21) ซะอีด อัฟกานี
ในหนังสือของเขาชื่อ อะอิชะฮ์กับการเมือง ซะอีด อัฟกานี ได้เขียนถึงเรื่องราวบางเรื่องที่เกี่ยวกับสะบะอียีน ภายใต้หัวเรื่องดังต่อไปนี้
“ท่านศาสดาค้านกับอุศมาน และผลกระทบของมัน”
“อิบนิ สะบาอ์ วีรบุรุษที่น่าหวาดหวั่นอันลี้ลับ”
“การสังเกตการณ์ของการปรองดองกัน” และ “การวางแผนร้าย” เขาได้กล่าวถึงสะบะอียีนในบทอื่นๆของเขาเช่นกัน แหล่งใหญ่ๆของเขาก็คือ ฏอบารี ตามมาด้วยอิบนิ อะซากิร จากนั้น อัลตัมฮีด ของอิบนิ อบีบักร เขาเชื่อถือ ฏอบารีมากกว่าบุคคลอื่นทั้งหมด โดยให้เหตุผลที่เขาไว้วางใจต่อฏอบารีไว้ว่า ฏอบารีเป็นผู้มีอิสระมากกว่าใครๆ และที่ว่านักประวัติศาสตร์ทั้งหมด ในยุคที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เชื่อถือเขา จากนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ฉันได้อ้างอิงจากหนังสือของฏอบารี ตามที่มีปรากฏอยู่จริงเท่าที่ฉันจะกระทำได้”

22) ซะฮาบี (มรณะ ฮ.ศ. 748 / ค.ศ. 1263)
ยังมีอีกช่องทางหนึ่ง ในเรื่องราวของอิบนิ สะบาอ์ นั่นคือ การบันทึกของซะฮาบี เขาได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้บ้าง ในหนังสือของเขาชื่อ ประวัติศาสตร์อิสลาม (เล่ม 2 หน้า 122-128) ซึ่งบันทึกถึงเรื่องการสังหารอุศมานเอาไว้ในเหตุการณ์ของปี ฮ.ศ. 35 เขาเริ่มต้นไว้ดังต่อไปนี้

“และซัยฟ์ อิบนิ อุมัร กล่าวไว้ว่า อะฏียะฮ์กล่าวว่ายะซีด อัล ฟักอะซี กล่าวว่า เมื่อ อิบนิ เซาดาอ์ ไปอียิปต์...” ซะฮาบีได้เขียนหนังสือไว้อีกเรื่องหนึ่ง บอกเล่าโดยซัยฟ์ ซึ่งมีรายละเอียดมากกว่าของฏอบารี ในตอนหลังเขาได้บันทึกบทสรุปหนึ่ง ในสิ่งที่ฏอบารีเขียนไว้ แหล่งดั้งเดิมของเรื่องราวต่างๆที่เขียนโดยซะฮาบีเกี่ยวกับสะบะอียีน และเรื่องอื่นๆนั้น อาจหาพบได้ในบทนำหนังสือของเขา

1) หนังสือต่างๆ เช่น อัลฟุตูฮ์ ซึ่งซะฮาบี ได้นำเอามาเป็นเนื้อหาที่สำคัญที่สุดสำหรับหนังสือของเขา
2) หนังสือจากที่เขาได้นำมา ที่ซึ่งเขาได้บันทึกไว้เป็นบทสรุป
3) หนังสือต่างๆ ที่เขาอ้างถึงไปหาอยู่บ่อยๆ เช่นของฏอบารี

เนื่องแต่ซะฮาบี ได้กล่าวถึงหนังสืออัลฟุตูฮ์ เขียนโดยซัยฟ์ และเขามีชิวิตอยู่ในศตวรรษที่ 8 แห่งศักราชอิสลาม ฉะนั้นหนังสือ อัลฟุตูฮ์ จะต้องมีอยู่ให้เห็นจนถึงขณะนั้น

เพื่อเป็นการสรุป เราสามารถกล่าวได้ว่า นักประวัติศาสตร์เหล่านี้ทั้งหมดที่ได้กล่าวถึง ได้นำเรื่องต่างๆ และนิยายของพวกเขา ในเรื่องของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ มาจากซัยฟ์ นักประวัติศาสตร์จำนวนสี่คนทั้งหมด นั้นคือ ฏอบารี อิบนิ อะซากิร อิบนิ อบีบักร และซะฮาบีได้นำเรื่องต่างๆของพวกเขามาจากซัยฟ์ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ นำเรื่องต่างๆ ของพวกเขามาจาก ซัยฟ์ โดยทางอ้อม

แผนภูมิหน้าถัดไป ชี้ให้เห็นว่าช่องทางที่เรื่องเล่าเกี่ยวกับสะบะอียีน สืบสายผ่านมาโดยการบันทึกต่อๆ กันมาจากนักเล่านิทาน ซึ่งเป็นต้นตอของเรื่อง เขาผู้นี้คือ ซัยฟ์

การสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับ ซัยฟ์ และคำบอกเล่าต่างๆ ของเขา

ซัยฟ์ คือใคร ?

