คำวิจารณ์โดย เชค ญะวาด มุฆนียะฮ์ (นักวิชาการชีอะฮ์)

“ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นข้อเขียนที่โจมตีชีอะฮ์ ทุกๆการเริ่มต้นมีจุดสิ้นสุด ยกเว้นการใส่ไคล้ชีอะฮ์ ทุกๆคำตัดสินมีหลักฐานสนับสนุน ยกเว้นคำตัดสินต่อต้านชีอะฮ์ ทำไม ? ชีอะฮ์เป็นผู้สร้างความยุ่งยากหรือเป็นผู้ก่อกวนให้เกิดความรุนแรง ที่ต้องการเพียงสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้คนกระนั้นหรือ ?”

นี่คือ คำตอบ ในศตวรรษที่สองของศักราชอิสลาม มีชายคนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ มีนามว่า ซัยฟ์ อิบนิ อุมัร อัตตะมีมี เขาเขียนหนังสือสองเล่ม คือ อัล ฟุตูฮ์ วัลริดดะฮ์ และอัล ญะมาล วัลมะซีริ อาอิชะฮ์ วะอะลี

เขารับใช้วัตถุประสงค์สองประการในการเขียนหนังสือสองเล่มนี้ คือ เพื่อประดิษฐ์เรื่องราวโดยปราศจากมูลฐาน กับเพื่อบันทึกเหตุการณ์ในวิถีทางที่ทำให้สัจธรรมความจริงดูเผินๆแล้วเป็นสิ่งผิดพลาด และสิ่งที่ผิดพลาดเป็นสัจธรรมความจริง

เขาได้ประดิษฐ์สาวกให้กับท่านศาสดา อย่างเช่น ซุอิร ฮัซฮาซ ออต ฮุมัยซะฮ์ ฯลฯ เขาบันทึกเรื่องราวด้วยวิธีการที่ว่า เรื่องราวต่างๆ ปรากฏขึ้นด้วยการบอกเล่าจากผู้คนที่พบกับบรรดาสาวก (ปลอม) เหล่านี้ ในบรรดาวีรบุรุษที่เขาประดิษฐ์ขึ้นคือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” ซึ่งเชื่อกันโดยทั่วไปว่า เป็นผู้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องโกหกเกี่ยวกับชีอะฮ์ เรื่องราวทั้งหลายที่โจมตีชีอะฮ์ ได้รับการบันทึกโดยนักประวัติศาสตร์ทั้งหมด มีต้นกำเนิดมาจากซัยฟ์ผู้นี้

หลังจากซัยฟ์ นักประวัติศาสตร์ยอมรับหนังสือของเขาว่าเป็น เสมือนคัมภีร์แห่งสัจธรรม ฏอบารีเป็นนักประวัติศาสตร์คนแรกที่เชื่อใจซัยฟ์ นักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ รวมทั้ง อิบนิ อะซีร และอิบนิ อซากิร ในหมู่พวกเขาดำเนินรอยตามฏอบารีอย่างตาบอด

ซัยฟ์ได้ประดิษฐ์เรื่องราวขึ้นมา และเอาไปปะปนกับเหตุการณ์ที่เชื่อถือได้ แต่แหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียวของเรื่องราวทั้งหมดของเขาคือหนังสือ “อัล ฟุตูฮ์” และ “อัล ญะมาล”

หนังสือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” ได้พิสูจน์ว่า คำกล่าวข้างต้นเป็นความจริง และเป็นงานหนักของผู้เขียนที่เต็มไปด้วยความรอบรู้ เป็นการเปิดเผยความจริงตามที่มันเป็น ไม่มีผู้มีการศึกษาแม้แต่คนเดียวจะปฏิเสธหรือสงสัยสิ่งใดที่ซัยยิดมุรตะฎอ อัสการี เขียนไว้ได้ เพราะหนังสือวางอยู่บนข้อพิสูจน์ทางตรรก และไม่มีใครสามารถปฏิเสธตรรกและความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ได้

