จริยธรรมอิสลาม
 

พลานามัยของจิตวิญญาณ

การขัดเกลาจริยธรรม
ธรรมชาติโดยทั่วๆ ไปของมนุษย์นั้นชอบคนที่มีมารยาทที่ดีงาม มีความประพฤติที่เรียบร้อย และมักจะเอาใจใส่ต่อความดีงามเหล่านั้นทั้งส่วนตัวและสังคม ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยพบเจอคนที่มีมารยาทที่ดีงามแต่ไม่มีผู้ให้ความเคารพหรือเกรงใจ

ความใส่ใจของมนุษย์ต่อมารยาทที่ดีงามนั้น ไม่ต้องการคำอธิบาย ทั้งนี้เพราะสิ่งดังกล่าวเป็นเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ ส่วนคำแนะนำของอิสลามเกี่ยวกับมารยาทนั้นเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นคำสอนที่สูงส่ง เพราะผู้ให้การอบรมและสอนสั่งมารยาทในอิสลามคือท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครสามารถค้นหาข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดของท่านได้ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเล็กเท่าผงธุลีก็ตาม อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า

"ขอสาบานกับดวงจิต (และพระเจ้า) ผู้ซึ่งได้สร้างขึ้นมาและหลังจากนั้น ทรงดลให้เขารู้ถึงความดีและความชั่วทั้งหลาย แน่นอนคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่ทำการขัดเขลาจิตใจ และคนที่ขาดทุนคือคนที่หมักหมม"

(ซูเราะฮฺ อัชชัมช : ๑๐)
ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้กล่าวอธิบายโองการข้างต้นว่า "แท้จริงอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสอย่างชัดเจนแก่มนุษย์ทั้งปวงว่า : การงานใดที่ดีพวกเจ้าจงปฏิบัติ ส่วนการงานที่ไม่ดีพวกเจ้าจงละเว้น"

การศึกษาหาความรู้

คุณสมบัติประการหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับของคนโดยทั่ว ๆ ไปคือ ความรู้และความประเสริฐของความรู้ที่มีอยู่เหนือความโง่เขลาทั้งหลาย ซึ่งแจ่มแจ้งยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ในตอนกลางวัน
ในวิชาปรัชญาได้กล่าวว่ามนุษย์กับสัตว์นั้นเหมือนกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงความแตกต่างของทั้งสองได้อย่างเด่นชัดที่สุดคือสติปัญญากับความรู้ สรรพสัตว์จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวอยู่คือความต้องการ อันเป็นความต้องการเหมือนกันทั้งหมด และอยู่บนพื้นฐานของความต้องการ ไม่มีความหวังในชีวิตที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่พระผู้เป็นเจ้า ไม่เข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังของสัตว์อื่น เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่มีการวิวัฒนาการในทุก ๆ ด้านด้วยพลังแห่งสติปัญญาของตน มีการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกฎแห่งธรรมชาติและสัจจะภาวะ ทำให้มนุษย์มีความรู้และได้รับสิ่งมีค่าใหม่ ๆ เสริมเข้ามาในการดำรงชีวิตของตน พร้อมกับนำเอาประสบการณ์ในอดีตมาเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอนาคตของตนเองและสังคม

อิสลามเป็นศาสนาเดียวที่ให้การสนับสนุนเรื่องการแสวงหาความรู้มากกว่าสำนักคิดอื่นใดทั้งหมด และมากกว่าทุก ๆ ระบอบทั้งเก่าและใหม่ อิสลามถือว่าการแสวงหาความรู้นั้นเป็นรากฐานอันสำคัญของสังคมที่มีอารยธรรมที่ดีงาม และเรียกสังคมที่มีการศึกษาว่าเป็นสังคมที่มีชีวิต ในทางกลับกัน เรียกสังคมที่ปราศจากการศึกษาและมีความล้าหลังว่าเป็นสังคมที่ตายแล้วและเป็นสังคมของอนารยชน ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้กำหนดว่า การแสวงหาความรู้เป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และเกี่ยวกับเรื่องการแสวงหาความรู้นี้ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอิมามท่านอื่น ๆ (อ.) ได้มีคำสั่งกำชับไว้อย่างมากมาย อาทิเช่น

