บรรดาคู่แข่งขันก่อนการฝังศพท่านศาสดา(ศ็อลฯ)

การซาวเสียงเพื่อหาตัวผู้สืบแทนตำแหน่งท่านศาสดาเริ่มต้นก่อนการฝังศพของท่าน อะลีเป็นคู่แข่งคนหนึ่ง อิบนิ สะอัดเขียนไว้ในหนังสือฏอบะกอตว่า อับบาสกล่าวกับอะลีว่า “ฉันจะจับมือกับเจ้าในที่สาธารณะเพื่อเป็นสัญญาณหนึ่งของการให้สัตยาบัน และจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้อื่นกระทำเยี่ยงเดียวกัน”

มัสอูดีกล่าวว่า อับบาสกล่าวกับอะลีว่า “ให้ฉันจับมือเพื่อให้สัตยาบันกับเจ้า โอ้ ผู้เป็นบุตรของพี่ชายของฉัน เพื่อว่าจะได้ไม่มีการคัดค้านในเรื่องที่เจ้าจะเป็นผู้สืบตำแหน่งของท่านศาสดา” ซะฮาบีและคนอื่นๆ กล่าวว่า อับบาสพูดว่า “ขอให้ฉันได้จับมือ เพื่อเป็นการให้สัตยาบันกับเจ้า เพื่อว่าผู้คนจะได้กล่าวว่าลุงคนนั้น และครอบครัวของเขาได้จับมือกับหลานชายแล้ว และเมื่อครั้งหนึ่งการเลือกเสร็จสิ้นลงแล้วมันก็ไม่อาจยกเลิกได้” เญาฮะรี กล่าวว่า อับบาสกล่าวโทษอะลีในภายหลัง โดยพูดกับเขาว่า “เมื่อท่านศาสดาเสียชีวิต อบูซุฟยานและฉันได้มาหาเจ้า ต้องการที่จะให้เจ้าอนุญาตให้หัวหน้าของตระกูลและตัวฉันได้จับมือกับเจ้า ตระกูลบนู ฮาชิมก็จะกระทำเช่นเดียวกัน เมื่อตระกูลต่างๆของอับดุลมานาฟและบนู ฮาชิมมาอยู่กับฝ่ายเจ้าเสียแล้ว การเป็นผู้สืบตำแหน่งแทนเจ้าก็จะสถาปนาขึ้นอย่างมั่นคง แต่เจ้ากลับบอกให้เราเลื่อนเรื่องนี้ออกไปจนกว่าการจัดการฝังศพของท่านศาสดาจะเสร็จสิ้น”

ฏอบารีกล่าวว่า อับบาสบอกกับอะลีว่า อย่าได้มัวชักช้าอยู่ แต่อะลีปฏิเสธที่จะรับฟังเขา อะลีไม่ได้ขาดคนสนับสนุน แต่สำหรับเขาการฝังศพของท่านศาสดาในขณะนั้นย่อมมีความสำคัญมากกว่าความจำเป็นที่ไปยึดอำนาจ เขารู้สึกตะขิดตำขวงใจที่สุด ที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆ สำหรับการเลือกผู้สืบตำแหน่งแทนของท่านศาสดา ในขณะที่ท่านนอนไร้ลมหายใจอยู่โดยยังไม่มีใครดูแล ความลังเลใจของอะลีที่จะยึด อำนาจเอามานั้น เป็นสาเหตุให้อับบาสกล่าวโทษเขาที่ได้เลื่อนเวลาออกไป แต่ความจริงแล้วข้อเสนอ และข้อกล่าวหานั้นไม่สมด้วยเหตุผลเพราะว่า

ก) ท่านศาสดาได้แต่งตั้งอะลีเป็นผู้สืบตำแหน่งแทนของท่านแล้ว ซึ่งเป็นความเชื่อของมุสลิมบางคน และถ้าหากบรรดามุสลิมต้องการที่จะเชื่อในสิ่งที่ท่านศาสดากล่าวไว้ พวกเขาจะต้องไม่พูดว่าท่านได้พูดในขณะที่มีอาการเพ้อ
ข) ถ้ากิจการของมุสลิม ได้ถูกท่านศาสดาปล่อยไว้ให้อยู่ในมือของพวกเขาเองแล้ว การเข้ามายุ่งเกี่ยวของอับบาส ย่อมจะเป็นการริดรอนสิทธิของมุสลิมที่จะเลือกผู้ใดก็ได้เป็นผู้นำ

คู่แข่งคนที่สองสำหรับการสืบตำแหน่งแทนของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)

