1) มุฮัมมัด รอชีด ริฎอ
ในหมู่นักเขียนของยุคนี้ ก็คือมุฮัมมัด รอชีด ริฎอ ผู้ซึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัสซุนนะฮ์ วัล ชีอะฮ์ (หน้า 4-6) ดังว่า “แนวทางของชีอะฮ์นั้น ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” เขาได้กล่าวอ้างว่าอับดุลลอฮ์ได้ปฏิเสธการศรัทธาในศาสนายูดาย และได้เปลี่ยนมาเข้ารับอิสลาม เขาได้กล่าวถึงอะลีผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดาท่านที่สี่ และได้ประดิษฐ์แนวทางชีอะฮ์ขึ้นมาในนามของอะลี การประดิษฐ์ลัทธิแนวคิดชีอะฮ์ขึ้นมา จึงถือเป็นการเริ่มต้นของการฉ้อฉลในศาสนา และกิจกรรมทางโลกของประชาชาติของมุฮัมมัด ด้วยการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในระหว่างมุสลิม จากนั้นริฎอก็ได้บิดเบือนเรื่องราวให้เป็นที่พอใจของตนเอง และหากผู้ใดปรารถนาที่จะรู้ถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ตัวของมุฮัมมัด รอชีด ริฎอเองได้สารภาพเอาไว้ว่า “ผู้ใดที่อ้างอิงถึงเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสงครามญะมัล ในหนังสือประวัติศาสตร์ ดังตัวอย่างของ อิบนิ อะซีร ย่อมจะพบเห็นได้ถึงขอบข่ายของอิทธิพลแห่งความชั่วร้ายของสะบะอียีน ในกองทัพ ของทั้งสองฝ่าย เมื่อกำลังคาดการณ์ว่าจะมีการเจรจาตกลงกัน (อ้างถึงเล่ม 3 หน้า 96-103)” ฉะนั้นแหล่งข้อมูลของอัล ซัยยิด รอชีด ก็คือหนังสือประวัติศาสตร์ของ อิบนิ อะซีร

2) อบุล ฟิดา (มรณะ ฮ.ศ. 732/ ค.ศ. 1331)
อบุล ฟิดาได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลมุคตะซอร ดังว่า “ฉันได้สรุปไว้ในหนังสือของฉันว่า ดังที่ท่านเชคอิซซุดดีน อะลี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามอิบนิ อะซีร ยะซะรีได้เขียนไว้ในหนังสืออันสมบูรณ์ของเขา” ดังนั้น แหล่งที่มาของหนังสือทั้งสองเล่มจึงเป็นของ อิบนิ อะซีร

3) อิบนิ อะซีร (มรณะ ฮ.ศ. 630 / ค.ศ. 1229)
อิบนิ อะซีรได้กล่าวถึงเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างปี ฮ.ศ. 30-36 เขาไม่ได้กล่าวถึงแหล่งของเรื่องเหล่านี้ ยกเว้นในคำนำของหนังสือของเขา ชื่อ ตารีค อัลกามิล (พิมพ์ที่อียิต์ ฮ.ศ. 1348) โดยกล่าวว่าฉันได้เห็นเรื่องเหล่านี้ ในหนังสือของอบูญะอ์ฟัร อัลฏอบารี หนังสือประวัติศาสตร์อันสมบูรณ์ของฏอบารี (17) นับเป็นตำราทางประวัติศาสตร์ของมุสลิม เป็นหนังสือเพียงเล่มเดียวที่น่าเชื่อถือในมวลหมู่มุสลิม ผู้ซึ่งจะต้องอ้างอิงกลับไปหาหนังสือนี้ เมื่อมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกันในเรื่องใดๆ ที่จะต้องทำการตรวจสอบ ฏอบารีได้เขียน ฮะดิษ (วจนะ) ไว้เป็นจำนวนมากในส่วนต่างๆของหนังสือของเขาที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หนึ่ง แต่ฉันได้จัดลำดับเรื่องเหล่านี้เสียใหม่ ภายใต้หัวเรื่องที่เหมาะสม และได้เลือกเรื่องที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับแต่ละเหตุการณ์ ที่เกี่ยวกับเรื่องซอฮาบะฮ์นั้น ฉันได้อ้างอิงเรื่องราวต่างๆของพวกเขาที่ฏอบารี (17) ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาทุกประการ และจะยกเว้นก็เฉพาะหมายเหตุต่างๆที่อธิบาย ซึ่งก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเนื้อหาที่อ้างอิงมา
นี่คือเรื่องของอิบนิ อะซีร (3) ซึ่งมุฮัมมัด รอชีด ริฎอ (1) และ อบุล ฟิดา (2) ได้ขอยืมเรื่องต่างๆ ของพวกเรามาจากแหล่งนี้ อิบนิ อะซีรผู้นี้ได้บันทึกไว้ตรงกับที่ฏอบารีได้เขียนไว้

