จริยธรรมอิสลาม
 

อิสลามจึงได้เน้นกำชับไว้อย่างหนักว่าให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น พร้อมกับแนะนำมารยาทและกฏเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันในสังคมเอาไว้ เช่น มุสลิมเมื่อพบกันต้องให้สลามกัน และผู้ที่กล่าวสลามก่อนย่อมมีความประเสริฐมากกว่า

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จึงเป็นคนเดียวที่กล่าวสลามก่อนคนอื่นเสมอ เมื่อเจอกันไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งผู้หญิง แต่ถ้าผู้นั้นได้กล่าวสลามก่อน ท่านก็จะตอบรับสลามของเขาอย่างสมบูรณ์

อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า
“เมื่อพวกเจ้าได้รับการคารวะก็จงคารวะตอบให้ดีงามกว่า หรือตอบคารวะนั้นโดยเท่าเทียมกัน” (ซูเราะฮฺ อัน-นิสาอ : ๘๕)

และทรงกำชับอีกว่า เจ้าจงแสดงความอ่อนน้อมเมื่อเจอกันและจงให้ความเคารพต่อผู้อื่นเสมอ พระองค์ทรงตรัสว่า
“บ่าวที่ดีสุดของพระองค์ คือ ผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความนอบน้อม” (ซูเราะฮฺ อัล-ฟุรกอน : ๖๓)

ความนอบน้อมไม่ได้หมายถึงการปล่อยวางอุดมคติและทัศนวิสัยของตน จนเกิดผลกระทบในเชิงลบต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การให้ความเคารพต่อประชาชนไม่ได้หมายความถึงให้ความเคารพถึงขั้นประจบสอพลอหรือให้การสรรเสริญจนเกินความเป็นจริง แต่หมายถึงการให้เกียรติและให้ความเคารพเท่าที่ศาสนาและสังคมอนุญาต เช่น การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ให้ถือตามอาวุโสของท่าน ส่วนบุคคลอื่น ๆ นั้นให้พิจารณาตามความเหมาะสม

การเคารพและให้เกียรติผู้คนไม่ได้หมายความว่า เมื่อเห็นความไม่ถูกต้องและความไม่ชอบมาพากลแล้วเราต้องนิ่งเงียบ ในห้องประชุมหากเราได้พบผู้ร่วมประชุมกำลังทำในสิ่งที่ขัดแย้งต่อความเป็นจริง ปฏิบัติตนขัดกับกฎหมายบ้านเมืองหรือกฎเกณฑ์ของศาสนาแล้ว เรายังต้องนั่งร่วมประชุมอีกทั้งทำตัวเป็นสมัครพรรคพวก โดยเกรงกลัวในอำนาจหรืออิทธิพลของพวกเขา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การเคารพให้เกียรติประชาชนก็คือ การที่เราได้เคารพในความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรี และการเป็นผู้มีศาสนา ไม่ได้เคารพในรูปพรรณสันฐานหรืออำนาจของเขา ถ้าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และการเป็นผู้มีศาสนาได้หมดไปจากเขา การเคารพและการให้เกียรติต่อเขาถือว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “เจ้าจงอย่าทำผิดต่ออัลลอฮฺอันเนื่องมาจากการยอมจำนนต่อผู้อื่น”

การสานมิตรภาพกับคนดี

และเนื่องจากการที่ต้องอยู่ร่วมสังคมกับคนอื่น ๆ อีกมากมาย ฉะนั้นเราจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกวิถีชีวิตให้กับตนเอง และสามารถที่จะเลือกคบค้าสมาคมกับใครก็ได้ซึ่งพวกเขาอยู่ในฐานะของเพื่อน แต่สิ่งที่ต้องระวังอยู่ตลอดเวลา คือการลอกเลียนแบบบุคลิกและนิสัยใจคอซึ่งสิ่งเหล่านี้จะถ่ายทอดโดยอัตโนมัติ ถ้าเพื่อนเป็นคนดีก็ย่อมไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเพื่อเป็นคนไม่ดีนั่นคือปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อิสลามจึงเน้นไว้อย่างมากว่า จงเลือกคบแต่เพื่อนที่ดี เพราะสิ่งที่เพื่อนควรจะได้รับจากเพื่อนคือมารยาทที่ดีงาม ความปรารถนาดี ความจริงใจและความมั่นคงในการเป็นมิตรสหายต่อกัน และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เราจะได้กลายเป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนอื่นและเป็นฐานรากที่มั่นคงของสังคมในวันข้างหน้า

