จริยธรรมอิสลาม
 

หน้าที่ของบุตรที่มีต่อบิดามารดา

บิดามารดาอยู่ในฐานะของปัจจัยหลักในการสรรสร้างบุตรและเป็นครูคนแรกที่ให้การอบรมสั่งสอนกิริยามารยาทแก่บุตร บิดามารดาจึงมีบุญคุณอย่างล้นเหลือแก่บุตรและธิดาของตน ซึ่งเป็นบุญคุณที่มิอาจทดแทนได้อย่างหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงได้กำชับไว้อย่างหนักแน่นว่า บุตรทุกคนมีหน้าที่ต้องให้เกียรติเคารพยกย่องและปฏิบัติตามบิดามารดาอย่างเคร่งครัด ถึงขนาดที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้กล่าวถึงการให้เกียรติต่อบิดามารดาหลังจากการกล่าวถึงการเคารพสักการะต่อพระองค์โดยทันทีนั่นย่อมแสดงว่า บิดามารดานั้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งอันแท้จริง อัล-กุรอานกล่าวว่า

“พระผู้อภิบาลของเจ้าได้มีบัญชาว่า เจ้าจงอย่าเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากอัลลอฮฺ และจงทำดีกับบิดามารดาทั้งสองท่าน” (ซูเราะฮฺ บะนีอิสรออีล : ๒๓)

มีรายงานจำนวนมากมายที่กล่าวถึงบาปใหญ่หลังจากการตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ คือ การประพฤติที่ไม่ดีกับบิดามารดา อัล-กุรอานได้กล่าวอีกว่า
“และถ้าหากคนหนึ่งจากทั้งสองหรือทั้งสองท่าน ได้ถึงวัยชราภาพเจ้าก็จงอย่ากล่าวแก่ทั้งสองด้วยคำพูดที่ไม่ดี “อุฟ” เจ้าจงอย่าขู่ตะคอกแก่ทั้งสอง จงพูดกับทั้งสองท่านด้วยคำพูดที่อ่อนโยน นอบน้อมและอ่อนหวาน” (ซูเราะฮฺ บะนีอิสรออีล : ๒๓)

สิทธิของบิดามารดา

ฐานันดรของบิดามารดาที่มีต่อบุตรและครอบครัวนั้น เปรียบเป็นต้นไม้ก็คือรากแก้วที่ทำหน้าที่ยึดลำต้นมิให้ล้มทลาย และเป็นที่มาของกิ่งก้านและดอกใบ บิดามารดาคือผู้ที่สร้างฐานอันมั่นคงแก่บุตรและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่แท้จริงให้กับครอบครัวและเป็นเสาหลักที่สำคัญของสังคม

การประพฤติไม่ดีหรือแสดงมารยาทที่ต่ำทรามหรือทำการกลั่นแกล้งท่านทั้งสอง คือเป็นคนอกตัญญูที่สุดที่ไม่รู้จักบุญคุณของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญคุณของบิดามารดาที่ไม่มีวันตอบแทนได้หมดสิ้น การแสดงกริยาไม่ดีกับบิดามารดา ประหนึ่งได้สลัดความเป็นมนุษย์ออกไปจากตนจนหมดสิ้น เป็นการทำลายคุณค่าของความเป็นคนและสังคมให้พินาศย่อยยับ เพราะบรรดาเยาวชนคือทรัพยากรที่ดีได้อย่างไรซึ่งต้นเหตุมาจากการที่พวกเขา ประพฤติไม่ดีกับบิดามารดา จนทำให้ท่านทั้งสองเหนื่อยล้าและหมดกำลังใจที่จะสั่งสอน แต่โดยปรกติแล้วไม่มีบิดามารดาท่านใดบนโลกนี้ที่ไม่มีความปรารถนาดีกับบุตรของตน บิดามารดาทุกท่านปรารถนาจะเห็นบุตรและธิดาของตนมีความก้าวหน้า มีการพัฒนาเป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคม เป็นทรัพยากรบุคคลที่ดีและมีอนาคตที่สูงส่งและก้าวไกล โดยธรรมชาติของผู้เป็นบิดามารดา สามารถอดทนต่อความประพฤติที่ไม่ดีของบุตรได้เสมอ มีความเจ็บปวดแทนและความห่วงใยพวกเขาตลอดเวลา แม้ว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวหรือเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วก็ตาม จึงเห้นได้ว่าไม่มีพลังแห่งความรักใดที่จะยิ่งใหญ่เกินไปกว่าพลังแห่งความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตร สิทธิของท่านทั้งสองที่มีต่อบุตรจึงมากมายเสียเหลือเกิน แม้ว่าท่านทั้งสองจะจากไปแล้วก็ตาม

