จริยธรรมอิสลาม
 

อาชีพเกษตรกรรม

เกษตรกรรม เป็นอาชีพที่สร้างคุณประโยชน์มหาศาลแก่มนุษย์และสังคม เพราะการเกษตรนี้เองที่ทำให้มนุษย์มีอาหารและปัจจัยยังชีพ ด้วยเหตุนี้ การเกษตรจึงเป็นอาชีพหนึ่งที่อิสลามให้การสนับสนุนและกล่าวว่าเป็นหนึ่งในอาชีพที่ดีที่สุด

ท่านอิมามญะอฟัรอัศศอดิก (อ.) กล่าวว่า “ในทัศนะของอัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่มีอาชีพใดที่จะดีไปกว่าการเกษตร”
มีชายผู้หนึ่งกล่าวแก่ท่านอิมาม (อ.) ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินคนพูดว่าการเกษตรเป็นอาชีพที่น่ารังเกียจและน่าชิงชัง”
ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวแก่เขาว่า “พวกเขาคิดผิด ท่านจงนำตัวของทานเข้าสู่การทำเกษตรและการเพาะปลูก ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) ว่าไม่มีอาชีพใดที่จะเป็นที่น่าชื่นชอบไปกว่าการเกษตร”

ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอีกว่า “ในวันกิยามะฮตำแหน่งของบรรดาเกษตรกรนั้นสูงกว่าตำแหน่งอื่น ๆ”
ท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร (อ.) กล่าวว่า “ไม่มีอาชีพใดที่จะดีไปกว่าการทำเกษตรกรรม เพราะทั้งคนเลวและคนดีตลอดจนสัตว์บางชนิดต่างได้รับประโยชน์จากการเกษตรทั้งสิ้น และพวกเขาล้วนขอพรให้กับเกษตรกร”

ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า “ผลิตผลที่ดีที่สุดคือผลิตผลทางการเกษตร ที่บุคคลคนหนึ่งได้เพาะปลูกมาด้วยตนเองและจ่ายภาษี (ซะกาต) ตามภาคบังคับอันเนื่องจากผลที่ได้แล้ว”

การเชื่อมั่นในตนเอง

หลักการโดยทั่วไปของอิสลามคือ บรรดาผู้ศรัทธาจะต้องไม่เคารพสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ต้องไม่เกรงกลัวอำนาจอื่นนอกจากพระองค์ ผู้ซึ่งเป็นผู้อภิบาลแห่งสากลโลก และต้องมอบหมายความไว้วางใจแก่พระองค์เท่านั้น

บรรดาสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระองค์ พระองค์คือผู้ประทานเครื่องยังชีพแก่มนุษย์และสัตว์ ด้วยเหตุนี้ ณ พระองค์และไม่มีใครดีกว่าใคร ยกเว้นผู้ที่มีความยำเกรงต่อพระองค์
มนุษย์จะต้องมีความเชื่อมั่นในตัวเองและรู้จักใช้ประโยชน์จากเสรีภาพที่พระองค์ได้ประทานให้มา ต้องรู้จักเลือกสรรอาชีพการงานตามความสามารถและความถนัด มีความเชื่อมั่นต่อการช่วยเหลือของพระองค์ อย่าฝากความหวังไว้กับผู้อื่นและอย่าคิดว่านอกจากพระองค์แล้วยังมีคนอื่นที่คอยช่วยเหลือได้โดยไม่พึ่งพระองค์ เพราะความคิดและการทำเช่นนั้นเป็นการตั้งภาคีกับพระองค์

การเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งที่จะนำพามนุษย์ไปสู่เป้าหมาย และความสำเร็จ และตราบใดที่บุคคลนั้นไม่มีความมั่นใจในตัวเองก็อย่างหวังเลยว่าเขาจะประสบความสำเร็จ ฉะนั้น ต้องมั่นใจตลอดเวลาว่าเมื่อใดก็ตามที่ลงมือทำงาน อัลลอฮฺ (ซบ.) จะให้ความช่วยเหลือและประทานความสำเร็จ ซึ่งบุคคลอื่นไม่ใช่ที่พึ่งสำหรับตน พวกเขาเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น และถ้ายังฝากความหวังไว้กับพวกเขาอีกก็เท่ากับว่าเราพยายามที่จะอกตัญญูต่อพระองค์

การโกงตราชั่ง

อิสลามสั่งห้ามการโกงตราชั่งไว้อย่างเด็ดขาด และอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้สาปแช่งพวกที่โกงไว้ว่า
“ขอความหายนะจงประสบแก่บรรดาผู้โกงตราชั่ง และเมื่อพวกเขาตวงเอาจากผู้อื่นเขาจะตวงจนเต็ม แต่เมื่อพวกเขาตวงหรือชั่งให้กับคนอื่นพวกเขาจะทำให้พร่องลง ไม่คิดหรือว่าพวกเขานั้นจะถูกทำให้ฟื้นในวันที่ยิ่งใหญ่” (ซูเราะฮฺ อัล-มุฏ็อฟฟิฟีน : ๑-๕)