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “เพื่อนที่ดีที่สุดของท่านคือ เพื่อนที่ชี้นำให้ทำในสิ่งที่ดีงาม”

การคบคนไม่ดี

การคบคนไม่ดีคือการเลือกสรรสิ่งที่จะมาเสริมพลังแห่งความชั่วร้ายให้กับตัวเอง เป็นการปล่อยเวลาและโอกาสให้หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ซึ่งไม่มีใครสามารถปฏิเสธสัจธรรมข้อนี้ไปได้เลย เพราะชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าเราลองถามคนไม่ดี เช่น ฆาตกร นักเลงการพนัน ขโมยหรืออันธพาลว่าโดยทั่วไปแล้ว การคบกับคนไม่ดีนั้นจะทำให้มีอนาคตอย่างไร พวกเขาก็จะตอบโดยสามัญสำนึกเหมือนกันว่า แน่นอนว่าการคบคนไม่ดีก็ย่อมทำให้กลายเป็นพวกเดียวกับคนเหล่านั้นในที่สุด ยังไม่พบว่ามีผู้ที่เป็นคนเลวเพราะตั้งปณิธานที่จะเป็นคนเลวไว้ตั้งแต่แรก

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “จงออกห่างจากการคบหากับคนไม่ดีเพราะเขาจะชักนำท่านให้เป็นเช่นเดียวกับเขา และตราบใดที่ยังครอบงำท่านให้เป็นเช่นเขาไม่ได้ เขาจะไม่เลิกคบกับท่าน”
ท่านอิมาม (อ.) ยังกล่าวอีกว่า “จงออกห่างจากเพื่อนที่ไม่ดี เพราะเขาจะขายท่านด้วยราคาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

เกียรติยศกับความซื่อสัตย์

อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้สร้างมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันในรูปแบบของสังคมและต้องพึ่งพาอาศัยกัน โดยไม่มีใครสามารถอยู่ตามลำพังคนเดียวโดยไม่คบค้าสมาคมกับผู้อื่น จากคำอธิบายดังกล่าวทำให้ไม่สงสัยเลยว่าเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งชีวิต นั้น ได้มาด้วยกับการต่อสู้และขวนขวายจนไปถึงยังเป้าหมายของตน โดยปราศจากการพึ่งพาคนอื่น ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าเป็นอุปนิสัยดั้งเดิมของมนุษย์

เกียรติยศแห่งชีวิตคือการที่มนุษย์สามารถนำพาชีวิตของตนให้หลุดพ้นจาก สภาพของความเป็นเดรัจฉาน การตกเป็นทาสของอารมณ์ใฝ่ต่ำและความบ้าคลั่งในตัณหาทั้งหาย ตรงกันข้ามบุคคลที่ไม่มีเกียรติยศ ซึ่งได้แก่ คนที่สอดส่องสายตาของตนเพื่อแสวงหาสิ่งตอบสนองให้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำ หรือขายศักดิ์ศรีความเป็นคนด้วยกับเศษสตางค์เพียงเล็กน้อยเพื่อสนองความบ้า คลั่งในตัณหา หรือยอมจำนนต่ออำนาจทุก ๆ อำนาจและก้มหัวเยี่ยงทาสที่จงรักภักดีต่อนาย เพียงเพื่อการมีชีวิตที่สะดวกสบายบนโลกนี้เท่านั้น