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า "การแสวงหาความรู้เป็นวาญิบ (ข้อบังคับ) สำหรับมุสลิมทุกคน" ซึ่ง ความรู้ในความหมายของท่านศาสดาตามที่กล่าวมานั้น หมายถึงความรู้ของทุกแขนง มิได้เฉพาะเจาะจงเฉพาะศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง หรือเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น และในการแสวงหาความรู้นั้น ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวอีกว่า "การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน แน่แท้อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงรักผู้แสวงหาความรู้"

ท่านอิมามอะลี (อ.) ผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา กล่าวว่า "โอ้ประชาชน พึงรู้ไว้เถิดว่าวุฒิภาวะของศาสนานั้นตั้งอยู่บนการแสวงหาความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติ แท้จริงการแสวงหาความรู้เป็นข้อบังคับสำหรับท่านมากกว่าความพยายามในการแสวงหาเครื่องยังชีพ สำหรับเครื่องยังขีพของท่านได้รับการจัดสรรและค้ำประกันโดยองค์แห่งความยุติธรรม และจะส่งมอบมาให้แก่ท่านอย่างแน่นอน ความรู้ถูกเก็บรักษาไว้กับเจ้าของและท่านถูกบัญชาให้แสวงหาจากพวกเขา"

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวอีกว่า "หลายคนอ้างถึงความรู้ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าของกำนัลที่สมบูรณ์ที่สุดของพระเจ้าคือ ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความรู้"

"มีคนโง่จำนวนมากมายที่ทำให้ผู้รู้เกิดความกลัวอย่างมาก"

"ผู้รู้ย่อมเข้าใจในความเขลา เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยมีความเขลามาก่อน"

"ผู้มีความเขลาย่อมไม่เข้าใจในผู้รู้ เพราะเขามิได้เคยเรียนรู้ด้วยตนเอง"

"ผู้รู้ย่อมมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมวลชนที่โง่เขลา"

"ความรู้ให้ชีวิตแก่วิญญาณ"

"ความรู้ (ในพระเจ้า) เพียงเล็กน้อยย่อมทำลายความประพฤติ"

"ไม่มีสิ่งใดสามารถที่จักทำให้ชีวิตบริสุทธิ์ได้ เว้นแต่แสงสว่างที่แท้จริง"

"การให้ความเคารพต่อผู้รู้ คือการเคารพพระผู้เป็นเจ้า"

"ความรู้ย่อมก่อกำเนิดความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า"

"การฝึกฝนตนในการปฏิบัติ ทำให้ความรู้เกิดความสมบูรณ์"

ท่านอิมาม ญะอฟัร อัศศอดิก (อ.) ได้กล่าวถึงเรื่องการแสวงหาความรู้ไว้ว่า
"เป็นหน้าที่ของท่านต่อการเข้าใจเป็นอย่างดีในศาสนาของอัลลอฮฺ (ซบ.) ดังนั้น จงอย่าเป็นเยี่ยงบุคคลที่ระหกระเหินกลางทะเลทราย ในวันแห่งการตัดสินอัลลอฮฺ (ซบ.) จะไม่เหลียวแลพวกเขาผู้ซึ่งมิได้ทำความเข้าใจต่อศาสนาของพระองค์ และจะไม่ทรงเพิ่มน้ำหนักใด ๆ เลยต่อการกระทำ"

"บรรดานักปราชญ์คือทายาทของบรรดาศาสดา สำหรับท่านศาสดามิได้ทิ้งไว้ซึ่งความมั่งมีทางทรัพย์สมบัติ แต่ทว่าท่านได้ละทิ้งไว้ซึ่งจารีตประเพณี และผู้ใดก็ตามรับไว้เขาจะเป็นผู้มั่งมี แต่พึงระวังไว้ว่า ท่านได้รับจากใคร แท้จริงในทุก ๆ ยุคสมัยย่อมมีผู้ยุติธรรมคนหนึ่งจากพวกเรา ครอบครัวของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จะเป็นผู้คุ้มครองศาสนาให้พ้นจากความบิดเบือนที่บ้าคลั่ง นักโกหกที่ชอบขโมยความคิดของผู้อื่น และนักตีความไร้สาระ"

"บุคคลที่แสวงหาความรู้แล้วนำไปปฏิบัติและสั่งสอนคนอื่น ๆ เพื่อพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะยกเขาขึ้นสู่สถานภาพที่ศักดิ์สิทธิ์และกล่าวว่า : เจ้าเรียนเพื่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติเพื่ออัลลอฮฺและอบรมสั่งสอนผู้อื่นเพื่อพระองค์"

“ผู้รู้คือผู้ปฏิบัติเพื่อส่งเสริมคำพูดของเขา"