สิทธิของบุตรที่มีต่อบิดามารดา

มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเป็นของตนเองมากน้อยเป็นไปตามลำดับ แต่มิได้หมายถึงว่าเขามีสิทธิเสรีภาพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยผู้หนึ่งผู้ใดจะมายุ่งกับเขาไม่ได้อีก ในอีกความหมายก็คือ ทุกคนมีสิทธิแต่อยู่ภายใต้กรอบและเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้

มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ชั่วคราว และมีอายุไขสั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็จะต้องจากไป ด้วยเหตุนี้พระผู้เป็นเจ้าจึงได้จัดวางระบบการเจริญพันธุ์และระบบสืบวงศ์ ตระกูลเอาไว้ในหมู่ประชาชติ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มนุษย์สูญพันธ์ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างระบบความสัมพันธ์อันดีงามในสังคมจากบรรพชนมาสู่ ลูกหลาน

โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วย่อมมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า บุตรและธิดาคือส่วนหนึ่งของเขา การคงอยู่ของบุตรคือการคงอยู่ในฐานะตัวแทนของเขา มนุษย์จึงได้เพียรพยายามทุกอย่างเพื่อสร้างอนาคตและฐานะภาพอันมั่นคงทั้งทาง โลกและทางธรรมเพื่อบุตรของตน เพราะเขารู้ดีว่าชื่อเสียงและเกียรติยศของตนจะสูญสิ้นไปก็ต่อเมื่อบุตรและ ธิดาได้สร้างความเสื่อมเสียภายหลังจากนั้น ในขณะที่ผู้เป็นบิดามารดาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ท่านทั้งสองปรารถนาให้ชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลดำรงสืบต่อไป ฉะนั้นสาเหตุสำคัญทีจะทำให้ความหวังเป็นจริง จึงขึ้นอยู่กับการอบรมสั่งสอนของบิดามารดาที่ทมีต่อบุตรซึ่งถือเป็นภาระ หน้าที่ที่สำคัญยิ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิของบุตรที่พึงจะได้รับสิ่งเหล่านี้จากบิดามารดา อาทิเช่น

บิดามารดาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของกริยามารยาท และความประพฤติ ซึ่งสิ่งนี้ต้องถูกแสดงออกมาด้วยกับความจริงใจ มิใช่ภาพลวงตา เพื่อจะได้มั่นใจได้ว่าตนไม่ได้สร้างแนวทางที่เฉไฉให้กับบุตร บิดามารดาต้องออกห่างจากการกระทำที่ไม่ดีอย่างสิ้นเชิง เช่น ต้องไม่โกหก ด่าทอ พูดคำหยาบคาย นินทาและว่าร้ายผู้อื่น บิดามารดาต้องสรรสร้างแต่สิ่งที่ดีงามต่อหน้าบุตร เพื่อจะได้ให้เขาจดจำและลอกเลียนแบบ เช่น มีความตั้งใจและจริงจังต่อการงาน มีความอดทนอดกลั้น มีความยุติธรรม มีความเมตตาปรานีและรู้จักโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น บิดามารดาต้องออกห่างจากสิ่งที่ไร้สาระ มารยาทที่ต่ำทรามและความเห็นแก่ตัว

บิดามารดาต้องดูแลรักษาความสะอาดด้านสุขภาพพลานามัยของบุตรตลอดเวลาเพื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง สติปัญญาที่เฉลียวฉลาดพร้อมที่จะทำการศึกษาหาความรู้ต่อไป และต้องจัดหาปัจจัยยังชีพที่พอเพียงแก่พวกเขา

เมื่อบุตรเข้าสู่วัยที่ต้องเรียนรู้อย่างเต็มที่ (โดยปกติจาก ๗ ขวบเป็นต้นไป) ผู้ปกครองต้องส่งบุตรเข้าโรงเรียนและฝากให้อยู่ในการดูแลของครูที่ดีมีคุณภาพ เพราะคำพูดและการสอนของครูนั้นมีอิทธิพลและมีผลต่อเด็กเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคำพูดที่ดี คำพูดเหล่านั้นก็จะฝังอยู่ในจิตใจของเด็กตลอดไปและเป็นบรรทัดฐานสำหรับเด็กที่จะจำไปปฏิบัติและขัดเกลากริยามารยาทของเขาในวันข้างหน้า เพราะวัยนี้คือวัยของการจดจำ ถ้าเขาจดจำสิ่งที่ดีและอยู่กับคนดี เขาก็ย่อมเป็นคนดี แต่ถ้าไม่เช่นนั้นเขาก็คือมารร้ายของสังคมในอนาคต จึงเป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องสอดส่องดูแลและเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด

เมื่อบุตรเข้าสู่วัยของการเป็นวัยรุ่นซึ่งต้องพบปะกับผู้คนมากขึ้นเป็น หน้าที่ของผู้ปกครองงที่จะต้องพาเขาไปสู่สังคมที่มีบรรยากาศของคุณธรรมความ ดี คอยให้คำแนะนำคำปรึกษาและปลูกฝังความคิดที่ดีแก่เขา สอนให้เขารู้จักการใช้เหตุผลและการจำแนกแยกแยะว่าสิ่งใดควรไม่ควร
เป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่บุตร ทั้งหลักความศรัทธา (อุศูลุดดีน) หลักการปฏิบัติ (ฟุรุอุดดีน) และสอนให้เขารู้จักการอ่านออัล-กุรอาน

สิทธิระหว่างพี่น้อง

อัล-กุรอานได้กำชับไว้มากมายเกี่ยวกับเรื่องของครอบครัวและการเป็นพี่น้องกัน อัล-กุรอานปฏิเสธการตัดความสัมพันธ์ฉันพี่น้องออกจากกันและกัน และถือว่าญาติชั้นใกล้ชิดที่สุดหลังจากบิดามารดา คือ พี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต้องมาก่อนและอยู่เหนือความสัมพันธ์อื่นใดทั้งสิ้น ถือเป็นหน้าที่ของพี่น้องที่ต้องเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันให้กระชับและแน่นแฟ้นอยู่ตลอดไป ต้องให้ความช่วยเหลือจุนเจือแก่กันและกันตามความสามารถ ผู้เป็นพี่ต้องรู้จักเสียสละคอยค้ำจุนส่งเสริมและเป็นห่วงเป็นใยน้อง ผู้เป็นน้องต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณและให้ความเคารพต่อที่ตลอดเวลา

การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่

การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่เสมือนเป็นการให้ความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้า”

หน้าที่ของเราต่อเพื่อนบ้าน

เพื่อนบ้าน หมายถึง คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันหรือยู่ในละแวกเดียวกัน มีบ้านพักอยู่ติดกันและไปมาหาสู่ถึงกันตลอดเวลาซึ่งเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง ฉะนั้น การแสดงไมตรีจิตและมารยาทที่ดีหรือไม่ดีต่อกัน ย่อมเกิดผลสะท้อนมากกว่าการกระทำของคนอื่น คนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันนั้น ในเวลากลางคืนต้องไม่ก่อเหตุวุ่นวายจนอึกทึกครึกโครมไปหมด และเป็นเหตุทำให้เพื่อนบ้านไม่ได้หลับนอนหรือพักผ่อนตามสิทธิ์ของเขา

เพื่อนบ้านต้องถามสารทุกข์สุกดิบ แสดงความเป็นห่วงใยต่อกันและกัน มิใช่ต่างคนต่างอยู่เหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกัน หรือคอยจ้องแต่จะให้ความห่วงใยต่อคนที่อยู่ห่างไกลกว่า ส่วนคนที่อยู่ใกล้ตัวกลับมีท่าทีเฉยเมยไม่แสดงความยินดีเมื่อเขาประสบโชคดี และไม่แสดงความเสียใจเมื่อเขาประสบโชคร้ายหรือสูญเสีย คนประเภทนี้วันหนึ่งเขาต้องถูกลงโทษแน่นอน เพราะไม่ใช่วิสัยของเพื่อนบ้านที่ดี

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “ญิบรออีลได้แนะนำฉันเกี่ยวกับเพื่อนบ้านถึงขนาดที่ฉันคิดว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) คงจะให้เพื่อนบ้านเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิรับมรดก”
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวอีกว่า “ใครก็ตามที่ยอมรับว่าวันกิยามะฮฺนั้นมีจริง เขาจะไม่กดขี่รังแกเพื่อนบ้านเด็ดขาด เมื่อเพื่อนบ้านเอ่ยขอความช่วยเหลือเขาก็จะให้การช่วยเหลือ เมื่อเพื่อนบ้านมีความสุขและทุกข์หมองเขาก็จะสุขและทุกข์ตามไปด้วย และแม้ว่าเพื่อนบ้านเป็นผู้ปฏิเสธเขาก็จะไม่กลั่นแกล้ง”