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าหากเรากล่าวถึงอาชญากรย่อมหมายถึง บุคคลที่ก่ออาชญากรรม เช่น ฆาตกร ขโมย และอาจรวมไปถึงผู้ประพฤติผิดกฎหมายที่ร้ายแรงคนอื่น ๆ ด้วย ขณะเดียวกันพวกนักเลงวิ่งราว นักต้มตุ๋นที่ใช้วาทะในการพูดปดมดเท็จ พวกประจบสอพลอ พวกขายชาติ พวกครอบครัวนิยมและอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนเป็นมรดาตกทอดมาจากการกระทำที่ไม่ดีและการชอบขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ตลอดเวลา โดยไม่ยอมเป็นตัวของตัวเอง

แต่คนที่มีศักดิ์ศรีและเกียรติยศอันเป็นอาภรณ์ที่สูงส่งสำหรับชีวิตนั้น เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้กับสิ่งใดและใครทั้งสิ้นนอกจากอัลลอฮฺ (ซบ.) พระผู้อภิบาลผู้ทรงเกริกก้องเกรียงไกรแต่เพียงผู้เดียว และเขาจะไม่ยอมถอยหลังให้กับศัตรูที่บุกโจมตีเข้ามาอย่างหนักหน่วงและน่า กลัว และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาถือพวกที่ปกป้องสัจธรรมและคุณธรรมที่สูงส่ง ฉะนั้นศักดิ์ศรีคือสื่อที่ดีที่สุดในการค้นหาสัจธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และการปกป้อง

การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อ่อนแอกว่า

การแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ด้อยโอกาสกว่านั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นมาตรการของสังคมทั่วไป ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของคนที่มีความสามารถที่ต้องช่วยเหลือพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิอันชอบธรรม อิสลามได้กำชับถึงหน้าที่และสิทธิตรงนี้ อีกทั้งเตือนสำทับตลอดเวลาให้คนที่มีความสามารถดูแลคนที่ด้อยโอกาสกว่า

อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้สัญญากับผู้ที่ประกอบคุณงามความดีและผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีไว้ว่า
“พระองค์จะอยู่เคียงข้างและพิทักษ์ผู้ที่บำเพ็ญประโยชน์”

“สิ่งที่เจ้าได้บริจาคไปเป็นผลประโยชน์ที่แท้จริงของเจ้า”

“สิ่งที่สูเจ้าบริจาคไป จะย้อนกลับมาหาสูเจ้าซึ่งเจ้าจะไม่ขาดทุนใด ๆ เลย”

เป็นธรรมดาของสังคมที่ภายในสังคมหนึ่งนั้น ย่อมมีชนกลุ่มหนึ่งที่มีความสามารถในการทำงานและอีกกลุ่มไร้ซึ่งความสามารถ ซึ่งกลุ่มที่ไร้ความสามารถนั้นหากไม่ได้รับการดูแล พวกเขาก็จะกลายเป็นตัวถ่วงของสังคมและทำให้สังคมเกิดความล้าหลัง แต่ถ้าพวกเขาได้รับการดูแลช่วยเหลือจากกลุ่มที่มีความสามารถ แน่นอน สังคมย่อมได้รับบทสรุปที่ดีกว่าโดยอาจกล่าวได้ว่า

การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น เป็นการสร้างสายใยแห่งความรัก และความสัมพันธ์ให้แก่จิตใจของผู้ด้อยโอกาส เป็นการปิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน
เป็นการลงทุนที่น้อยนิด แต่ได้รับผลกำไรจากการให้เกียรติและเคารพยกย่องมากมาย
เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงให้กับตัวอง ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ว่าบุญคุณนั้นต้องทดแทน