4) อิบนิ กะซีร (มรณะ ฮ.ศ. 774 / ค.ศ. 1289)
ในหนังสือของอิบนิ กะซีร ชื่อ อัลบิดายะฮ์ วัลนิฮายะฮ์ เล่ม 7 อ้างถึงฏอบารี โดยกล่าวว่า ซัยฟ์ อิบนิ อุมัรได้กล่าวไว้ว่า สาเหตุแห่งการก่อกบฏต่ออุศมานก็คือ อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ผู้ซึ่งเสแสร้งว่าเป็นมุสลิมและเดินทางไปอียิปต์เพื่อเผยแพร่เรื่องราวที่เป็นเท็จ
จากนั้น อิบนิ กะซีร เขียนถึงอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ไว้ด้วยเรื่องราวที่ครบถ้วน รวมทั้งเรื่องสงครามญะมัล เขาได้กล่าวไว้ในหน้า 246 ว่า “นี่คือบทสรุปของเรื่องที่ อบูญะอ์ฟัร อิบนิ ญะรีร ฏอบารี(17) (ขอพระเจ้าประทานความจำเริญให้กับท่าน) ได้เขียนเอาไว้”

5) อิบนิ คอลดูน
นักปรัชญาแห่งแวดวงของนักประวัติศาสตร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ อัล มุบตะดา วัล คอบัร ได้กล่าวถึงสะบะอียีน ไว้ในเหตุการณ์ของบ้าน (การสังหารอุศมาน) และญะมัล จากนั้นในเล่ม 2 หน้า 425 ของหนังสือ ของเขากล่าวไว้ว่า “นี่คือบทสรุปของเหตุการณ์แห่งญะมัล จากหนังสือของ อบูญะอ์ฟัร ฏอบารี (17) เพราะว่าเขาเป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจได้มากกว่านักประวัติศาสตร์คนอื่นๆรวมทั้งอิบนิ กุตัยบะฮ์ด้วย” ในหน้าที่ 457 เช่นกัน เขาเขียนไว้ว่า “นี่คือ คำพูดสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการสืบแทนตำแหน่งของอิสลามและของผู้พิชิตและสงครามต่างๆของพวกอุตริชนภายหลังจากนี้ก็จะเป็นการเจรจาตกลงและมีการประชุม(อัล ญะมาอัต) ในระหว่างมุสลิม ฉันได้นำเนื้อหาสาระเหล่านี้มาจากหนังสือของ มุฮัมมัด อิบนิ ญะรีร อัล ฏอบารี(17) เพราะเป็นหนังสือที่น่าเชื่อถือที่สุด และไม่ได้วิจารณ์ซอฮาบะฮ์และตาบิอีน”

6) มุฮัมมัด ฟะรีด วัจดี
มุฮัมมัด ฟะรีด วัจดี ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ สารานุกรม ด้วยการอธิบายคำว่า อะซัมและคำว่าสงครามญะมัล ตลอดจนในเรื่องชีวประวัติของอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ เขาได้กล่าวถึงเรื่องของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ และในหน้าที่ 160, 168 และ 169 บอกให้เราทราบว่า แหล่งข้อมูลของเขานำมาจากฏอบารี(17)

7) อัล บุสตานี
ในหนังสือสารานุกรมของเขา ได้กล่าวถึงความหมายของชื่อที่ว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ไว้ดังว่า “อิบนิ กะซีรกล่าวว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์...”

8) อะห์มัด อะมีน
นักประวัติศาสตร์ในสมัยปัจจุบันคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้ใช้วิธีเชิงวิเคราะห์ในการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ก็คือ อะห์มัด อะมีน ในหนังสือของเขาคือ ฟัจรุลอิสลาม ตอนที่เกี่ยวกับเปอร์เซีย (1) และผลกระทบที่มีต่ออิสลาม เขาเขียนไว้ว่า “ข้อแตกต่างอันเป็นประการสำคัญระหว่างศาสนาของมัซดัค และ ศาสนาอื่นๆ ก็คือความคิดที่เป็นสังคมนิยมของมัน ศาสนาของมัซดัคเชื่อในเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์นับแต่แรกเกิด และได้กล่าวเอาไว้ว่า เพราะฉะนั้นพวกเขาต้องมีโอกาสเท่าเทียมกันในการดำรงชีพของพวกเขา เขาได้เห็นถึงเรื่องที่เป็นประการสำคัญที่สุด ในความเสมอภาคของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องราวของทรัพย์สินและสตรีเพศ ฉะนั้น เขาจึงกล่าวว่าสตรีเพศและทรัพย์สินเป็นของกลางสำหรับทุกคน ผู้ชายที่มาจากชนชั้นต่ำ จึงฉวยโอกาสในคำสอนของมัซดัค และได้สร้างความยุ่งยากไว้อย่างมากมาย บรรดาสาวกของเขาบุกรุกเข้าไปในบ้านเรือนของผู้คน เพื่อไปขอมีส่วนร่วมในสตรีเพศ สินค้าม้าขาย สิ่งนี้ดำเนินไปเป็นเวลานาน จนกระทั่งเด็กๆ ไม่รู้ว่าบิดาของพวกเขาเป็นใคร และบิดาก็ไม่อาจจำเด็กๆของพวกเขาได้” อะห์มัด อะมีน กล่าวต่อไปว่า “วิถีชีวิตเช่นนี้ได้ถูกนำมาใช้ปฏิบัติกันถึงแม้ภายหลังจากที่อิสลามถือกำเนิดขึ้นมาแล้วก็ตาม ยังมีหมู่บ้านหลายแห่งในจังหวัดเคิรมาน(เปอร์เซียตอนใต้) ที่ศาสนานี้ยังคงมีการปฏิบัติกันอยู่ในช่วงการปกครองของอาณาจักรอะมาวียะฮ์” อะห์มัด อะมีน กล่าวต่อไปว่า “จากนี้เราได้เห็นความคล้ายคลึงกันของความคิดต่างๆของอบูซัรและมัซดัค ที่เป็นเรื่องราวของการกระจายการถือครองทรัพย์เกี่ยวข้องอยู่ด้วย” ฏอบารี ได้กล่าวไว้ว่า “อบูซัรตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นที่ดามัสกัส (ชาม) โดยกล่าวขึ้นว่า โอ้ ผู้คนที่มีทรัพย์สิน จงรวมทรัพย์สินเงินทองของพวกท่านกับคนยากจนเถิด” และได้อ่านโองการนี้ของอัล กุรอาน “และจงแจ้งข่าวการลงโทษอันเจ็บปวดแก่พวกเขาด้วยเถิด บรรดาผู้ที่สะสมทองและเงิน และไม่จ่ายมันในหนทางของอัลลอฮ์(ซบ.)” อบูซัรอ่านโองการนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งคนจนถือเอาว่าเป็นภาระหน้าที่ของคนรวยที่จะต้องบริจาคเงินของพวกเขา และสร้างความกวนใจให้กับคนร่ำรวย จนถึงกับพวกเขาต้องไปเรียนเรื่องอบูซัรกับมุอาวิยะฮ์ผู้เป็นเจ้าเมืองซีเรีย เขาจึงสั่งให้อบูซัรไปพบคอลีฟะฮ์อุศมานที่นครมะดีนะฮ์

