การตรวจสอบหาความจริงของเรื่องต่างๆเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สะกีฟะฮ์ ดังที่ ซัยฟ์ ได้บันทึกไว้

1) ความซื่อสัตย์มั่นคง และบุคลิกลักษณะของบรรดาผู้เล่าเรื่อง
2) เนื้อหาของเรื่องเล่าของซัยฟ์

ก) ซัยฟ์ได้บันทึกเรื่องเล่าเรื่องแรกของเขามาจากเกาะกออ์ อิบนิ อัมร อัล ตะมีมี แต่เกาะกออ์เป็นตัวละครที่ซัยฟ์ได้แต่งเรื่องขึ้นมา และชื่อของเขาปรากฏอยู่ก็เฉพาะในหนังสือของซัยฟ์เท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีชื่อของเกาะกออ์ในที่ใดอีก ยกเว้นก็แต่ในหนังสือต่างๆที่ผู้ประพันธ์ได้อ้างอิงมาจากซัยฟ์ นักประวัติศาสตร์และนักเขียนต่างก็เอ่ยถึงชื่อของสถานที่ สนามรบ บทกวี และกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกาะกออ์ และได้ระบุชื่อของเขาให้เป็นสาวกคนหนึ่งของท่านศาสดา (โปรดดูบรรดาสาวกที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา) ซัยฟ์ บันทึกเรื่องเล่าลำดับที่ 2.4 มาจาก มุบัชชิร ซึ่งชื่อของเขานั้นไม่อาจหาพบได้จากที่ใด นอกจากเรื่องเล่าของซัยฟ์เท่านั้น

ซ็อคร์เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่ง ที่ซัยฟ์อุปโลกน์ขึ้นมา และชื่อของเขาปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าเรื่องสุดท้ายของซัยฟ์ ซัยฟ์แนะนำเขาในฐานะทหารคนสนิทของท่านศาสดา และเช่นกันชื่อของเขาไม่ปรากฏว่า “เขาเป็นใคร”

ข) เนื้อหาเรื่องเล่าของซัยฟ์ ซัยฟ์เป็นผู้เชี่ยวชาญในการนำเสนอตัวละครให้เป็นเรื่องจริง และในการบิดเบือนเรื่องที่เกิดขึ้นจริงให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเขา ตัวอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเขากล่าวว่า “วันนั้นที่ท่านศาสนทูตของพระเจ้าวายชนม์ มีชายคนหนึ่งมาที่มัสยิดและกล่าวขึ้นว่า ผู้คนกำลังเลือกตั้งสะอัดให้เป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา และได้ละเมิดคำสั่งของท่านศาสดา เมื่อได้แต่งตั้งผู้สืบแทนขึ้นคนหนึ่งก่อนที่ท่านจะวายชนม์และชาวอันศอร (คณะผู้ช่วยเหลือ) กำลังจะหักหลังท่านศาสดา” ซัยฟ์กล่าวไว้เช่นกันว่า อุซามะฮ์ได้ส่งอุมัรมาพบกับอบูบักร ภายหลังจากที่เขาได้รับทราบข่าวสารการเสียชีวิตของท่านศาสดา จากการที่กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อต้องการที่จะชักนำไปให้เชื่อว่า อบูบักรได้รับการแต่งตั้งให้ป็นคอลีฟะฮ์แล้ว ก่อนที่ท่านศาสดาจะวายชนม์

นักเล่านิทาน

การประชุมกันที่สะกีฟะฮ์มีความสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การแต่งตั้งให้อบูบักรเป็นคอลีฟะฮ์ นับเป็นหลักหินแห่งอำนาจของคอลีฟะฮ์และ มุอาวิยะฮ์ ซัยฟ์ผู้เป็นนักเล่านิทานได้บิดเบือนผลของการประชุมในครั้งนี้ให้เหมาะกับความคิดเห็นของเราเอง เราจะได้ศึกษาดูถึงเหตุการณ์ของการประชุมในครั้งนั้นที่เขียนขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์ซุนนีผู้คงแก่เรียนบางท่าน ก่อนที่จะตรวจสอบการบันทึกของซัยฟ์ถึงเรื่องนี้