คู่แข่งคนที่สองก็คือ สะอัด บิน อุบาดะฮ์ ถึงแม้เขาจะมีอาการป่วยไข้อยู่ แต่ก็ยังต้องถูกพามายังสะกีฟะฮ์ เขาได้รับคะแนนเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ในความไว้วางใจของชาวอันศอร เขาเริ่มกล่าวคำปราศรัยด้วยการสรรเสริญพระเจ้าและกล่าวเตือนผู้คนให้รำลึกถึงความดี และการช่วยเหลือที่ชาวอันศอรให้กับอิสลามและท่านศาสดานั้นเป็นอย่างไร และที่พวกเขาเคารพเชื่อถือกับท่านศาสดาก็เช่นกัน ท่านศาสดามีความมั่นใจในพวกเขา นับจากวันนั้นจนถึงวันตายของท่าน จากนั้นเขาได้พูดกับชาวอันศอรว่า “พวกท่านต้องดูในเรื่องของผู้สืบแทนตำแหน่งนั้นด้วย” เขาได้รับเสียงเป็นเอกฉันท์จากชาวอันศอร แต่มีบางคนสงสัยถึงทางออกว่าจะเป็นอย่างไรหากชาวอพยพคัดค้านในเรื่องนี้ เพราะพวกเขามาจากมักกะฮ์พร้อมกับท่านศาสดา และยังเป็นญาติกับท่านอีกด้วย บางคนกล่าวตอบว่า ผู้นำจะถูกเลือกมาฝ่ายละหนึ่งคน และผู้นำของทั้งชาวอพยพ และผู้ช่วยเหลือทั้งสองคนนี้จะทำงานร่วมกัน สะอัดประณามข้อเสนอนี้ โดยกล่าวว่ามันจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน

คู่แข่งที่ประสบความสำเร็จ

เมื่อได้ยินข่าวว่า ผู้คนไปร่วมชุมนุมกันอยู่ที่สะกีฟะฮ์ อบูบักรและอุมัรจึงไปยังที่นั่น มีบรรดาสหายของพวกเขาร่วมเดินทางไปด้วยในระหว่างทาง เช่น อุซัยด์ อิบนิ ฮุดัยร์ อุวัยม์ อิบนิ ซาอิดะฮ์ อิซิม อิบนิ อี ซึ่งเป็นคนของเผ่าอัจลานชาวอันศอร มุฆีเราะฮ์ อิบนิ ชุอ์บะฮ์ และอับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อุฟ (เมื่ออบูบักรและอุมัรมีอำนาจ ผู้คนเหล่านี้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นอย่างดี)
อบูบักรชอบอุซัยด์ อิบนิ ฮุดัยร์ มากกว่าชาวอันศอรคนอื่นๆ และอุมัรชอบเรียกเขาว่าเป็นน้องชายของตน อบูบักรแสดงความรักใคร่ต่อเขาอย่างมากเมื่อเขาตาย

เมื่ออุวัยม์ตาย อุมัรไปนั่งที่หลุมศพของเขาและได้กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดบนโลกนี้จะสามารถพูดได้ว่า เขาเป็นคนที่ดีไปกว่าชายคนที่กำลังนอนอยู่ในหลุมศพนี้” อบูอุบัยดะฮ์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพส่งไปรบกับจักรวรรดิโรมัน เมื่ออุมัรต้องการจะแต่งตั้งผู้สืบแทนตำแหน่งให้กับตนเอง เขารู้สึกเสียใจที่อบูอุบัยดะฮ์ไม่ได้มีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะได้แต่งตั้งให้เป็นคอลีฟะฮ์คนต่อไปของบรรดามุสลิม

สำหรับมุฆีเราะฮ์ อิบนิ ชุอ์บะฮ์นั้น อุมัรปัดเป่าการลงโทษในข้อหาการละเมิดประเวณีให้พ้นไปจากตัวเขา และเขามักจะอยู่ร่วมกับผู้คนที่เป็นระดับหัวหน้า เมื่ออุมัรเป็นคอลีฟะฮ์เขาคอยให้การช่วยเหลืออับดุรเราะฮ์มาน บิน อุฟอยู่อย่างมากเช่นกัน และได้ใช้เขาเป็นกุญแจดอกสำคัญในการเลือกคอลีฟะฮ์คนที่สาม บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ละทิ้งร่างของทานศาสดา และไม่ได้อยู่ร่วมในงานฝังศพท่านศาสดา แต่พวกเขากลับวิ่งไปยังสะกีฟะฮ์ เพื่อการเลือกตั้งคอลีฟะฮ์ที่หนึ่ง และปะทะกับชาวอันศอรในเรื่องการจัดการปกครองบรรดามุสลิม