เป็นการสร้างความปลอดภัยและความปลาบปลื้มแก่ชนกลุ่มหนึ่งที่หมดหวังใน ชีวิตและเผชิญกับภยันตรายรอบด้าน ให้มีความหวังขึ้นมา
จากการบริจาคที่บางคนอาจมองไม่เห็นคุณค่านั้น ในความเป็นจริงเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสังคมให้หมุนไปและ ฟื้นคืนชีพขึ้นจากความอ่อนแอ ซึ่งบรรดาศาสดาและอิมามได้กล่าวถึงความประเสริฐของไว้อย่างนับไม่ถ้วน

การร่วมมือ

การร่วมมือกันถือว่าเป็นฐานรากที่สำคัญยิ่งของสังคม เพราะแก่นแท้ของสังคมเกิดจากการประสานมือกันของผู้คน และด้วยกับการช่วยเหลือกันในกิจการต่าง ๆ นั่นเอง ทำให้ภาระกิจทั้งหลายสำเร็จลุล่วงไปเป็นอย่างดี การดำรงชีพของแต่ละคนมีความมั่นคงขึ้น และความต้องการของพวกเขาก็ถูกขจัดไปอย่างหมดสิ้น จะต้องไม่คิดว่าอิสลามเป็นศาสนาที่บริสุทธิ์นั้น เมื่อพูดถึงการทำความดีจะหมายถึงการช่วยเหลือด้านทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อิสลามหมายถึงการช่วยเหลือและสนับสนุนกันทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความรู้และการแสวงหา เพราะอิสลามถือว่าการศึกษาคือปัจจัยที่สำคัญสำหรับชีวิต ตราบที่มนุษย์ยังเป็นคนโง่เขลาและไร้ซึ่งการศึกษา ชีวิตการเป็นอยู่ของเขาจะพัฒนาได้อย่างไร

การส่งเสริมคุณธรรมความดี

คำยกย่องสรรเสริญ คือ บทสรุปประการหนึ่งที่เกิดจากการทำความดี ซึ่งตามความเป็นจริงในการสร้างความดีนั้น หากมีการร่วมมือและมีการสนับสนุนส่งเสริมกันอย่างเต็มรูปแบบ คุณธรรมความดีนั้นก็จะบรรลุผลในระดับสูงสุดตามมา เหมือนกับการรักษาพยาบาลแก่ผู้เจ็บป่วยคนหนึ่งถือเป็นการทำความดีอย่างมาก มาย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาคนไข้จำนวนนับร้อยคนในโรงพยาบาลไม่อาจเที่ยบ กันได้เลย เช่นเดียวกับการสอนให้นักศึกษาคนหนึ่งประสบความสำเร็จ อาจารย์ผู้สอนย่อมได้รับคำชมเชยอย่างออกหน้าออกตา แต่อาจารย์ท่านนั้นไม่อาจเทียบได้กับอาจารย์ที่สอนให้นักศึกษาทั้ง มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นความดีที่เกิดจากการสนับสนุนส่งเสริมที่ถูกต้อง และถือว่าเป็นคุณธรรมความดีขั้นสูงสุดประการหนึ่ง

ภาษาธรรมได้เรียกการส่งเสริมคุณธรรมความเหล่านี้ว่า เป็นการ “เศาะดะเกาะฮที่มีผลต่อเนื่อง” (การบริจาค) ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า “มีอยู่ด้วยกัน ๒ ประการที่เป็นเหตุทำให้มนุษย์มีความเจริญรุ่งเรื่องคือ การมีบุตรที่ดีและการบริจาคธรรมที่มีผลต่อเนื่อง”

ดังที่เราพบหลักฐานมากมายทั้งจากอัล-กุรอาน และซุนนะฮของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ที่กล่าวว่า “เมื่อมนุษย์ได้ทำความดีประการหนึ่ง พระองค์จะบันทึกความดีของเขาไว้อย่างมากมาย”