อุศมานกล่าวว่า “ประชาชนชาวดามัสกัส ทำไมลิ้นของท่านถึงต้องร้องเรียนอะไรกันมากมายนัก ?” อบูซัรกล่าวตอบว่า “ ผู้คนที่ร่ำรวยนั้น ไม่สมควรที่จะเก็บเงินเอาไว้ใช้แต่เฉพาะตัวของพวกเขากันเอง” อะห์มัด อะมีน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ความคิดของอบูซัรในเรื่องทรัพย์สินนั้นใกล้เคียงกับของมัซดัค” แต่อบูซัรไปเอาทัศนะเช่นนี้มาจากที่ใด ? ฏอบารีให้คำตอบว่า “อิบนิ อัล เซาดาฮ์ พบกับ อบูซัร และได้แนะนำความคิดสังคมนิยมนี้ให้กับเขา ขณะที่ได้มีการประชุมกัน ซึ่งมีอบูดัรดาอ์(2) และอุบาดะฮ์ อิบนิ ซอมิต ร่วมอยู่ด้วย สองคนหลังนี้ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อ และพวกเขาจึงพา อิบนิ อัล เซาดาฮ์ มาพบกับ มุอาวิยะฮ์ และกล่าวว่าชายคนนี้คือ ผู้ที่ยุยง อบูซัร เพื่อทำให้ท่านต้องเหนื่อยอ่อน” (3)

อะห์มัด อะมีนกล่าวต่อไปว่า “เรารู้ต่อไปอีกเช่นกันว่า อิบนิ อัล เซาดาฮ์ เป็นที่รู้จักกันคือ อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ผู้ซึ่งเป็นยิวมาจากซอนอาอ์(เยเมน) เขาแสร้งทำเป็นมุสลิมในสมัยของอุศมาน และพยายามสร้างความเสียหาย ให้กับศาสนาของบรรดามุสลิม ด้วยการเผยแพร่ความคิดต่างๆที่เป็นอันตราย” เราจะได้วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ในภายหลัง

อะห์มัด อะมีน กล่าวเสริมต่อไปว่า “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เดินทางไปตามเมืองต่างๆ ในดินแดนคาบสมุทรอาหรับ เป็นต้นว่าบัสเราะฮ์ กูฟะฮ์ ดามัสกัสและไคโร เขาอาจได้รับความคิดในด้านสังคมนิยมมาจากสาวกของมัซดัคในอิรักหรือเยเมน จากนั้นอบูซัรจึงเรียนเรื่องนี้มาจากเขา”

อะห์มัด อะมีน บันทึกไว้ในเชิงอรรถของหนังสือของเขาคือ “อ้างถึงฏอบารี เล่ม 5 หน้า 66 เป็นต้นไป” ในหน้าที่ 112 อะห์มัดเขียนสรุปไว้ว่า “พวกชีอะฮ์ยึดถืออะลีและบุตรชายของเขาว่า เป็นผู้มีพระภาคเจ้า ดังเช่น บรรพบุรุษชาวเปอร์เซียของพวกเขา และพวกนอกศาสนาเหล่านี้ยึดถือกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซะซะนีดของพวกเขาว่ามีพระภาคเจ้าเช่นกัน” อะห์มัด อะมีนรักษาคำสัญญาของเขาเมื่อเขากล่าวว่า “เราจะกลับมาวิจารณ์ถึงความคิดต่างๆ ที่เป็นอันตรายของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ในภายหลัง”

ในหน้า 254 อะห์มัด อะมีน พูดถึงกลุ่มคนจำพวกต่างๆ ไว้ว่า “ในช่วงปลายสมัยการปกครองของอุศมาน มีกลุ่มลับบางกลุ่มกระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวางเพื่อการก่อกบฏต่ออุศมาน พยายามที่จะปล้นอำนาจไปจากเขา และมอบให้กับบุคคลบางคน ในระหว่างกลุ่มเหล่านี้มีบางกลุ่มให้การชักชวนสนับสนุนอะลี กองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้อยู่ที่บัสเราะฮ์ กูฟะฮ์และดามัสกัส คือกองกำลังของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” เขากล่าวว่า “ศาสดาทุกท่านล้วนมีผู้สืบตำแหน่ง และอะลีเป็นผู้สืบแทนท่านศาสดามุฮัมัด(ศ็อลฯ) ใครเล่าจะอยุติธรรมมากไปกว่าผู้ที่ช่วงชิงอำนาจไปจากอะลีอย่างอยุติธรรม?”