สะกีฟะฮ์ กับนักประวัติศาสตร์คนอื่นๆนอกเหนือจาก ซัยฟ์

สะกีฟะฮ์ กับ อบูบักร

การเตรียมการเพื่อการประชุมที่สะกีฟะฮ์ เกิดขึ้นก่อนที่ท่านศาสดาจะวายชนม์ ในวาระก่อนจะถึงความตาย ท่านศาสดาพยายามที่จะทำให้เมืองหลวงแห่งรัฐอิสลามปลอดพ้นไปจากบรรดาบุคคลชั้นนำ และให้อะลีอยู่เพียงคนเดียวในนครมะดีนะฮ์ ท่านออกคำสั่งซ้ำแล้วซ้ำอีกให้บรรดาหัวหน้าเหล่านั้น เดินทางออกจากนครมะดีนะฮ์และไปร่วมกับกองทัพ เพื่อออกสู่สนามรบที่ซีเรีย(ชาม) พวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของท่านศาสดาและตั้งใจที่จะทำให้เกิดความล่าช้าในการนำกองทัพออกไป จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของท่านศาสดา ในระหว่างที่กำลังล่าช้ากันอยู่ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าแห่งประวัติศาสตร์

ท่านศาสนทูตได้แสดงเจตจำนงของท่านด้วยการเขียนบันทึกหรือไม่ ?

ขณะที่วาระสุดท้ายของท่านศาสดากำลังจะเข้ามาถึง นครมะดีนะฮ์ตกอยู่ในสภาพตื่นตระหนก ทุกคนต่างรู้สึกว่าผู้นำแห่งมนุษยชาติกำลังจะจากโลกนี้ไปชั่วกาลนาน ท่านศาสดามีการวางแผนหนึ่ง สำหรับวาระนี้อย่างทันท่วงที ในใจของท่านนั้น ต้องการที่จะทำให้นครมะดีนะฮ์ปลอดไปจากคณะผู้นำ แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะเดินทางออกไป พวกเขาก็มีแผนการหนึ่งเช่นเดียวกัน และกำลังเฝ้ามองสถานการณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิด พวกเขาขัดขวางท่านศาสดาไม่ให้ละทิ้งคำสั่งเสียใดๆ ไว้ให้กับบรรดามุสลิม เพื่อเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติ

ตามรายงานของ ฏอบะกอต โดย อิบนิ สะอัด เล่ม 2 หน้า 243-244 อุมัร อิบนิ ค็อตต็อบได้กล่าวด้วยตนเองว่า “เราอยู่ข้างๆท่านศาสดาและบรรดาสตรีอยู่กันหลังม่าน จากนั้นท่านศาสนทูตของพระเจ้า จึงกล่าวว่า “จงชำระล้างฉันด้วยถุงหนังใส่น้ำจนเต็ม จำนวนเจ็ดถุงและจงนำน้ำหมึกและกระดาษให้ฉัน เพื่อฉันจะได้เขียนคำสั่งเสียประการหนึ่งไว้ให้กับพวกเจ้าเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเจ้าต้องหลงทางตลอดไป” บรรดาสตรีจึงกล่าวขึ้นว่า “จงไปนำเอาสิ่งที่ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าต้องการมาให้ท่าน” มักรีซี กล่าวว่า ซัยหนับบุตรสาวของญะฮัชภรรยาของศาสดาเป็นผู้กล่าวคำพูดนี้ พร้อมบรรดาสตรีที่อยู่กับนาง อุมัรกล่าวว่า “ฉันบอกพวกผู้หญิงให้เงียบเสียงลงเสีย พวกนางนั้นทำทีปิดตา และแสร้างว่าร้องไห้ เมื่อท่านศาสดากำลังเจ็บป่วย แต่พวกนางคอยค้ำคอท่านตอนที่ท่านยังดีๆอยู่” ในขณะนั้นเองท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้กล่าวกับบรรดาผู้ชายว่า “ผู้หญิงนั้น ดีกว่าพวกเจ้าเสียอีก”

ในหนังสือ ฏอบะกอต เล่ม 2 หน้า 242 อิบนิ สะอัด ได้บันทึกไว้ว่าญาบีร กล่าวว่า “ขณะที่ศาสนทูตกำลังจะถึงวาระสุดท้าย ได้ขอกระดาษกับปากกา เพื่อว่าท่านจะได้บันทึกคำสั่งเสียไว้ให้กับผู้คนของท่าน โดยให้คำแนะนำว่า พวกเขาควรจะทำอย่างไร เพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่หลงทาง แต่ผู้คนที่ร่วมชุมนุมอยู่ที่นั้นได้สร้างความยุ่งยากขึ้น จนกระทั่งท่านศาสดาเลิกความคิดของท่านไป”

ในหนังสือ มุสนัด อิบนิ ฮัมบัล เล่ม 1 หน้า 293 (อรรถาธิบาย โดย อะห์มัด ซากิร ฮะดิษที่ 2676) อิบนิ อับบาสกล่าวว่า เมื่อวาระสุดท้ายของท่านศาสนทูตใกล้เข้ามาแล้ว ท่านกล่าวว่า “จงนำปากกาที่ทำด้วยกระดูกแกะมาให้ฉัน ฉันจะเขียนสั่งเสียไว้ให้กับพวกเจ้า ฉะนั้นหลังจากที่ฉันเสียชีวิตแล้ว จะไม่มีคนใดในสองคนจะขัดแย้งซึ่งกันและกัน” ผู้คนที่อยู่ที่นั้นต่างส่งเสียงกันอึงคะนึง และสตรีคนหนึ่งได้ถามขึ้นว่า “พวกท่านไม่เห็นหรือว่า ท่านศาสดากำลังจะทำพินัยกรรม”