ข้าพเจ้าได้อภิปรายถกเถียงเรื่อง “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” กับผู้คนมากมาย แต่ข้าพเจ้าตอบพวกเขาเหมือนกับผู้รู้ในยุคที่ผ่านๆมา เว้นแต่ว่าข้าพเจ้าได้ทำให้มันง่ายต่อการที่พวกเขาจะเข้าใจว่าข้าพเจ้าเชื่อในการดำรงอยู่ของ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” มาบัดนี้ ซัยยิดมุรตะฎอ อัสการี ผู้ทรงความรู้ยิ่งได้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวอย่างสิ้นเชิง และพิสูจน์ว่า “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” นี้คือเรื่องโกหก ข้าพเจ้าอาจกล่าวได้ว่านี่คือ หนังสือภาษาอาหรับเล่มแรก ที่สืบค้นประวัติศาสตร์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนได้รับใช้อย่างยิ่งใหญ่ไม่เฉพาะแต่เพื่อศาสนา ความรู้และแนวทางชีอะฮ์เท่านั้น แต่เพื่ออิสลาม ท่านได้ปิดประตูใส่ผู้ที่ต้องการสร้างความยุ่งยากให้กับเอกภาพของมวลมุสลิม และแก่พี่น้องซุนนีที่ได้รับความกล้าจากเรื่องราวที่ผิดพลาดของพวกเขา นับจากวันนี้หลักฐานประการแรกและประการเดียวคือ เรื่องราวของอิบนิ สะบาอ์ และอิบนิ เซาดะฮ์ ที่ถูกอุปโลกน์โดยซัยฟ์นั้นได้รับการพิสูจน์ว่าผิดพลาด


มุฮัมมัด ญะวาด มุฆนียะฮ์ เลบานอน


คำวิจารณ์โดย ศาสตราจารย์ เจมส์ โรบินสัน

(กลาสโกว์ สหราชอาณาจักร)

ซัยยิดมุรตะฎอ อัล อัสการี ที่รัก
ข้าพเจ้าได้รับหนังสือสองเล่มจากท่านคือ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” วะอะซาติร อุครอ และ “ค็อมซูน วะมิอะตุ ซอฮาบี มุดตะลัก อัลกิซมุ อัล อาวัล” เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่แล้ว ในเวลาที่ข้าพเจ้าเขียนจดหมายมาถึงท่าน ข้าพเจ้าต้องการบอกกล่าวว่าขณะนี้ข้าพเจ้าอยู่ในวัยชราและสุขภาพไม่ค่อยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องการเวลาในการศึกษาหนังสือเหล่านี้ ข้าพเจ้าใช้เวลามากกว่าที่คิดไว้ แต่ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือดังกล่าวสองเที่ยวด้วยความสนใจอย่างมาก และมาตรว่าข้าพเจ้าต้องการจะเขียนอย่างละเอียดละอออยู่สักหน่อย ด้วยข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวข้าพเจ้าต้องเขียน เพื่อแสดงความนิยมยกย่องวิธีการใช้และความระมัดระวังของความเป็นนักวิชาการที่แสดงอยู่ในหนังสือทั้งสองเล่ม ด้วยอายุขนาดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถมองไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจที่จะสามารถเขียนได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่าต้องประวิงเวลาต่อไป ในกรณีที่ข้าพเจ้าพบว่าไม่สามารถลงมือเขียนได้

ในหนังสือเล่มแรกข้าพเจ้าชอบรายละเอียดเรื่องราวตามธรรมเนียมของ “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” และพวกสะบะอียีน ตามด้วยการอภิปรายถกเถียงที่ทรงคุณค่าของบรรดานักเขียน (ทั้งยุคเก่าและยุคใหม่) ในตะวันออกและตะวันตก และแนวทางที่พวกเขาเชื่อถือ ตารางในหน้า 43 (ตามต้นฉบับภาษาอาหรับ ในภาษาไทยตรงกับหน้า 56) นับว่าเป็นประโยชน์ในการแสดงแหล่งข้อมูลหลักของรายงานเกี่ยวกับซัยฟ์ และการรายงานของเขาและวิธีการที่นักเขียนในยุคหลังได้อาศัยรายงานหนึ่งหรือรายงานอื่นๆจากรายงานเหล่านี้

จากนั้นมาสู่บัญชีรายชื่อของจำนวนผู้เป็นต้นตำรับ ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณค่าวจนะของซัยฟ์ จากอบูดาวูด (ตาย ฮ.ศ. 275) จนถึงอิบนิ ฮาญัร (ตาย ฮ.ศ. 852) ตามที่พวกเขาทั้งหมดได้กล่าวตำหนิ โดยใช้คำอย่างเช่นว่า “อ่อนหลักฐาน” “วจนะของเขาถูกละทิ้ง” “ไร้คุณค่า” “โกหก” “น่าสงสัยว่าจะเป็น ซินดีก(ผู้ปฏิเสธที่แสดงตนเป็นผู้ศรัทธา)” ฯลฯ พวกเขาเห็นพ้องกันในการสอดใส่สิ่งที่ไม่เป็นจริง หรือแม้แต่มีความผิดพลาดของวจนะต่างๆนี่คือ ข้อพิสูจน์อย่างล้นเหลือ ในการศึกษาความคิดเห็นของผู้เป็นต้นตำรับในวจนะต่างๆกัน ข้าพเจ้าสังเกตพบว่าทั้งหมดไม่เห็นด้วย แต่ ณ ที่นี้ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งทำให้ผู้หนึ่งต้องแปลกใจว่า ทำไมนักเขียนสมัยหลังจึงพร้อมเหลือเกินที่จะยอมรับวัตถุดิบของซัยฟ์