การโกงตราชั่งนอกจากจะเป็นการเอาเปรียบแล้ว ยังถือเป็นการยักยอกทรัพย์ของผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นขาดความมั่นใจและลูกค้าก็จะลดน้อยลงในที่สุด ซึ่งตนนั่นแหละเป็นผู้ขาดทุนเพราะไม่มีลูกค้าเข้าร้านและต้องเลิกกิจการ

การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ตรัสถึงการเอารัดเอาเปรียบไว้ในอัล-กุรอานมากมายหลายโองการด้วยกัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้มนุษย์ได้ยั้งคิดและออกห่างการเอารัดเอาเปรียบทุกประเภท เป็นที่ยอมรับกันถ้วนหน้าว่าการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ดีและเป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเคยประสบด้วยตนเองว่าการกดขี่นั้นมีผลเสียต่อสภาพจิตใจและสังคมอย่างรุนแรงตั้งมากมายเพียงใด การสูญเสียอิสระภาพ ผลประโยชน์ทรัพย์สินเงินทองชีวิตเลือดเนื้อและมาตุภูมิของตน เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ

การกดขี่เฉพาะภายนอกเท่านั้นที่ดูว่ามั่นคงแข็งแรง แต่ภายในของอ่อนแอเพราะฐานรากไม่มั่นคง ซึ่งต้องพบกับความพินาศย่อยยับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า
“แท้จริงแล้วอัลลอฮฺ ไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่กดขี่” (ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม : ๑๔๔)

บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) กล่าวว่า “บรรดาผู้ปกครองและกษัตริย์จะคงสภาพของผู้ปฏิเสธ ส่วนผู้กดขี่จะไม่คงไว้ซึ่งสภาพใดเลย”
ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงถือว่าการกดขี่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจและผิดปกติวิสัยของมนุษย์ทั่วไป เป็นการอธรรมทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นซึ่งการกดขี่นั้นถือว่ามิใช้คุณสมบัติของมนุษย์ เป็นคุณสมบัติของมารและสัตว์เดรัจฉาน

การสร้างความเดือดร้อนและพฤติกรรมที่ชั่วร้าย

พฤติกรรมทั้งสองมีความใกล้เคียงกันมาก เพราะเมื่อเอ่ยถึงการสร้างความเดือดร้อน ย่อมเป็นที่เข้าใจกันทุกคนว่า หมายถึงพฤติกรรมของคนไม่ดีที่ชอบรังแกหรือกลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในบางครั้งอาจจะกลั่นแกล้งด้วยวาจา โดยการพูดจาเสียดสีทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องเสียหน้าและอับอายผู้อื่น หรือกล่าวประจานต่อหน้าสาธารณชน หรือพูดจาในเชิงล้อเล่นแต่มีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และในบางครั้งก็แสดงพฤติกรรมที่ชั่วร้ายออกมา เพื่อให้ผู้อื่นหวาดกลัวหรือได้รับความเดือดร้อน และในบางครั้งตั้งใจที่จะแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นออกมา เพื่อให้เกิดความระสำระส่ายในสังคม เป็นการสร้างบรรยากาศโดยมีเจตนาโน้มนำผู้อื่นไปสู่การกระทำที่เหมือนตัวเอง

อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะสองประการข้างตนนี้ คือประเด็นที่อยู่ตรงกันข้ามกับความหวัง ซึ่งมนุษย์ส่วนมากร่วมมือกันสร้างสังคมขึ้นมา ก็เพื่อที่จะใช้เป็นสื่อในการก้าวสู่ความหวังและความฝันของตน สังคมจึงมีความหมายต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงให้ความสำคัญกับสังคมและการปรับปรุงแก้ไขไว้ในลำดับแรก และห้ามกระทำการใด ๆ ที่เป็นเหตุก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า
“และบรรดาผู้ที่กลั่นแกล้งมุสลิมทั้งที่เป็นชายและเป็นหญิงอย่างไร้เหตุผล แน่นอนพวกเขาย่อมต้องแบกความเท็จและบาปอันยิ่งใหญ่เอาไว้” (ซูเราะฮฺ อัล-อะหซาบ : ๕๘)
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า “ใครก็ตามที่กลั่นแกล้งมุสลิมเท่ากับได้กลั่นแกล้งฉัน และการกลั่นแกล้งฉันก็เหมือนกลั่นแกล้งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งคนพวกนี้ได้ถูกสาปแช่งเอาไว้ทั้งในคัมภีร์เตารอต อิลญีลและอัล-กุรอาน”




จบบริบูรณ์

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์

ทางเว็บไซต์อัลฮะซะนัยน์ได้ปรับเนื้อหาคำแปลบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่