การล่วงละเมิดต่อทรัพย์สินของเด็กกำพร้า

ผู้สร้างคุณธรรมความดี เป็นที่ยอมรับและย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญ ในทำนองเดียวกัน การก่อกรรมชั่วเป็นสิ่งถูกปฏิเสธและได้รับการประณามสาปแช่ง อิสลามได้สั่งห้ามการก่อกรรมชั่วและการกดขี่ทุกประเภทอย่างเด็ดขาด และได้เน้นไว้เป็นพิเศษเกี่ยวกับการกดขี่บางประเภทเช่น การล่วงละเมิดต่อทรัพย์สินของเด็กกำพร้า ซึ่งการละเมิดดังกล่าวนี้อิสลามถือว่าเป็นหนี่งในบาปใหญ่และต้องได้รับโทษ ทัณฑ์อย่างสาหัส อัล-กุรอานเน้นว่าผู้ที่กินทรัพย์สินของเด็กกำพร้า แท้จริงเขาได้กลืนกินไฟนรกลงไป ซึ่งในไม่ช้าเขาจะถูกจับโยนลงไปในไฟนั้น

บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ได้อธิบายว่าสาเหตุที่ผู้ล่วงละเมิดทรัพย์สินของเด็กกำพร้าต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง เป็นเพราะว่าถ้าหากพวกเขาได้ล่วงละเมิดทรัพย์สินของคนอื่น เจ้าของทรัพย์ยังสามารถปกป้องทรัพย์สินของตนได้ แต่สำหับเด็กกำพร้าจะไปป้องกันและสู้รบตบมือด้วยได้อย่างไร

การฆ่าชีวิตผู้อื่น

อีกประหนึ่งของการกดขี่ที่อิสลามได้สั่งห้ามเอาไว้คือ การฆ่าชีวิตของผู้อื่น และอิสลามได้ประณามสาปแช่งไว้อย่างรุ่นแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตบริสุทธิ์ของผู้ศรัทธา
การฆ่าชีวิตผู้อื่นเป็นบาปใหญ่ ดังที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า การฆ่าชีวิตแม้เพียงชีวิตเดียวก็เหมือนกับได้ฆ่าชีวิตทั้งหมด เพราะฆาตกรก็ยังพัวพันอยู่กับสังคม มีการไปมาหาสู่สร้างความบั่นทอนและหดหู่ใจแก่ผู้พบเห็น อิสลามถือว่าความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ที่คนเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม มนุษย์ก็คือมนุษย์ที่เหมือนกัน

การหมดหวังในความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า

บาปที่อันตรายที่สุดในอิสลามคือ การหมดหวังในความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงตรัสว่า
“จงประกาศเถิด โอ้มวลข้าทาสของข้าที่หลงระเริงอยู่กับการทำบาป พวกเจ้าอย่าหมดหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ เพราะแท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษทั้งมวล พระองค์ทรงเป็นผู้อภัยและเมตตายิ่งเสมอ” (ซูเราะฮฺ อัซ-ซุมัร : ๕๓)

อิสลามถือว่าการหมดหวังในความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า คือต้นเหตุที่ทำให้กลายเป็นผู้ปฏิเสธทันที เพราะผู้ที่หมดหวังในความเมตตาและการอภัยของพระองค์ จะทำให้จิตใจของพวกเขาห่อเหี่ยวเหมือนจิตใจที่ตายด้านที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ดีใจเมื่อได้กระทำความดีและไม่เสียใจเมื่อกระทความผิดทั้งที่เป็นบาปใหญ่ หรือความน่ารังเกียจอื่น ๆ ทั้งหลาย เพราะกำลังใจที่แท้จริงของสิ่งเหล่านี้ คือความหวังในความเมตตาและการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากไฟนรก แต่ความหวังเช่นนั้นมิได้มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา ฉะนั้น จะแตกต่างอะไรกันกับผู้ปฏิเสธคนหนึ่งที่จิตใจของเขาไม่เคยมีความหวังในความ เมตตาและไม่เคยภักดีต่อคำสอนของศาสนา