เขาได้ยืนยันถึงเรื่องนี้ จนกระทั่งอุศมานถูกสังหาร
อะห์มัด อะมีน กล่าวต่อไปอีกว่า “เราจำเป็นต้องวิจารณ์ถึงเรื่องนี้ เพราะมีมุสลิมกลุ่มย่อยอยู่สามกลุ่ม ได้ถือกำเนิดขึ้นอันเป็นผลลัพธ์หนึ่งของมัน พวกเขาคือ ชีอะฮ์ และกลุ่มอื่นๆ”

ในบทที่เกี่ยวกับชีอะฮ์ หน้า 266-278 เขากล่าวว่า ความคิดในเรื่องการกลับคืนมาของศาสดา อิบนิ สะบาอ์เรียนมาจากพวกยิว ชีอะฮ์รับความคิดนี้มาอีกทอดหนึ่งจากอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เพื่อให้สอดคล้องกับความเชื่อของพวกเขาในเรื่องมะฮ์ดี(อ.) ผู้ซึ่งคาดว่าจะมาบรรจุโลกนี้ไว้ ด้วยความยุติธรรม ลัทธิชีอะฮ์ก็คือ สถานที่หลบหนีแห่งหนึ่ง เพื่อให้การคุ้มกันแก่บรรดาผู้ที่ปรารถนาจะทำลายล้างอิสลาม ภายใต้การอำพราง ประหนึ่งว่ามีความรักในครอบครัวของท่านศาสดา ยิวหรือคริสเตียนคนใดสามารถแสดงทัศนะของเขาเกี่ยวกับอิสลามโดยผ่านทางลัทธิชีอะฮ์ เช่นเดียวกัน ความคิดของยิวในเรื่องของการกลับคือมาของเอลลิยะฮ์ (4) ในหน้าที่ 277 เขากล่าวว่า “หากว่ากันตามแวลเฮาเซ็นแล้ว ชีอะฮ์มีที่มาจากพวกยิวมากกว่ามาจากความเชื่อของชาวเปอร์เซีย เพราะอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เป็นชาวยิว” ในอีกนัยหนึ่งอะห์มัด อะมีนกล่าวว่า ชีอะฮ์นำเอาความเชื่อของพวกเขาในเรื่องการเป็นผู้สืบแทนของอะลี และการกลับคืนมาอีกเป็นครั้งที่สองของนักบุญต่างๆ และมะฮ์ดีมาจาก อิบนิ สะบาอ์ นั่นคือ นำมาจากยิวนั่นเอง

อบูซัร รับเอาคำขวัญแบบคอมมิวนิสต์มาจากอิบนิ สะบาอ์ อิบนิ สะบาอ์เรียนรู้เรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์มาจากชาวมัซดัค ผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยของราชวงศ์อะมาวียะฮ์ มัซดัคเป็นเปอร์เชียน และชาวเปอร์เชีย เคารพกราบไหว้กษัตริย์ของพวกเขา ชีอะฮ์ก็เช่นกันที่เคารพยกย่องบรรดาอิมามของพวกเขาไว้อย่างสูง ลัทธิชีอะฮ์เป็นเสื้อคลุมสำหรับผู้ที่ประสงค์จะทำลายอิสลาม ด้วยความเกลียดชังและอิจฉาริษยา ทั้งยังเป็นที่คุ้มกันให้กับผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะแนะนำลัทธิความเชื่อของยูดาย คริสเตียนหรือโซโรแอสเตอร์เข้ามาในอิสลาม เราสังเกตเห็นแล้วว่าความคิดเห็นเหล่านี้มาจากอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ซึ่งอะห์มัด อะมีน นำมาจากฏอบารีและแวลเฮาเซ็น เราจะได้เห็นกันว่า แวลเฮาเซ็นก็เช่นกันได้บันทึกมาจากฏอบารี(17)

9) ฮาซัน อิบรอฮีม
นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอีกคนหนึ่ง ที่ใช้วิธีเชิงวิเคราะห์ในหนังสือของเขาชื่อ Islamic Political History (ประวัติศาสตร์การเมืองอิสลาม) คือ ดร. ฮาซัน อิบรอฮีม หลังจากที่ได้พิจารณาดูถึงสถานการณ์ของมุสลิม ในช่วงสุดท้ายของคอลีฟะฮ์อุศมาน เขากล่าวว่า “บรรยากาศพร้อมที่จะยอมรับในขบวนการของสะบะอียีน มีสาวกคนหนึ่งของท่านศาสดา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในคุณธรรม และความเที่ยงธรรมของเขา และเป็นหัวหน้าคนหนึ่งของผู้รายงานวจนะต่างๆ ของท่านศาสดา เขาผู้นี้มีชื่อว่าอบูซัร กิฟารี เป็นเพราะชายคนนี้เป็นต้นเหตุของความยุ่งยาก เพราะเขาใกล้ชิดสนิทชอบกับคำโฆษณาชวนเชื่อของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ และเขาได้ต่อต้านอุศมานและมุอาวิยะฮ์ผู้เป็นเจ้าเมืองที่ซีเรีย อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เป็นยิวที่เสแสร้งมาเป็นมุสลิม และได้เดินทางไปยังฮิญาซ กูฟะฮ์ ซีเรียและอียิปต์”