ตามหลักฐานของฏอบารี เล่ม 1 หน้า 1749 ของสำนักพิมพ์ ยูร็อบและลุบาบุล อันซาบ เล่ม 1 หน้า 49 ชื่อเต็มของซัยฟ์ก็คือ ซัยฟ์ อิบนุ อุมัร อัตตะมีมี อัล อุซัยยะดี ตามหลักฐานของ ญัมฮะระตุล อันซาบ หน้า 199 และหนังสือของอิบนิ ดุรอยด์ ชื่อ อัล อิชติกอก หน้า 201-206 ผู้ที่ชื่ออุซัยยาด คือ อัมร อิบนิ ตะมีมี เพราะ ซัยฟ์ เป็นผู้สืบตระกูลของอัมร เขาได้อุทิศเรื่องราวที่เป็นวีรกรรมความกล้าหาญของบนูอัมร มากกว่าผู้อื่น ในหนังสือ ฟิฮ์เรสท์ ของ อิบนิ นาดิม เขียนไว้ว่า “อุซาดี” แทนที่จะเขียนว่า “อุซัยยัด”

ใน ตะฮ์ซีบ อัล ตะฮ์ซีบ ได้บันทึกไว้ว่า อัล บุรญุมี และซะอ์ดี หรือฏอบบี หากนี่เป็นเรื่องจริงก็ย่อมเป็นการเปิดเผยให้เห็นว่า เผ่าบุรญุมและอุซัยยัดมีข้อตกลงกันบางประการ(สัญญาสงบศึกและอื่นๆ) ระหว่างพวกเขากันเอง เนื่องจากบุรญุมและอุซัยยัดไม่ได้เป็นญาติสนิทกัน ถึงแม้เราจะเชื่อว่าเผ่าทั้งสองเป็นผู้สืบตระกูลของเผ่าบนูตะมีมก็ตาม
มีบันทึกอยู่ใน ตะฮ์ซีบ อัล ตะฮ์ซีบ, คุลาซอตุลตะฮ์ซิบ และฮิดายะ ตุลอารีฟีน ว่าซัยฟ์มาจากกูฟะฮ์ และมาอาศัยอยู่ที่แบกแดด

หากว่ากันตามหลักฐานใน คุลาซอตุล ตะฮ์ซิบ ซัยฟ์เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 170 มีบันทึกอยู่ใน อัล ตะฮ์ซีบ ว่า “ฉันได้เคยเห็นข้อเขียนด้วยลายมือของซะฮาบีกล่าวไว้ว่า ซัยฟ์เสียชีวิตในระหว่างการปกครองของฮารูณ อัร รอชีด” อิสมาอีล ปาชา เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัล ฮิดาอ์ ดังว่า “เขา(ซัยฟ์)เสียชีวิตที่แบกแดด ในระหว่างการปกครองของฮารูณ อัร รอชีดในปี ฮ.ศ. 200 และ อัร รอชีดตายในปี ฮ.ศ. 193” ไม่มีผู้ใดกล่าวไว้เช่นนั้น อิสมาอีล ปาชา ก็ไม่ได้เปิดเผยแหล่งข้อมูลของเขาเช่นกัน

หนังสือต่างๆ ของซัยฟ์

ตามหลักฐานของ อัล ฟิฮ์เรสท์ และ อัล ฮิดาอ์ ซัยฟ์เขียนหนังสือไว้สองเล่ม 1) อัล ฟุตูฮ์ อัล กะบีร วัล ริดดะอ์ 2) อัล ญะมัล วะมะซีรุ อาอิชะฮ์ วะอะลี และตามหลักฐานของ อัล ลุบาบ, อัล ตะฮ์ซีบ และกัชฟุล ซุนูน ซัยฟ์ เขียนหนังสือเพียงเล่มเดียวคือ “อัล ฟุตฮ์”

ฏอบารีได้บันทึกไว้ในหนังสือของเขา จากหนังสือเล่มของซัยฟ์ คือ อัล ฟุตูฮ์ และ อัล ญะมัล ตามลำดับ ชื่อของผู้คนที่มีบทบาทอยู่ในเหตุการณ์นี้แต่เขาไม่ได้อ้างอิงกลับไปยังหนังสือของ ซัยฟ์
ซะฮาบีในหนังสือประวัติศาสตร์ของเขาชื่อ อัล กะบีร และ อิบนิ อะซากิร ตามรายชื่อของผู้คนที่มีบทบาทอยู่ในเหตุการณ์นี้ และพวกเขาได้อ้างอิงกลับไปยังหนังสือของซัยฟ์

นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด ผู้ซึ่งได้เขียนเรื่องราวของบรรดาสาวกของท่านศาสดาคือ อิบนิ อับดุล บัร อิบนิ อะซีร อิบนิ ฮะญัร และซะฮาบี นักประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้บันทึกบรรดาชื่อของวีรบุรุษที่ซัยฟ์ได้สร้างขึ้นมา พร้อมไปกับรายชื่อของบรรดาซอฮาบะฮ์ที่มีอยู่จริง (บรรดาสาวกของท่านศาสดา)
นักภูมิศาสตร์อย่างเช่น อัล ฮะมาวีในหนังสือ มุอ์ญัม ของเขา และ อัล ฮิมยะรีในหนังสือ อัล เราฎ์ ได้ให้ชื่อเมืองที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งซัยฟ์ได้สร้างเรื่องขึ้นมา อับดุลมุอ์มินได้บันทึกสถานที่ต่างๆของซัยฟ์มาจาก อัล ฮะมาวี บุคคลสุดท้ายที่เราพบ ผู้ซึ่งกล่าวว่าหนังสือของซัยฟ์ ที่เขามีเป็นเจ้าของอยู่ก็คือ อิบนิ ฮะญัร (มรณะ ฮ.ศ. 825) ผู้ประพันธ์หนังสือ อัล อิซอบะฮ์