แต่ข้าพเจ้าต้องการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับฏอบารี ซึ่งไม่ลังเลในการอ้าง ซัยฟ์ หนังสือประวัติศาสตร์ของเขา ไม่ใช่งานทางประวัติศาสตร์ในลักษณะการเขียนแบบปัจจุบัน ในส่วนของวัตถุประสงค์หลักของเขา ดูเหมือนว่าต้องการบันทึกรายงานทั้งหมดที่เขาครอบครอง โดยไม่มีความจำเป็นที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณค่าของรายงานเหล่านั้น เพราะฉะนั้นคนผู้หนึ่งจึงเตรียมพร้อมที่จะค้นหาว่า วัตถุดิบบางอย่างของเขา มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่าของบุคคลอื่นๆ ดังนั้นบางทีต้องให้อภัยเขา เนื่องจากการใช้วิธีการที่ไม่ผ่านการรับรองในปัจจุบัน อย่างน้อยเขาก็ได้จัดเตรียมรายงานจำนวนมากมายไว้ให้ ก็เหลือแต่สำหรับนักวิชาการที่เฉียบแหลมเฉกเช่นตัวท่านที่จะแยกแยะระหว่างสิ่งที่มีคุณค่ากับสิ่งที่ผิดพลาด ในการอภิปรายถกเถียงจำนวนหัวข้อที่กล่าวถึงโดยซัยฟ์ ขั้นแรกให้รายละเอียดของซัยฟ์ก่อน จากนั้นจึงเปรียบเทียบรายละเอียดนั้นกับรายละเอียดที่ให้โดยบุคคลอื่นๆ การเปรียบเทียบอย่างระมัดระวังนี้ กระทำทั้งตัวผู้รายงานและสายรายงาน และมันได้แสดงให้เห็นว่าซัยฟ์อ้างถึงคนที่ไม่เป็นที่รู้จักอยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมจึงไม่มีใครในพวกเขาถูกอ้างในผู้รายงานคนอื่นๆ และโน้มนำผู้นั้นต่อไปอีกที่จะชวนให้คิดว่าซัยฟ์ได้ประดิษฐ์พวกเขาขึ้นมา ข้อกล่าวหาที่รุนแรงนี้ เป็นข้อสันนิฐานที่สมเหตุสมผล โดยการเปรียบเทียบซัยฟ์กับบุคคลอื่นๆ

มันชี้ออกมาว่าซัยฟ์มีเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยากที่จะเชื่ออย่างเช่น ทรายในทะเลทราย กลายเป็นน้ำสำหรับทหารมุสลิม ทะเลกลายเป็นทราย ปศุสัตว์พูดได้และแจ้งให้ทหารมุสลิมรู้ว่า พวกมันถูกซ่อนอยู่ที่ไหน ? ฯลฯ ในสมัยซัยฟ์เป็นไปได้สำหรับเขา ที่จะประสบความสำเร็จในการผ่านเรื่องราว และประวัติศาสตร์เช่นว่าออกไป แต่ปัจจุบันนักศึกษาที่พินิจพิเคราะห์ จะค้นพบโดยปกติธรรมดาว่า เรื่องราวเช่นว่าเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว การพิสูจน์ที่มีประสิทธิภาพก็ยังถูกใช้ เพื่อแสดงวิธีรายงานของซัยฟ์เกี่ยวกับอิบนิ สะบาอ์ และสะบะอียีน ว่าไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง

ผู้เขียนให้ข้อสังเกตว่านักบูรพคดีบางคน ก็วางพื้นฐานการศึกษาของพวกเขาไว้ บนรายงานของซัยฟ์ ประเด็นอย่างเช่น ประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลที่ถูกสังหารในสงครามยุคแรกๆของมุสลิม แนวความคิดที่ว่าอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ยิวนิรนามสามารถที่จะมีอิทธิพล ในการนำบรรดาสาวกของท่านศาสดา ให้หลงทางจากความศรัทธาของพวกเขาและมีอิทธิพลระดับนำ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชน ให้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอุศมาน และเป็นเหตุให้เขาถูกสังหาร และยุยงปลุกปั่นในการสู้รบระหว่างอะลีกับตอลฮะฮ์และซุเบร นี่อาจเป็นจริงบางส่วนแต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ปรากฏจากหัวข้อเกี่ยวกับอิบนิ สะบาอ์ในการพิมพ์ครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองของสารานุกรมอิสลาม ซัยฟ์ใช้เวลาจำนวนมากหมดไปกับการสร้างวีรบุรุษจากตระกูลตะมีม ตระกูลที่เทือกเถาเหล่ากอของซัยฟ์สืบเชื้อสายมา แต่เซอร์วิลเลียมส์ มัวร์ ได้กล่าวไว้นานมาแล้ว ถึงวิธีที่ตะมีมได้ยอมสยบต่ออำนาจของระบบคอลีฟะฮ์ในยุคแรกๆ ในเวลาที่เรียกว่าการผละออกจากศาสนา เซอร์โทมัส อาร์โนลด์ อาจเป็นที่จดจำด้วยเช่นกัน ในฐานะที่มุ่งความสนใจ ไปยังข้อเท็จจริงที่ว่า การพิชิตในยุคแรก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการแผ่กระจายความศรัทธา มากเท่ากับเพื่อการขยายอาณาเขตการปกครองของมุสลิม

ในหนังสือเล่มที่สองความตั้งใจของผู้เขียน มุ่งไปยังความจริงที่ว่าซัยฟ์ซึ่งมีชีวิตอยู่ในเสี้ยวแรกของศตวรรษที่สองของศักราชอิสลาม เป็นคนตระกูลตะมีม หนึ่งในเผ่ามูดาร ซึ่งอาศัยอยู่ในกูฟะฮ์ (อิรัก) สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ดำเนินการศึกษา ความโอนเอียง และอิทธิพลที่นำไปสู่ตำนานของเขา ได้มีการอภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับจิตวิญญาณของพวกซินดิก และพรรคแห่งความบ้าคลั่ง ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่า ดำเนินต่อเนื่องมาจากสมัยท่านศาสดา จนกระทั่งถึงสมัยของอับบาสิยะฮ์ ซัยฟ์สนับสนุนเผ่าทางเหนือจึงประดิษฐ์วีรบุรุษ บทกวีสรรเสริญวีรบุรุษของเผ่า สาวกของท่านศาสดาจากพวกตะมีม สงครามและสมรภูมิที่ไม่มีอยู่จริง คนนับล้านถูกสังหารและมีนักโทษจำนวนมหาศาล เพื่อวัตถุประสงค์ในการยกย่องวีรบุรุษที่เขาประดิษฐ์ขึ้น บทกลอนที่เชื่อว่าเป็นของวีรบุรุษในจินตนาการ ก็เป็นการสรรเสริญเผ่ามูดาร จากนั้นเป็นตะมีม จากนั้นเป็นอิบนิอัมร เผ่าย่อยที่ต้นตระกูลของซัยฟ์มีจุดเริ่มต้นอยู่ ซัยฟ์กล่าวถึงคนจากเผ่ามูดารในฐานะผู้นำในสมรภูมิ ซึ่ง (ความจริง) นำโดยคนจากเผ่าอื่น ผู้นำที่เขากุขึ้นบางครั้งเป็นที่มีอยู่จริง บางครั้งเป็นชื่อที่เป็นผลผลิตจากจินตนาการของเขา มันเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความผิดพลาดในรายงานของเขา ทำให้ความศรัทธาเกิดความเสียหายอยู่บ้างในคนจำนวนมาก และให้แนวคิดที่ผิดพลาดแก่ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่บางส่วน เขาเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการกุเท็จอย่างมากที่ทำให้คนเหล่านั้นยอมรับว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริง

นี่คือ บทสรุปย่อๆ ของความผิดบางประการที่ซัยฟ์กระทำผิด ส่วนสำคัญของหนังสือลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับคน 23 คน เพื่อให้ตัวอย่างเนื้อหาของซัยฟ์ และแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่เขาทำให้ผิดไปจากต้นตำรับที่แท้จริง ไม่เฉพาะในเนื้อหาเท่านั้นแต่ยังเข้าไปในสายรายงาน(สะนัด) อีกด้วย โดยใช้ชื่อของคนที่ไม่มีอยู่จริง เป็นงานที่กระทำด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน นำเสนอการโต้แย้งอย่างครอบคลุมในความเชื่อมั่นต่อซัยฟ์ แม้นักเขียนที่มีชื่อเสียงซึ่งรวมการรายงานไว้ในงานเขียนของพวกเขา หนังสือสองเล่มของซัยฟ์ที่ได้รับการอภิปรายถกเถียง แสดงให้เห็นว่าทั้งสองเล่มนั้นเชื่อถือไม่ได้เหมือนกับเนื้อหาอื่นๆที่นักเขียนในยุคหลังได้อ้างอิงไปจากเขา

