ผู้หลบภัยอยู่ในบ้านของฟาฏิมะฮ์

อุมัรกล่าวว่า “ภายหลังจากที่ท่านศาสดาได้วายชนม์แล้ว เราได้ทราบมาว่ามีผู้คนกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันอยู่ที่บ้านของฟาฏิมะฮ์ เพื่อต่อต้านพวกเรา” ผู้คนกลุ่มนี้ประกอบด้วย อะลี ซุเบร อับบาส อัมมาร อินนี ยาซีร อุตบะฮ์ อิบนิ อบีละฮับ ซัลมาน ฟารซี อบูซัร มิกดาร อิบนิ อัสวัด บัรรออ์ อิบนิ อาซิบ อุบัยย์ อิบนิ กะอับ สะอัด อิบนิ อบีวักกอส และตอลฮะฮ์ อิบนิ อุบัยดิลละฮ์ บุคคลอื่นจากทั้งชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรได้ถูกระบุชื่อไว้เช่นกัน เนื่องจากบรรดามุสลิมมีความลังเลใจที่จะเอ่ยถึงความไม่ลงรอยกันของพวกเขา พวกเขาเพียงแต่เขียนว่า มีบุคคลบางคนได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่บ้านของฟาฏิมะฮ์ เพื่อการต่อต้าน โดยบังเอิญที่ว่ามีประโยคบางประโยคเกี่ยวกับการต่อต้านนี้ ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของบะลาซุรี ซึ่งกล่าวไว้ว่าเมื่อ อบูบักรถูกอะลีต่อต้าน จึงมีคำสั่งให้ไปนำตัวอะลีมาให้เขา อุมัรไปหา อะลีและได้ถกเถียงเรื่องนี้กับเขา อะลีกล่าวกับอุมัรว่า “ท่านกำลังรีดนมแห่งการสืบตำแหน่งแทน ครึ่งหนึ่งเป็นของอบูบักร และอีกครึ่งหนึ่งเป็นของท่าน ฉะนั้นเขาจึงกำลังทำให้ท่านเป็นผู้สืบตำแหน่งแทนของเขา” บะลาซุรี กล่าวไว้อีกเช่นกันว่า ในขณะที่อบูบักรกำลังนอนรอความตายอยู่นั้น เขาได้กล่าวคำพูดนี้ออกมา “มีอยู่ด้วยกันสามสิ่งที่ฉันเศร้าเสียใจ นั่นคือ..ฉันไม่ควรส่งคนไปค้นบ้านของฟาฏิมะฮ์เลย ถึงแม้พวกเขาจะเตรียมการที่จะต่อสู้กับเราก็ตาม...”

ยะอ์กูบี ได้บันทึกไว้ในเล่ม 2 หน้า 115 ของหนังสือของเขาว่า อบูบักร กล่าวว่า “ฉันไม่ควรเลยที่จะได้ไปค้นบ้านของฟาฏิมะฮ์ และไม่ควรส่งคนไปรบกวนนาง ถึงแม้บ้านของนางจะถูกใช้เป็นที่หลบภัยซึ่งอาจจะก่อให้เกิดสงครามก็ตามที”

บรรดานักประวัติศาสตร์ได้ระบุชื่อของบรรดาผู้ที่เข้าไปในบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ เพื่อการขับไล่ผู้คนที่กำลังหลบภัยอยู่ในนั้นไว้ดังนี้

1) อุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ
2) คอลิด บิน วะลีด
3) อับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ เอาฟ์
4) ซาบิต อิบนิ ชัมมาส
5) เซด อิบนิ ละบีด
6) มุฮัมมัด อิบนิ มัสลามะฮ์
7) ซะละมะฮ์ อิบนิ ซาลิม อิบนิ วักกอส
8) สะลามะฮ์ อิบนิ อัสลัม
9) อุซัยร์ อิบนิ ฮุเฎร
10) เซด อิบนิ ซาบิต

อะลี ซุเบร และชาวมุฮาญิรีนบางคน ที่ต่อต้านการสืบตำแหน่งแทนของอบูบักร ได้ไปรวมตัวกันอยู่ในบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์พร้อมด้วยอาวุธ มีรายงานไปถึงอบูบักรว่าฝ่ายต่อต้านกำลังรวมตัวกันเพื่อการให้สัตยาบันกับอะลี ดังนั้นเขาจึงส่งอุมัรพร้อมกับคนจำนวนหนึ่งเพื่อไปขับไล่พวกเขา โดยการใช้กำลังหรือในทางหนึ่งทางใด อุมัรถือคบเพลิงที่จุดจนลุกโพลงไว้ในมือ และมุ่งตรงไปยังบ้านของฟาฏิมะฮ์ และเมื่อฟาฏิมะฮ์ได้เห็นเปลวไฟของคบเพลิง นางได้ถามอุมัรว่า เขาจะเผาบ้านของนางให้เป็นจุณกระนั้นหรือ อุมัรกล่าวตอบว่า “ใช่แล้วถ้าหากท่านไม่ปฏิบัติตามบรรดามุสลิมคนอื่นๆ และให้สัตยาบันของท่านกับอบูบักร”