คุณค่าของการบันทึกของ ซัยฟ์

1) ยะอ์ยา อิบนิ มุอีน (มรณะ ฮ.ศ. 233) “การเล่าเรื่องต่างๆของเขานั้นอ่อนหลักฐานและไร้คุณค่า”

2) นะซาอี (มรณะ ฮ.ศ. 303) ในซอเฮียะฮ์ของเขา “การเล่าเรื่องต่างๆของเขาอ่อนหลักฐาน พวกเขาไม่ควรไปเห็นด้วยกับมัน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่น่าไว้วางใจ”

3) อบู ดาวูด (มรณะ ฮ.ศ. 316) “ไม่มีคุณค่าใดๆเลย เขาเป็นคนโป้ปดมดเท็จ”

4) อิบนิ อบี ฮาตัม (มรณะ ฮ.ศ. 327) “พวกเขาละทิ้งการเล่าเรื่องต่างๆของเขา”

5) อิบนิ อัลซะกัน (มรณะ ฮ.ศ. 353) “อ่อนหลักฐาน”

6) อิบนิ อะดี (มรณะ ฮ.ศ. 353) “อ่อนหลักฐาน การเล่าเรื่องต่างๆบางเรื่องมีชื่อเสียง แต่กระนั้นการเล่าเรื่องส่วนใหญ่ของเขา เป็นเรื่องน่าอับอาย และไม่ต้องไปเชื่อตาม”

7) อิบนิ ฮิบบาน (มรณะ ฮ.ศ. 354) “ในเรื่องราวที่เขาได้แต่งขึ้น เขาได้กล่าวถึงบรรดาชื่อของผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ แต่พวกเขากล่าวว่า เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกอุตริ และปลอมการเล่าเรื่องต่างๆ

8) ฮากีม (มรณะ ฮ.ศ. 405) “การเล่าเรื่องต่างๆของเขาถูกโยนทิ้งไป เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกอุตริชน”

9) คอตีบ อัล บัฆดาดี

10) อิบนิ อัลดุลบัร (มรณะ ฮ.ศ. 463) เล่ามาจากอบี ฮัยยานว่า “การเล่าเรื่องของซัยฟ์ถูกโยนทิ้งไป เรากล่าวถึงมันเพื่อเห็นแก่ความรู้เท่านั้น”

11) ซอฟียุดดีน (มรณะ ฮ.ศ. 923) “พิจารณาว่าอ่อนหลักฐาน”

12) ฟิรูอาบาดี (มรณะ ฮ.ศ. 817) ในหนังสือ ตะวาลีฟ กล่าวไว้ว่า “ซัยฟ์ กับบุคคลอื่นๆเป็นที่กล่าวกันว่า พวกเขาอ่อนหลักฐาน”

13) อิบนิ ฮะญัร (มรณะ อ.ศ. 852) หลังจากที่ได้กล่าวถึงการเล่าเรื่อง “นั่นมาจากผู้เล่าต่างๆ ที่อ่อนหลักฐานที่อ่อนที่สุดในหมู่พวกเขาทั้งหมดก็คือของ ซัยฟ์”

เหล่านี้คือทัศนะของนักเขียนชีวประวัติเกี่ยวกับซัยฟ์และการเล่าเรื่องต่างๆของเขา ลำดับต่อไปขอให้พิจารณาดูถึงตัวเนื้อหาของเรื่องเล่านั้นๆและการจะทำเช่นนี้ได้ เราจำเป็นต้องอ้างอิงกลับไปยังประวัติศาสตร์ของฏอบารี ทั้งนี้เพราะของเขามีมาก่อนของผู้อื่นทั้งหมด และใช้อ้างอิงในหนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆมากกว่าของผู้อื่นทั้งสิ้น

ฏอบารี ได้เล่าเรื่องมาจากซัยฟ์มากมายหลายเรื่อง โดยอ้างอิงมาจากหนังสือสองเล่มของเขาคือ อัลฟุตูฮ์ วัลริดดะฮ์ และอัล ญะมัล เขาได้เล่ามาจากเรื่องเล่าต่างๆของเขา (ซัยฟ์) เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสะกีฟะฮ์และความตายของอุศมาน ฉะนั้นเรื่องเล่าต่างๆ ของซัยฟ์ที่สร้างขึ้นมานี้นับเป็นการอ้างอิงที่มีความสำคัญประการหนึ่ง ที่มีการอ้างอิงกันในประวัติศาสตร์อิสลามทั้งหมดมาจนถึงปัจจุบัน

เราจะพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ของฏอบารีเป็นอันดับแรก และจากนั้นจึงจะดูว่าผู้เล่าเรื่องคนอื่นๆ ที่จะต้องอาศัยเรื่องของซัยฟ์ ในการเล่าเรื่องของพวกเขาและเราจะเปรียบเทียบ และชี้ให้เห็นความแตกต่างในการเล่าเรื่องต่างๆ ของพวกเขากับของผู้อื่น เพื่อค้นหาวิธีการที่เขาใช้ในการปลอมแปลงเรื่องต่างๆ ตลอดจนคุณค่าของเรื่องราวต่างๆ ของเขา

1. กองทัพอุซามะฮ์

ฏอบารี (เล่ม 3 หน้า 212 เล่ม 1 หน้า 1849-50 EUR) และอิบนิ อะซากิร (เล่ม 1 หน้า 427) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของปีฮิจเราะฮ์ที่ 11 ประวัติศาสตร์จดบันทึกไว้ในเรื่องของกองทัพอุซามะฮ์ ที่บอกเล่าโดยซัยฟ์มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