นี่คือการศึกษาที่แทงทะลุ ซึ่งกระทำด้วยความเข้าใจอันแหลมคมและวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยคุณภาพระดับสูง ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสใช้เวลาพิจารณาอย่างจริงจัง ในการศึกษาข้อโต้แย้งที่เสนอแก่ข้าพเจ้าด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม และข้าพเจ้าแน่ใจว่าทุกคนที่ได้ศึกษาหนังสือนี้ ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างย่อมพร้อมต่อการชื่นชม ในพลังของการโต้แย้ง

ด้วยความขอบคุณอย่างมาก สำหรับการส่งหนังสือนี้มาให้ข้าพเจ้าและขออภัยที่ทิ้งเวลาเนิ่นนานกว่าจะตอบ เนื่องด้วยอุปสรรคทางด้านอายุและความทุพลภาพอื่นๆ


ด้วยความจริงใจ เจมส์ โรบินสัน





บทนำ

เรื่องเล่าของ อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์

นับเป็นเวลาหนึ่งพันปีมาแล้ว ที่นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆอันแปลกประหลาดที่เกี่ยวกับอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ และสะบะอียีน ที่เป็นสานุศิษย์ของเขา

ก) ใครคือ อับดุลลอฮ์ และใครคือสะบะอียีนที่เป็นสานุศิษย์ของเขา ?
ข) อับดุลลอฮ์ได้กล่าวสิ่งใด และได้ทำอะไรไว้บ้าง ?

บทสรุปอันเป็นที่รู้จักจากนักประวัติศาสตร์

มีชาวยิวคนหนึ่งจากเมืองซอนอาอ์ (เยเมน) ทำทีว่าเป็นผู้มาเข้ารับอิสลามในสมัยของอุศมานผู้เป็นคอลีฟะฮ์ที่สาม และได้วางแผนร้ายต่ออิสลามและมุสลิม เขาเดินทางไปยังเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น กูฟะฮ์ บัสเราะฮ์ ดามัสกัสและไคโร เพื่อเผยแพร่ความเชื่อในเรื่องการฟื้นคืนชีพของท่านศาสดามุฮัมมัด เช่นเดียวกับการกลับคืนมาของศาสดาเยซูสู่โลกนี้ ก่อนที่จะถึงวันอวสาน เขาเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการเป็นศาสนทูตเช่นกันและกล่าวอ้างว่าอิมามอะลี(อ.) เป็นผู้สืบแทนตำแหน่งของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)กล่าวหาอุศมานว่า เป็นผู้ช่วงชิงตำแหน่งของอิมามอะลี(อ.)ไปอย่างอยุติธรรม เขาได้ยุยงผู้คนอย่างจริงจังให้สังหารคอลีฟะฮ์อุศมาน ซึ่งต่อมาได้ถูกลอบสังหาร บรรดานักประวัติศาสตร์ได้เรียกขานยิวคนนี้ว่า “อับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์” ในฐานะเป็นวีรบุรุษของเรื่องราวเหล่านี้ เขายังเป็นที่รู้จักกันในนาม อิบนิ อมาตุส เซาดาฮ์ ซึ่งหมายถึงผู้เป็นบุตรของทาสีนิโกรคนหนึ่ง อับดุลลอฮ์ส่งคณะของเขาไปยังหัวเมืองต่างๆหลายแห่ง ทำทีว่าเป็นการเผยแผ่การศรัทธาในอิสลามที่ให้ปฏิบัติการดีและหักห้ามจากความชั่วร้าย สนับสนุนให้ผู้คนก่อกบฏต่อเจ้าเมืองของพวกเขา และถึงกับให้สังหารพวกเขาเสีย รายชื่อของผู้ที่ตามแนวทางของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ มีซอฮาบะฮ์ชั้นดีรวมอยู่ด้วยสองสามท่าน ยกตัวอย่าง เช่น อบูซัร และตาบิอีนอีกสองสามคน เช่นกันคือ มาลิก อัซตาร