ได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ “อัลอิมามะฮ์ วะอัลซิยาซะฮ์” ดังว่า อุมัรได้มีคำสั่งให้ผู้คนออกไปจากบ้านหลังนั้น แต่พวกเขาไม่สนใจคำสั่งของอุมัร เขาจึงมีคำสั่งให้ไปนำเอาฟืนมา และตะโกนบอกคนในบ้านว่า “ถ้าหากพวกท่านไม่ออกมาฉันจะเผาบ้านทิ้งเดี๋ยวนี้ ฉันขอสาบานต่อพระเจ้าผู้ซึ่งกำดวงวิญญาณของฉันไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” มีบางคนบอกกับอุมัรว่า ฟาฏิมะฮ์กำลังอยู่ในบ้านหลังนั้น เขาจึงพูดขึ้นว่า “มันไม่มีผลที่แตกต่างอะไรกันหรอกสำหรับฉันว่าใครจะอยู่ในบ้านบ้าง”

ในหนังสือ อันซอบุลอัชรอฟ เล่ม 1 หน้า 586 เขียนไว้ว่า อบูบักรขอให้อะลีสนับสนุนเขา แต่อะลีปฏิเสธ อุมัรจึงเข้าไปหาอะลีที่บ้านพร้อมกับถือคบเพลิงที่จุดแล้วไปด้วย ที่ประตูเขาพบกับฟาฏิมะฮ์ซึ่งได้พูดกับเขาว่า “ท่านตั้งใจที่จะเผาประตูบ้านของฉันกระนั้นหรือ ?” อุมัรตอบว่า “ใช่แล้ว เพราะมันเป็นการเสริมศรัทธาให้กับศาสนาที่บิดาของท่านนำมาให้กับเรา” เญาฮะรี ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า “อุมัรพร้อมกับผู้คนจำนวนหนึ่ง ตรงไปที่บ้านของฟาฏิมะฮ์ เพื่อจะเผาบ้านและทุกคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามให้เป็นจุณ”

อิบนิ ชะฮ์นะฮ์กล่าวว่า “เพื่อการเผาบ้านและคนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น” ได้มีบันทึกอยู่ในหนังสือ กันซุลอุมมาล เล่ม 3 หน้า 140 ดังว่า อุมัรกล่าวกับฟาฏิมะฮ์ว่า “ฉันรู้ดีว่า ศาสนทูตแห่งพระเจ้าไม่รักใครมากไปกว่าตัวท่าน แต่นี่ไม่ได้เป็นเรื่องยับยั้งฉันที่จะทำไปตามการตัดสินใจของฉัน ถ้าหากผู้คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในบ้านของท่าน ฉันก็จะเผาประตูหน้าบ้านต่อหน้าท่านเดี๋ยวนี้”

เมื่ออับดุลลอฮ์ อิบนิ ซุเบร กำลังต่อสู้เพื่ออำนาจ บนูฮาชิมได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในช่องเขาแห่งหนึ่ง อับดุลลอฮ์ออกคำสั่งให้ไปเอาฟืนมาเพื่อเผาพวกเขาทั้งหมด อุรวะฮ์น้องชายของอับดุลลอฮ์ ได้แก้ตัวให้กับการกระทำอันผิดมนุษย์ของพี่ชายของเขาด้วยการกล่าวว่า “พี่ชายของฉันได้ข่มขู่พวกเขา ดังที่พวกเขาได้เคยถูกข่มขู่มาในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อพวกเขาไม่ยอมให้สัตยาบันของพวกเขา” เขาหมายถึงเหตุการณ์ที่บนู ฮาชิม ปฏิเสธอำนาจของอบูบักร

ฮาฟิซ อิบรอฮีม (นักกวีชาวอียิปต์) ได้แต่งบทกวีซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้
“อุมัร ผู้ยิ่งใหญ่ ได้ข่มขู่
กับอะลี ผู้สูงใน เกียรติคุณ
บ้านของท่าน ฉันจะเผา ให้เป็นจุณ
หากไม่หนุน ลูกอบี กุฮาฟา