ดร. ฮาซัน อิบรอฮีมนำเรื่องนี้มาจาก ฏอบารี (17) เล่ม 1 หน้า 259 ในหน้าที่ 349 เขากล่าวว่า “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ นับเป็นคนแรกที่ได้นำผู้คนให้ต่อต้านอุศมาน ทำให้เขาต้องถูกโค่นอำนาจ”

ในเชิงอรรถของหนังสือของเขา อ้างอิงไปยังฏอบารีจำวนสี่ครั้งที่เกี่ยวกับเรื่องของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เขาได้อ้างอิงไปยังฏอบารีถึงเรื่องนี้ในหนังสือของเขาเป็นจำนวนสิบสองครั้ง ถึงกระนั้นเขาก็งดเว้นไว้ไม่อ้างอิงไปยังสิ่งที่ฏอบารีได้บันทึกไว้ในหนังสือของตนเองที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องสะบะอียีน ถึงแม้วีรบุรุษของเรื่องทั้งสองนี้จะเป็นคนๆเดียวกันก็ตาม นั่นคือ อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์
จนถึงขณะนี้เราได้เห็นแล้วว่า นักประวัติศาสตร์มุสลิมอ้างอิงมาจากหนังสือประวัติศาสตร์ของฏอบารี เกี่ยวกับเรื่องสะบะอียีนกันอย่างไร

10) แวน ฟลอตแทน (โวลเตน) (โจแฮนเนส ค.ศ. 1818-1883)
ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า Arabian Rule and Shiah and Israiliyat in Amawid Time แปลโดย ดร. ฮาซัน อิบรอฮีม และมุฮัมมัด ซะกี อิบรอฮีม(พิมพ์ครั้งแรกในอียิปต์หน้า 79) ได้กล่าวถึงเรื่องชีอะฮ์ว่า “พวกสะบะอียีน ผู้เป็นสานุศิษย์ของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ยึดถืออะลีเป็นผู้ถูกต้องเที่ยงธรรม สำหรับการสืบตำแหน่งแทนของท่านศาสดาในสมัยของอุศมาน” จากนั้นเขาได้อ้างไปยัง ฏอบารี(17) ที่ปรากฏอยู่ในเชิงอรรถหน้า 80 ในหนังสือของเขา

11) นิโคลสัน, เรย์โนลด์ อัลเลย์เน (1868-1945)
ในหนังสือของเขาชื่อ The History of Arabian Literature (เคมบริดจ์ หน้า 215) เขากล่าวไว้ว่าอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เป็นผู้ก่อตั้งชมรมของสะบะอียีน เขามาจากซอนอาอ์ในเยเมน เป็นที่กล่าวกันว่าเขาเป็นยิวซึ่งมาเข้ารับอิสลามในสมัยของอุศมาน จริงๆ แล้วเขาเป็นนักเผยแพร่ที่ชั่วร้ายชอบเดินทางไปทั่วเพื่อพยายามทำให้มุสลิมหลงทาง เขาเริ่มจากแผ่นดินฮิญาซ จากนั้นจึงไปบัสเราะฮ์ กูฟะฮ์และซีเรีย ในที่สุดเขามาพำนักอยู่ที่อียิปต์ เขามีความเชื่อ ในการกลับมาเป็นครั้งที่สองของศาสดา เขากล่าวว่า “ผู้คนเชื่อศรัทธาในการกลับคืนมาของศาสดา อีซา แต่ปฏิเสธในการกลับคืนมาของศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ถึงแม้เรื่องนี้จะกล่าวไว้ในอัล กุรอานก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าได้ทรงส่งบรรดาศาสดาเป็นจำนวนหนึ่งพันคน และแต่ละคนก็ล้วนแต่มีผู้ช่วยเหลือและผู้สืบทอดตำแหน่งคนหนึ่ง อะลี คือ ผู้สืบทอดของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ศาสดาท่านสุดท้าย” จากนั้นเขาได้กล่าวถึงฏอบารี(17)ไว้ในเชิงอรรถของหนังสือของเขา พร้อมทั้งระบุหน้าไว้ด้วย