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวอีกว่า “ใครก็ตามที่กลั่นแกล้งเพื่อนบ้านเขาจะไม่ได้รับไออุ่นของสวรรค์ และใครที่ไม่ใส่ใจต่อสิทธิของเพื่อนบ้านเขาไม่ใช่พวกของเรา และใครที่อิ่มหนำสำราญส่วนเพื่อนบ้านต้องหิวโหยโดยไม่แบ่งปันอาหารให้ ถือว่าเขาไม่ได้เป็นมุสลิม”

หน้าที่ของเรากับผู้อยู่ใต้การดูแลและผู้ด้อยโอกาส

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสร้างสังคมขึ้นมานั้น ก็เพื่อขจัดปัญหาความต้องการของสมาชิกภายในสังคม ซึ่งหน้าที่สำคัญยิ่งของสังคมก็คือการให้ความช่วยเหลือดูแลแก่ผู้ด้อยโอกาส ไร้ซึ่งความสามารถ โดยที่ไม่อาจตอบสนองความต้องการให้กับตนเองได้

อิสลามกำชับตลอดเวลาว่า ผู้ที่มีความสามารถทางกำลังกายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกำลังทรัพย์ ภายในหนึ่งปีจะต้องแบ่งปันรายได้ของตนบางส่วนเพื่อจุนเจือสัคมช่วยเหลือคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสในรูปแบบของ “ซะกาต” หรือ “คุมส์” หรือ “การบริจาคทาน” แม้ว่าจะช่วยขจัดความต้องการของเขาไม่ด้ทั้งหมดก็ตาม แต่เป็น “มุลตะฮับ” ที่ได้ช่วยต่ออนาคตให้กับเขา อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า

“และเจ้าจะไม่บรรลุสู่คุณธรรม จนกว่าจะไดบริจาคบางสิ่งที่ตนรักออกไป” (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน : ๙๒)
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “คนที่ดีที่สุด คือคนที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นมากที่สุด”
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวอีกว่า “ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพนั้น คนที่มีเกียรติและมีตำแหน่งสูงสุด ณ อัลลอฮฺ คือคนที่ทำดีและหวังดีต่อผู้อื่นเสมอ”

หน้าที่ของเราต่อสังคม

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกคนในสังคมจะต้องช่วยเหลือกันทำงาน เป็นเสมือนกิจกรรมแห่งชีวิต ซึ่งผลของการเพียรพยายามก็คือผลประโยชน์ที่ได้รับร่วมกัน และนำเอาสิ่งนั้นมาเป็นปัจจัยยังชีพเพื่อขจัดความต้องการของแต่ละคน สังคมจึงเปรียบเสมือนคนร่างใหญ่คนหนึ่ง และสมาชิกแต่ละคนก็คืออวัยวะของร่างนั้น ที่มีหน้าที่ปฏิบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปแต่มีความสอดคล้องและ สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การงานของจะเป็นประโยชน์ต่อตัวและขณะเดียวกันก็จะให้ความสมบูรณ์กับอวัยวะ ส่วนอื่นด้วย ดังนั้น ถ้าอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไม่ทำงาน จะส่งผลกระทบไปถึงอวัยวะส่วนอื่นทันที เช่น มือและเท้าทำหน้าที่ของแต่ตาไม่ประสานงานด้วย ปากทำหน้าที่เคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อยแต่ไม่ยอมกลืนลงสู่กระเพาะ ซึ่งในที่สุดแล้วร่างกายนั้นจะอยู่ได้อย่างไร

หน้าที่ของบุคลากรในสังคมก็เช่นกัน ไม่แตกต่างอะไรไปจากหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย กล่าวคือ ขณะที่ทำประโยชน์ให้ตนเองก็ต้องเป็นประโยชน์กับสังคมด้วย ความเพียรพยายามของตนที่ได้ทุ่มเทลงไป ต้องไม่เป็นการกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตัวเอง ต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ส่วนรวม หมายถึง การได้รับผลประโยชน์ของตนจะต้องไม่กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของคนอื่นและของ สังคม ขณะที่ตนปกป้องสิทธิของคนอื่น สิทธิของตนก็จะต้องไม่สูญเสียไปในทางกลับกัน