แม้ฟาฏิมะฮ์ ยังอยู่ ข้างในบ้าน
อุมัรนั้น ก็จะขอ เจรจา
กับอะลี วีรบุรุษ สุดโลกหล้า
ไม่ขอหา รือกับ คนอื่นใด
(อบูบักร อยู่อีกพัก ก่อนจะตาย
เฝ้าฟูมฟาย ไม่น่าเลย เอ่ยคำไป
จงเผาบ้าน ซะฮ์รอให้ วอดวายไป)”

ยะอ์กูบี กล่าวว่า “พวกเขามาเป็นกลุ่มและบุกเข้าจู่โจมบ้านของอะลี... และเขา (อุมัร) หักดาบของเขา (อะลี) ทิ้ง จากนั้น (กลุ่มนั้น) จึงบุกเข้าไปในบ้าน”

ฏอบารีกล่าวว่า “อุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ มายังบ้านของอะลี ในขณะที่ตอลฮะฮ์และซุเบร และชาวมุฮาญิรีนอีกบางคนกำลังอยู่ในบ้าน ซุเบรออกมาและบุกเข้าจู่โจมอุมัร เขาลื่นล้มลงดาบจึงหลุดไปจากมือของเขา คนของอุมัรจับตัวเขาไว้ และจับตัวอะลีไว้ด้วย ในขณะที่เขาพูดขึ้นว่า “ฉันเป็นข้าทาสของพระเจ้าและเป็นน้องชายของท่านศาสดา” พวกเขาพาอะลีมาหาอบูบักร และบอกเขาให้จับมือกับอบูบักร อะลีกล่าวว่า “ฉันมีสิทธิในตำแหน่งมากกว่าเขา ท่านควรจะจับมือเพื่อแสดงสัตยาบันกับฉัน ข้อโต้แย้งของท่านกับชาวอันศอร เกี่ยวกับความเป็นญาติของท่านกับศาสดานั้น ฉันก็สามารถใช้ข้อโต้แย้งเช่นเดียวกันนั้น ในฐานะที่ฉันใกล้ชิดกับท่านศาสดามากกว่าตัวท่าน ชาวอันศอรยอมรับเหตุผลของท่าน ท่านก็ต้องยอมรับของฉันเช่นกัน หรือหาไม่แล้วท่านก็ตกเป็นผู้ละเมิด”

อุมัรกล่าวว่า “เราจะยังไม่ปล่อยท่านไปจนกว่าท่านจะเห็นพ้องด้วยกับเรา” อะลีกล่าวตอบว่า “จงรีดนมวัวตัวนี้เถิด และแบ่งมันคนละครึ่งกับอบูบักร จงทำงานให้กับเขาในวันนี้ และในวันรุ่งขึ้นเขาจะทำให้ท่านเป็นผู้สืบตำแหน่งแทนเขา ฉันขอสาบานต่อพระเจ้าว่า ฉันจะไม่ยอมรับฟังท่านหรอกอุมัร และฉันก็จะไม่จับมือกับอบูบักร”

อบูบักรกล่าวกับอะลีว่า “ฉันจะไม่บังคับท่านให้เห็นพ้องด้วยกับฉัน” อบูอุบัยดะฮ์กล่าวกับอะลีว่า “ท่านยังเป็นหนุ่มอยู่ โอ้ อบุลฮาซัน ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสและพวกเขารู้ถึงวิธีการจัดการ ในการสืบตำแหน่งแทนท่านศาสดา จงปฏิบัติตามพวกเขาเสียเดี๋ยวนี้เถิด และถ้าหากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็จะได้สืบทอดแทนพวกเขา เพราะความได้เปรียบของท่าน และเพราะท่านมีความใกล้ชิดกับท่านศาสดามากกว่า และเป็นผู้บุกเบิกแห่งอิสลามซึ่งท่านเองเป็นผู้สู้รบในสงครามศาสนา” อะลีกล่าวตอบว่า “โอ้ ชาวมุฮาญิรีน จงเกรงกลัวต่อพระเจ้าเถิด จงอย่าได้ฉกเอาอำนาจของมุฮัมมัดและครอบครัวของท่านไปจากวงศ์วานของท่านเลย จงอย่าได้เปลี่ยนจุดศูนย์รวมของอิสลาม จากสถานที่ที่เหมาะสมของมันไป โดยเอาไปไว้ที่บ้านของพวกท่านเลย