ภายหลังจากทำให้อุมัรสงบลงแล้วที่สะกีฟะฮ์ อบูบักรกล่าวสรรเสริญพระเจ้า และกล่าวว่า “อิสลามได้รับการบุกเบิกโดยชาวอพยพ และพวกเขาเป็นกลุ่มแรกบนพื้นพิภพนี้ที่เคารพภักดีต่อพระเจ้า และศรัทธาในศาสดาพวกเขา เป็นสหายและญาติของท่านศาสดา ฉะนั้นพวกเขาจึงเป็นผู้เหมาะสมที่จะได้สืบแทนตำแหน่งของท่าน ไม่มีผู้ใดที่จะโต้เถียงกับพวกเขาได้นอกจากผู้ที่อยุติธรรมเท่านั้น” จากนั้นอบูบักรได้กล่าวยกย่องชาวอันศอรด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่มีผู้ใดนอกจากชาวอพยพชุดแรกที่จะใกล้ชิดกับเรามากไปกว่าพวกท่าน พวกเขาจะได้เป็นผู้นำและท่านจะได้เป็นคณะรัฐมนตรี”

ฮุบาบ อิบนิ มุนซิรกล่าวว่า “โอ้ ชาวอันศอรจงยืนหยัดและสามัคคีกันไว้ เพื่อว่าผู้อื่นจะได้มารับใช้ท่าน และไม่มีผู้ใดกล้ามาขัดแย้งกับพวกท่านได้ หาไม่แล้วผู้คนเหล่านี้(ชาวอพยพ)จะปฏิบัติไปตามแผนการของอบูบักร ซึ่งพวกท่านก็ได้ยินแล้ว เราเลือกผู้นำของเราคนหนึ่งขึ้นมา และให้พวกเขาเลือกมาคนหนึ่งจากพวกเขาเอง”

อุมัรกล่าวว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ผู้นำสองคนไม่อาจปกครองในเวลาเดียวกันในสถานที่หนึ่งเดียวกันได้ ชาวอาหรับจะไม่ยอมจำนนต่อพวกท่าน (ชาวอันศอร) เพราะท่านศาสดาเป็นชาวอพยพ และด้วยเหตุนี้ เรามีข้อพิสูจน์ที่แจ้งชัด เฉพาะบรรดาผู้ที่ละทิ้งอิสลามเท่านั้น จึงจะโต้แย้งกับเราในเรื่องการสืบทอดตำแหน่งในอำนาจของมุฮัมมัด” ฮุบาบ อิบนิ มุนซิร ลุกขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และกล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมว่า

“โอ้ อันศอร อย่าได้ฟังคนเหล่านี้ คืออุมัรและพรรคพวกของเขา พวกเขาจะแย่งชิงสิทธิของพวกท่าน และปล้นเสรีภาพของการเลือกสรรของพวกท่านไป ถ้าหากพวกเขาไม่เห็นด้วยกับพวกท่าน ก็จงส่งพวกเขากลับไปบ้านของพวกเขา และจัดตั้งรัฐบาลของพวกท่าน ด้วยพระนามของพระเจ้า พวกท่านมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปกครองมากกว่าบุคคลใดๆ ผู้คนเหล่านี้ (ชาวอพยพ) เป็นผู้คนกลุ่มเดียวกันที่เคยไม่เชื่อในท่านศาสดามาก่อน และถ้าหากมิใช่ว่าเพราะพวกเขากลัวดาบของพวกท่านแล้ว พวกเขาก็จะไม่ยอมจำนนต่ออิสลามเลย” จากนั้นเขาได้พูดสนับสนุนชาวอันศอรว่า พวกเขาต้องการเรา เพราะเราเป็นเสมือนท่อนไม้ที่พาดไว้ให้อูฐใช้สำหรับถูไถตัวของมัน หรือเป็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ผู้คนใช้หลบภัยอยู่ใต้ต้นของมันในยามเกิดพายุ จากนั้นเขาได้กล่าวต่อไปว่า “เราจะทำสงครามหากจำเป็น และนำเอาความประสงค์ของเรา มาบังคับใช้กับบรรดาผู้ที่ต่อต้านพวกเรา”

อุมัรกล่าวว่า “ขอให้พระเจ้าสังหารเจ้า” พร้อมกับเข้าไปชกเขาจนล้มลงกับพื้น ตามเตะเขาซ้ำเข้าไปอีก และเอาดินยัดเข้าไปในปากของเขา อบูบักรจึงกล่าวขึ้นว่า “โอ้ ชาวอันศอร ท่านเป็นผู้ซึ่งช่วยเหลือกลุ่มแรกของอิสลาม จงอย่าได้เป็นกลุ่มแรกที่เป็นผู้หักหลัง”