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “มุสลิมเป็นพี่น้องกัน อยู่ในฐานะเรือนร่างเดียวกัน มีจิตใจและเป้าหมายเดียวกัน”
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวอีกว่า “มุสลิม คือบุคคลที่ให้ความปลอดภัยกับคนอื่นทั้งวาจาและการกระทำ”
และกล่าวอีกว่า “ใครก็ตามที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่ไม่สนใจต่อภาระกิจของมุสลิมคนอื่น เขาไม่ใช่มุสลิม”
ด้วยเหตุนี้ ในสงครามตะบูกจะเห็นได้ว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เคลื่อนทัพออกไปเพื่อทำสงครามกับพวกโรม ขณะที่มีมุสลิมจำนวน ๓ คน ไม่ยอมเข้าร่วมสงคราม เมื่อท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ยกทัพกลับ พวกเขาทั้งสามได้ออกมาต้อนรับและกล่าวสลามต่อท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) แสดงท่าทีไม่สนใจต่อเขาและมุสลิมคนอื่น ๆ ก็ทำเช่นนั้นด้วย และเมื่อพวกเขาเสียใจมากและออกไปนอกเมืองยังภูเขาแถบนั้น เพื่อทำการขอลุแก่โทษ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อการวิงวอนของพวกเขาได้รับการยอมรับ พวกเขาจึงกลับเข้าเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ความยุติธรรม

อัล-กุรอานและรายงานจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ได้กล่าวว่า “ ความยุติธรรมแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ยุติธรรมต่อตนเองและสังคม”

ความยุติธรรมต่อตนเอง
หมายถึง การที่มนุษย์ไม่ทำบาป เช่น ได้หลีกเลี่ยงการโกหก การนินทาว่าร้ายและการทำบาปใหญ่ ๆ ตลอดจนความผิดบาปอื่น ๆ ดังนั้นใครก็ตามที่มีคุณสมบัติดังกล่าว จะถือว่าเป็นผู้มีความยุติธรรม และถ้าหากพิจารณาตามหลักการของอิสลามแล้ว คนที่มีความยุติธรรมสามารถเป็นผู้พิพากษา เป็นผู้ปกครอง เป็นผู้นำ เป็นมุจญตะฮีด (ผู้วินิจฉัยศาสนา) และมีอาชีพอื่น ๆ ทางสังคมได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวนั้นไม่อาจเป็นอะไรได้ทั้งสิ้น

ความยุติธรรมต่องคม
หมายถึง การที่มนุษย์ได้เคารพในสิทธิของผู้อื่นและของสังคมโดยเสมอภาคกัน และ ณ กฎหมายของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีการเอาเปรียบและล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น และในแง่ของการนำเอากฎหมายมาปฏิบัติ ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังหรือเบี่ยงเบนไปจากความยุติธรรม อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า

“แท้จริง อัลลอฮฺทรงบัญชาให้มีความยุติธรรม” (ซูเราะฮฺ อัน-นะหลิ : ๙๐)
ยังมิโองการและริวายะฮอีกจำนวนมากมาย ได้มีบัญชาให้มนุษย์มีความยุติธรรม ขณะเดียวกัน พระองค์ได้ทรงสาปแช่งผู้กดขี่และไร้ความยุติธรรม

วิชาจริยธรรมได้ให้ความหมายคำว่า “ยุติธรรม” หมายถึง การปฏิบัติตัวอยู่ในสายกลางอันเป็นคุณสมบัติและความเคยชินของจิตใจ ซึ่งผู้ใดก็ตามที่มีคุณสมบัติดังกล่าว เขาจะให้ความยุติธรรมกับตนเองและสังคมเสมอ

การพูดความจริง

คำพูด คือ สื่อในการสร้างความสัมพันธ์และการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกันมาช้านาน หรืออาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่มนุษย์คนแรกของโลกจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้น การพูดความจริงจึงถือว่าเป็นการปกป้องแก่นแท้ของความสัจจริงทั้งหลาย และถือว่าเป็นกฎเงื่อนไขที่จำเป็นของสังคม ความสมบูรณ์ของสังคมขึ้นอยู่กับการพูดความจริง ดังนั้น การพูดความจริงจึงมีคุณประโยชน์นานัปการ อาทิเช่น