อิบนิ อับบาส ได้กล่าวไว้อีกที่หนึ่งว่า ระหว่างที่ท่านศาสดากำลังเจ็บเป็นครั้งสุดท้าย ดังว่า “จงนำกระดาษและน้ำหมึกมาให้ฉัน ฉันจะเขียนบันทึกไว้ให้พวกท่าน เพื่อว่าพวกท่านจะได้ไม่หลงทาง ภายหลังฉันจากไปแล้ว” อุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ กล่าวว่า “ยังมีเมืองเหลืออยู่มากมาย เมืองนั้นเมืองนี้ที่จะต้องพิชิต และท่านจะยังไม่ตายจนกว่าท่านจะได้พิชิตมันทั้งหมด หากในกรณีที่ท่านตาย พวกเขาก็จะรอการกลับคืนมา เฉกเช่นที่ชาวอิสรออีลรอคอยการกลับมาของมูซา” ซัยหนับผู้เป็นภรรยาของท่านศาสดาพูดขึ้นในขณะนั้นว่า “พวกท่านไม่เห็นหรือว่า ท่านศาสดากำลังจะทำพินัยกรรม ?” จากนั้นจึงมีเสียงดังอึงคนึงและวุ่นวายไปหมด ท่านศาสดาจึงกล่าวว่า “จงออกไปให้หมด” ในบัดดลนั้น ท่านศาสดาก็ถึงแก่กรรม...

จากเหตุการณ์ที่เราได้กล่าวถึงนี้ และในเรื่องที่เรากำลังจะเขียนถึง มันเป็นเรื่องที่กระจ่างแล้วว่า นอกเหนือจากความอ่อนล้าของท่านศาสดาก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านได้ขอให้นำน้ำหมึกกับกระดาษมาให้ท่าน แต่บรรดาผู้ที่อยู่ที่นั่นได้สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น จนถึงกับท่านศาสดายกเลิกความตั้งใจของท่าน คำอธิบายของเราที่ติดตามมาแสดงให้เห็นว่า เพราะการโต้แย้งที่จงใจและไร้เหตุผล ท่านศาสดาไม่มีทางเลือก นอกจากยกเลิกความคิดของท่าน

ในหนังสือ ซอเฮียะฮ์บุคอรี อิบนิอับบาสกล่าวว่า “ โอ้ วันพฤหัสบดี มันเป็นวันอะไรกันนี่” เขามีความเศร้าระทมมาก จนกระทั่งน้ำตาไหลรินเป็นสายลงไปบนก้อนกรวดที่อยู่ที่เท้าของเขา เมื่ออาการป่วยของท่านศาสนทูตของพระเจ้าเริ่มทรุดลง ท่านศาสดากล่าวว่า “ จงนำเอากระดาษและหมึกมาให้ฉัน เพื่อว่าฉันจะได้เขียนคำสั่งหนึ่ง อันเป็นการปกป้องพวกเจ้าให้พ้นจากความหลงผิด เมื่อฉันได้จากไปแล้ว” จากนั้นจึงมีเสียงโต้แย้งและวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่ผู้ที่รวมตัวอยู่นั้น บางคนกล่าวว่าท่านศาสดากำลังพูดเพ้อเจ้อ ท่านศาสดาจึงกล่าวขึ้นว่า “จงปล่อยฉันไว้ตามลำพัง ฉันต้องการความสงบเงียบในขณะนี้”

ในอีกที่หนึ่ง อิบนิ อับบาส ได้บอกชื่อของชายคนนั้น ที่ได้กล่าวประโยคนั้นออกมา เขาได้บอกกับเราไว้ในหนังสือ ซอเฮียะฮ์บุคอรี ว่าขณะที่ท่านศาสดากำลังจะถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ท่านกล่าวว่า “จงอย่าได้เสียเวลาไปเลย จงให้ฉันเขียนบางสิ่งที่จะป้องกันพวกเจ้าให้พ้นไปจากความหลงผิด” อุมัรปรากฏตัวอยู่ในการชุมนุมนั้นด้วยกล่าวว่า “ความป่วยไข้ได้ครอบงำจิตใจของชายผู้นี้ เรามีอัล กุรอานคัมภีร์ของพระเจ้าอยู่กับเราแล้ว และย่อมถือเป็นความเพียงพอ” จากนั้นจึงมีเสียงอึงคนึงและการโต้เถียงเกิดขึ้น ท่านศาสดาจึงบังเกิดความรำคาญ และได้กล่าวขึ้นว่า “จงออกไป พวกเจ้าไม่ควรจะมาถกเถียงและขัดแย้งกันและกันต่อหน้าฉัน”