จากนั้นบะซีร อิบนิ สะอัด เป็นคนของเผ่าคอซรอจและเป็นชาวอันศอรได้พูดขึ้น เพื่อเป็นการเข้าข้างฝ่ายผู้อพยพ และต่อต้านสะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ ผู้นำทั้งสองคนนี้เป็นชาวอันศอร เคยเป็นคู่ปรับกันมา ก่อนที่พวกเขาจะเข้ารับอิสลาม บะซีร อิบนิ สะอัดกล่าวว่า “โอ้ ผู้คนชาวอันศอร เราชาวอันศอรเป็นคนต่อสู้กับพวกกราบไหว้เทวรูป และได้ช่วยเหลืออิสลาม ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศของโลกนี้ แต่ทำให้พระเจ้าพึงพอใจเรา จึงไม่ควรแสวงหาความมีลาภยศ สรรเสริญใดๆ มุฮัมมัดเป็นชาวกุเรช ชาวมุฮาญิรีนและญาติคนหนึ่งของเขา เหมาะสมที่จะเป็นผู้สืบตำแหน่งแทนของท่านมากกว่า คนใดของพวกเรา ฉันขอสาบานต่อพระเจ้า ฉันจะไม่โต้แย้งกับเขา (อะลี) ฉันหวังว่าพวกท่าน ก็จะไม่โต้แย้งเช่นกัน” อบูบักรจึงกล่าวขึ้นว่า “อุมัรและอบูอุบัยดะฮ์ พร้อมอยู่ที่นี่แล้ว จงให้การรับรองคนใดคนหนึ่ง” อบูอุบัยดะฮ์กล่าวตอบว่า ตราบใดที่ อบูบักร ยังคงอยู่กับพวกเรา พวกเขาคงไม่เห็นด้วยกับการเลือกเฟ้นตัวในครั้งนี้

อับดุรเราะฮ์มาน บิน อุฟกล่าวว่า “โอ้ ชาวอันศอร เราเห็นด้วยที่ท่านมีความสูงส่ง แต่ไม่มีใครในหมู่พวกท่านที่จะเหมือนกับอบูบักร อุมัร หรือ อะลี” มันซูร อิบนิ อัรกอม กล่าวว่า “เราไม่ได้ปฏิเสธความสูงส่งของบรรดาชื่อที่ท่านกล่าวถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลผู้นั้น ที่ไม่มีผู้ใดอาจปฏิเสธได้” เขาพูดถึงอะลี ในขณะนี้เองที่ชาวอันศอร และผู้คนอื่นๆ ต่างตะโกนว่า “เราไม่ต้องการใครนอกจากอะลี”

ตามรายงานของฏอบารีและอิบนิ อะซีร และเมื่อชาวอันศอรตระหนักว่า อบูบักรกำลังจะชนะการเลือกตั้ง ด้วยการช่วยเหลือสนับสนุนของอุมัรแล้ว พวกเขากล่าวว่า อะลีเป็นเพียงคนเดียวที่พวกเขาต้องการ ซุเบร อิบนิ บักการ์กล่าวในภายหลังว่า หลังจากที่ชาวอันศอรแพ้ในการเลือกตั้งแล้ว พวกเขาจึงรวมตัวเข้าด้วยกัน และตะโกนคำขวัญที่ว่า “เราต้องการอะลีเพียงคนเดียว”

ได้มีการบันทึกไว้ว่า อุมัร กล่าวในภายหลังว่า “มีเสียงอึกทึกและความวุ่นวายกันมากเหลือเกิน ซึ่งฉันก็เกรงว่าจะเกิดความแตกแยกกันขึ้น ดังนั้นฉันจึงไปจับมืออบูบักรและตั้งให้เขาเป็นคอลีฟะฮ์” ได้มีการบันทึกไว้เช่นกันว่า หลังจากนั้นอุมัรจึงกล่าวว่า “ฉันกลัวเหลือเกินว่า ถ้าผู้คนแยกย้ายกันออกไปแล้ว โดยยังไม่ได้มีการเลือกผู้สืบแทนตำแหน่งขึ้นสักคนหนึ่ง หากภายหลังจากนั้นพวกเขาอาจไปเลือกบุคคลผู้หนึ่งที่เราไม่เห็นด้วย ก็ย่อมจะก่อให้เกิดความแตกแยกกันใหญ่ หรือที่ว่าพวกเขาอาจจะให้การสนับสนุนบุคคลที่พวกเขาไม่เต็มใจ” อุมัรและอบูอุบัยดะฮ์ เดินเข้าไปหาอบูบักร แต่บะชีร อิบนิ สะอัด จากเผ่าคอซรอจ เข้าไปหาอบูบักรได้เร็วกว่า เพื่อเข้าไปจับมืออบูบักรก่อน จึงเป็นการยอมรับเขาให้เป็นผู้สืบตำแหน่งแทนของท่านศาสดา