ขอสาบานต่อพระเจ้า ตราบเท่าที่มีคนที่มีความรู้ในอัล กุรอาน ในอรรถคดีอิสลามและแบบฉบับของท่านศาสดา ในหมู่พวกเราที่เป็นครอบครัวของท่านศาสดา เราเป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่จะได้เป็นผู้สืบทอดของท่านมากกว่าผู้ใดทั้งสิ้น ขอสาบานต่อพระเจ้า ครอบครัวของเรามีทุกสิ่งที่ท่านต้องการ จงอย่าได้ตามความใคร่อยากของท่านเองเลย หรือหาไม่แล้วท่านจะเป็นผู้ที่หลงไกลลิบออกไป” บะชีร อิบนิ สะอัด จึงกล่าวขึ้นว่า “โอ้อะลี หากชาวอันศอรได้ยินในสิ่งที่ท่านพูดเมื่อกี้นี้ ย่อมไม่มีใครที่จะมาโต้แย้งกับท่านได้เลย แต่เรื่องมันจบสิ้นแล้ว เราได้จับมือให้สัตยาบันกับอบูบักรไปแล้ว” อะลีกลับบ้านโดยไม่ได้ให้สัตยาบันกับอบูบักร

อิบนิ อบิล ฮะดีด บันทึกมาจาก เญาฮะรี ว่า เมื่อฟาฏิมะฮ์เห็นว่าอะลีและซุเบรถูกกระทำย่ำยีอย่างเลวร้าย นางจึงออกมาที่ประตูและกล่าวขึ้นว่า “โอ้อบูบักร มันช่างรวดเร็วเหลือเกินที่ท่านหลอกหลวงครอบครัวของศาสนทูตของพระเจ้า ฉันจะไม่พูดกับอุมัรอีกตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่”

มีอีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า ขณะที่ฟาฏิมะฮ์ร้องไห้ นางได้ออกมาและได้ไล่พวกเขาออกไป ยะอ์กูบี กล่าวว่า ฟาฏิมะฮ์ออกมาและกล่าวว่า “ออกไปจากบ้านของฉัน หรือไม่ก็ขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะเปิดเผยศีรษะของฉันและจะคร่ำครวญต่อพระเจ้าด้วยกับผมที่ยุ่งเหยิงนี้แหละ” จากนั้นผู้คนจึงสลายตัวไปจากบ้านของนาง รวมทั้งผู้คนที่หลบภัยอยู่ในบ้านของนางด้วย นิซอม กล่าวไว้เช่นกันว่า “ในวันนี้ อุมัร ได้ตีไปที่ท้องของฟาฏิมะฮ์เป็นเหตุให้นางต้องแท้งบุตร พร้อมกับตะโกนสั่งให้เผาบ้าน” (เมื่อผู้อื่นได้ละออกไปหมดแล้ว คงเหลืออยู่เฉพาะอะลี ฮาซัน และฮูเซน บุตรทั้งสองของท่านที่อยู่ในบ้าน)

มัสอูดี กล่าวว่าภายหลังจากที่มีการให้สัตยาบันในวันจันทร์และอังคาร อะลีมาพบกับอบูบักรและกล่าวกับเขาว่า “ท่านได้ทำลายตำแหน่งของเรา เพราะท่านไม่ได้ใยดีกับเรา” อบูบักรกล่าวตอบว่า “มันก็จริงแต่ฉันเกรงว่ามันจะเกิดกลียุคและความไม่สงบ”

ยะอ์กูบี กล่าวไว้เช่นกันว่า มีบางคนมาหาอะลีเพื่อจับมือแสดงสัตยาบัน แต่อะลีบอกพวกเขาให้มาในวันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยการโกนศีรษะแต่มีเพียงสามคนเท่านั้นที่กลับมา หลังจากเหตุการณ์การให้สัตยาบันแล้ว อะลีมักจะไปกับฟาฏิมะฮ์ขี่ล่อไปด้วยกันเพื่อเรียกร้องการช่วยเหลือ แต่ผู้คนได้บอกกับฟาฏิมะฮ์ว่า “โอ้บุตรสาวของศาสนทูตของพระเจ้า หากญาติของท่านได้ขอให้เราสนับสนุนเสียก่อน เราก็จะไม่เลือกใครนอกจากตัวเขาเท่านั้น แต่เราได้จับมือให้สัตยาบันกับอบูบักรไปแล้ว” คำตอบของอะลีก็คือ “น่าละอายโดยแท้ เจ้าคาดว่าจะให้ฉันทิ้งร่างของท่านศาสดา และให้ฉันไปยุ่งอยู่กับการต่อสู้กันเพื่ออำนาจกระนั้นหรือ?” ฟาฏิมะฮ์มักกล่าวเสมอว่า อะลีได้กระทำไปอย่างเหมาะสมแล้ว และพวกเขาได้กระทำในสิ่งซึ่งพระเจ้าจะต้องสอบสวนพวกเขาถึงเรื่องเหล่านั้น

