อบูบักร

ค) ด้วยคำกล่าวที่ว่าชาวอันศอร ต้องการที่จะละเมิดพันธสัญญาของท่านศาสดา และไปประกาศสัตยาบันกับสะอัด ซัยฟ์ต้องการจะพูดว่าท่านศาสดาได้แต่งตั้งอบูบักรไว้

ง) ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์คำพูดบางคำของเกาะกออ์ขึ้นมาดังต่อไปนี้ “ผู้คนจากคนแล้วคนเล่าได้เข้าสัมผัสมือกับอบูบักรด้วยความเต็มใจ” ถึงกระนั้นเกาะกออ์ไม่เคยมีชีวิตอยู่เลย เขามีชื่อปรากฏอยู่ก็เฉพาะในเรื่องเล่าของซัยฟ์เท่านั้น

จ) เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าชาวอันศอรต่อต้านอบูบักร เขากล่าวว่า ฮุบาบ ผู้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของชาวอันศอรได้เข้าจู่โจมด้วยดาบ แต่จริงๆแล้วเขาคนนั้นคือ ซุเบร เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านศาสดา ซึ่งเป็นชาวมุฮาญิรีนคนหนึ่ง (ชาวอพยพเป็นพรรคพวกของอะลี) ที่ได้เข้าโจมตีด้วยดาบ

ฉ) อุมัรให้ข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งอบูบักรเป็นความผิดพลาด ซัยฟ์เรียกการต่อต้านของชาวอันศอรว่า เป็นความผิดพลาดเช่นกันเพื่อเป็นการกลบเกลื่อนอุมัร และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อสังเกตของอุมัร ที่เป็นการต่อต้านกับชาวอันศอร

ช) ซัยฟ์กล่าวไว้ว่า อบูบักรได้กล่าวคำปราศรัยเป็นปฐมฤกษ์อย่างยืดยาวรวมสองครั้ง หลังจากที่ผู้คนได้ให้สัตยาบันต่อเขาแล้ว ลีลาและเนื้อหาของคำปราศรัยของทั้งสองครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นของปลอม และคำปราศรัยของอบูบักรที่เป็นของจริงนั้น ย่อมมีความแตกต่างกับลีลาและเนื้อหาของคำปราศรัยที่เป็นของปลอมนั้น ไม่เหมือนกันกับคำปราศรัยของคอลีฟะฮ์ทั้งสาม ที่ตามมาภายหลังจากท่านศาสดา คำปราศรัยนี้ซัยฟ์ได้เขียนไว้ไม่ดีเท่ากันกับงานเขียนอื่นๆของเขา มันดูเหมือนว่าซัยฟ์ไม่มีความชำนาญในการแต่งคำปราศรัยในทางศาสนา อีกประการหนึ่งคำปราศรัยยาวๆนั้น นับเป็นเรื่องไม่ปกติในสมัยของท่านศาสดาและของอบูบักร คำปราศรัยยาวๆเหล่านี้ เริ่มต้นขึ้นในสมัยการเป็นคอลีฟะฮ์ของอุมัร และไปถึงจุดสุดยอดในยุคสมัยของอะลี คำปราศรัยแรกๆของผู้ปกครองคนใดก็ตามมักจะสั้น ซึ่งเป็นการกำหนดโครงเรื่องของแผนงานใหม่ๆ

ซ) คำแถลงที่อบูบักรใช้ที่ว่า มารร้ายได้อยู่อาศัยในตัวของเขานั้นฟังดูเป็นเรื่องชวนหัวและทำให้เสื่อมเสีย ซัยฟ์ต้องการที่จะเน้นย้ำความคิดของเขาที่ว่า ภายหลังจากท่านศาสดาผู้คนไม่ต้องการที่จะยุ่งเกี่ยวกับคุณธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ คำพูดเหล่านี้จากอบูบักรผู้เป็นคอลีฟะฮ์คนแรก เหมือนกันกับคำวิงวอนของเขาที่ขอให้กับกองทัพของ อุซามะฮ์ เป็นเหตุให้อิสลามต้องร่วงหล่นสู่ความเสียชื่อเสียง

ฌ) สิ่งที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับคำปราศรัยของอบูบักรที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นของเขานี้ก็คือมันได้นำเอาวิญญาณแห่งความตลกโปกฮาเข้ามาสู่ศาสนาอิสลามเพื่อว่าเมื่อผู้คนได้ฟังจากคำปราศรัยของผู้นำมุสลิมแล้วก็จะเข้าใจไปได้ว่าอิสลามไม่ได้เป็นศาสนาที่แท้จริงหรืออาจเลวร้ายไปกว่านั้นอีกก็คือ เป็นศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าเหตุผลที่ซัยฟ์นำเสนอในเรื่องอิสลามอย่างผิดๆก็เพราะได้มีบันทึกไว้ว่า ซัยฟ์เป็นผู้ไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้า