ในหนังสือ มุสนัด อิบนิ ฮัมบัล และฏอบะกอต มีกล่าวไว้ดังต่อไปนี้ “พวกเขาพูดจาไร้สาระกันอย่างมาก ถึงกับทำให้ท่านศาสดาไม่สบายใจ” หลังจากนั้น อิบนิ อับบาสเคยกล่าวไว้ว่า “นับเป็นวาระแห่งความอับโชคอย่างมากมายที่ว่า เมื่อพวกเขาพูดเรื่องไร้สาระ พวกเขาได้หักห้ามท่านศาสดาไม่ให้เขียนข้อความนั้นไว้”

จากที่เล่ามาทั้งหมดข้างต้น ไม่มีใครนอกจากอุมัรคนเดียวที่ถูกระบุนามว่า เป็นคนหักห้ามท่านศาสดาไม่ให้เขียนบันทึกไว้ อุมัรคือผู้ที่บอกกับบรรดาสตรีว่า “พวกที่เป็นหญิง...” อุมัร คือ ผู้ที่กล่าวตำหนิบรรดาภรรยาของท่านศาสดาอย่างรุนแรงพูดจากับพวกนางด้วยท่าทีที่ไม่สุภาพเป็นอย่างยิ่ง “จงไปเอากระดาษและน้ำหมึกมาซิ ท่านศาสดาปรารถนาที่จะเขียน” อุมัรคือ บุคคลที่กล่าวว่า “ถ้าหากท่านศาสดาเสียชีวิต ใครเล่าจะไปพิชิตเมืองต่างๆของพวกโรมัน ?” อุมัรคือบุคคลผู้นั้นที่เมื่อได้พบว่า ผู้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วยที่จะให้กระทำไปตามคำขอร้องของท่านศาสดา และให้ไปนำกระดาษและน้ำหมึกมาให้ท่าน จึงได้กล่าวคำพูดที่ว่า “ความเจ็บป่วยได้ครอบงำชายผู้นี้ เขาพูดเพ้อไปแล้ว อัล กุรอานคัมภีร์ของพระเจ้าอยู่กับเรา นับเป็นความเพียงพอแล้ว” อุมัร คือผู้ที่กล่าวว่าท่านศาสดาพูดเพ้อเจ้อไปแล้ว

ด้วยการพูดเช่นนี้ เขาบรรลุสู่เป้าหมายของเขา เพราะว่าหากมีใครพูดว่า ทำไมท่านศาสดาจึงไม่ยืนยันที่จะแต่งตั้งใครบางคนด้วยการเขียนบันทึกเล่า ? เราขอกล่าวไว้ที่นี้ว่า ถึงแม้ว่าจะได้มีการเขียนเอกสารสักฉบับหนึ่ง ก็ไม่มีคุณค่าอะไรมากนัก เพราะจากการกล่าวหาของอุมัร พวกเขาก็จะพากันพูดว่าการเขียนบันทึกกระทำในขณะที่ท่านกำลังเพ้อ และไม่รู้ว่าท่านกำลังทำอะไรลงไป อิบนิ อับบาส ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้เช่นกัน ตามรายงานของอิบนิ อับบาส มีชายคนหนึ่งเข้ามาหาท่านศาสดาและได้ถามท่านว่า ท่านยังต้องการกระดาษและน้ำหมึกอยู่อีกหรือไม่ ? ท่านศาสดากล่าวตอบว่า “หลังจากนี้แล้วจะมีประโยชน์อันใด?” หมายความว่า ภายหลังจากที่คนบางคนได้พูดว่า ท่านกำลังพูดเพ้อ ซึ่งย่อมเป็นที่เข้าใจว่า ทุกสิ่งที่ท่านเขียนย่อมเป็นโมฆะ เพราะมันถูกเขียนขึ้นขณะที่กำลังเพ้อ ย่อมเห็นได้ว่า อุมัรได้ดำเนินงานตามแผนการร้ายของเขา ด้วยการใช้เล่ห์กลเป็นอย่างมาก ด้วยการกล่าวคำพูดเช่นนั้นออกมา และที่เขาได้หักห้ามท่านศาสดาจากการเขียนบันทึก เพื่อปกป้องมุสลิมให้พ้นจากความหลงผิดหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว

ภายหลังจากที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น บางทีอุมัรควรจะถูกถามคำถามต่อไปนี้ “ท่านกล้ากล่าวหาท่านศาสดา ด้วยการพูดว่ากำลังเพ้อ ทำไมท่านถึงไม่ขัดขวางการทำพินัยกรรมของอบูบักร ซึ่งเขาบอกให้จดในระหว่างที่เขากำลังเพ้อเล่า ?”