มุอาวิยะฮ์ ได้เขียนจดหมายถึงอะลี กล่าวถึงเรื่องราวข้างต้นไว้ดังว่า “มันดูเหมือนว่าเมื่อวานนี้เองที่ท่านเอาภรรยาของท่านขึ้นขี่ล่อ ผู้ซึ่งท่านควรจะให้เธออยู่เฉพาะในบ้าน พร้อมกับจูงมือฮาซัน ฮูเซนลูกชายสองคนของท่าน เคาะไปตามประตูบ้านของบรรดาผู้คนที่เคยร่วมรบในสงครามบะดัร และขอร้องพวกเขาอย่าได้ให้การสนับสนุนท่าน อย่างไรก็ตามมีเพียงสี่ห้าคนเท่านั้นที่เห็นด้วยกับท่าน ฉันขอสาบานด้วยกับวิญญาณของฉันว่า ถ้าหากท่านอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว พวกเขาก็จะต้องสนับสนุนท่าน ท่านกล่าวอ้างถึงสิ่งที่ไม่ได้เป็นของท่าน ท่านพูดถึงสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ฉันอาจมีความจำที่ไม่ดี แต่ฉันไม่เคยลืมคำพูดของท่านที่พูดกับอบูซุฟยานว่า “ถ้าหากฉันมีกำลังคนสักสี่สิบคน ฉันก็จะไปเอาสิทธิของฉันกลับคืนมาจากผู้คนเหล่านั้นด้วยกำลัง”

ในสงครามซิฟฟิน อัมร อิบนิ อาสได้กล่าวเตือนกับมุอาวิยะฮ์ว่า อะลี ได้พูดว่า “ถ้าหากฉันมีคนสี่สิบคน...” และอื่นๆ อัมร อิบนิ อาส หมายความว่าอะลีได้กล่าวเรื่องนี้ในวันที่บ้านของฟาฏิมะฮ์ถูกจู่โจม

สิ้นสุดเหตุการณ์การให้สัตยาบัน

อุซุดุล ฆอบะฮ์ เล่ม 3 หน้า 222 เขียนไว้ว่า “ฝ่ายต่อต้านเห็นด้วยที่จะยอมรับอบูบักร หกเดือนหลังจากประชาชนได้มาชุมนุมกันเพื่อให้สัตยาบันกับเขา” ยะอ์กูบี เล่ม 2 หน้า 105 “อะลีจับมือกับอบูบักรหลังจากหกเดือนนับจากที่ประชาชนได้ให้สัตยาบัน” อิสตีอับ เล่ม 2 หน้า 244 และ อัล ตันบีฮ์ วัล อัชรอฟ หน้า 250 “อะลีไม่ยอมจับมือกับ อบูบักรจนกระทั่งฟาฏิมะฮ์วายชนม์” อัล อิมามะฮ์ วัล ซิยาซะฮ์ ได้บันทึกไว้ว่า “อะลีได้ให้สัตยาบันของเขากับอบูบักรหลังจากที่ฟาฏิมะฮ์เสียชีวิตแล้ว ซึ่งเป็นเวลา 75 วัน หลังจากที่ท่านศาสดาได้วายชนม์” ตามรายงานของซุเบรกล่าวว่า ภายหลังจากที่ฟาฏิมะฮ์ได้โต้แย้งกับอบูบักรเกี่ยวกับมรดกของท่านศาสดา เธอไม่ได้พูดกับเขาอีกเลย

อะลี นำร่างของฟาฏิมะฮ์ไปฝังในเวลากลางคืน โดยที่อบูบักรไม่รู้เรื่องเลย ตราบเท่าที่ฟาฏิมะฮ์มีชีวิตอยู่ผู้คนเคารพยกย่องอะลี และภายหลังจากที่นางเสียชีวิตแล้ว พวกเขาได้ละทิ้งอะลีไป ฟาฏิมะฮ์มีชีวิตอยู่อีกหกเดือน หลังจากท่านศาสดาเสียชีวิต ซุฮ์รี กล่าวไว้เช่นกันว่า อะลีไม่ยอมจับมือกับอบูบักรจนกระทั่งหกเดือนหลังจากที่ประชาชนได้ให้สัตยาบัน และบนูฮาชิมได้กระทำตามเช่นเดียวกัน

ในตัยซีร อัลวุซูล เล่ม 2 หน้า 46 ซุฮ์รี กล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า อะลีไม่เห็นด้วยกับอบูบักร จนกระทั่งหกเดือนผ่านพ้นไป และบนู ฮาชิมก็ได้กระทำตามเช่นเดียวกัน เมื่ออะลีเห็นว่าผู้คนกำลังละทิ้งเขา เขาจึงเป็นพันธมิตรกับอบูบักร”