ฮุบาบ อิบนิ มุนซิร ตะโกนใส่บะชีรว่า “โอ้บะชีร อิบนิ สะอัด โอ้ ผู้ที่เป็นคนโชคร้าย ถึงแม้บิดามารดาของเจ้าก็ย่อมจะไม่พอใจกับเจ้าด้วย เจ้าได้เมินเฉยต่อความสัมพันธ์ทางครอบครัว เจ้าไม่อาจอดทนที่จะเห็นญาติของเจ้า (คือสะอัด) ขึ้นเป็นผู้ปกครองได้” บะชีรกล่าวตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น แกผิดไปแล้ว ฉันไม่ปรารถนาที่จะขัดแย้งกันกับการเลือกสรรของผู้คนพระเจ้าประทานสิทธินี้ให้กับเขา”

เผ่าเอาส์เห็นว่าเผ่าคอซรอจ มีความพึงพอใจอย่างมั่นคงอยู่กับ สะอัด ผู้เป็นคู่แข่งคนสำคัญของพวกเขา เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจให้การสนับสนุนอบูบักร โดยคิดไปว่าหากสะอัดได้รับการเลือกตั้งแล้ว เผ่าเอาส์ก็จะไม่มีสิทธิเสียงอะไรในเรื่องของอนาคต เมื่อ บะชีรผู้เป็นญาติของสะอัดให้การสนับสนุนอบูบักรอย่างเปิดเผย โดยไม่สนใจข้อตัดสินของผู้คนของเผ่าของเขา จากนั้นเผ่าเอาส์จึงได้รับแรงกระตุ้นให้สนับสนุนอบูบักร และ อุซัยด์ อิบนิ ฮุดัยร์ ผู้เป็นหัวหน้าคนหนึ่งของเผ่าเอาส์ รีบเข้าไปจับมือกับอบูบักร

เมื่อผู้คนเห็นว่าเผ่าคอซรอจมีคู่ต่อสู้มากมาย พวกเขาจึงลุกขึ้นและไปให้สัตยาบันกับอบูบักร และตามรายงานของยะอ์กูบี พวกเขาได้จับมืออบูบักร ในช่วงเวลานี้เองที่ว่าสะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ เกือบจะถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของผู้คนที่กระโดดข้ามเสื่อที่เขาใช้นั่งอยู่ จนกระทั่งคนอารักขาของเขาตะโกนออกมาว่า “อย่าเข้ามา ขอที่ให้สะอัดหายใจบ้าง” ด้วยเหตุนี้ อุมัรจึงตะโกนขึ้นว่า “จงสังหารสะอัด ขอให้พระเจ้าสังหารเขาด้วย” จากนั้นจึงเข้ามาใกล้สะอัดพร้อมกับพูดว่า “ฉันต้องการเหยียบแกให้ตายคาเท้า” เมื่อเป็นดังนี้ กอยส์ อิบนิ สะอัด จึงกล่าวกับอุมัรว่า “ถ้าแกแตะต้องแม้เพียงเส้นผมเส้นหนึ่งบนหัวของสะอัด ฉันจะเลาะฟันที่ปากของแกออกให้หมด”

อบูบักรตะโกนขึ้นว่า “อุมัรจงเงียบเสียเถิด ในสถานการณ์อันอ่อนไหวนี้ เราต้องการความสุขุมเป็นที่สุด” อุมัรเดินห่างออกมา แต่สะอัดยังคงตะโกนไล่ตามหลังมาอีก “ถ้าหากฉันลุกขึ้นมาได้ละก็ ฉันจะสร้างความโกลาหลขึ้นในนครมะดีนะฮ์ จนทำให้แกและสหายของแกต้องหลบซ่อนตัวไปด้วยความกลัว จากนั้นฉันจะส่งแกกลับไปยังผู้คน ให้เป็นคนรับใช้ของพวกเขา ไม่ใช่ไปเป็นหัวหน้าของพวกเขา” จากนั้นเขาก็หันกลับมายังคนของเขา พร้อมกับกล่าวว่า “จงพาฉันออกไปจากที่นี่” และพวกเขาก็ได้พาสะอัดออกไป