ในหนังสือ ฏอบารี เล่ม 4 หน้า 52 ขณะที่อบูบักรใกล้จะตาย เขาอนุญาตให้อุศมาน เข้ามาพบเพียงคนเดียว เขาบอกให้อุศมานเขียนบันทึกดังว่า “ด้วยนามแห่งพระองค์ผู้ทรงเมตตาสูงสุด นี่คือพินัยกรรมของฉันเป็นคำแนะนำหนึ่งสำหรับบรรดามุสลิม จากฉันอบูบักร อิบนิ อบีกุฮาฟะฮ์” เมื่อกล่าวมาถึงคราวนี้เขาก็หมดสติไป จากนั้นอุศมานก็เขียนพินัยกรรมต่อไปในท่วงทำนองเดียวกันดังต่อไปนี้ “ฉันได้ตัดสินใจแต่งตั้งให้อุมัรเป็นผู้สืบตำแหน่งแทนฉันเป็นคอลีฟะฮ์ของฉัน ฉันได้ทำอย่างดีที่สุดให้กับพวกท่านแล้ว” เมื่อมาถึงตรงนี้อบูบักรฟื้นคืนสติขึ้นมาอีก และกล่าวว่า “จงอ่านให้ฉันฟังอีกครั้งซิที่ได้เขียนไว้” อุศมานจึงอ่านให้ฟัง อบูบักรจึงกล่าวขึ้นว่า “พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ท่านเกรงว่าฉันจะตายไป โดยที่ฉันไม่ได้ฟื้นกลับคืนสติมาอีก บรรดามุสลิมก็จะอยู่กันโดยปราศจากคอลีฟะฮ์ และก็จะหลงทางไปในที่สุด” อุศมานเห็นด้วย และ อบูบักรจึงกล่าวขึ้นว่า “ขอพระเจ้าทรงตอบแทนท่านอย่างดีงาม สำหรับความช่วยเหลือที่ท่านได้มอบให้กับมุสลิมและอิสลาม”

ควรจะต้องถามอุมัรว่า “ท่านมีปฏิกิริยาอย่างไรกับการทำพินัยกรรมของอบูบักร ?” อุมัรอยู่ที่บ้านแวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงของเขา แต่งองค์ทรงเครื่อง และรอคอยการมาถึงของทาสของอบูบักรที่จะนำเอาพินัยกรรมมามอบให้ ซึ่งเนื้อหาของมันนั้น จะได้ประกาศให้ทราบเป็นทางการ อุมัรได้รับหนังสือแล้วจึงนำไปประกาศให้ที่ประชุมได้รับทราบ “โอ้ ประชาชนจงฟังทางนี้ ! จงเชื่อฟังในสิ่งที่คอลีฟะฮ์ของพระเจ้าได้กล่าว คอลีฟะฮ์กล่าวว่า เขาได้ทำอย่างดีที่สุดสำหรับพวกท่านแล้ว” อุมัรคนเดียวกันนี้แหละที่ขัดขวางไม่ให้ท่านศาสดาเขียนพินัยกรรม เมื่อคราวที่ท่านป่วยเป็นครั้งสุดท้าย โดยกล่าวว่า “ชายคนนี้กำลังพูดเพ้อไปแล้ว คัมภีร์ของพระเจ้านั้นนับเป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับเรา” มาบัดนี้เขาได้เห็นด้วยกับคำสั่งเสียของ อบูบักร ซึ่งเขียนขึ้นในขณะที่เขากำลังเพ้อ อิบนิ อับบาส ทำถูกต้องอย่างแท้จริงแล้ว ที่ได้สะอื้นไห้จนน้ำตาหลั่งไหลลงไปเปียกชุ่มอยู่ที่ก้อนกรวดบนพื้นดิน

การจากไปของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)