ในช่วงสมัยของอิมามอะลี(อ.) ตอลฮะฮ์และซุเบรสองคนที่ได้ก่อกบฏต่ออิมามอะลี โดยเรียกร้องให้อิมามอะลี(อ.) ลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ฆาตกรรมอุศมาน เพราะเหตุนี้สงครามญะมัลจึงถูกวางแผนขึ้น อิมามอะลีและคู่ต่อสู้ทั้งสองของท่าน เห็นด้วยว่าให้มีการเจรจาตกลงกัน แต่มีซอฮาบะฮ์บางคนที่มีชื่อร่วมอยู่ในกลุ่มที่มีความผิดฐานฆ่าสังหารอุศมาน ไม่ต้องการที่จะให้การทะเลาะเบาะแว้งนี้ยุติลง เพราะชื่อของพวกเขาจะต้องถูกเปิดเผย ดังนั้นซอฮาบะฮ์เหล่านั้นจึงแอบเข้าไปอยู่ในกองทัพของทั้งสองฝ่ายอย่างลับๆ คือ กองทัพของอิมามอะลีและกองทัพของฝ่ายกบฏในยามกลางคืน เมื่อทุกคนกำลังฝันถึงสัญญาสงบศึกที่จะได้มีการตกลงกันในวันรุ่งขึ้น ผู้วางแผนได้เริ่มยิงธนูเข้าใส่กันทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุนี้สงครามอูฐจึงเริ่มขึ้นโดยปราศจากการได้รับอนุญาตหรือเป็นที่รับรู้ของผู้บัญชาการของทั้งสองฝ่าย

ก่อนที่จะได้วิจารณ์กันถึงเรื่องอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์อย่างละเอียด นับเป็นการคุ้มค่าที่จะตรวจสอบถึงลักษณะของผู้คนเหล่านั้น ที่ชื่อของเขาถูกระบุว่าเป็นซอฮาบะฮ์ ดังรายนามต่อไปนี้

1) อบูซัร อัล กิฟารี

2) อัมมาร อิบนิ ยาซีร

3) มุฮัมมัด อิบนิ อบู ฮุซัยฟะฮ์

4) อับดุรเราะฮ์มาน อุดัยส์ บัลวี

5) มุฮัมมัด อิบนิ อบูบักร บุตรของคอลีฟะฮ์คนแรก

6) เซาะซออะอ์ อิบนิ เซาฮาน อับดี

7) มาลิก อัชตาร อันนะคออี

1) อบูซัร (ญุนดุบ อิบนิ ญุนาดะฮ์) อัล กิฟารี

เขาเป็นบุคคลที่สามจากจำนวนสี่คน ที่ปรากฏชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกและเป็นกลุ่มแรกที่เข้ารับอิสลาม เขาเป็นผู้ที่เชื่อศรัทธาในเอกภาพของพระเจ้าอยู่ก่อนที่เขาจะมาเข้ารับอิสลาม แล้วเขาได้ประกาศการศรัทธาของเขาในอิสลามที่ นครมักกะฮ์ ณ มัสยิดอัลหะรอม พวกเขากระทำทารุณกรรมต่ออบูซัรจนเกือบตาย แต่ก็รอดชีวิตมาได้ และจากการได้รับคำแนะนำของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) เขาจึงเดินทางกลับไปยังเผ่าของเขาหลังจากสงครามบะดัรและอุฮุด เขาได้กลับคืนสู่นครมะดีนะฮ์ และพำนักอยู่ที่นั่น จนถึงวาระที่ท่านศาสดาวายชนม์ จากนั้นอบูซัรจึงถูกส่งตัวไปอยู่ที่เมืองชาม(ดามัสกัส) ซึ่งเขาเองได้ขัดแย้งกับมุอาวิยะฮ์ ต่อมาภายหลังมุอาวิยะฮ์ได้ร้องเรียนต่ออุศมานคอลีฟะฮ์ที่สามเกี่ยวกับตัวอบูซัรและได้เนรเทศอบูซัรไปอยู่ ณ ร็อบซะฮ์ และ ณ ที่นี้เองที่เขาได้เสียชีวิต

มีนักรายงานฮะดีษหลายท่านได้บันทึกเรื่องราวของอบูซัร จากท่านศาสดาเอาไว้ ครั้งหนึ่งท่านศาสดาได้กล่าวว่า “ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม และบนพื้นพิภพนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดที่จะมีความตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์สุจริตมากไปกว่าอบูซัรได้อีกแล้ว”