"การสนทนากับนักปราชญ์บนกองขยะ ย่อมดีกว่าการสนทนากับคนเขลาบนพรมชั้นดี"

"จงระวังสองสิ่งที่ทำลายมนุษย์ การใช้ทัศนะทางคดีความในเรื่องที่เป็นความนึกเอาเดาว่า และผูกติดอยู่กับบางสิ่งด้วยกับความเชื่อ (ในศาสนา) โดยปราศจากความรู้"

"ความตายของบุคคลผู้ไร้ศรัทธา มิได้ทำให้ชัยฏอนยินดีเหมือนกับนักปราชญ์คนหนึ่ง"

ฉะนั้น การแสวงหาความรู้จึงเป็นสุดยอดของการขวนขวายและพากเพียรทั้งหลาย อิสลามถือว่าเป็นภาระของทุกคน โดยไม่ได้กำหนดว่าเป็นหญิงหรือชาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการแสวงหาความรู้ก็คือ มาตรการของสังคมนั่นเอง

ขณะเดียวกัน อิสลามไม่ได้กำหนดเวลาสิ้นสุดของการแสวงหาความรู้เอาไว้ ดังคำกล่าวของท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ที่ว่า "จงศึกษาตั้งแต่ในเปลนอนจนถึงหลุมฝังศพ"

ทุก ๆ ข้อบังคับในศาสนานั้น จะมีเวลาที่เฉพาะของ ซึ่งผู้ที่จะปฏิบัติมีเงื่อนไขอยู่ว่า ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ ถ้ามิเช่นนั้นก็ถือว่าไม่เป็นข้อบังคับใด ๆ สำหรับเขา และในบางครั้งกฎและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นวาญิบก็ถูกยกเว้นสำหรับเด็ก คนชราและผู้ที่ไร้ความสามารถ แต่เรื่องการแสวงหาความรู้นั้นไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งให้เริ่มการศึกษาตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์ของมารดาเป็นต้นไปจนถึงวันตาย กล่าวคือ การศึกษาความรู้เป็นข้อบังคับตลอดอายุไขของตน และทุก ๆ วันต้องมีความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นมา ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ยังได้กำชับอีกว่า "จงแสวงหาความรู้ไม่ว่าจะอยู่ไกลถึงเมืองจีนก็ตาม"

อิสลามได้แนะนำให้ทำการเรียนรู้ถึงความเร้นลับของการสร้างท้องฟ้าแผ่นดิน ธรรมชาติของมนุษย์ ประวัติศาสตร์ของบรรพชนในอดีต (ปรัชญา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา) และทำการครุ่นคิดถึงให้มาก ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้และจดจำจริยธรรมและกฎมายของอิสลาม ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ถึงวิธีการหาปัจจัยเพื่อการดำรงชีพ จะเห็นได้ว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ให้ความสำคัญต่อการศึกษาหาความรู้อย่างมากซึ่งในครั้งหนึ่งในสงครามบะดัร บรรดาทหารมุสลิมได้จับพวกปฏิเสธ (ทหารฝ่ายตรงข้าม) เป็นเชลย ต่อมาท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้มีคำสั่งว่า ถ้าพวกศัตรูได้นำเงินมาไถ่ตัวเชลยก็จงรับและปล่อยตัวเขาไป ยกเว้นเชลยที่อ่านออกเขียนได้ ไม่ต้องเสียค่าไถ่ตัว แต่มีเงื่อนไขว่าเชลยหนึ่งคนต้องสอนหนังสือให้กับมุสลิม ๑๐ คน

ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบของชั้นเรียนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ได้เกิดขึ้นโดยคำสั่งของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมุสลิม ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์โลก แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ถือเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในโลกที่มีการไถ่ตัวเชลยสงครามด้วยการเรียน การสอน ซึ่งก่อนหน้าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และหลังจากนั้นไม่ได้มีการทำเช่นนั้นอีกเลย สิ่งนี้ถือว่าเป็นเกียรติยศและความน่าภาคภูมิใจของโลกอิสลาม

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เดินทางไปเองพร้อมกับผู้รู้หนังสือและสั่งให้เขาทำการทดสอบเด็ก ๆ เพื่อจะได้จัดชั้นเรียนได้อย่างเหมาะสม และเด็กคนใดที่ท่านพบว่ามีความฉลาดไหวพริบดี จะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากท่าน

นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งบันทึกไว้ว่า มีสตรีคนหนึ่งนามว่า "อัช-ชะฟาอ" ซึ่งได้ทำการเรียนรู้หนังสือตั้งแต่ยุคญาอลิยะฮ (ยุคสมัยก่อนการมาของอิสลาม) และเธอเป็นผู้มาสอนหนังสือให้แก่ภรรยาของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ณ ที่บ้านของท่าน ซึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมอย่างเต็มที่

การให้ความสำคัญต่อการศึกษาในทัศนะอิสลาม

การเพียรพยายามเพื่อให้ไปถึงยังเป้าหมายต่างๆที่ตั้งใจไว้นั้นมีความสำคัญเทียบเท่ากับตัวเป้าหมายเอง การให้ความสำคัญกับการศึกษาก็เช่นเดียวกัน มนุษย์ถือว่าสูงส่งและเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล อิสลามซึ่งเป็นศาสนาที่วางอยู่บนธรรมชาติของมนุษย์ได้ถือว่าการศึกษามีค่าที่สุด ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า "ผู้ที่กำลังขวนขวายศึกษาเป็นผู้ที่อัลลอฮฺทรงโปรดปราน"

การทำสงครามศาสนาถือว่าเป็นหนึ่งในหลักการอิสลาม หากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และอิมาม (อ.) ได้ออกคำสั่งเมื่อใด จะถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนต้องออกไปทำสงคราม ยกเว้นบุคคลที่กำลังทำการศึกษาหาความรู้เท่านั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าอิสลามให้ความสำคัญต่อการศึกษาไว้อย่างมาก จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมที่ต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้เยาวชน ของตนได้รับการศึกษาสูง ๆ อัล-กุรอานกล่าวว่า

"บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายไม่ควรออกไปทำสงครามพร้อมกันทั้งหมด แต่ควรให้แต่ละกลุ่มส่งคณะของตนออกไปเพื่อทำการศึกษาข้อเท็จจริงของศาสนา และเมื่อพวกเขาได้กลับมายังกลุ่มพวกพ้องของตนจะได้สั่งสอนชี้แจงอิสลามแก่พวกของตน โดยหวังว่าพวกเขาจะได้สังวรตน" (ซูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮ : ๑๒๒)

ความสำคัญของครู

ครูถือว่าเป็นศูนย์รวมของความรู้ ที่ได้สั่งสมวิชาการและความรู้จากนูรรัศมีที่มีความประเสริฐ เพื่อทำการขจัดความโง่เขลาชนิดขุดรากถอนโคนให้สิ้นซากไปจากแผ่นดิน ครูเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการและแสงสว่างแก่ผู้ที่โง่เขลาให้เป็นผู้ที่ มีความรู้และเฉลียวฉลาด ครูเป็นผู้จุดประกายความรู้ให้สว่างขึ้นเพื่อเป็นประทีปส่องนำทางไปสู่ความสำเร็จ

จากความสำคัญนี้เอง อิสลามจึงได้กล่าวว่าเป็นวาญิบ (ข้อบังคับ) ที่ต้องให้ความเคารพและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ และถือว่าครูคือบุคคลที่บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในสังคม ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ใครก็ตามที่ได้สอนสั่งฉัน เท่ากับได้ทำให้ฉันกลายเป็นทาสของเขา"

คำพูดขอท่านอิมาม (อ.) ได้เพิ่มพูนความยิ่งใหญ่และทำให้มองเห็นคุณค่าที่สูงส่งของการเป็นครู ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวอีกว่า "ประชาชนแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม คือ หนึ่ง ผู้รู้นักปราชญ์ สอง คือ กลุ่มชนที่ได้ทำการศึกษาเพื่อช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นให้รอดปลอดภัย สาม คือ กลุ่มชนที่หลีกเลี่ยงความรู้ ซึ่งพวกเขาไม่ต่างอะไรไปจากแมลงที่บินว่อนตามทิศทางลม"

การให้เกียรติแก่ผู้รู้และนักปราชญ์

อัล-กุรอานได้กล่าวถึงตำแหน่งของผู้รู้และนักปราชญ์ผู้ทรงเกียรติไว้ดังนี้ว่า
"อัลลอฮฺทรงยกย่องบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่ของพวกเจ้า และ(ยกย่อง)บรรดาผู้ที่ได้รับความรู้ไว้ในหลายฐานันดรด้วยกัน (ซูเราะฮฺ อัล-มุญาดะละฮ : ๑๑)