การหลบหนีการทำสงครามศาสนา

การหลบหนีการทำสงครามศาสนาหรือหันหลังให้กับศัตรู หมายถึง คนที่คิดว่าชีวิตของตัวเองมีเกียรติและมีค่ามากกว่าที่จะมาทุ่มเทและเสียสละ เพื่อสังคม ในที่สุดแล้วก็คือการ่ยอมจำนนให้ศัตรูมาบังคับขู่เข็ญและมีอิทธิพลเหนือ ศาสนาชีวิตและทรัพย์สินของตน ด้วยเหตุนี้ การหนีสงครามหรือหลีกเลียงการปกป้องศาสนาจึงถือว่าเป็นบาปใหญ่ อัลลอฮฺ (ซบ.)ได้ตรัสถึงพวกที่หนีสงครามศาสนาว่า พวกเขาจะต้องได้รับการลงโทษในไฟนรกอย่างแน่นอน

“และผู้ใดหันหลังหนีศัตรูในวันนั้น ยกเว้นผู้ที่ทำเป็นหนีเพื่อลวงศัตรูในการรบหรือบุคคลที่ผละไปสมทบกับอีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น พวกเขาได้กลับไปสู่ความกริ้วของอัลลอฮฺ ที่อยู่ของพวกเขาคือไฟนรกซึ่งเป็นที่อยู่ที่เลวร้ายยิ่งนัก” (ซูเราะฮฺ อัล-อัมฟาล : ๑๖)

การปกป้องมาตุภูมิ
การปกป้องสังคมหรือดินแดนอิสลามอันเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดามุสลิม เป็นหนึ่งในข้อบังคับ (วาญิบ)ที่สำคัญยิ่งของอิสลาม อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า
“และเจ้าทั้งหลายจงอย่าได้กล่าวแก่บุคคลที่ถูกฆ่าตายในหนทางของอัลลอฮฺว่าพวกเขาคือผู้ตาย ความจริงพวกเขายังมีชีวิตอยู่แต่พวกเจ้าไม่สำนึก” (ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮ : ๑๕๔)

ตั้งมากมายจากบรรดาบรรพชนก่อนหน้านี้ที่พวกเขาได้เข้ารับอิสลามและทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อปกป้องศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของตน พวกเขาได้สู้รบในสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า เลือดของพวกเขาได้หลั่งรินและในที่สุดพวกเขาก็ได้พลีชีพในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า(ชะฮีด)เพื่อธำรงไว้ซึ่งอิสลาม แม้ว่าจะเป็นความยากลำบากและต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการจากศัตรู แต่พวกเขามิได้เคยย่อท้อเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเหล่านั้นเป็นบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดแก่ชนรุ่นหลัง เพื่อย้ำเตือนให้สำนึกว่าศาสนาของพวกเขาถูกปกป้องไว้ด้วยเลือดและอุดมการณ์จึงแข็งแรงและดำรงอยู่สืบจนถึงปัจจุบัน

การปกป้องสัจธรรม

การปกป้องสัจธรรม ถือว่ามีความล้ำลึกและสำคัญมากกว่าการปกป้องมาตุภูมิของตนเอง ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นเครื่องหมายและอุดมการณ์ที่แท้จริงของอิสลาม อิสลามได้พยายามทำทุกวิถีทางที่จะวางรากฐานและปลูกฝังจิตวิญญาณให้บรรดา มุสลิมมีความรักและหวงแหนต่อสัจธรรม ด้วยเหตุนี้ จึงได้ถูกเรียกว่าเป็นศาสนาที่เที่ยงธรรม เพราะมีกำเนิดและดำรงอยู่เพื่อสัจธรรมเพียงอย่างเดียว อัล-กุรอานกล่าวว่า

“ อัล-กุรอาน เป็นคัมภีร์ที่ชี้นำสู่สัจธรรมและแนวทางที่เที่ยงตรง” (ซูเราะฮฺ อัล-อะหกอฟ : ๓๐)
ฉะนั้น จึงจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุสลิมทั้งหลายที่จะต้องปฏิบัติตาม ทำและพูดเพื่อสัจธรรมเท่านั้น และจะต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องแม้ว่าต้องเสียสละชีวิตก็ตาม