2) อัมมาร อิบนิ ยาซีร

เขาเป็นที่รู้จักในนามอบูยักซอน เขาเป็นคนของเผ่าบนูสะอ์ละบะฮ์และเป็นพันธมิตรกับบนูมัคซูม มารดาของเขาชื่อ สุมัยยะฮ์ อัมมารและบิดามารดาของเขาเป็นผู้บุกเบิกไปสู่การเข้ารับอิสลาม และเขาเป็นคนที่เจ็ดที่ได้ประกาศการศรัทธา บิดามารดาของเขาถูกทรมานทรกรรมอย่างหนักจากพวกกุเรช และถูกสังหารในเวลาต่อมา เพราะเหตุที่พวกเขารับอิสลาม มีรายงานที่เป็นของจริงแท้ที่ท่านศาสดากล่าวถึงอัมมาร เป็นต้นว่า “อัมมารเปี่ยมล้นไปด้วยการศรัทธา” เขาได้เข้าร่วมรบเป็นทหารในกองทัพของอิมามอะลี(อ.) ณ การศึกแห่งญะมัลและซิฟฟิน และถูกสังหารลงในสนามรบ เมื่ออายุได้ 93 ปี

3) มุฮัมมัด อิบนิ อบูฮุซัยฟะฮ์ (รู้จักกันในนาม อบุลกอเซ็ม)

บิดาของเขาคือ อุตบะอ์ อิบนิ รอบีอะฮ์ อัล อับชะมี และมารดาของเขาชื่อซะฮ์ละฮ์ ซึ่งเป็นบุตรสาวของสุเฮล อิบนิ อัมร อามิริยะฮ์ ถือกำเนิดที่เอธิโอเปียในสมัยของท่านศาสดา บิดาของเขาพลีชีพในสงครามญะมามะฮ์ อุศมานจึงนำเขามาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ในระหว่างการปกครองอุศมานได้อนุญาตให้เขาเดินทางไปยังอียิปต์ ซึ่งเขาได้ก่อกบฏต่ออุกบะฮ์ อิบนิ อามีร ในขณะที่เป็นผู้ช่วยเจ้าเมือง ซึ่งอับดุลลอฮ์ อิบนิ อบีซัรฮ์ (เจ้าเมืองอียิปต์คนที่สิบ) เดินทางไปนครมะดีนะฮ์ จึงถูกห้ามไม่ให้เดินทางกลับเข้าอียิปต์ มุฮัมมัด อิบนิ อบูฮุซัยฟะฮ์ จึงเข้าดำรงตำแหน่งแทนในฐานะเจ้าเมือง จากนั้นเขาจึงระดมทัพพร้อมรี้พลหกร้อยคน ภายใต้การบังคับบัญชาของอับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อุดัยส์ เพื่อไปสู้รบกับอุศมานที่มะดีนะฮ์ เมื่ออิมามอะลีเป็นคอลีฟะฮ์ เขายังคงอนุญาตให้มุฮัมมัดเป็นเจ้าเมืองอียิปต์ต่อไป ครั้นเมื่อมุอาวิยะฮ์ขณะเดินทัพไปยังซิฟฟิน เขาได้มุ่งตรงไปยังอียิปต์ก่อนมุฮัมมัดได้หยุดยั้งเขาไม่ให้เข้าสู่ ฟุสตอท แต่มุอาวิยะฮ์ได้ทำสัญญากับมุฮัมมัด ภายใต้ข้อสัญญานี้มุฮัมมัด อิบนิ อบูฮุซัยฟะฮ์ และอับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อุดัยส์ พร้อมด้วยสหายอีก 29 คน และออกจากไคโร เพื่อหลบภัยจากมุอาวิยะฮ์ แต่ต่อมามุอาวิยะฮ์จับตัวได้และจองจำพวกเขาไว้ มุฮัมมัดถูกสังหารในคุกที่นครดามัสกัส โดยทาสของมุอาวิยะฮ์เองชื่อรุชดัยน์ มุฮัมมัด เคยพบเห็นท่านศาสดา

4) อับดุรเราะฮ์มาน อิบนิ อุดัยส์ บัลวี

เขาเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมอยู่ในสัญญาแห่งชะญะรอฮ์ เขาได้เข้าร่วมในกองทัพเมื่อคราวพิชิตอียิปต์ และมีที่ดินบางส่วนที่อียิปต์ที่อยู่ใต้การครอบครองของเขา เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ถูกมุอาวิยะฮ์จับตัวไปและส่งไปจองจำที่ปาเลสไตน์ หลังจากที่ได้หลบหนีออกจากคุก เขาก็ถูกจับตัวได้อีกและจึงถูกประหารชีวิต เขามีโอกาสได้พบกับท่านศาสดา