การพูความจริง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กันและกัน และทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากคำพูดของตน
การพูดความจริง เป็นเหตุทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และไม่ต้องเดือดร้อนเพราะการพูดปด
คนที่พูดจริงเท่านั้นที่ซื่อสัตย์และไม่บิดพลิ้วต่อสัญญา เพราะคนที่มีความสัจจริงจะแสดงออกทั้งการกระทำและคำพูด
การพูดความจริง เป็นสื่อช่วยป้องกันและขจัดปัญหาความขัดแย้งให้หมดไป เพราะส่วนมาของความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสอง ฝ่ายปฏิเสธความจริง
ข้อบกพร่องและความเสื่อมเสียที่ร้ายแรงทีสุดที่ามีต่อจริยธรรมและการ กระทำที่ผิดกฎหมาย ได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนส่วนมากมักจะเป็นผู้พูดปดทั้งสิ้น

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “มุสลิมที่แท้จริง คือ คนที่พูดความจริงแม้ว่าจะขมขื่น และความจริงจะสร้างความเสียหายให้กับตนส่วน การพูดปดจะยังผลประโยชน์เอาไว้ก็ตาม ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้จิตใจเป็นสุข”

อันตรายของการพูดปดมดเท็จ

เมื่อเข้าใจว่าการพูดความจริงคืออะไร การพูดปดก็จะปรากฏชัดเจนขึ้นมาเอง ซึ่งถือว่าการพูดปดนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของสังคม ส่วนคนพูดปดคือฆาตรกรที่น่ากลัวที่มุ่งหวังแต่ทำลายล้างสังคม เพราะคำพูดปดถ้าจะเปรียบแล้วคือวัตถุดิบหรือสารเคมีประเภททำลาย ที่มักทำลายและสึกร่อนพลังแห่งการนึกคิดและสติปัญญาของสังคม อีกทั้งเป็นการปกปิดความจริงเอาไว้ ในอีกมุมหนึ่ง คำพูดปดนั้นไม่แตกต่างอะไรไปจากสุราที่เมื่อดื่มเข้าไปแล้วต้องเมาไม่ได้ สติ ไม่สามารถจำแนกได้ว่าสิ่งดีและไม่ดีคืออะไร

ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงถือว่าการพูดปดมดเท็จเป็นความผิดร้ายแรงประการหนึ่ง (บาปใหญ่) และถือว่าคนพูดปดเป็นคนที่ไม่มีศาสนาซึ่งพวกเขาต้องได้รับโทษอย่างสาหัสจากพระผู้เป็นเจ้าแน่นอน การพูดปดมดเท็จไม่ใช่เป็นการกระทำที่ชัดต่อชัรอีย(ศาสนบัญญัติ)เพียงอย่างเดียว หากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะพบว่าสิ่งดังกล่าวขัดกับสติปัญญาและเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจที่สุด เพราะเพียงแค่เวลาชั่วพริบตาเท่านั้น สามรถทำลายความเชื่อมั่นที่เป็นสายโยงใยของคนในสังคมให้ขาดสะบั้นลงได้ และผันแปรสภาพการมีชีวิตอยู่แบบสังคมให้กลายเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวและเห็นแก่ตัว แม้ว่าพวกเขาจะยังร่งมชีวิตกันอยู่ในสังคมก็ตาม

ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า “มีคนอยู่สามกลุ่มที่ถึงแม้ว่าเขาจะดำรงการนมาซและถือศีลอด แต่ก็ยังถือว่าเป็นพวกมุนาฟิกีน (พวกกลับกลอก) ได้แก่ คนพูดปดมดเท็จ คนที่บิดพริ้วสัญญา คนที่ไม่รักษาอะมานะฮ"
ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “คนที่ได้ลิ้มรสชาดที่แท้จริงของความศรัทธา คือคนที่ละเว้นการพูดปดแม้ว่าจะล้อเล่นก็ตาม”