ความโกรธ

ความโกรธ คือสภาพของจิตใจที่เกิดจากความไม่พอใจหรือขุ่นเคืองอย่างรุนแรงและคิดที่จะทวงคืนหรือล้างแค้นตลอดเวลา ซึ่งตราบใดก็ตามที่ยังไม่ได้ชำระแค้นจะไม่สบายใจ คนเราถ้าอยู่ในห้วงอารมณ์ความโกรธจะปราศจากการยับยั้งชังใจ ควบคุมสติไม่อยู่ อารมณ์จะอยู่เหนือสติสัมปชัญญะ นึกอะไรได้ก็อยากจะทำทันทีไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตามสภาพจิตใจในเวลา นั้นมีความร้ายกาจกว่าสัตว์ร้าย และมีความร้อนแรงกว่า เพลิงที่กำลังลุกฉาน จึงมีการเปรียบเปรยความโกรธว่าเป็นความโง่ โมโหคือความบ้า

อิสลามได้แนะนำไว้อย่างมากว่า มนุษย์จะต้องรู้จักอดทนอดกลั้นต่อความโกรธ และกล่าวประณามผู้ที่พลิกทุกอย่างเพื่อความโกรธแค้นในขณะเดียวกัน ได้กล่าวชมเชยผู้ที่มีความอดกลั้นและกลืนความโกรธแค้นลงในทรวงอกและพร้อมที่ จะให้อภัยวฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ตนยังโกรธอยู่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า
“สวรรค์ของพระองค์ที่มีความกว้างเท่ากับฟากฟ้าและปฐพี ได้ถูกเตรียมไวเพื่อปวงบ่าวที่ยำเกรง ซึ่งพวกเขาได้ทำการบริจาคทรัพย์ทั้งในยามสุขและยามเดือดร้อน และเป็นผู้ระงับความโกรธและให้อภัยแก่ผู้อื่น ซึ่งอัลลอฮฺทรงรักผู้ประพฤติดีทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน : ๑๓๔)

อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่แท้จริงประการหนึ่งของบรรดาผู้ศรัทธาว่า
“เมื่อพวกเขามีความโกรธ พวกเขาก็จะให้อภัย” (ซูเราะฮฺ อัช-ชูรอ : ๓๗)

การให้ความสำคัญต่ออาชีพการงาน

อิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องการงาน และความอุตสาหะในการประกอบอาชีพเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตามหลักการของอิสลามแล้วมนุษย์ต้องทำงานและต้องหลีกห่างจากความเกียจคร้าน ความวิริยะอุตสาหะถือเป็นฐานรากที่มั่นคง ซึ่งระบบการสร้างของพระผู้เป็นเจ้าก็วางอยู่บนฐานรากดังกล่าว พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาตามความเหมาะสมของสรรพสิ่ง ทรงประทานปัจจัยในการหาเลี้ยงชีพเพื่อเป็นเครื่องมือแก่ประชาชาติ เพื่อพวกเขาจะได้หาประโยชน์และขจัดความเดือดร้อนต่าง ๆ

มนุษย์คือสิ่งถูกสร้างที่ดีที่สุด มีความละเอียดอ่อนและมีความต้องการในทุก ๆ ด้านมากกว่าสิ่งอื่น ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงต้องอุตสาหะมากกว่าใครทั้งหมด เพื่อที่ให้ผลของความอุตสาหะนั้นพอเพียงกับความต้องการของตนและครอบครัว อิสลามเป็นศาสนาที่มีคำสอนครอบคุลมในทุก ๆด้านของชีวิตและสังคม ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการงานและความอุตสาหะ อิสลามถือว่าความเกียจคร้านในการประกอบอาชีพเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และถือว่าคนที่เกียจคร้านนั้นเป็นตัวถ่วงดุลทำให้สังคมเกิดความล้าหลังและ ปราศจากการพัฒนาไปสู่ความเจริญ