ฐานันดรและเกียรติยศที่สูงส่งของผู้รู้และนักปราชญ์ ในทัศนะของผู้นำอิสลามซึ่งท่านเหล่านั้นได้กล่าวว่า : อัล-กุรอานกล่าวว่า
"บรรดาผู้รู้กับผู้ไม่รู้นั้นจะเท่าเทียมกันหรือ แท้จริงผู้ที่มีวิจารณญาณเท่านั้นที่จะสำนึก" (ซูเราะฮฺ อัช-ชุมัร :๑๐)

หมายถึงผู้รู้กับคนโง่เขลานั้น ไม่มีวันที่จะเท่าเทียมกันอย่างเด็ดขาดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รู้ที่ใช้ ประโยชน์จากความรู้ของตน ถือว่าโดยตัวตนแล้วดีกว่าอย่างสิ้นเชิง ประเด็นสำคัญที่ได้รับจากโองการนี้คือ ความรู้ในทัศนะของอัล-กุรอาน ไม่ได้หมายถึงความรู้เกี่ยวกับศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความรู้ของศาสตร์ทุกแขนงที่ทำให้มนุษย์เกิดความสว่างไสว และสามารถช่วยเหลือมนุษย์ในภาระกิจต่าง ๆ ทั้งโลกนี้และโลกหน้าได้

ตำแหน่งของผู้รู้และนักปราชญ์ สูงส่งกว่าตำแหน่งของผู้บำเพ็ญอิบาดะห์แต่เพียงอย่างเดียว ดังที่ท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร (อ.) กล่าวว่า "ผู้รู้ที่ใช้ประโยชน์จากความรู้ของตน ประเสริฐกว่าผู้บำเพ็ญอิบาดะห์ถึง ๗๐,๐๐๐ คน"

มาตรฐานของบรรดาอิมาม (อ.) ที่ใช้วัดบุคลิกภาพและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ คือความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า "ผู้ที่มีความรู้ที่สุดในหมู่ของประชาชน คือผู้ที่นำเอาประโยชน์จากความรู้ของผู้อื่นมาเสริมความรู้ของตน เพราะคุณค่าของความเป็นมนุษย์คือความรู้ ดังนั้นผู้ใดมีความรู้มากคุณค่าของเขาย่อมมากตามไปด้วย ในทางกลับกัน ใครก็ตามที่มีความรู้น้อย คุณค่าของเขาก็ลดน้อยตามไปด้วยเช่นกัน"

หน้าที่ของครูและศิษย์
อัล-กุรอานได้ยกย่องความรู้ว่าเป็นธาตุที่แท้จริงแห่งชีวิต เพราะถ้าไม่มีความรู้ มนุษย์กับสรรพสัตว์หรือก้อนหินก็จะมิได้มีความแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้นักเรียนจะต้องสำนึกตลอดเวลาว่า ผู้เป็นครูคือศูนย์กลางแห่งชีวิตของตน เพราะอนาคตที่แท้จริงได้เจริญงอกงามมาจากน้ำมือของผู้เป็นครู ครูจังเป็นเสมือนชีวิตที่สองของนักเรียนซึ่งพวกเขามีหน้าที่ในการให้ความ เคารพยกย่องเชิดชูเกียรติยศ และยอมรับคำแนะนำสั่งสอนของครู แม้ว่าในบางครั้งจะแฝงไว้ด้วยความร้ายกาจก็ตาม นักเรียนต้องไม่แสดงความแข็งกระด้างก้าวร้าว ดูถูกเหยียดหยามหรือทำลายคุณค่าของความเป็นครูทั้งต่อหน้าและลับหลัง หรือแม้ว่าครูจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่เป็นครูต้องสำนึกเหมือนกันว่า เขาคือผู้รับผิดชอบชะตากรรมและอนาคตของนักเรียน ตราบใดก็ตามที่ครูยังไม่สามารถสอนให้นักเรียนคนหนึ่งยืนอยู่บนเท้าทั้งสอง ข้างแห่งความเป็นมนุษย์ได้ เขาจะต้องไม่แสดงความเหน็ดเหนื่อยหรือท้อถอยเด็ดขาด แม้ว่าในบางครั้งนักเรียนจะยอมรับคำอบรมสั่งสอนของครูไม่ได้ก็ตาม ครูจะต้องไม่แสดงท่าทีของคนหมดกำลังใจ ถ้าหากมีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในการสั่งสอน ก็จงอย่างแสดงความดีใจอย่างออกหน้าออกตากับนักเรียนและผู้เป็นครูต้องระมัด ระวังตลอดเวลา อย่าให้คำพูดหรือกริยาท่าทางของตนเป็นเหตุทำให้นักเรียนต้องเสียใจ ท้อถอยหรือหมดกำลังใจในที่สุด