5) มุฮัมมัด อิบนิ อบูบักร

มารดาของเขาคือ อัสมาบุตรีของอุมัยส์ คอสอะมียะฮ์ ซึ่งเป็นภรรยาของญะอ์ฟัร อิบนิ อบีฏอลิบ หลังจากที่ญะอ์ฟัร พลีชีพไปในทางศาสนาแล้ว อัสมาจึงสมรสกับอบูบักร และมุฮัมมัดก็คือ บุตรของนาง อิมามอะลี(อ.)นำมุฮัมมัดมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม หลังจากที่อบูบักรตายแล้ว มุฮัมมัดเป็นผู้บัญชาการกองทหารม้าในสงครามญะมัล เขาอยู่ร่วมรบในสงครามซิฟฟิน อิมามอะลี(อ.)แต่งตั้งเขาให้เป็นเจ้าเมืองอียิปต์ และเขาได้เริ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 15 เดือนเก้าปี ฮ.ศ. 37 มุอาวิยะฮ์ได้ส่งทหารกองทัพหนึ่งโดยมี อัมร อิบนิ อาส เป็นแม่ทัพมายังอียิปต์ ในปีที่ 38 ซึ่งได้เกิดการสู้รบกันและมุฮัมมัดถูกจับกุมและถูกสังหารในเวลาต่อมา ร่างของมุฮัมมัดถูกยัดใส่เข้าไปในท้องของลาที่ตายแล้วตัวหนึ่ง และถูกเผาไฟไปพร้อมกัน

6) เซาะซออะฮ์ อิบนิ ซูฮาน อับดี

ชายผู้นี้เป็นนักพูดที่เก่งกาจคนหนึ่ง เขาเข้ารับอิสลามในสมัยของท่านศาสดา เขาได้ร่วมรบอยู่ในสงครามซิฟฟิน เมื่อมุอาวิยะฮ์เข้ายึดกูฟะฮ์ มุอาวิยะฮ์เนรเทศเซาะซออะฮ์ไปยังบะฮ์เรน ซึ่งเขาเสียชีวิตที่นั่น

7) มาลิก อัชตาร อันนะคออี

เขาเกิดทันกับท่านศาสดาและเป็นตาบิอีน (รุ่นที่ถัดจากซอฮาบะฮ์)ที่น่าเชื่อถือ เขาเป็นหัวหน้าเผ่าของเขา และหลังจากที่ได้สูญเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง ในการศึกที่ยัรมูก เขาจึงเป็นที่รู้จักกันในนามอัชตารในสงครามญะมัลและซิฟฟิน เขาอยู่ร่วมกับอิมามอะลี(อ.) และได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เมื่ออายุได้ 38 ปี เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอียิปต์ แต่ในขณะเดินทางจะไปยังที่นั้น เมื่อไปถึงใกล้ๆ ทะเลแดง เขาได้เสียชีวิตลงเนื่องจากกินน้ำผึ้งผสมกับยาพิษ ซึ่งมุอาวิยะฮ์เป็นผู้วางแผน

ข้างต้นเป็นเพียงชีวประวัติอย่างย่อๆ ของมุสลิมผู้สูงส่งบางท่าน นับเป็นที่น่าหดหู่ใจ นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวหาว่า พวกท่านเหล่านี้ปฏิบัติตนไปตามแนวทางของยิวนิรนามคนหนึ่ง เมื่อได้รับรู้ถึงเรื่องนี้แล้ว เราก็ควรจะได้พยายามวิเคราะห์ดูถึงแรงผลักดันของเรื่องราวต่างๆ ของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ เสียแต่บัดนี้

ต้นตอของนิยายและนักเล่านิยาย

นับเป็นเวลาสิบสองศตวรรษแล้ว ตั้งแต่นักประวัติศาสตร์ได้เขียนเรื่องราวของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ขึ้นเป็นครั้งแรก ย่อมเป็นการยากที่ผู้ใดจะหานักเขียนสักคนหนึ่ง ที่หากเขาเขียนถึงเรื่องราวของซอฮาบะฮ์แล้วจะไม่ได้พูดถึงชายผู้นี้ ซอฮาบะฮ์คือบรรดามุสลิมที่ได้พบกับท่านศาสดา ความแตกต่างระหว่างการเขียนประวัติศาสตร์อิสลาม ของคนยุคเก่ากับคนยุคปัจจุบัน ที่พูดถึงเรื่องนิยายของอับดุลลอฮ์ อิบนิ สะบาอ์ ก็ตรงที่ว่า คนยุคใหม่จะเลือกเอาวิธีการเขียนวิเคราะห์แบบสมัยใหม่ ในขณะที่คนยุคเก่าเล่าเรื่องไปตามภาษาของฮะดิษ (การบันทึกคำพูดของท่านศาสดา) หากศึกษาค้นคว้าและตรวจสอบเรื่องราวเหล่านี้อย่างเหมาะสมแล้ว เราก็จำเป็นจะต้องมองหาผู้เล่าเรื่องเหล่านี้ ที่ได้พูดถึงหรือเขียนถึงเรื่องราวของมัน