บะลาซุรี ในหนังสือ อันซอบุล อัชรอฟ เล่ม 1 หน้า 587 กล่าวว่า “เมื่อพวกอาหรับปฏิเสธอิสลาม และถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกคอก อุศมานไปหาอะลีและชักชวนเขาให้สนับสนุนอบูบักร อะลีได้จับมือให้สัตยาบันกับอบูบักร และความยุ่งเหยิงระหว่างมุสลิมก็เงียบสงบลง จากนั้นกองกำลังของมุสลิมก็ได้เตรียมการเพื่อการต่อสู้กับพวกนอกคอก” อะลีได้ปรองดองกับอบูบักร หลังจากที่ฟาฏิมะฮ์เสียชีวิตแล้ว โดยเล็งเห็นว่าผู้คนได้เอาตัวออกห่างไปจากเขา และบรรดามุสลิมต่างก็แตกแยกกัน ตำแหน่งของอบูบักรก็ยังคงมั่นคงอยู่ อย่างไรก็ตามอะลีไม่เคยลืมเหตุการณ์เหล่านี้เลย ถึงแม้ในวาระที่เขาดำรงตำแหน่งผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา

ในคำเทศนาของเขาที่มีชื่อว่า ชัค ชะกียะฮ์ เขากล่าวว่า “ฉันจำต้องอดทนด้วยสามัญสำนึกแห่งคุณธรรม ฉันรอคอยด้วยความอดทน มันยากยิ่งประหนึ่งมีหนามทิ่มตำเข้าไปในตาของฉัน และกระดูกที่ตำอยู่ในคอของฉัน ฉันได้เห็นสิทธิแห่งการสืบมรดกของฉันจากท่านศาสดา ได้ถูกหยิบฉวยไปจากฉันอย่างยุติธรรม เมื่อวันเวลาของคนแรก (อบูบักร) หมดสิ้นลง และแสงสว่างแห่งชีวิตของเขาก็ดับลงด้วย เขาก็ได้ผ่านรางวัลแห่งการสืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดาไปไว้ในมือของอิบนิ ค็อตต็อบ โอ้มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ระหว่างการขี่อูฐตัวหนึ่ง (ไปเผชิญหน้ากับความยากลำบากแต่เพียงผู้เดียว) กับการนั่งอยู่บนบัลลังก์ของฮัยยาน ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและร่าเริงหรรษาในพระราชวังของญาบิรผู้เป็นพี่ชายของเขา

นับเป็นความประหลาดใจที่ว่าอบูบักรได้ขอให้ผู้คนถอนการให้สัตยาบันของพวกเขาออกไปจากตัวเขา ในฐานะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งแทนท่านศาสดา แต่ก่อนที่เขาจะตาย อบูบักรได้แต่งตั้งตำแหน่งอันมั่นคงให้กับอุมัรเป็นผู้สืบแทน ผู้ปล้นสะดมทั้งสองคนนี้ ได้แบ่งตำแหน่งผู้สืบแทนระหว่างพวกเขากันเอง ราวกับการแบ่งนมที่อยู่ในเต้าสองเต้าของอูฐตัวหนึ่ง”

ข้อวิจารณ์ที่กระทำโดยบุคคลต่างๆเกี่ยวกับการให้สัตยาบัน

ก) ฟัฎล์ อิบนิ อับบาส

ตามรายงานของยะอ์กูบี เมื่อครอบครัวของบนูฮาชิมทราบข่าวการแต่งตั้งให้อบูบักรเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา ฟัฎล์ อิบนิ อับบาส กล่าวกับชาวเผ่ากุเรชว่า “พวกท่านไม่อาจประสบกับความสำเร็จได้หรอก ที่จะสืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดาด้วยกับการใช้เล่ห์กล เราสมควรที่จะได้รับตำแหน่งนี้ไม่ใช่พวกท่าน เราเป็นผู้ที่มีสิทธิอันชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิตรของเราคือ อะลี” จากนั้น อุต บะฮ์ อิบนิ อบีละฮับ จึงอ่านบทกลอนดังต่อไปนี้คือ

ฉันไม่เคย คิดเลยว่า ประชาชน
จะละทิ้ง ทำตนได้ ไม่สนใจ
บนูฮาชิม ถูกละลืม ไร้เยื่อใย
ปล่อยอบุล ฮาซันไว้ ให้โดดเดี่ยว

แม้นว่าเขา เป็นคนแรก ที่แยกมา
เปี่ยมศรัทธา มุฮัมมัด เพียงคนเดียว
จากร่างท่าน คนสุดท้าย ใจห่อเหี่ยว
หมดแรงเรี่ยว โศกา แสนอาดูร