<
เรื่องเล่าโดยซัยฟ์

“ก่อนที่ท่านศาสดาจะเสียชีวิต ท่านได้จัดตั้งกองทัพกองหนึ่งภายใต้การบัญชาการของอุซามะฮ์ อุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ เข้าประจำการอยู่ในกองทัพนั้นด้วย ก่อนที่กองทัพจะเดินทางออกไปพ้นจากเขตแดนของนครมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาแห่งพระเจ้าได้สิ้นชีวิต อุซามะฮ์ส่งอุมัรมาพบกับผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา (คอลีฟะฮ์) เพื่อขออนุญาตนำกองทัพกลับคืนสู่นครมะดีนะฮ์ บรรดาสาวกของท่านศาสดาซึ่งประจำอยู่ในกองทัพ บอกอุมัรให้ขอร้องอบูบักรให้ปลดอุซามะฮ์ และแต่งตั้งบุคคลอื่นขึ้นมาเป็นแม่ทัพแทน” อบูบักรกระโดดออกมาและคว้าเคราของอุมัรพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ อิบนิ ค็อตต็อบ ขอให้แม่ของเจ้า คร่ำครวญต่อความตายของเจ้าด้วยเถิด ท่านศาสดาเป็นผู้แต่งตั้งอุซามะฮ์เพื่อให้เป็นแม่ทัพ แต่เจ้ากลับต้องการให้ฉันปลดเขา และให้แต่งตั้งบางคนเข้ามาแทนที่”

จากนั้นอบูบักรจึงออกคำสั่งให้กองทัพเคลื่อนออกไป และเขาได้ออกไปส่งกองทัพด้วยตนเองพร้อมกล่าวคำอำลาว่า “จงเดินทัพไปเถิด ขอพระเจ้าทรงทำลายพวกเจ้า ด้วยการถูกสังหารและด้วยกาฬโรค”

เรื่องราวข้างต้นได้รับการเล่าขานไว้โดยซัยฟ์ ซึ่งเกี่ยวกับกองทัพอุซามะฮ์ แต่ผู้อื่นได้กล่าวไว้ดังเรื่องราวต่อไปนี้

เรื่องราวที่รายงานโดยผู้อื่นนอกเหนือจากซัยฟ์

ในปีที่ 11 ของฮิจเราะฮ์ศักราชตรงกับวันจันทร์ เมื่อยังมีเวลาเหลืออยู่อีกสี่วันก่อนสิ้นเดือนซอฟัร ท่านศาสดามีคำสั่งให้ผู้คนจัดทัพเตรียมกำลังรบกับพวกโรมัน ในวันรุ่งขึ้นท่านได้สั่งให้อุซามะฮ์เป็นผู้บัญชาการกองทัพ โดยกล่าวกับเขาว่า “จงไปยังที่ๆบิดาของเจ้าได้พลีชีพเพื่อศาสนาและจงเข้าโจมตีพวกเขา” ในวันพุธท่านศาสดาเริ่มมีอาการไข้และปวดศีรษะ วันต่อมาซึ่งเป็นวันพฤหัสบดี ท่านศาสดาได้ทำธงประจำกองทัพด้วยตัวของท่านเองและมอบให้อุซามะฮ์ อุซามะฮ์รับมอบธงไปและเดินทางออกจากนครมะดีนะฮ์ โดยเลือกเอาสถานที่แห่งหนึ่งมีชื่อว่า ญุรฟ์ เป็นที่ตั้งค่าย

สมาชิกอาวุโสชาวมุฮาญิรีนและอันศอร เช่น อบูบักร อุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ อบูอุบัยดะฮ์ อัล ญัรรอฮ์ สะอัด บิน อบีวักกอส สะอีด อิบนิ อะซีดและบุคคลอื่นๆ ได้รับคำสั่งให้จัดตั้งกองทัพขึ้นกองหนึ่งภายใต้การนำทัพของอุซามะฮ์ เนื่องจากอุซามะฮ์เป็นเด็กหนุ่ม จึงได้เกิดการคัดค้านในการที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการ แทนที่จะเป็นบรรดามุสลิมผู้อพยพที่มีความอาวุโสกว่า

ท่านศาสดาได้ยินการคัดค้านเหล่านี้ จึงออกมาจากบ้านของท่าน ศีรษะของท่านพันรอบไว้ด้วยกับผ้าเช็ดหน้า และมีผ้าเช็ดตัวพาดอยู่ที่ไหล่ของท่าน เพราะว่าท่านกำลังป่วย เมื่อขึ้นไปยืนบนแท่นเทศนาแล้วท่านได้กล่าวว่า “รายงานที่ฉันได้รับทราบมาเกี่ยวกับอุซามะฮ์ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพนั้นมันเป็นอย่างไรกัน พวกเจ้าได้คัดค้านบิดาของเขามาแล้ว มาบัดนี้พวกเจ้ากำลังคัดค้านบุตรชายของเขาอีก ขอสาบานต่อพระเจ้า อุซามะฮ์มีความสามารถที่จะรับตำแหน่งนี้ไว้ได้ ดังที่บิดาของเขาได้กระทำมาแล้ว” จากนั้นท่านศาสดาจึงลงมาจากแท่นเทศนา และบรรดามุสลิมที่กำลังออกไปยังค่ายพักที่ญุรฟ์ ต่างกล่าวคำอำลา อาการของท่านศาสดาเริ่มหนักขึ้น และอุซามะฮ์เข้ามาเยี่ยมท่านในขณะที่ท่านศาสดาไม่อาจที่จะพูดได้ ท่านได้แต่เพียงจูบลาอุซามะฮ์