ผลงานชิ้นสำคัญสองประการในคำสอนอิสลาม

คุณค่าที่พบเห็นในสังคมต่างๆ ของมนุษย์นั้น ในความเป็นจริงแล้วยังปิดบังความจริงหนึ่งเอาไว้ ซึ่งถ้าความจริงนั้นถูกนำมาตีแผ่ต่อหน้าสาธารณชน แน่นอนจะสร้างความปั่นป่วนและความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่หน้าที่การงานและ การปกครองของเหล่าทรราชย์ทั้งหลายบนแผ่นดิน พวกเขาจึงผิดบังความจริงต่อสังคมเอาไว้ ด้วยเหตุผลที่ว่ากฎหมายและธรรมนูญที่ร่างขึ้นมานั้นลัวนแต่มาจากสมองของพวก เขา จึงซ่อนเงื่อนงำและหมกเม็ดเอาไว้มากมาย ซึ่งขัดต่อสติปัญญาและความถูกต้องทั้งส่วนตัวและส่วนรวมของสังคม พวกเขาวิตกอยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อใดที่ประชาชนได้พบเงื่อนงำที่แท้จริง กระแสแห่งการต่อต้านและเรียกร้องความถูกต้องจะหลั่งใหลและสาดซัดเข้ามายัง พวกเขา ผลประโยชน์มหาศาลของพวกเขาต้องได้รับความกระทบกระเทือน จึงเห็นได้ว่าโบสถ์และศูนย์กลางทางศาสนาของศาสนาอื่น ๆ ไม่อนุญาตให้ประชาชนคิดอะไรได้ตามเสรีภาพของตน การเปลี่ยนแปลงคำอธิบายของศาสนาและคัมีร์เป็นหน้าที่ของพวกเขาและตามที่พวก เขาต้องการ ประชาชนมีหน้าที่ปฏิบัติตามแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีคำถามว่า "ทำไมและเพื่ออะไร" ซึ่งต้องยอมรับสิ่งนั้นโดยปราศจากการค้นคว้าและวิเคราะห์วิจัย การทำเช่นนี้ได้สร้างความเสื่อมเสียอย่างมากแก่ศาสนานั้น ๆ

ศาสนาอิสลามมีความเชื่อมั่นต่อหลักการและคำสอนของตนว่า ไม่มีจุดใดที่ปกปิดและซ่อนเร้นอยู่ซึ่งต่างไปจากคำสอนของศาสดาอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

อิสลามเชื่อมั่นว่าไม่มีสัจธรรมข้อใดที่ยังปกปิดอยู่ ขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติตามอิสลามก็ไม่อนุญาให้ปิดบังความจริงเอาไว้ เพราะอิสลามเป็นศาสนาที่ถูกกำหนดมาบนพื้นฐานของกฎเกณฑ์และธรรมชาติของมนุษย์ โดยไม่มีความจริงข้อใดของอิสลามสามารถปฏิเสธได้

อิสลามสอนว่า การปิดบังความจริงถือว่าเป็นความผิดบาปอย่างร้ายแรง (บาปใหญ่) ซึ่งอัลลอฮฺ (ซบ.) พระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกร ได้ทำการสาปแช่งผู้ปิดบังความจริงเอาไว้ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

"แท้จริง บรรดาผู้ที่ปิดบังความชัดแจ้งและทางนำในสิ่งที่เราประทานลงมา หลังจากที่เราได้อธิบายแก่ประชาชนแล้วในคัมภีร์ อัลลอฮฺและผู้สาปแช่งคนอื่น ๆ ไดทำการแช่งพวกเขา" (ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮ : ๑๕๙)

อิสลามได้กำชับว่า ให้ใช้สติปัญญาคิดอย่างเสรีเกี่ยวกับความจริงและความรู้ และเมื่อเกิดความลังเลหรือไม่เข้าใจแม้เพียงจุดเล็กน้อย ให้หยุดก่อนและอย่าปล่อยผ่านไป จงทำการศึกษาจนกว่าจะเข้าใจด้วยกับสติปัญญาที่เป็นกลางที่ใฝ่อยากรู้ความ จริงนั้น อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงตรัสว่า
"และเจ้าจงอย่าทำตามในสิ่งที่เจ้าไม่รู้" (ซูเราะฮฺ บะนีอิสรออีล : ๓๖)