การพูดนินทาและใส่ร้าย

การพูดถึงสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่นแม้ว่าจะเป็นความจริงก็ตาม ถือว่าเป็นการนินทา แต่ถ้าเป็นความเท็จถือว่าเป็นการใส่ร้าย
แน่นอน นอกจากบรรดาศาสดาทั้งหลายและอิมามผู้บริสุทธิ์แล้ว อัลลอฮฺ (ซบ.) มิได้ทรงสร้างใครให้เป็นผู้บริสุทธิ์อีกเลย และเนื่องจากความบกพร่องที่มีอยู่ในตัวนั้นเอง ทำให้มนุษย์ไม่อาจรอดพ้นจากความผิดพลาดไปได้แต่อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด และถ้าหากม่านบังตาที่ปกปิดความบกพร่องของแต่ละคนได้ถูกดึงออกไป แต่ละคนก็จะได้เห็นความน่าขยะแขยงของกันและกันและจะแสดงความรังเกียจออกมา เมื่อเป็นเช่นนั้นสังคมจะดำรงอยู่ได้อย่างไร ความพินาศย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้เอง อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงห้ามการนินทาว่าร้าย และตรัสว่าเป็นฮะรอมที่ร้ายแรง หากจะพูดถึงสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น การปล่อยให้เขาสำนึกและปรับปรุงแก้ไขตัวเองจะดีกว่า เพื่อที่เขาจะได้พบกับชีวิตใหม่ที่มีความสว่างไสวทั้งภายนอกและภายใน พระองค์ตรัสว่า

“พวกเจ้าอย่ามุ่งจับผิดผู้อื่นและอย่านินทาซึ่งกันและกัน พวกเจ้าชอบหรือที่จะกินเนื้อจากซากศพของพี่น้องของเขา” (ซูเราะฮฺ อัล-หุญรอต : ๑๒)

ส่วนใส่ร้ายผู้อื่นนั้น อิสลามถือว่ารุนแรงกว่าการนินทามากมายนัก เพราะทำให้ชีวิตของคน ๆ หนึ่งต้องตกอยู่ในสภาพที่ตายทั้งเป็น ซึ่งความน่ารังเกียจและความเลวร้ายของนั้นย่อมประจักษ์ชัด ณ ผู้พูดเสมอ

อัล-กุรอานกล่าวว่า
“ความจริงแล้ว ผู้ที่ทำการเสกสรรความเท็จขึ้นมานั้น คือพวกที่ไม่ศรัทธาในโองการของอัลลอฮฺ และพวกเหล่านั้นเป็นพวกมุสาทั้งสิ้น” (ซูเราะฮฺ อัน-นะหลิ : ๑๐๕)

การทำลายชื่อเสียงของคนอื่น

การทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศของผู้อื่น อิสลามถือว่าเป็นหนึ่งในบาปใหญ่ ซึ่งมีโทษทัณฑ์ที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่กรณี ในบางครั้งโทษนั้นอาจเป็นการลงโทษทั่ว ๆ ไป และในบางครั้งคือการฆ่าให้ตายตกไปตามกัน การทำลายเกียรติของผู้อื่นนอกจากจะก่อให้เกิดโทษมหันต์แล้ว ยังเป็นสาเหตุทำให้สายสัมพันธ์ฉันเครือญาติที่อิสลามได้เน้นไว้อย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องได้รับการกระทบกระเทือนและส่งผลถึงข้อบัญญัติ (อะหกามอิสลาม) บางเรื่อง อาทิเช่น มรดกและทายาทผู้รับต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย ความรักและความผูกพันธ์ทางครอบครัวซึ่งสถาบันครอบครัวนั้นอิสลามถือว่าเป็นแก่นและรากฐานที่แท้จริงของสังคมต้องพลอยด่างพร้อยและล่มสลายไปด้วย

การกระทำในทำนองนี้ อิสลามถือว่าเป็นวิธีการที่ต่ำทรามที่สุดและเป็นความผิดขั้นรุนแรง ซึ่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสัญญาไว้แล้วว่าพวกเหล่านี้ต้องถูกลงโทษอย่างสาหัสที่สุด และแม้ว่าจะเป็นความผิดเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ชื่อเสียงและ เกียรติยศของเขาสูญสิ้นไปจากสังคม
คนที่ได้ทำความผิดซึ่งเป็นบาปใหญ่นั้น เท่ากับได้ทำลายความยุติธรรมของตนเองและสูญเสียสิทธิต่าง ๆ ที่พึงจะได้รับจากสังคมไปอย่างสิ้นเชิง อิสลามถือว่าจนจำพวกนี้ไม่มีสิทธิประกอบอาชีพหลายอย่างภายใต้การปกครองของ อิสลามได้ พวกเขาไม่สามารถเสนอตัวเป็นผู้นำได้เลย ไม่อาจเป็นอิมามนำนมาซได้เด็ดขาด การเป็นพยานของเขาไม่ถูกยอมรับจนกว่าเขาจะทำการขออภัยโทษ กลับตัวกลับใจ สร้างความศรัทธาและขัดเกาจิตใจให้กลับกลายเป็นผู้มีความยุติธรรมอีกครั้ง