วันจันทร์ต่อมาอาการของท่านเริ่มดีขึ้น และท่านได้ให้การต้อนรับอุซามะฮ์โดยกล่าวว่า “จงไปเถิด โชคดีจงเป็นของเจ้า” อุซามะฮ์จึงกลับมาที่ค่ายพัก และมีคำสั่งให้กองทัพออกเดินทาง ยังไม่ทันที่เขาจะขึ้นขี่ม้าเพื่อเคลื่อนทัพออกไปก็มีข่าวมาจากมารดาของเขาว่า ท่านศาสดากำลังป่วยหนัก อุซามะฮ์ อุมัรและอบูอุบัยดะฮ์ กลับมายังมะดีนะฮ์ และในวันนั้นเองที่ท่านศาสดาเสียชีวิตแล้ว เมื่ออบูบักรได้เป็นคอลีฟะฮ์ เขาออกคำสั่งให้อุซามะฮ์ปฏิบัติภารกิจเดียวกับที่ได้รับคำสั่งมาจากท่านศาสดา (อิบนิ อะซากิร เล่ม 1 หน้า 433) ในหน้า 438 อิบนิ อะซากิร กล่าวไว้เช่นกันว่า “อบูบักรบอกกับอุซามะฮ์ว่า ท่านศาสดาได้ให้คำแนะนำที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว และเขาจะไม่เพิ่มเติมอะไรเข้าไปในคำสั่งนั้นอีก” อบูบักรไม่ได้ฟังเสียงของผู้ที่ให้คำแนะนำเขาที่ให้เลื่อนการเดินทัพนี้ออกไป

การเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบระหว่างวิธีการทั้งสองของการบันทึกดังกล่าวข้างต้นมีบางจุดที่ควรค่าต่อการกล่าวถึงเกี่ยวกับการบันทึกของซัยฟ์ เขากล่าวว่า

1) กองทัพกำลังออกพ้นไปจากเขตของนครมะดีนะฮ์ เมื่อท่านศาสดาเสียชีวิต ซัยฟ์ได้รวมประโยคนี้ไว้ในหนังสือของเขา ก็เพื่อปิดบังความจริงที่ว่า ได้เกิดการล่าช้าขึ้น ซึ่งเป็นการยับยั้งกองทัพไม่ให้ออกเดินทาง และไม่มีการก่อหวอดจากพวกที่ก่อความยุ่งยาก ซึ่งทำให้การออกทัพล่าช้า ดังจะเห็นได้จากขณะใกล้จะถึงวาระสุดท้าย ท่านศาสดามุฮัมมัดรู้สึกขุ่นเคืองที่ว่ากองทัพถูกทำให้ล่าช้า จึงออกคำสั่งของท่านอีกวาระหนึ่งดังว่า “กองทัพของอุซามะฮ์ต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้”

2) ซัยฟ์กล่าวว่า “เมื่ออุซามะฮ์ได้รับข่าวว่า ท่านศาสดาเสียชีวิตแล้ว เขาจึงส่งอุมัรมาพบผู้สืบตำแหน่งแทนของศาสนทูตแห่งพระเจ้า เพื่อขออนุญาตต่อเขาที่จะนำกองทัพกลับมายังมะดีนะฮ์” คำแนะนำอื่นๆกล่าวไว้ว่า “อุซามะฮ์ทราบข่าวว่า อาการของท่านศาสดาไม่สู้ดี เขาจึงกลับมายังนครมะดีนะฮ์พร้อมกับอุมัร อบูบักรและอบูอุบัยดะฮ์ (บางคนกล่าวว่าอบูอุบัยดะฮ์ไม่ได้อยู่ร่วมกับพวกเขา) ภายหลังจากท่านศาสดาเสียชีวิตแล้วและภายหลังจากที่ อบูบักรได้รับการแต่งตั้งที่สะกีฟะฮ์ และการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายของเขาที่มัสยิด เขาจึงจัดการกับกองทัพของอุซามะฮ์”

ณ ที่นี้ซัยฟ์ได้ย้อนหลังวันที่ของการดำรงตำแหน่งผู้สืบแทนของอบูบักรอีกครั้งหนึ่ง โดยทำให้เห็นราวกับว่าเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคอลีฟะฮ์ (ผู้สืบแทนตำแหน่ง) ก่อนที่ท่านศาสดาจะเสียชีวิต

3) ซัยฟ์ กล่วว่า “อันศอร(ผู้ช่วยเหลือ) บอกอบูบักรให้ปลดอุซามะฮ์และแต่งตั้งผู้อื่นเป็นผู้บัญชาการกองทัพแทน” อิบนิ อะซากิร (เล่ม 1 หน้า 438) และนักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ กล่าวว่า “ชาวมุฮาญิรีน (ผู้อพยพ) ได้ขอให้ท่านศาสดาเปลี่ยนตัวอุซามะฮ์ออก” ณ ที่นี้ซัยฟ์เปลี่ยนชื่อของผู้เสนอให้ปลดอุซามะฮ์ จากมุฮาญิรีนไปเป็นอันศอรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการเอาใจรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นคณะของชาวมุฮาญิรีน (ผู้อพยพ)