การหลีกเลี่ยงความคิดที่เสรีและเปิดเผยความจริง

การรับความจริงด้วยกับสติปัญญาและความคิดนั้น ถือเป็นมรดกล้ำค่าที่สุดที่กลั่นกรองออกมาจากมนุษย์และเป็นลักษณะพิเศษ ประการเดียวที่บ่งบอกว่ามนุษย์นั้นดีกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นเกียรติยศที่สูงส่งที่สุด ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่สติปัญญาของมนุษย์จะอนุญาตให้ปฏิบัติตามใครหรือ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยปล่อยวางความคิดและสติปัญญาของตน หรือปกปิดความจริงเอาไว้โดยปล่อยให้จิตใจใฝ่ต่ำนำพาตนให้หลงทาง และในที่สุดแล้ว ไดละทิ้งสติปัญญาที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้มา ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า ที่ใดก็ตามประชาชนไม่พร้อมที่จะทำความเข้าใจหรือไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่จะ พูดความจริง และเมื่อพูดความจริงแล้วอาจเกิดอันตรายกับทรัพย์สินหรือชีวิตของตนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดซึ่งสติปัญญาจะบอกกับเราเช่นนั้นเหมือนกัน ดังนั้น เพื่อเป็นการดำรงสัจธรรมความจริงและความศักดิ์สิทธิ์ของให้คงอยู่ และเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนให้รอดพ้นจากอันตราย จึงอนุญาตให้ทำการปกปิดความจริงได้

บรรดาอิมาม (อ.) ได้กำชับตลอดเวลาว่า ที่ใดก็ตามที่ประชาชนไม่พร้อมที่จะยอมับความจริง ก็จงอย่าได้เปิดเผย อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้อนุญาตให้ทำการปกปิดและอำพรางความจริงไว้เช่นกัน

"บรรดาผู้ศรัทธาต้องไม่เอาผู้ปฏิเสธมาเป็นมิตรสหายแทนผู้ศรัทธาด้วยกัน เอง และถ้าผู้ใดปฏิบัติเช่นนั้น ย่อมไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับอัลลอฮฺอีก ยกเว้นในกรณีที่อำพรางความจริงจากพวกเขา (เนื่องจากเกรงกลัวอันตรายจากพวกเขา) " (ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน : ๒๘)

"ผู้ใดปฏิเสธอัลลอฮฺหลังจากที่เขาได้ศรัทธาแล้ว (แน่นอนพวกเขาต้องได้รับโทษ) ยกเว้นบุคคลที่ถูกบังคับซึ่งจิตใจของเขายังศรัทธามั่นอยู่ แต่ถ้าบุคคลใดเปิดใจกว้างกับการปฏิเสธ ย่อมได้รับความโกรธกริ้วจากอัลลอฮฺและต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง" (ซูเราะฮฺ อัน-นะหลิ : ๑๐๖)

บทสรุป

อิสลามอนุญาตให้ปกปิดหรืออำพราง (ตะกียะฮ) ความจริงได้ในสามกรณี ซึ่งถือเป็นความจำเป็นด้วยซ้ำที่ต้องทำเช่นนั้น

กรณีที่ไม่มีความหวังเลยว่าความจริงจะได้รับการตอบรับ และถ้าเปิดเผยความจริงก็เกรงว่าจะเกิดอันตรายกับชีวิตและทรัพย์สินของตน
ในที่ซึ่งประชาชนไม่พร้อมที่จะยอมรับความจริง หรือสร้างความเข้าใจต่อ และถ้าเปิดเผยความจริงแล้วอาจทำให้ผู้คนหลงทางมากยิ่งขึ้น เป็นการดูถูกเหยียดหยามและทำลายความศักดิ์สิทธิของความสัจจริง

ในที่ซึ่งประชาชนที่มีความคิดอิสระ แต่ไม่มีความพร้อมหรือคิดไม่เป็น ซึ่งการเปิดเผยความจริงจะเป็นเหตุทำให้หลงทาง

การวินิจฉัยกับการปฏิบัติตาม

ความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์ที่ต้องได้รับการสนองตอบมีอยู่มากมายเหลือคณา เราจึงพบว่ามีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเรื่องต่างๆมากมายในสังคม