การติดสินบน

ทรัพย์สินหรือของกำนัลอื่น ๆ หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่บุคคลเพื่อเบี่ยงเบนหรือจูงใจให้ผู้นั้นกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ก็ตาม เรียกว่า “สินบน”
อิสลามถือว่าการให้และรับสินบนเป็นบาปใหญ่ และเป็นการทำลายความมั่นคงของสังคมศาสนาและความยุติธรรมของตนเอง ซึ่งต้องถูกลงโทษทัณฑ์อย่างรุนแรงทั้งโลกนี้และโลกหน้า อัล-กุรอานและวัจนะของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “ผู้ให้ ผู้รับและผู้เป็นสื่อในการติดสินบน ล้วนต้องประสบคำสาปแช่งทั้งสิ้น”

ท่านอิมาม ญะอฟัร อัศ-ศอดิก (อ.) กล่าวว่า “การรับสินบนในการพิจารณาคดีความร้ายแรงเท่ากับการปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า”
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โทษทัณฑ์ที่กล่าวมาเป็นของพวกที่รับสินบนเพื่อทำตามความถูกต้องหรือเพื่อคาวมยุติธรรม ซึ่งถ้ารับสินบนเพื่อทำผิดกฎหมายหรือเพื่อการกดขี่แล้วละก็ โทษของรุนแรงและหนักยิ่งกว่านี้หลายเท่านัก

การลักขโมย

ขโมย เป็นอีกพวกหนึ่งที่บ่อนทำลายความมั่นคงของสังคม เป็นธรรมดาที่ในชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้พยายามทำงานและขวนขวายหาเงินทองด้วยหยาดเหงื่อของตนเอง และพร้อมที่จะปกป้องด้วยชีวิตเพื่อให้รอดจากน้ำมือของพวกขโมยและพวกฉ้อฉล ทั้งหลาย ก็เพื่อที่จะให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นปัจจัยในการดำเนินชีวิตและเป็นหลักประกันทางสังคม ซึ่งถ้าทรัพย์สินของเขาไม่มีความปลอดภัย ก็ย่อมเกิดความปั่นป่วนและวุ่นวายไปทั้งระบบ และไม่ยุติธรรมเลยสำหรับชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่ได้ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายตลอดอายุไขของตนเพื่อทำงานแลกเงิน แต่ต้องมาสูญสิ้นไปเพราะน้ำมือของพวกขโมยหรือพวกฉ้อฉล

อิสลามจึงวางโทษที่รุนแรงสำหรับขโมยไว้ว่า พวกเขาต้องถูกตัดนิ้วมือขวาสี่นิ้วด้วยกัน อัล-กุรอาน กล่าวว่า
“ขโมยทั้งหญิงและชาย มือขวาของเขาทั้งสองต้องถูกตัดเพื่อตอบแทนการกระทำที่ทั้งสองได้ก่อขึ้น และเป็นบทลงโทษให้หลาบจำจากอัลลอฮฺ” (ซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮ : ๓๘)

สังคมที่ดี
ผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคมนั้น ไม่อาจหลีกเลี่ยงการพบปะกันได้ ซึ่งการพบปะกันนั้นก็เพื่อรักษาสถานภาพของสังคมให้คงอยู่ เพื่อความก้าวหน้า การพัฒนาทางวัตถุและจิตใจ หรืออย่างน้อยสุดก็เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อการแก้ไขปัญหาในการ ดำเนินชีวิตให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ฉะนั้น การคบค้าสมาคมกับคนอื่นต้องเป็นไปเพื่อการสร้างสรรและกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรสหาย รักใคร่กลมเกลียวกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งความสัมพันธ์นั้นจะต้องดีขึ้นและจำนวนเพื่อนฝูงก็จะต้องเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ถ้าการคบเพื่อนเป็นไปอย่างเย็นชาและแล้งน้ำใจต่อกัน ก็จะเป็นเหตุนำไปสู่ความเห็นแก่ตัวและการมีจิตใจคับแคบ ซึ่งในที่สุดแล้วเขาก็จะถูกโดดเดี่ยวให้อยู่ตามลำพังแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งยังถูกสังคมรังเกียจ สภาพชีวิตเช่นนี้ไม่แตกต่างอะไรไปจากคนแปลกหน้า เป็นสภาพชีวิตที่ขมขื่นที่สุด เพราะเขาจะถูกยกเป็นตัวอย่างของคนไม่ดีตลอดไป