ซัยฟ์กล่าวว่า “อบูบักรให้คำแนะนำ 10 ข้อกับอุซามะฮ์” นักประวัติศาสตร์คนอื่นกล่าวว่า “อบูบักรกล่าวว่า ท่านศาสดาได้ให้คำแนะนำต่างๆเป็นที่เพียงพอแล้ว และเขาไม่จำเป็นจะต้องเพิ่มเติมสิ่งใดอีก” ซัยฟ์ กล่าวว่า “อบูบักรคว้าเคราของอุมัรไว้ เพราะเขาได้นำเอาคำร้องของฝ่ายผู้ช่วยเหลือมามอบให้” ถึงแม้ผู้ถือสารไม่จำเป็นต้องรับโทษก็ตาม ซัยฟ์กล่าวว่า “อบูบักรได้กล่าวสาปแช่งกองทัพ และหวังว่าพวกเขาจะถูกทำลายด้วยกาฬโรค” ซัยฟ์เป็นพวกอุตริต้องการที่จะเล่นตลกกับอิสลาม ในฐานะเป็นศาสนาเช่นเดียวกับการเอาใจคอลีฟะฮ์ในสมัยของเขา เรื่องราวที่ซัยฟ์สร้างขึ้นไม่มีแก่นสารใดๆ และวีรบุรุษต่างๆที่กล่าวถึงในเรื่องเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง เพราะมันเป็นเพียงผลผลิตจากจินตนาการของเขาเท่านั้นเอง เราจะได้อธิบายให้แจ่มชัดมากกว่านี้ในภายหลัง

การแนะนำซอฮาบะฮ์บางคน

ถึงเวลาอันควรแล้วสำหรับเรา ที่จะแนะนำซอฮาบะฮ์คนที่เราได้กล่าวไว้จนถึงขณะนี้ ในหมายเลข 1 และหมายเลข 2 แน่นอนไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องกล่าวถึงเรื่องของอบูบักรและอุมัร ผู้เป็นคอลีฟะฮ์ที่หนึ่งและที่สอง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว

3- อบูอุบัยดะฮ์ อัล ญัรรอฮ์ อมีรบุตรของอับดุลลอฮ์ อิบนิ อัล ญัรรอฮ์ และอุมัยมะฮ์บุตรสาวของกอนม์ อิบนิ ญาบีร อบูอุบัยดะฮ์เป็นผู้บุกเบิกคนแรกๆ ที่เปลี่ยนมาเข้ารับอิสลามจากเผ่าของกุเรช และได้อพยพออกจากมักกะฮ์ถึงสองครั้ง อบูบักรแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพไปยังซีเรียเขาเสียชีวิตด้วยกาฬโรค และถูกฝังไว้ที่จอร์แดน

4- สะอัด บิน อบีวักกอส อบู อิศฮาก บุตรของมาลิกมาจากครอบครัวซุฮ์รอ แห่งเผ่ากุเรช เป็นคนที่เจ็ดที่เข้ารับอิสลาม เขาเข้าร่วมในสงครามบะดัร และสงครามทุกครั้งของท่านศาสดา เขาเป็นคนแรกที่ยิงธนูเข้าใส่ฝ่ายข้าศึก เป็นหัวหน้ากองบัญชาการกองทัพต่างๆ ซึ่งเข้าพิชิตอิรัก อุมัรแต่งตั้งเขาให้ เป็นเจ้าเมืองกูฟะฮ์ สะอัดเป็นหนึ่งในหกของคณะกรรมการเลือกตั้งใหม่ที่จะเลือกคอลีฟะฮ์หลังจากอุมัร (อุมัรคือ ผู้ที่มีคำสั่งให้จัดตั้งกรรมการขึ้นทันทีหลังจากที่เขาถูก อบู ลุลุ แทงจนถึงตาย) สะอัดปลดเกษียรกลับไปอยู่ที่อะกีกใกล้กับนครมะดีนะฮ์ หลังจากที่อุศมานถูกฆาตกรรม เขาเสียชีวิตในระหว่างการปกครองของมุอาวิยะฮ์ และร่างของเขาถูกฝังไว้ที่ บาเกียะฮ์ สุสานแห่งมะดีนะฮ์

5- สะอีด อิบนิ เซด มาจากครอบครัวของตระกูลอะดีของกุเรช และเป็นญาติกับอุมัร อิบนิ ค็อตต็อบ อุมัรสมรสกับอะติกะฮ์น้องสาวของสะอีดและสะอีดก็สมรสกับฟาฏิมะฮ์น้องสาวของอุมัร สะอีดและฟาฏิมะฮ์ เข้ารับอิสลามก่อนอุมัร เมื่ออุมัรได้ยินข่าวว่า น้องสาวของเขาได้เข้ารับอิสลามแล้ว จึงไปที่บ้านของนางและได้ตบหน้านางอย่างแรงจนเลือดตกยางออก อุมัรรู้สึกเสียใจต่อการกระทำที่หุนหันพลันแล่นของตน และได้เข้ารับอิสลามในบัดดลนั้นเช่นกัน สะอีดตายในปี ฮ.ศ. 50หรือ 51 และฝังที่นครมะดีนะฮ์