เพื่อมากูล เกื้อช่วยเหลือ แก่อะลี
สวรรค์ดี ส่งเทวทูต ปรูดลงมา
รีบเร่ง อย่างรวดเร็ว จากฟากฟ้า
สู่กายา ของศาสดา ที่อาสัญ

อุตบะฮ์ได้รับสารจากอะลีฉบับหนึ่งขอร้องให้เขาหยุดอ่านบทกลอน เพราะมันเป็นความปรารถนาของอะลีที่มุสลิมทุกคนควรได้รับการชี้ชวนในลักษณะเดียวกัน

ข) อับดุลลอฮ์ อิบนิ อับบาส ได้มีการสนทนากันกับอุมัร

อุมัร: “อิบนิ อับบาส ท่านรู้หรือเปล่าว่า ทำไมผู้คนจึงไม่สนับสนุนครอบครัวของท่าน ผู้เป็นญาติของมุฮัมมัดให้เป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่าน ?” อับดุลลอฮ์ “ถ้าหากฉันไม่รู้ ดังนั้นหัวหน้าแห่งผู้ศรัทธา ก็จะช่วยบอกให้ฉันรู้ด้วยเถิด” อุมัร “บนู ฮาชิม ปรารถนาที่จะให้ท่านศาสดา และบรรดาผู้สืบทั้งหมดของท่านมาจากครอบครัวของพวกเขาเอง แต่เราชาวกุเรชได้เลือกผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านได้ด้วยความสำเร็จ” อับดุลลอฮ์ “อนุญาตให้ฉันพูดในบางสิ่งได้หรือไม่ ?” อุมัร “ถ้าหากจำเป็นก็เชิญได้ อิบนิ อับบาส” อับดุลลอฮ์ “หากชาวกุเรชรู้สึกพึงพอใจ กับสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานมาให้กับพวกเขา มันก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าแก่ตัวของพวกเขาเอง ฉะนั้นมันก็จะไม่มีการอิจฉาริษยาเกิดขึ้น

ท่านพูดว่ามันไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น ดังที่ว่า ชาวกุเรชไม่ข้องใจในสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานมาให้กับพวกเขา ผู้คนประเภทดังกล่าวนี้ อัล กุรอานได้กล่าวถึงไว้ว่า “เพราะว่าพวกเขาไม่ชอบโองการและพระบัญชาต่างๆของพระเจ้า กิจการงานของพวกเขาจึงมลายสิ้น” อุมัร “ฉันไม่อยากเชื่อเลยในสิ่งที่ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับตัวท่าน มันทำให้ฉันหมดความเคารพในตัวท่านตลอดไป” อับดุลลอฮ์ “ถ้าหากทุกสิ่งที่ฉันพูดเป็นสัจธรรมแล้ว ฉันก็ไม่เคยกลัวว่าใครจะไม่เคารพ และถ้าหากสิ่งใดที่ฉันพูดมันเป็นเท็จแล้ว ฉะนั้นคนอย่างฉันก็ย่อมแก้ไขตัวฉันเองได้” อุมัร “ฉันเคยได้ยินมาว่า ท่านเคยพูดว่า เรายึดอำนาจมาโดยการกดขี่บังคับผู้คนที่เรามีความอิจฉาริษยาในพวกเขา” อับดุลลอฮ์ “ทุกคนรู้ดีว่า ท่านใช้การกดขี่ข่มเหงอย่างไร และเกี่ยวกับการอิจฉาริษยาของท่าน ซาตานอิจฉาอาดัม และเราเป็นลูกหลานของอาดัมผู้ซึ่งตกเป็นเป้าของความอิจฉา”

ค) ซัลมาน ฟารซี

เญาฮะรี ได้บันทึกไว้ว่า ซัลมาน ซุเบร และชาวอันศอรต้องการที่จะจับมือประกาศสัตยาบันต่ออะลี และเมื่ออบูบักรได้เป็นคอลีฟะฮ์ ซัลมาน กล่าวว่า “ท่านได้ลูกของทองคำตัวเล็กๆ แต่ท่านได้สูญเสียแม่ของทองคำไป ท่านได้เลือกเอาชายชราและลืมครอบครัวของท่านศาสดา หากท่านปล่อยให้พวกเขาสืบทอดตำแหน่งของศาสดา ท่านก็จะได้ประโยชน์ที่มากมายกว่าและมันก็จะไม่มีความขัดแย้งกันระหว่างบรรดามุสลิม”

ง) อุมมุ มิสตะฮ์

“ความไม่ลงรอยกันของอะลีและอบูบักร ได้สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับบรรดามุสลิม” อุมมุ มิสตะฮ์ บุตรสาวของอุซาซะฮ์ไปยังหลุมฝังศพของท่านศาสดา และได้อ่านบทกวีดังต่อไปนี้...