อิสลามถือว่าอาชีพสุจริตทุกประเภทล้วนมีเกียรติทั้งสิ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุก ๆ คน ที่จะต้องประกอบอาชีพตามความเหมาะสมและความถนัดของตัวเองเพื่อให้ได้ปัจจัย ในการยังชีพ และขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นการแบ่งภาระรับผิดชอบแทนสังคม ทำให้สังคมไม่เกิดปัญหาการว่างงาน

อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงตรัสว่า
“มนุษย์จะไม่ได้รับสิ่งใด นอกจากสิ่งที่เขาได้อุตสาหะเอาไว้” (ซูเราะฮฺ อัน-นัจมุ : ๓๙)

หมายถึง มนุษย์ทุกคนสามารถไปถึงยังเป้าหมายของตนได้ด้วยกับความพยายามและอุตสาหะ เกียจคร้านหรือเป็นคนประเภทหนักไม่เอาเบาไม่สู้นั้น จึงได้ถูกห้ามปรามไว้อย่างเด็ดขาด

การว่างงาน

จากคำอธิบายที่ผ่านมาเป็นที่ชัดเจนว่า ความอุตสาหะเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์พบกับความเจริญและมีชีวิตที่สุขสบาย ขณะเดียวกันหนทางในการดำเนินชีวิตก็จะต้องไม่เฉไฉออกไปจากแนวทางที่เที่ยงธรรม ดังที่กล่าวไปแล้วว่า เป้าหมายของความเจริญคือ ชีวิตที่เป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้านั้น หมายถึงว่าขณะที่มนุษย์ทำงานหาเลี้ยงชีพ เขาก็ต้องประกอบอิบาดะฮควบคู่ไปด้วย เพราะอาชีพการงานจะมีความหมายก็ต่อเมื่ออยู่คู่กับการรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) และการดำรงหลักการในเรื่องความยุติธรรมด้วยเหตุนี้ อัล-กุรอานจึงได้ยกย่องบุคคลที่อาชีพการงานของเขามิทำให้เขาหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ทรงอำนาจยิ่ง

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “เมื่อท่านยุ่งอยู่กับการทำงานและเวลาของการทำนมาซมาถึง ท่านควรต้องละจากการงานของท่านและเร่งรีบสู่การทำนมาซ การงานจะต้องไม่ทำให้ท่านติดบ่วง อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงยกย่องคนกลุ่มหนึ่งโดยตรัสว่า ผู้ซึ่งอาชีพการงานหรือผลกำไรไม่ทำให้เขาออกห่างจากการรำลึกถึงพระองค์ คนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพแต่เมื่อได้เวลานมาซพวกเขาก็ได้ผละจากงานและมายังมัสญิด รางวัลด้านจิตวิญญาณและการตอบแทนแก่บุคคลเหล่านั้น มากมายเสียยิ่งกว่าที่มีแก่บุคคลที่ทิ้งการประกอบอาชีพและมุ่งทำแต่การ สักการะภักดีและการทำนมาซเท่านั้น”

จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของมุสลิมมิใช้มุ่งแต่ทำการสักการะภักดีอย่างเดียว โดยมุ่งหวังรางวัลตอบแทนสำหรับโลกหน้าและละทิ้งการประกอบอาชีพการงานสำหรับ โลกนี้ โดยทำตัวเป็นพวกกาฝากศาสนา หรือไม่เอาทั้งสองอย่างเพราะกลัวความลำบากหรือความเหน็ดเหนื่อย จึงกลายเป็นผู้ไม่มีอาชีพการงาน

ท่านอิมามอะลีริฎอ (อ.) กล่าวว่า “ในการประกอบอาชีพจงอย่าแสดงความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนแอ มิฉะนั้นท่านจะสูญเสียทั้งโลกนี้และโลกหน้า”
ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้สาปแช่งผู้ที่ทำตัวว่างงานและประพฤติตนเป็นกาฝากสำหรับผู้อื่น