เญาฮะรี ได้บันทึกไว้ว่า ในวันนั้นอุมัรแต่งตัวอย่างเหมาะสมกับเหตุการณ์ เขาวิ่งนำหน้าอบูบักรมาและตะโกนว่า “จงฟังทางนี้ ผู้คนได้จับมือให้สัตยาบันกับอบูบักรแล้ว พวกท่านก็จะต้องกระทำเช่นเดียวกัน”
อบูบักรจึงถูกผู้คนนำตัวมายังมัสยิด เพื่อว่าผู้อื่นจะได้เข้ามาสัมผัสมือ ในขณะนั้นอะลีกับอับบาสกำลังยุ่งอยู่กับการอาบน้ำศพของท่านศาสดาอยู่ เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงตะโกน “อัลลอฮุอักบัร” (พระเจ้าทรงเกรียงไกร) มาจากมัสยิด อะลีจึงถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือ อับบาส กล่าวว่า ดูเหมือนมีอะไรแปลกๆเกิดขึ้น แต่เขาก็ได้คาดการณ์ไว้แล้ว

คำเตือน

บัรรออ์ อิบนิ อาซิบ ไปยังบ้านของครอบครัวบนูฮาชิม พร้อมกับตะโกนว่า “โอ้ บนูฮาชิมมีผู้คนจำนวนมาก ได้จับมือกับอบูบักรเพื่อให้สัตยาบันแล้ว” ครอบครัวของบนูฮาชิมปรารภแก่กันและกันว่า “แต่เดิมนั้น มุสลิมไม่เคยปฏิบัติเช่นนี้ หากจะทำอะไรพวกเขาจะปรึกษาเราก่อนในฐานะที่เราเป็นญาติสนิทของท่านศาสดามุฮัมมัด” อับบาส กล่าวตอบว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้าแห่งกะอ์บะฮ์ ทุกอย่างมันจบสิ้นลงแล้ว” ยะอ์กูบี ได้บันทึกไว้โดยกล่าวตามรายงานของบัรรออ์ อิบนิ อาซิบว่า “อับบาสจึงกล่าวกับครอบครัวของบนู ฮาชิมว่า พวกเจ้าได้สูญเสียอำนาจของพวกเจ้าไปตลอดกาล ฉันแนะนำพวกเจ้าแล้วให้ระมัดระวัง แต่พวกเจ้าไม่สนใจคำเตือนของฉัน”

ฏอบารี บันทึกไว้ว่า เผ่าอัสลัมมายังนครมะดีนะฮ์ จนเต็มตรอกซอยไปหมด เพื่อมาสัมผัสมือกับอบูบักรเป็นการให้สัตยาบัน ต่อมาภายหลังอุมัรเคยกล่าวไว้ว่า “ขอสาบานต่อพระเจ้า ภายหลังจากที่ฉันได้เห็นเผ่าอัสลัม มาให้การสนับสนุนต่ออบูบักร ฉันเชื่อเลยว่าเราได้รับชัยชนะแล้ว” เชค มูฟีด บันทึกไว้ในหนังสืออัล ญะมัล โดยกล่าวว่า มันเป็นเหตุบังเอิญ เพราะพวกเขามาซื้อปัจจัยยังชีพ พวกเขาได้รับการบอกเล่าว่า พวกเขาต้องการให้สนับสนุน ผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าเสียก่อนจึงจะขายสินค้าให้ พวกเขาจึงได้กระทำ ผู้สนับสนุน อบูบักรนำพวกเขามายังมัสยิด ที่ซึ่งอบูบักรนั่งอยู่บนแท่นเทศนาจนกระทั่งถึงเวลาเย็น คอยสัมผัสมือกับผู้ใดก็ตามที่เดินเข้ามาหา

การให้สัตยาบันในที่สาธารณะ

วันรุ่งขึ้น หลังจากเหตุการณ์ที่สะกีฟะฮ์ อบูบักรนั่งอยู่ที่ขั้นบันไดแท่นเทศนาในมัสยิด อุมัรลุกขึ้นยืนสรรเสริญพระเจ้า และจากนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า“คำพูดที่ฉันพูดไปเมื่อวานนี้ไม่ได้มาจากอัลกุรอาน และก็ไม่ใช่คำพูดของท่านศาสดา ฉันคิดว่าท่านศาสดา ควรจะดูแลทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้คน และท่านจะเป็นคนสุดท้ายที่จะตาย ท่านได้ทิ้งอัล กุรอานไว้ท่ามกลางพวกท่าน และถ้าหากท่าน ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของมันแล้ว มันจะนำทางท่านเหมือนกับที่มันนำทางท่านศาสดา บัดนี้การนำทางของท่านอยู่ในมือของคนที่ดีที่สุดในมวลหมู่สาวกของท่านศาสดา ผู้ซึ่งอยู่กับท่านในถ้ำ จงลุกขึ้นมาและจับมือกับเขา” บุคอรีกล่าวว่า บางคนเห็นด้วยกับการสืบตำแหน่งแทนของอบูบักร แต่ที่ประชาชนส่วนใหญ่มาแสดงการให้สัตปฏิญาณก็คือที่มัสยิด