6- อุซามะฮ์ บิดาของอุซามะฮ์ คือ เซด เป็นทาสที่ได้รับการปลดปล่อยโดยศาสดามุฮัมัด มารดาของเขาคือ อุมมุ อัยมัน เป็นสาวใช้ของศาสดามุฮัมมัด ซึ่งท่านได้ปล่อยนางให้เป็นไท อุซามะฮ์ถือกำเนิดนับแต่ช่วงต้นของอิสลาม และเสียชีวิตในช่วงการปกครองของมุอาวิยะฮ์

นโยบายของศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ขณะใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านศาสดา ท่านได้กระทำสิ่งที่แปลกเป็นอย่างมาก โดยจัดการส่งบรรดาผู้อาวุโสออกไปทั้งหมด จะเหลือไว้ก็แต่อะลีที่นครมะดีนะฮ์ ท่านเน้นย้ำที่จะส่งกลุ่มบุคคลที่เป็นระดับหัวหน้าไปยังซีเรียไกลออกไปจากใจกลางของอิสลาม และท่านได้แต่งตั้งให้ชายคนหนึ่งที่บิดาของเขาเคยเป็นทาสมาก่อนให้เป็นผู้นำของบรรดาผู้อาวุโส (เรื่องนี้จะได้มีการอภิปรายถกเถียงกัน หลังจากที่ได้ตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าวายชนม์แล้ว)

2. ซัยฟ์ กับ สะกีฟะฮ์

ในเรื่องที่เราได้วิจารณ์และโต้แย้งไว้แล้วในตอนต้น เกี่ยวกับสะกีฟะฮ์ ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาของการสืบตำแหน่งคอลีฟะฮ์ของอบูบักร (การสืบตำแหน่งแทนท่านศาสดา) ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด ซัยฟ์ กล่าวว่า

2.1) อิซอบะฮ์ เล่ม 2 หน้า 230) พวกเขากล่าว่า เกาะกออ์ อิบนิ อัมร กล่าวว่า “เมื่อศาสนทูตแห่งพระเจ้าใกล้จะวายชนม์ ฉันอยู่ที่นั่นด้วย มีชายคนหนึ่งมาที่มัสยิดตอนเวลานมาซเที่ยงวัน และได้บอกกับบุคคลบางคนว่าชาวอันศอรกำลังจะเลือกตั้งสะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ให้เป็นคอลีฟะฮ์ด้วยเสียงอย่างท่วมท้น และไม่สนใจกับคำสั่งเสียของศาสนทูตแห่งพระเจ้า ชาวมุฮาญิรีนรู้สึกสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก”

2.2) ฏอบารี (เล่ม 3 หน้า 201) เหตุการณ์ในปีที่ 11 ผู้เล่าคนนั้นได้ถามอัมร อิบนิ ฮุรอยซ์ ว่า “ท่านอยู่ที่นั่น เมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ได้วายชนม์หรือเปล่า ?” คำตอบก็คือ อยู่ คำถามที่สองก็คือ “ในวันใดที่อบูบักรได้รับการเลือกตั้ง ?” คำตอบที่ได้รับก็คือ “ในวันเดียวกับที่ท่านศาสดาเสียชีวิต เพราะผู้คนไม่ต้องการที่จะอยู่ในความยุ่งเหยิง แม้เพียงครึ่งวันก็ตาม” จากนั้น เขาจึงถามต่อว่า “มีการคัดค้านต่อต้านใดๆหรือไม่ ?” “ไม่มี จะมีก็แต่พวกนอกคอก หรือพวกที่เกือบจะเป็นพวกออกนอกศาสนาไปแล้ว” “มีสมาชิกของฝ่ายชาวมุฮาญิรีน คัดค้านเขาบ้างหรือไม่ ?” นี่คือคำถามต่อไปและคำตอบต่อคำถามนี้ก็คือ “ไม่มีเลย พวกเขาทั้งหมดต่างให้สัตยาบันกับอบูบักรอย่างอิสระ”

2.3) ฏอบารีกล่าวถึงชาวอันศอร ที่ได้ให้การสนับสนุนสะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์และการปฏิเสธอบูบักรของพวกเขาโดยกล่าวไว้ว่า “เฎาะฮ์ฮาก อิบนิ คอลีฟะฮ์ กล่าวว่า ฮุบาบ อิบนิ มุนซิร ยืนขึ้นพร้อมกำดาบไว้ในมือ และกล่าวว่า “ฉันคือ ไม้เท้าที่ใช้พยุงร่างกาย ฉันคือท่อนไม้ที่อูฐใช้ถูไถตัวของมันไปมา ณ ที่หลับนอนของมัน ฉันคือต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขาใช้เป็นร่มเงา ฉันไม่เคยกลัวลมพายุแต่อย่างใด และฉันเป็นบิดาของลูกสิงโตที่อยู่ในถ้ำของมัน”

“อุมัรกระโดดออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปัดดาบจนหลุดออกไปจากมือของฮุบาบ อุมัรหยิบดาบขึ้นมาและเข้าจู่โจมสะอัด อิบนิ อุบาดะฮ์ และบุคคลอื่นต่างก็ต่อต้านสะอัด และให้การสนับสนุนกับ อบูบักร โดยช่วยเหลือให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง”