ขณะที่มนุษย์ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม เขาจะทำอยู่บนพื้นฐานของความคิดและความจำเป็นของแต่ละคน และในปัญหาที่เขาต้องแก้ไข เขาจำเป็นต้องมีข้อมูลเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ถ้าข้อมูลไม่เพียงพอก็ไม่อาจจะตัดสินใจได้ ดังนั้นในทุก ๆ ภารกิจที่มนุษย์ต้องทำ เขาต้องอยู่ในหนึ่งในสองสภาวะนั่นคือสภาวะผู้รู้หรือสภาวะผู้ไม่รู้ที่ต้องถามไถ่จากผู้รู้ แล้วจึงนำเอาคำตอบมาเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ ซึ่งสัญชาติญาณของมนุษย์ก็ยืนยันถึงประเด็นดังกล่าว

สรุปได้ว่า ในชีวิตของเราจะโดยบังเอิญหรือตั้งใจก็ตาม เราได้ทำการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้อื่นมาโดยตลอด ดังนั้น การที่มีผู้พูดว่าชีวิตของฉันจะไม่ขอปฏิบัติตามใคร แสดงว่าเขาอาจจะไม่เข้าใจ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะความคิดอ่านของเขาบกพร่องอย่างรุนแรง

อิสลามซึ่งเป็นศาสนาที่มีกฎเกณฑ์วางอยู่บนธรรมชาติของมนุษย์นั้นได้ยึดถือกฎของการปฏิบัติตามเช่นกัน โดยอิสลามกำชับต่อผู้ปฏิบัติตามเสมอว่า จงเรียนรู้อะหกามและความรู้ต่าง ๆ ของอิสลามอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งต้นกำเนิดของความมรู้นั้นอยู่ที่อัล-กุรอาน ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และอธิบายความรู้ของศาสนาจากอัล-กุรอานและซุนนะฮของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่หน้าที่ของทุก ๆ คนและใช่ว่าทุกคนจะทำได้ แต่ทว่าเป็นหน้าที่ของคนบางกลุ่มและบางคนเท่านั้นที่ได้รับมอบหมายมา

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าพิจารณาตามความเป็นจริงของกฎเกณฑ์ จะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งไม่มีความสามารถในการค้นคว้าหาเหตุผลและวินิจแยะศาสนบัญญัติเองได้ จึงจำเป็นต้องขอคำปรึกษาจากผู้ที่มีความสามารถในการกระทำดังกล่าว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือเพื่อให้รู้ชัดเจนว่าหน้าของตนที่ต้องทำคืออะไร
นักปราชญ์ของอิสลามที่สามารถค้นคว้าหาเหตุผลและวินิจฉัยอะหกามของศาสนา ได้เรียกว่า “มุจตะฮิด” ส่วนการค้นคว้าของท่านเรียกว่า “การอิจติฮาด” ผู้ที่ย้อนกลับไปหามุจญตะฮิดเพื่อตรวจสอบหน้าที่ของตนนั้นเรียกว่า “มุก้อลลิด” ส่วนการย้อนไปหามุจตะฮิดนั้นเรียกว่า “การตักลีด”

ดังนั้น การตักลีดจึงหมายถึงการปฏิบัติตามมุจตะฮิดเฉพาะในเรื่องฟุรูอุดดีน (ศาสนบัญญัติ) การค้าขายและรวมไปถึงอะหการอื่น ๆ เท่านั้น โดยไม่รวมไปถึงเรื่องอุศูลุดดีน (หลักความศรัทธา) เพราะไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามใคร ซึ่งต้องเกิดจากพลังแห่งความเชื่อมั่นและไม่สงสัยของตนเอง มิใช่เกิดจากการกระทำและความเชื่อมั่นของคนอื่นและนำมาเป็นเหตุผลของตน

ฉะนั้น มุสลิมคนหนึ่งจึงไม่สามารถพูดได้ว่า การเป็นเอกภาพของอัลลอฮฺ (ซบ.) เพราะบิดาหรือปู่ย่าตายายหรือผู้รู้ได้พูดไว้เช่นนั้น หรือพูดว่า มะอาดเป็นความจริงเพราะมุสลิมส่วนมากมีความเชื่อดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นวาญิบสำหรับมุสลิมทุกคนที่ต้องค้นหาเหตุผลให้กับความเชื่อและความศรัทธาของตน แม้ว่าจะเป็นเหตุผลที่ง่าย ๆ ก็ตาม