อนัส บิน มาลิก กล่าวไว้ว่า อุมัรต้องกล่าวเชิญชวนให้อบูบักร ขึ้นมานั่งที่ขั้นบันไดแท่นเทศนา ซึ่งประชาชนต่างพากันมาสัมผัสมือของเขาหลังจากสรรเสริญพระเจ้าแล้ว อบูบักรกล่าวว่า “โอ้ประชาชน ท่านได้ให้สัตยาบันกับฉันแล้ว ฉันไม่ใช่เป็นคนที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน แต่ถ้าหากฉันถูกต้องก็จงปฏิบัติตามฉัน ถ้าหากฉันผิดก็จงแนะนำฉันเถิด ถ้าหากฉันปฏิบัติตามพระเจ้า และศาสนทูตของพระเจ้าแล้วก็จงเชื่อฟังฉัน ถ้าหากฉันไม่เชื่อฟังพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ก็คงอย่าเชื่อฟังฉัน จงลุกขึ้นยืนเพื่อการนมาซเถิด ขอพระเจ้าอภัยโทษให้กับพวกท่านด้วย”

หลังจากการให้สัตยาบัน

ในวันจันทร์ ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้า (ขอความสันติจงมีแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) วายชนม์ แทนที่ผู้คนจะได้เข้ามาร่วมในงานฝังศพของท่าน กลับไปร่วมงานในสามเหตุการณ์ ซึ่งกว่าจะเสร็จสิ้นก็ข้ามไปถึงตอนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันอังคาร

1) มีการชุมนุมกัน
2) มีการประกาศสัตยาบันในเบื้องแรกที่สะกีฟะฮ์
3) การประกาศการให้สัตยาบันเป็นทางการ ในครั้งสุดท้ายที่มัสยิดซึ่งจบลงด้วยการปราศรัยของอุมัร และด้วยการนำนมาซรวมของอบูบักร
ภายหลังจากที่เหตุการณ์ในขั้นตอนที่สาม เสร็จสิ้นลงในวันอังคาร ประชาชนจึงมาเยี่ยมที่บ้านของท่านศาสดา เพื่อนมาซให้ผู้ตายทีละคนๆ และทีละกลุ่มๆ

การฝังศพของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)

บรรดาสาวกของท่านศาสดา ปล่อยร่างของท่านไว้ ให้เป็นภาระของครอบครัวของท่าน มีรายงานหนึ่งกล่าวไว้ว่าอับบาส อะลี ฟัฎล์และ ซอและฮ์ (ทาสของท่านศาสดา) จัดเตรียมศพของท่านเพื่อฝัง และพวกเขาเป็นผู้ฝังร่างของท่าน รายงานอื่นๆกล่าวว่าอะลี ฟัฎล์ กุซัม บุตรชายสองคนของท่านอับบาสและชุกรอน (ทาสของท่านศาสดา) ทำหน้าที่ในการฝังศพของท่านศาสดา

ภายหลังจากเหตุการณ์ ที่ประชาชนมาให้การประกาศสัตยาบันของพวกเขาแล้ว เญาฮะรี ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “สะกีฟะฮ์” ดังว่าอบูบักรถามอุมัร อบูอุบัยดะฮ์และมุฆีเราะฮ์ ถึงความคิดเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ พวกเขาเห็นพ้องต้องกัน แนะนำเขาให้ไปขอความเห็นชอบจากอับบาส ด้วยการจัดหารางวัลตอบแทนให้เขา จากนั้นเมื่ออับบาสได้ให้การยอมรับแล้ว อะลีก็ไม่อาจทำอะไรที่จะต่อต้านพวกเขาได้ ชายทั้งสามคนไปหาอับบาสในเวลากลางคืน อบูบักรได้เอ่ยขึ้นหลังจากกล่าวสรรเสริญพระเจ้า ดังว่า