“การสนับสนุนของชาวอันศอรที่ให้กับสะอัด นับเป็นความผิดพลาดเสมือนกับในสมัยของญาฮิลียะฮ์ (ยุคแห่งความโง่เขลาก่อนการมาของอิสลาม) นับเป็นความโชคดีที่อบูบักรคัดค้านสะอัดอย่างจริงจัง และได้หันผู้คนให้กลับมาสนับสนุนตัวเขา เมื่อผู้คนได้เข้าจู่โจมสะอัด มีบางคนตะโกนขึ้นว่า เขาถูกฆ่าตายแล้ว อุมัรจึงกล่าวขึ้นว่า “ขอพระเจ้าจงสังหารเขาด้วยเถิด เขาเป็นคนกลับกลอกหน้าไหว้หลังหลอก” อุมัรจึงเอาดาบไปและกระแทกกับหินจนหักเป็นสองท่อน”

2.4) ฏอบารี (หลังจากที่ได้เล่าเรื่องข้างต้นแล้ว) มุบัชชิรกล่าวว่า ญาบีรเล่าว่า “สะอัดกล่าวกับอบูบักรว่า เจ้าพวกอพยพ แกอิจฉาริษยาฉันในตำแหน่งของฉัน ในฐานะเป็นหัวหน้าของรัฐ และสำหรับแกแล้ว อบูบักรแกจะมาบังคับฉันให้เห็นพ้องด้วยกับแกโดยอาศัยพวกพ้องของแกมาบีบฉัน” ชาวผู้อพยพต่างพากันตอบว่า “ถ้าหากเราบังคับท่านให้ออกไปจากที่นี่แล้ว ท่านก็มีสิทธิที่จะต่อต้านคัดค้านเรา แต่เราบังคับท่านให้อยู่กับมวลชน ณ บัดนี้ถ้าท่านต่อต้านบรรดามุสลิมโดยทั่วไป เราก็จะจัดการตัดหัวของท่านเสีย”

2.5) ฏอบารี “อะลี อยู่ในบ้านของเขา เมื่อข่าวไปถึงหูว่าผู้คนได้ให้สัตยาบันกับอบูบักรแล้ว เขาได้รีบออกมาขณะที่ยังอยู่ในชุดนอนเพื่อไปพบกับอบูบักร และได้จับมือแสดงความยินดีกับเขา ต่อมาจึงมีผู้นำเสื้อผ้าให้เขา เขาจึงจัดการแต่งตัว”

2.6) ฏอบารี “อบูบักรได้กล่าวคำปราศรัยเป็นเวลานาน ในวันถัดไปจากที่ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้าวายชนม์ เขาพูดถึงความไม่แน่นอนของโลกของการทำลายล้างมนุษยชาติและในวันโลกหน้า เขากล่าวเน้นอย่างจริงจังถึงการที่มารร้ายได้เข้ามาสิงอยู่ในร่างกายของเขา โดยกล่าวว่า “มีวิญญาณแห่งความชั่วร้ายได้สิงอยู่ในตัวของฉัน จงหลีกเลี่ยงฉันเมื่ออำนาจแห่งความชั่วร้ายนี้มันมีอำนาจเหนือฉัน ในกรณีที่ฉันไม่เพียงแต่จะแย่งชิงทรัพย์สินสมบัติของพวกท่านเท่านั้น แต่กับจิตวิญญาณของพวกท่านด้วย”

2.7) ฏอบารี มุบัชชิร อิบนิ ฟุฎ็อยล์รายงานว่า ญุเบร (ทหารคนสนิทของท่านศาสดา) เล่าว่าบิดาของเขากล่าวว่า “คอลิด อิบนิ สะอีด อิบนิ อาส เดินทางมาจากเยเมน หนึ่งเดือนหลังจากที่ท่านศาสดาวายชนม์แล้ว เขาสวมเสื้อผ้าที่ทำจากไหม เมื่อเขาได้พบกับอุมัรและอะลี อุมัรตะโกนว่า “จงฉีกเสื้อผ้าของคอลิดเสีย เพราะเขาได้สวมใส่มันในยามสงบ” คอลิดจึงไปหาอะลีพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้ อบุล ฮาซัน โอ้ผู้เป็นบุตรหลานของอับดุลมานาฟ ท่านได้ยอมจำนนต่อการเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา ฉะนั้นท่านจึงถูกปราบปรามลง โอ้บุตรหลานของอับดุลมานาฟ ท่านเท่านั้นที่เหมาะสมจะเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดา” อุมัรกล่าวว่า “โอ้คอลิด ขอพระเจ้าได้ทรงตัดลิ้นของเจ้าเสียเถิด บรรดาผู้มดเท็จจะใช้คำพูดของเจ้าต่อต้านอิสลามไปตลอดกาล และการพูดเช่นนี้ก็จะเป็นการต่อต้านตัวของพวกเขาเองอีกด้วย” อุมัรได้รายงานให้อบูบักรทราบในภายหลังถึงเรื่องการพบกับคอลิด นับเป็นเวลานานทีเดียว ที่อุมัรพยายามกีดกันไม่ให้อบูบักรแต่งตั้งคอลิดเป็นผู้นำกองทัพ เพื่อออกไปต่อสู้กับพวกตกศาสนา อุมัรบอกกับอบูบักรว่า คอลิดเป็นคนที่น่าชิงชัง เพราะเขาเป็นคนพูดปดและได้ก่อให้เกิดการติฉินนินทากันไปตลอดกาล และฉะนั้นจึงไม่ควรไปขอความช่วยเหลืออะไรจากเขา อบูบักรส่งคอลิดไปซีเรียในฐานะผู้ช่วยของผู้บัญชาการกองทัพที่ตีมาอ์ เพราะอบูบักรรับฟังอุมัรเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”