ในวันจันทร์ตอนเที่ยงวัน ศาสนทูตแห่งพระเจ้าเสียชีวิตในห้องของท่าน ณ นครมะดีนะฮ์ อุมัรอยู่ที่นั่นด้วยและอบูบักรอยู่ที่บ้านของเขา ณ ตำบลซุนฮ์ ห่างจากนครมะดีนะฮ์ไปประมาณหนึ่งไมล์ อุมัรและมุฆีเราะฮ์ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในห้อง ที่ร่างของท่านศาสดานอนอยู่ อุมัรเปิดผ้าคลุมหน้าของท่านศาสดาออก พร้อมกับกล่าวว่า “ท่านศาสดากำลังนอนไร้สติอยู่” มุฆีเราะฮ์กล่าวกับอุมัรขณะที่ออกจากห้องว่า “ท่านก็รู้ดีอยู่นี่ว่าท่านศาสดาเสียชีวิตแล้ว” อุมัรกล่าวกับเขาว่า “เจ้าพูดโกหก ท่านศาสดายังไม่ตายเจ้าเป็นคนสร้างความยุ่งยาก ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าจะต้องไม่ตาย จนกว่าท่านจะได้ทำลายพวกหน้าไหว้หลังหลอกให้หมดสิ้น” อุมัรข่มขู่บรรดาผู้ที่กล่าวว่า ท่านศาสดาเสียชีวิตแล้ว ว่าพวกนั้นจะต้องถูกสังหารลง เขาประกาศก้องขึ้นว่า “มีพวกหน้าไหว้หลังหลอกบางคนคิดว่า ท่านศาสนทูตของพระเจ้าเสียชีวิตแล้ว แต่ท่านยังไม่ตาย ท่านกลับไปเฝ้าพระเจ้าเสมือนมูซากระทำเป็นเวลาสี่สิบวัน ผู้คนต่างคิดว่ามูซาได้ตายจากไปแล้วแต่เขาก็กลับมา และศาสนทูตแห่งพระเจ้าก็จะกลับมาเช่นกัน และท่านจะตัดมือและเท้าของผู้ที่คิดว่าท่านตายแล้ว”

อุมัรกล่าวว่า “ฉันจะตัดคอผู้ใดก็ตามที่กล่าวว่าท่านศาสดาตายแล้ว ศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้ขึ้นสู่ฟากฟ้า” อิบนิ อุมมิมักตูม อัมร อิบนิ กอยส์ จึงได้อ่านโองการจากอัล กุรอาน ซึ่งมีความว่า “ มุฮัมมัดมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นศาสนทูตคนหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้าเขาก็มีบรรดาศาสนทูตที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ฉะนั้นหากเขาตายหรือถูกฆ่า พวกเจ้าก็จะหันหลังกลับสู่สภาพเดิมของพวกเจ้ากระนั้นหรือ และใครก็ตามที่หันกลับสภาพเดิมของเขา เขาก็จะไม่ยังอันตรายต่ออัลลอฮ์แต่ประการใด และอัลลอฮ์จะทรงตอบแทนผู้กตัญญู” อับบาสผู้เป็นลุงของท่านศาสดาลกล่าวว่า “ศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้ตายจากไปอย่างแน่นอนแล้ว ฉันเห็นใบหน้าของเขา และมันเหมือนกับใบหน้าของบรรดาบุตรชายของอับดุลมุตฏอลิบ เมื่อพวกเขาตายลง”

จากนั้นเขาได้ถามผู้คนว่า “ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้ากล่าวสิ่งใดกับท่านบ้างหรือเกี่ยวกับการวายชนม์ของท่าน ? ถ้าหากมีก็โปรดแจ้งให้เราได้รับทราบ” ผู้คนต่างกล่าวว่า พวกเขาไม่รู้เรื่องอันใด จากนั้นเขาได้ถามอุมัร “ท่านรู้เรื่องอะไรบ้างหรือเปล่า?” แต่อุมัรก็กล่าวตอบว่า เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย อับบาสจึงกล่าวกับผู้คนดังว่า “จงเป็นพยานเถิด ไม่มีผู้ใดรับรู้ในสิ่งใดๆที่ท่านศาสดาได้กล่าวไว้ถึงเรื่องการเสียชีวิตของท่าน ฉันขอสาบานต่อพระเจ้า ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว และไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ว่าศาสดาแห่งพระเจ้าได้เสียชีวิตแล้ว”

อุมัรยังคงโมโหโกรธอยู่ ส่งเสียงคำรามและข่มขู่ แต่อับบาสก็ยังคงพูดต่อไปว่า “ศาสนทูตแห่งพระเจ้าเหมือนกันกับปุถุชนคนโดยทั่วไป ที่ต้องตายและวายชนม์ลง และท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว จงจัดการฝังท่านโดยเร็วไวเถิด พระเจ้าจะทรงเอาชีวิตเราเพียงครั้งเดียว และเอาชีวิตศาสนทูตของพระองค์ สองครั้งกระนั้นหรือ? ถ้าหากที่ท่านพูดเป็นความจริง พระเจ้าจักสามารถทำให้ท่านฟื้นขึ้นมาจากหลุมได้ ศาสนทูตแห่งพระเจ้าได้แสดงให้มนุษย์เห็นหนทางแห่งความเที่ยงตรง อันนำไปสู่ความจำเริญ และความรอดพ้นในช่วงชีวิตของท่าน” อุมัรยังคงตะโกนต่อไป และแสดงอาการโกรธเคืองจนน้ำลายฟูมปาก ซาลิม อิบนิ อุบัยด์ จึงออกไปหาอบูบักร และไปบอกเขาว่าอะไรเกิดขึ้น เขาจึงมายังนครมะดีนะฮ์และพบอุมัรยืนอยู่ที่นั่น กำลังข่มขู่ผู้คนโดยกล่าวว่า “ศาสนทูตแห่งพระเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ท่านยังไม่ตาย ท่านจะออกมาจากห้องของท่านและมาตัดศีรษะและมือของผู้คน ที่กระจายข่าวอันเป็นเท็จเกี่ยวกับตัวท่าน ท่านจะมาตัดศีรษะของพวกเขาและจะนำมาแขวนไว้”