“พระเจ้าทรงส่งวิวรณ์ของพระองค์ลงมาโดยผ่านทางมุฮัมมัดเพื่อมานำพวกเรา และมุฮัมมัดได้ปฏิบัติภารกิจของท่านจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว และพระองค์จึงนำท่านกลับไปยังพระองค์ และทรงประทานรางวัลตอบแทนท่าน มุฮัมมัดได้ทิ้งประชาชนไว้ให้พวกเขาเลือกทางกันเอาเอง และผู้คนได้เลือกฉันให้เป็นผู้นำของพวกเขา

ฉันไม่กลัวอะไร ความสำเร็จของฉันพระเจ้าเป็นผู้ทรงอนุมัติให้ ฉันวางใจในพระองค์ และจะกลับคืนไปสู่พระองค์ มาบัดนี้ฉันได้ข่าวว่า ผู้คนบางกลุ่มได้อาศัยความได้เปรียบในสถานะของท่าน และได้วิจารณ์ฉัน ทั้งๆที่ประชาชนได้ให้การสนับสนุนฉัน เรามาขอร้องท่านให้ร่วมมือกับเรา เหมือนกับที่ผู้อื่นได้กระทำ หรือไม่ก็ช่วยขอร้องให้ฝ่ายต่อต้านหยุดการเคลื่อนไหวของพวกเขาเสีย เพื่อเป็นการตอบแทน เราจะมอบรางวัลให้กับท่าน ผู้คนรู้ถึงตำแหน่งของท่าน และบรรดาเพื่อนของท่านก็เช่นกัน แต่พวกเขาได้กีดกันออกไป โอ้ บนูฮาชิม จงสุขุมไว้เถิด ศาสนทูตของพระเจ้าเป็นของเรามากพอๆกับเป็นของท่าน”

อุมัร กล่าวเสริมว่า “จากการที่เราได้มาหาท่านไม่ได้หมายความว่า เราต้องการตัวท่าน เราต้องการเพียงสมานสามัคคีท่านเข้ากับผู้อื่นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของท่าน หรือหาไม่แล้วท่านก็จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์อันไม่พึงปรารถนา จงคิดไตร่ตรองดูเถิด”

หลังจากกล่าวสรรเสริญพระเจ้าแล้ว อับบาสกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเลือกมุฮัมมัดมาเป็นศาสดา และเป็นผู้ช่วยเหลือให้กับบรรดาสหาย บรรดาสาวกและบรรดาผู้ศรัทธาที่ซื่อสัตย์ของท่าน พระเจ้าทรงพึงพอพระทัยบรรดามุสลิม จึงทรงส่งศาสดามุฮัมมัดลงมา ขณะนี้พระเจ้าได้นำท่านกลับคืนไปสู่พระองค์แล้ว และปล่อยให้มุสลิมจัดการกิจการต่างๆ ของพวกเขากันเองให้เลือกผู้นำที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันพวกเขาไม่ให้หลงทาง

เอาล่ะอบูบักร ถ้าหากท่านได้ตำแหน่งนี้ไปเพราะการเป็นญาติของท่านกับท่านศาสดาแล้ว เราต่างหากที่ใกล้ชิดกับท่านศาสดามากกว่า และถ้าหากท่านได้ตำแหน่งนี้ไปโดยอาศัยสิทธิของการเป็นสาวกของท่านแล้ว เราก็เป็นสาวกของท่านเช่นกัน ผู้ซึ่งท่านไม่เคยได้มาปรึกษาหารือ ถ้าหากท่านได้มันไปในฐานะเป็นหน้าที่หนึ่งในนามของบรรดามุสลิมแล้ว เราก็ไม่เคยได้มอบสิทธินี้ให้กับท่าน ท่านกำลังพูดขัดกันเองที่ว่าผู้คนได้เลือกท่านมา และในขณะเดียวกันก็กลับพูดว่า ผู้คนไม่ยินยอมให้กับการเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่าน

ในอีกด้านหนึ่ง ท่านบอกว่าผู้คนได้เลือกตั้งท่านมา ถ้าหากท่านจะเอาอะไรมาให้ฉัน ในสิ่งที่เป็นของบรรดาผู้ศรัทธาแล้ว ท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะใช้มัน และถ้าหากมันเป็นของเราโดยสิทธิแล้ว เราก็ต้องการมันทั้งหมดมิใช่เฉพาะบางส่วน เราเป็นกิ่งก้านของต้นไม้แห่งศาสดา ท่านเป็นเพียงบรรดาผู้มาอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของมันเท่านั้น จงใจเย็นๆไว้” อบูบักรและบรรดามิตรสหายของเขาต่างพากันกลับไป โดยไม่บรรลุความประสงค์ที่ได้ตั้งเอาไว้กับอับบาส