ความขัดแย้ง ของมุสลิม เริ่มแตกหัก
เพียงศาสดา ที่รัก ได้จากไป
ไม่มีท่าน จิตวิญญาณ เราสูญหาย
ดุจดอกไม้ และใบหญ้า ที่หย่าฝน

จ) อบูซัร

เขาไม่ได้อยู่ในนครมะดีนะฮ์ เมื่อท่านศาสดาเสียชีวิต เมื่อได้ข่าวว่าอบูบักรได้เป็นผู้สืบแทนท่านศาสดา เขากล่าวว่า “ท่านได้รับรางวัลแต่เพียงน้อยนิดจากความพยายามของท่าน หากท่านได้ให้การสนับสนุนของท่านกับข้ออ้างของญาติท่านศาสดาที่จะดำรงตำแหน่งนี้ ท่านก็คงจะได้ผลประโยชน์อันมหาศาล และมันก็จะไม่มีความขัดแย้งกันในระหว่างบรรดามุสลิม”

ฉ) มิกดาด

ยะอ์กูบีได้บันทึกไว้ในหนังสือของเขาถึงเรื่องๆหนึ่ง เล่ามาจากผู้เล่าคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้เห็นชายคนหนึ่งในมัสยิดแห่งมะดีนะฮ์ ตกอยู่ในสภาพที่สิ้นหวัง ราวกับว่าเขาได้ถูปล้นทรัพย์สินอันมหาศาลของเขาไป ชายคนนี้พูดขึ้นว่า “มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดเสียจริงๆ ที่ตำแหน่งนั้นได้ถูกกระชากไปจากมือของผู้คนที่มีสิทธิ์”

ช) สตรีคนหนึ่งจาก บนูนัจญาร

ภายหลังจากที่อบูบักรได้ตำแหน่งคอลีฟะฮ์ไปแล้ว เขาได้ส่งเงินจำนวนหนึ่งไปยังบรรดาผู้หญิงแต่ละคนของชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอร เซด บิน ซาบิตเป็นผู้นำเงินซึ่งเป็นส่วนของสตรีคนหนึ่งชาวบนูนัจญารไปให้กับนางแต่นางปฏิเสธที่จะรับมันไว้พร้อมกับกล่าวว่า “อบูบักรต้องการที่จะซื้อศาสนาของเรา ด้วยการให้สินบน”

ซ) อบูซุฟยาน

เขาคือซัคร์บุตรของฮัรบ์ บุตรของอุมัยยะฮ์ บุตรของอับดุชชัมส์บุตรของอับดุลมานาฟ เขาสู้รบกับท่านศาสดาจนถึงวาระที่ท่านศาสดาเข้าพิชิตนครมักกะฮ์ และท่านได้ยกโทษให้กับเขา ขณะที่ท่านศาสดาเสียชีวิต เขาไม่ได้อยู่ในนครมะดีนะฮ์ ในระหว่างการเดินทางกลับ อบูซุฟยานทราบถึงการเสียชีวิตของท่านศาสดา และการที่อบูบักรได้เป็นผู้สืบแทนตำแหน่ง เขาถามว่า “อับบาสกับอะลีสองคนที่ถูกกดขี่มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง” เขาได้รับการรายงานว่า เขาทั้งสองอยู่กับบ้านเฉยๆไม่ได้ทำอะไร อบูซุฟยานสบถพร้อมกับพูดว่า “ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะช่วยพวกเขาให้ได้กลับไปอยู่ในที่ที่เป็นสิทธิอันถูกต้องของพวกเขา ฉันเห็นเมฆที่เต็มไปด้วยฝุ่นในอากาศ ซึ่งต้องการเลือดที่จะล้างมัน” เมื่อเขาเดินทางมาถึงมะดีนะฮ์ เขาเริ่มอ่านบทกวีดังต่อไปนี้...

โอ้บนู ฮาชิม อย่าปล่อยให้
ผู้ใดได้ ฉกฉวย โอกาสไป
ช่างอิจฉา ตาร้อน นี่กระไร
จะเป็นใคร หากไม่ใช่ ตัยม์และอดี(5)

อำนาจ อธิปไตย แห่งอิสลาม
เริ่มงดงาม สดใส เพราะท่านนี้
ผู้ปกครอง ต้องอบุล ฮาซัน(อะลี)สิ
หากท่านมี ความต้องการ ให้ยั่งยืน