เมื่ออุมัรเห็นอบูบักร เขาเริ่มสงบลงอบูบักรกล่าวสรรเสริญพระเจ้า พร้อมกับกล่าวว่า “สำหรับผู้ที่เคารพภักดีต่อพระเจ้า พระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ แต่สำหรับบรรดาผู้เคารพภักดีต่อมุฮัมมัด มุฮัมมัดตายแล้ว”

จากนั้นเขาจึงอ่านจากอัล กุรอานดังว่า “มุฮัมมัดมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นศาสนทูตคนหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้าเขาก็มีบรรดาศาสนทูตที่ได้ล่วงลับไปก่อนแล้ว” อุมัรถามว่ามันเป็นโองการจากอัล กุรอานหรือ? และอบูบักรได้ยืนยันว่า มันเป็นโองการหนึ่ง แต่คำพูดของมุฆีเราะฮ์ และการอ่านจากอัล กุรอานของอัมร อิบนิ กอยส์และอับบาส ผู้เป็นลุงที่ได้ให้เหตุผลไว้ ก็ไม่อาจทำให้อุมัรยอมเชื่อได้ว่า มุฮัมมัดตายแล้ว แต่เขากลับยอมฟังอบูบักรอย่างเงียบสงบ

ขอให้เราได้ฟังเรื่องที่อุมัรเล่าไว้ด้วยตนเองดังว่า “ฉันขอสาบานต่อพระเจ้า เมื่อฉันได้ยินอบูบักรอ่านโองการนั้น เข่าทั้งสองของฉันทรุดลงจนฉันล้มลงไปนอนกับพื้น ไม่อาจจะลุกขึ้นได้ และฉันได้มาตระหนักว่าท่านศาสดาได้เสียชีวิตไปแล้ว” ในวันนั้นอุมัรรู้สึกเสียใจมาก ที่ต้องสูญเสียท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้า จนถึงกับไม่อาจควบคุมตนเองได้กระนั้นหรือ ? และจริงหรือไม่ที่ว่า เขาได้กลายเป็นคนบ้าไปในวันนั้น ดังที่นักประวัติศาสตร์บางคนได้เขียนไว้ เราไม่เชื่อกับความคิดเหล่านี้ เพราะเรารู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังการบิดเบือนความจริงของเขา

อิบนิ อบิล ฮะดีด กล่าวว่า “เมื่ออุรัมรับรู้การสิ้นชีวิตของท่านศาสดา เขามีความกังวลว่า ในกรณีที่มีการพิจารณาเกี่ยวกับผู้สืบทอด ของท่านศาสดาเขาหวั่นเกรงว่า ชาวอันศอรและกลุ่มอื่นๆ จะได้อำนาจ ดังนั้นเขาจึงสร้างความสงสัยให้เกิดขึ้น และแสดงความลังเลใจที่จะยอมรับว่า ท่านศาสดาได้สิ้นชีวิต เพื่อเป็นการรักษาแนวทางของเขาไว้ จนกว่าอบูบักรจะเดินทางมาถึง”

อิบนิ อบิล ฮะดีด กล่าวไว้ถูกต้องแล้ว เพราะอุมัรมีความกริ่งเกรงว่าอะลีอาจได้รับการเลือกตั้ง เพราะมีตัวเลือกอยู่เพียงสามคนเท่านั้น ที่จะเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งได้ และอุมัรให้การสนับสนุนกับบุคคลที่สาม นั่นคือ อบูบักร ผู้มีสิทธิได้รับเลือกทั้งสามนี้ก็คือ

1) อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่างๆดังต่อไปนี้ ก) บนูฮาชิม ครอบครัวของท่านศาสดา
ข) อบูซุฟยาน หัวหน้าของฝ่ายต่อต้าน ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนมารับอิสลาม
ค) คอลิด อิบนิ สะอีด อะมาวี บัรรออ์ อิบนิ อาซิบ อันซอรี ซัลมาน อบูซัร มิกดาด และสาวกระดับอาวุโสของท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าท่านอื่นๆอีก

2) สะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ อันซอรี ผู้ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเลือกของเผ่าคอซรอจ (คณะของผู้ช่วยเหลือ)

3) อบูบักร ผู้ซึ่งมีคนช่วยเหลือก็คือ อุมัร มุฆีเราะฮ์ อิบนิ ชุอ์บะฮ์ และอับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อุฟ อะลีและอบูบักรนั้นมีโอกาสได้รับการเลือกตั้งอย่างมากที่สุด ทั้งนี้เพราะผู้มีสิทธิได้รับเลือกคนที่สอง เป็นชาวอันศอร และไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้อพยพ ถ้าหากอะลีได้ปรากฏตัวอยู่ ณ สถานที่เลือกตั้ง หลังจากการฝังศพของท่านศาสดาแล้ว เขาย่อมได้เสียงสนับสนุนมากกว่าอบูบักร เพราะชาวอพยพ ชาวอันศอร และเผ่าของอับดุลมานาฟทั้งหมดล้วนอยู่ฝ่ายเขา ดังนั้น สิ่งที่อุมัรกระทำทั้งหมดทั้งก่อนและหลังการเสียชีวิตของท่านศาสดา ล้วนมีสาเหตุมาจากความหวั่นเกรงของเขาที่อะลีจะถูกนำมาสู่การเถลิงอำนาจ

ความจริงก็คืออย่างนี้ ถ้าหากการเสียชีวิตของท่านศาสดา ทำให้อุมัรต้องเสียใจเป็นอย่างมากแล้ว เขาก็ควรจะอยู่และช่วยเหลือจัดเตรียมงานศพ แทนที่จะพูดว่าศาสดายังไม่ตาย และวิ่งออกไปยังสะกีฟะฮ์ เพื่อไปเลือกตั้งผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา อิบนิ ฮิชามกล่าวว่า “เมื่ออุมัรและอบูบักร(เชคสองคนนี้)ทราบถึงการตายของท่านศาสดา อุมัรบอกกับอบูบักรว่า ขอให้เราไปดูกันซิว่า ชาวอันศอรกำลังทำอะไรกัน?” ร่างของท่านศาสดากำลังนอนอยู่ที่ห้องของท่าน และตามรายงานของฏอบารี อบูบักรและอุมัรปล่อยอะลีไว้ให้อยู่กับร่างของท่านศาสดา เพื่อการจัดเตรียมงานฝังศพและออกไปยังสะกีฟะฮ์ ขณะที่กำลังเดินทางไปนั้น พวกเขาได้พบกับอบูอุบัยดะฮ์ อัล ญัรรอฮ์ แล้วจึงไปกับพวกเขาด้วยที่สะกีฟะฮ์ ชาวอันศอรอยู่กันที่สะกีฟะฮ์ และชาวมุฮาญิรีนก็เข้าไปร่วมสมทบ จึงไม่มีใครเลย นอกจากครอบครัวของท่านเท่านั้นที่ช่วยกันจัดเตรียมงานฝังศพของท่านศาสดา

อบูซุอัยบ์ ฮุซะลีกล่าวว่า “ฉันมาถึงนครมะดีนะฮ์ แต่ต้องพบกับผู้คนที่กำลังร้องไห้และสะอึกสะอื้น ซึ่งดูราวกับเป็นการเริ่มต้นของการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ฉันจึได้สอบถามถึงสาเหตุ พวกเขาบอกกับฉันว่า ท่านศาสดาเสียชีวิตแล้ว ฉันจึงรีบไปที่มัสยิด แต่กลับไม่พบใครที่นั่น ประตูห้องของท่านศาสดาปิดอยู่ ฉันถามครอบครัวของท่านที่กำลังเฝ้าดูอยู่ว่า ผู้คนหายไปไหนกันหมด และได้รับการบอกเล่าว่า พวกเขาไปกันที่สะกีฟะฮ์เพื่อไปร่วมกับชาวอันศอร ผู้คนที่อยู่ในห้องของท่านศาสดาเพื่อจัดเตรียมงานฝังศพของท่าน มีเพียงอับบาสลุงของท่าน อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ฟัฎล์ อิบนิ อับบาส กุซัม อิบนิ อับบาส อุซามะฮ์ อิบนิ เซด และทาสของเขาที่ชื่อ ซอและฮ์ อะลีสวมเสื้อเพียงตัวเดียวยกท่านศาสดาขึ้นมาที่อกของเขา อับบาส ฟัฎล์และกุซัม ช่วยอะลีพลิกร่างของท่าน อุซามะฮ์และซอและฮ์เทน้ำให้ และอะลีเป็นผู้อาบน้ำให้ท่านศาสดา เอาส์ อิบนิ เคาลี อันซอรี ยืนมองดูอยู่”