12) สารานุกรมอิสลาม
ในหนังสือสารานุกรมเล่มนี้ ที่เขียนขึ้นโดยนักบูรพคดีบางคน ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ดังต่อไปนี้ “ถ้าหากเราประสงค์ที่จะพิจารณาแต่เพียงว่า ฏอบารีและมักกรีซีได้บันทึกไว้ เราขอกล่าวว่าเรื่องที่อิบนิ สะบาอ์ได้เผยแพร่ก็คือการกลับคืนมาของมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ทฤษฎีเป็นอย่างนี้คือทุกๆศาสดานั้นย่อมมีผู้สืบแทนคนละหนึ่ง และอะลีคือผู้สืบแทนของมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เพราะฉะนั้นมุสลิมทุกคนจึงต้องช่วยเหลืออะลีทั้งด้านคำพูดและการกระทำ” เป็นที่กล่าวกันว่าอับดุลลอฮ์ อิบน สะบาอ์ ส่งนักเผยแพร่ของเขาไปทั่วประเทศ เพื่อเผยแพร่ทฤษฎีของเขา ตัวเขาเองพร้อมด้วยบุคคลเหล่านั้น ได้ออกเดินทางจากอียิปต์ไปยังมะดีนะฮ์ ในเดือน เซาวัล ฮ.ศ. 35 ตรงกับเมษายน ค.ศ. 656 สารานุกรมนี้อ้างอิงไปยัง ฏอบารีและมักกรีซี ฏอบารีมีชีวิตอยู่หลังจากเรื่องนี้ 300 ปี และมักกรีซี 800 ปี ฏอบารีได้กล่าวถึงบรรดาชื่อของผู้ที่เขาอ้างอิงมา แต่มักกรีซีไม่ได้ทำเช่นนั้น ฉะนั้นข้อเขียนของมักกรีซีจึงถือได้ว่าไม่เป็นที่น่าเชื่อถือเหมือนกับของฏอบารี ซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนมักกรีซี 500 ปี เราจะได้เขียนถึงมักกรีซีในภายหลัง

13) โดเนลสัน, เอม. ดีไวท์
ในหนังสือของเขาชื่อ The Shiah Articles of Faith ฉบับแปลภาษาอาหรับหน้า 85 เขากล่าวไว้ว่า “หลักฐานอ้างอิงที่เก่าแก่ที่สุดแสดงให้เห็นว่า ข้ออ้างต่างๆ ของผู้ตามแนวทางของอะลีที่เกี่ยวข้องกับการสืบแทนตำแหน่งของเขานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง แต่พวกเขาเชื่อศรัทธาว่า การสืบแทนตำแหน่งของอะลีนั้น เป็นพระบัญชามาจากเบื้องบน ถึงกระนั้นก็มีชายลึกลับคนหนึ่งที่สามารถถือเอาว่า เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบอย่างมากกับการเชื่อศรัทธาเช่นนั้น ในช่วงระหว่างการสืบตำแหน่งของอุศมาน อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เริ่มขบวนการหนึ่งขึ้นมา เพื่อนำมุสลิมไปสู่ความพินาศ ดังที่ฏอบารีได้กล่าวไว้”

โดเนลสัน ไม่ได้อ้างอิงโดยตรงมาจากฏอบารี แต่ตามเชิงอรรถที่เขียนไว้ที่หน้า 59 ในหนังสือของเขาว่า อ้างอิงมาจากสารานุกรมอิสลาม ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว และจากหนังสือ History of Arabian Literature เราได้กล่าวถึงแล้วในตอนต้นว่า พวกเขาเองได้อ้างอิงมาจาก ฏอบารี(17)

14) แวลเฮาเซ็น จูเลียส (ค.ศ. 1844-1918)
ในหน้า 56-57 ของหนังสือของเขาชื่อ Sabain and the Spirit of Prophethood เขากล่าวว่า “มีคณะหนึ่งถูกจัดตั้งขึ้นที่เมืองกูฟะฮ์ชื่อสะบะอียีน และบุคคลคณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงอิสลามไปอย่างรุนแรง โดยมิพักจะต้องพูดถึงคำสอนของอัล กุรอาน พวกเขาสอนถึงเรื่องราวการมีพระภาคของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) สะบะอียีนเชื่อศรัทธาว่า มุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ตายไปเฉพาะร่างกายเท่านั้น แต่ไม่ได้ตายในทางจิตวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณของท่านมีพระภาค และยังคงมีชีวิตอยู่เป็นนิรันดร์”

ส่วนทฤษฎีของการกลับชาติมาเกิด พวกเขากล่าวว่าวิญญาณของพระเจ้าได้กลับมาจุติในตัวของศาสนทูตของพระองค์และผ่านไปยังศาสนทูตทั้งมวลของพระองค์ จากท่านหนึ่งไปสู่อีกท่านหนึ่ง และภายหลังจากมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) มันได้ถูกส่งต่อไปยังอะลี และจากนั้นก็ไปสู่บรรดาผู้สืบสายธารของเขา พวกเขาไม่ได้พิจารณาเห็นว่า อะลีมีความเท่าเทียมกับคอลีฟะฮ์ ที่มีมาก่อนหน้าเขา และคอลีฟะฮ์เหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นผู้สืบตำแหน่งแทนของมุฮัมมัด(ศ็อลฯ) แต่พวกเขาถือว่า คอลีฟะฮ์เหล่านั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พวกเขาประกาศให้อะลีเป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ที่มีพระภาค และชอบด้วยกฏหมายแต่เพียงผู้เดียว และการเชื่อฟังปฏิบัติตามเขาถูกถือว่า เป็นการเชื่อฟังปฏิบัติตามพระเจ้า

แวลเฮาเซ็นกล่าวไว้เช่นกันว่า นับเป็นที่เข้าใจกันว่าสะบะอียีนสืบชื่อมาจากอิบนิ สะบาอ์ ผู้เป็นยิวชาวเยเมน และด้วยสมญานามนี้ที่ว่าสะบะอียีน จึงหมายถึง “พวกสุดโต่งและผู้เชื่อถือศรัทธาในการกลับชาติมาเกิด” เขากล่าวว่า “พวกสุดโต่งนี้มีชื่อต่างๆกันไม่เหมาะสมที่จะกล่าวถึงแต่ทุกชื่อนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาล้วนหลงทาง” ซัยฟ์ อิบนิ อุมัร อัล ตะมีมี กล่าวว่า “นับตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว สะบะอียีนเป็นพวกสร้างความยุ่งยาก เป็นผู้สังหารอุศมาน และเริ่มสงครามกลางเมือง... สมาชิกส่วนใหญ่เป็นทาสที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ พวกเขามีความเชื่อในการผ่านวิญญาณจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิญญาณของมุฮัมมัดจุติอยู่ในอะลี เมื่อบุตรหลานของอะลีที่สืบมาจากฟาฏิมะฮ์บุตรีของท่านศาสดา ปฏิเสธลัทธิสะบะอียีน ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปปฏิบัติตามมุฮัมมัด อัล ฮะนาฟียะฮ์ บุตรคนหนึ่งของอะลีที่ไม่ได้เกิดจากฟาฏิมะฮ์ สะบะอียีนปฏิบัติตาม อบา ฮาชิม บุตรของมุฮัมมัด อัล ฮะนาฟียะฮ์ เขาเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าอันใดเหมือนกับบิดาของเขา อบาฮาชิมแต่งตั้งบุตรชายของเขาชื่อมุฮัมมัด อิบนิ อะลี อับบาซี เป็นผู้สืบแทน จากนั้นผู้สืบแทนของอะลีจึงสืบต่อไปถึงราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ อับบาสิยะฮ์ก็เหมือนกับสะบะอียีน ถือกำเนิดขึ้นมาจาก กูฟะฮ์ บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ก่อกบฏต่อบรรดามุสลิมอาหรับ และผู้สนับสนุนพวกเขาก็คือบรรดาทาสชาวอิหร่าน”

แวลเฮาเซ็นอ้างถึงซัยฟ์รวมสองครั้ง ในเรื่องนี้โดยเขียนไว้ที่เชิงอรรถของหนังสือของเขา ฉะนั้นจึงนับเป็นที่กระจ่างต่อเราว่า เขาได้นำเรื่องนี้มาจาก ฏอบารี(17) นักประวัติศาสตร์คนแรกที่กล่าวถึงซัยฟ์

ฉะนั้น เราจึงเขียนถึงนักประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวถึงฏอบารี ทั้งโดยตรงและในทางอื่นๆ เมื่อพวกเขาเขียนถึงอิบนิ สะบาอ์ ยังมีนักเขียนอื่นๆอีกที่ไม่ได้กล่าวถึง นักเขียนผู้เป็นต้นตำรับเรื่องราวของอิบนิ สะบาอ์ แต่ในที่อื่นๆของหนังสือของพวกเขา ได้อ้างชื่อฏอบารีหรือหนังสือต่างๆซึ่งอ้างมาจากฏอบารี เป็นต้น

15) มีรคอนด์
ในหนังสือของเขาชื่อ เราฎอตุส ซอฟา

16) ฆิยาซุดดีน (มรณะ ฮ.ศ. 940 / ค.ศ. 1455)
เป็นบุตรชายมีรคอนด์ เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ ฮาบิบุส ซิร ได้อ้างอิงมาจากบิดาของเขา ดังที่ได้กล่าวถึงไว้ในบทนำของหนังสือของเขา นักประวัติศาสตร์ทั้งหมดข้างต้น ล้วนอ้างอิงมาจากฏอบารี(17)

17) ฏอบารีและแหล่งที่มาของเขา
อบูญะอ์ฟัร มุฮัมมัด อิบนิ ญะรีร ฏอบารี อามุลี (มรณะ ฮ.ศ. 310 / ค.ศ. 825) ในหนังสือของเขา ชื่อ ตารีค อัลอุมัม วัลมุลุก (ประวัติศาสตร์ของประชาชาติและกษัตริย์) ฏอบารีพูดเรื่องราวของสะบะอียีน โดยนำมาจากซัยฟ์ อิบนิ อุมัร อัตตะมีมี เป็นการเฉพาะ เขาได้อ้างถึงเหตุการณ์บางเรื่องที่เกิดขึ้น ในปี ฮ.ศ. 30 เท่านั้น ดังเนื้อหาต่อไปนี้

ในปีเดียวกันนี้ (นั่นคือปี ฮ.ศ. 30) เรื่องราวเกี่ยวกับอบูซัรเริ่มต้นขึ้น มุอาวิยะฮ์ส่งอบูซัรจากชาม(ดามัสกัส)ไปมะดีนะฮ์ มีหลายเรื่องที่ได้เล่าขานไว้ถึงเหตุการณ์นั้น แต่ฉันไม่ปรารถนาที่จะบันทึกมันไว้ ซารีได้เขียนถึงฉันเกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่ได้รับฟังมาจากบรรดาผู้คนที่หาข้อแก้ตัวให้กับมุอาวิยะฮ์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ อบูซัร ชุอัยบ์บอกกับ ซารีว่า ซัยฟ์ กล่าวว่า “เมื่อ อิบนิ เซาดาอ์ มาถึงมืองชาม (ดามัสกัส) เขาได้พบกับอบูซัร และรายงานให้เขาทราบถึงสิ่งที่ มุอาวิยะฮ์กำลังกระทำอยู่” และฏอบารีได้เล่าเรื่องสะบะอียีนว่า ตามที่ซัยฟ์บอกเล่าและจบเรื่องราวของอบูซัรด้วยประโยคต่อไปนี้ “ผู้อื่นได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างมากมาย(การเนรเทศอบูซัร) แต่ฉันลังเลใจที่จะรายงานถึงมัน”

เกี่ยวกับเหตุการณ์ของปี (ฮ.ศ. 30-36) ฏอบารีได้บันทึกเรื่องราวของอิบนิ สะบาอ์ และสะบะอียีน เรื่องการสังหารอุศมาน(คอลีฟะฮ์ที่ 3) และสงครามญะมัลจากซัยฟ์ ซึ่งกลายเป็นบุคคลคนเดียวที่เขาสามารถอ้างถึงฏอบารีรายงานเรื่องของเขาจากซัยฟ์ โดยผ่านทางบุคคลสองคนคือ 1) อุบัยดุลลอฮ์ อิบนิ ซะอีด ซุฮารี จากลุงของเขาชื่อยะอ์กูบ อิบนิ อิบรอฮีม และจากนั้นจึงนำมาจาก ซัยฟ์ จากแหล่งนี้เองเรื่องต่างๆ จึงเริ่มต้นขึ้นด้วยคำที่ว่า “ได้เล่าให้ฉันฟังหรือได้เล่าให้เราฟัง” 2) ซารี อิบนิ ยะฮ์ยา จาก ชุอัยบ์ อิบนิ อิบรอฮีม จากซัยฟ์ ฏอบารีบันทึกมาจากหนังสือสองเล่มคือ อัล ฟุตุฮ์ และอัล ญะมัลจาก ซัยฟ์ เขาเริ่มด้วย “เขาเขียนมาถึงฉัน” “เขาเล่าให้ฉันฟังว่า” และ “ในจดหมายของเขาที่มีมาถึงฉัน” ถึงขณะนี้เราได้พูดถึงเฉพาะแหล่งของฏอบารีเท่านั้น

18) อิบนิ อะซากิร (มรณะ ฮ.ศ. 571 / ค.ศ. 1086)
อิบนิ อะซากิร บันทึกมาจากแหล่งอื่นๆ ในหนังสือของเขาชื่อ ตารีค ดามัสกัส ขณะเขียนถึงประวัติของตอลฮะฮ์ และอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เขาได้บันทึกเรื่องสะบะอียีนไว้เพียงบางส่วนโดยผ่านอบุล กอซิม ซะมัรกันดี จากอบูบักร อิบนิ ซัยฟ์ จากซารี จากชุอัยบ์ อิบนิ อิบรอฮีม จากซัยฟ์ เพราะฉะนั้น แหล่งกำเนิดของเรื่องนี้ก็คือซารี หนึ่งในสองแหล่งจากที่ฏอบารีได้บันทึกไว้

19) อิบนิ บัดรอน (มรณะ ฮ.ศ. 1346 / ค.ศ. 1852)
อิบนิ บัดรอน ได้บันทึกเรื่องต่างๆไว้ในหนังสือของเขาชื่อ ตะฮ์ซีบ โดยปราศจากการกล่าวถึงบรรดาชื่อของบรรดาผู้คนที่เขาได้อ้างอิงเอามา เขาได้เขียนเรื่องของอิบนิ สะบาอ์ไว้บ้างในหนังสือของเขา โดยปราศจากการกล่าวถึงต้นตอนั้น แต่ในชีวประวัติของซิยาด อิบนิ อะบีฮ์ เขาได้กล่าวถึงฏอบารี เมื่อได้กล่าวพาดพิงไปถึงเรื่อง ซัยฟ์ (เล่ม 5 หน้า 406)

20) อิบนิ อบีบักร (มรณะ ฮ.ศ. 741 / ค.ศ. 1256)
อิบนิ อบีบักร มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ อัล ตัมฮีด ซึ่งจากหนังสือนี้นักเขียนบางคนได้นำไปอ้างอิง หนังสือมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสังหารคอลีฟะฮ์อุศมาน และในบทนำมีชื่อหนังสือ อัล ฟุตูฮ์ ถูกกล่าวถึงไว้ ซึ่งเป็นหนังสือของซัยฟ์ และมีชื่อของอิบนิ อะซีรปรากฏอยู่ด้วยเช่นกัน อิบนิ อะซีร ได้อ้างอิงมาจากฏอบารี และฏอบารีนำมาจากซัยฟ์ ถึงขณะนี้เรื่องราวของซัยฟ์ มีแหล่งที่มาหลักๆ อยู่สามแหล่งคือ

1) ฏอบารี (มรณะ ฮ.ศ. 310 / ค.ศ. 825)
2) อิบนิ อะซากิร (มรณะ ฮ.ศ. 571 / ค.ศ. 1086)
3) อิบนิ อบีบักร (มรณะ ฮ.ศ. 741 / ค.ศ. 1256)

นักเขียนบางคนอ้างอิงมาจากแหล่งเดียว บางคนจากสองแหล่ง และบางคนจากทั้งหมดสามแหล่ง