๑๐๘. นมาซกับอาภรณ์

ริวายะฮฺกล่าวว่า บรรดาอิมาม (อ.) จะมีชุดเฉพาะเพื่อปฏิบัตินมาซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมาซอีดทั้งสอง และนมาซญุมุอะฮฺ ส่วนนมาซขอฝนได้รับการแนะนำว่าให้อิมามสวมใส่เสื้อผ้ากลับด้าน เพื่อแสดงความต่ำต้อยและเป็นการเพิ่มความนอบน้อม

นมาซเปรียบเสมือนการโบยบินของจิตใจสู่พระผู้เป็นเจ้า จึงต้องมีการเตรียมพร้อมในทุก ๆ ด้าน และแน่นอนถ้าปราศจากการเตรียมพร้อมดังกล่าว การโบยบินสู่พระเจ้าจะไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้น มารยาททั้งหมดของนมาซตลอดจนเงื่อนไขต่างๆที่อิสลามระบุไว้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของการนมาซได้เป็นอย่างดี

ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้มอบชุดนมาซที่ท่านสวมใส่ปฏิบัตินมาซถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ระกะอัต ให้กับ ดิอฺบิล นักกวีผู้ยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งได้หลบหนีราชวงศ์อับบาสนานถึง ๒๐ ปี และได้เป็นชะฮีดหลังจากนมาซศุบฮฺในขณะที่เขามีอายุถึง ๙๐ ปี ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ประชาชนชาวเมืองกุม (ประเทศอิหร่าน) ได้ขอซื้อชุดด้วยราคาที่แพงลิบลิ่วในสมัยนั้น แต่ดิอฺบิลไม่ยอมขาย

๑๐๙. นมาซกับการดุอาอฺ

นอกเหนือจากดุอาอฺที่อ่านในขณะทำกุนูตแล้ว เรายังอ่านซ้ำประโยคที่ว่า “ขอพระองค์โปรดนำทางเราสู่แนวทางที่เที่ยงธรรม” ซึ่งถือว่าเป็นการวอนขอในนิอฺมัตที่ยิ่งใหญ่และดีที่สุด กล่าวคือเป็นการขอทางนำที่ถูกต้อง ซึ่งก่อนและหลังนมาซเราก็ขอดุอาอฺเป็นประจำอยู่แล้ว สรุปก็คือ ใครก็ตามที่ปฏิบัตินมาซเสมอจะกลายเป็นผู้ดุอาไปโดยปริยาย

แน่นอนการดุอาอฺย่อมมีมารยาทเฉพาะตัว อาทิเช่น ควรมีน้ำนมาซ และเริ่มต้นด้วยการสรรเสริญอัลลอฮฺ (ซบ.) และพรรณาถึงนิอฺมัตต่างๆที่มีความสำคัญเช่น การรู้จักพระเจ้า (มะอฺริฟัต) อิสลาม สติปัญญา ความรู้ วิลายะฮฺ อัล-กุรอาน ฯลฯ จากนั้นให้ทำการขอบคุณพระองค์ แล้วกล่าวเศาะละวาต(ประสาทพร)แด่ศาสดาและวงศ์วานของท่าน จากนั้นให้รำลึกถึงความผิดบาปที่เราเคยกระทำ แล้วขออภัยโทษด้วยความเสียใจ หลังจากนั้นจึงเริ่มดุอา ซึ่งควรจะดุอาเผื่อแผ่ผู้อื่นด้วย บุคคลที่เราสมควรดุอาอฺให้ คือมุอฺมิน บิดามารดาและผู้ที่มีสิทธิเหนือเรา

นมาซก็เช่นกัน เพราะอุดมไปด้วยการสรรเสริญอัลลอฮฺ (ซบ.) การบรรยายถึงนิอฺมัตต่าง ๆ การวิงวอนขอทางนำที่เที่ยงธรรม และความเมตตาจากพระองค์ แสดงให้เห็นว่านมาซนั้นมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับดุอาอฺ

๑๑๐. นมาซ คือคำอธิบายอัล-กุรอาน

อัล-กุรอานซูเราะฮฺนิสาอฺ โองการที่ ๑๖๑ ได้ตรัสถึง รางวัลของนักปราชญ์ผู้รู้ มุอฺมินผู้ศรัทธา ผู้ดำรงนมาซ ผู้จ่ายซะกาต อันเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่พระองค์ตรัสถึงนามชื่อของกลุ่มต่าง ๆ นั้น จะสังเกตุเห็นว่า นามของผู้ปฏิบัตินมาซถูกกล่าวไว้อย่างพิเศษกว่ากลุ่มอื่น เช่น กล่าวว่า

- บรรดาผู้มีความชำนาญในความรู้
- บรรดาผู้มีความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
- บรรดาผู้ที่จ่ายซะกาต
- บรรดาผู้ที่ดำรงนมาซเป็นอาจิณ

ทั้งสี่ประโยคเฉพาะนมาซเท่านั้น พระองค์ตรัสไม่เหมือนกับสิ่งอื่น ซึ่งในความเป็นจริงพระองค์สามารถตรัสว่า มุกีมูน ก็ได้จะได้เหมือนกับ รอสิคูน หรือ มุอฺมินูน แต่พระองค์กับตรัสว่า มุกีมีน มันเป็นเพราะว่า พระองค์ให้ความพิเศษกับนมาซ

หรือในคำกล่าวของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ที่ว่า “อินนะ เศาะลาตี วะนุสุกี” คำว่า “นุสุก” นั้นหมายถึงว่า อิบาดะฮฺ ซึ่งครอบคลุมไปถึงนมาซด้วย แต่ในที่นี้นามของนมาซกับถูกกล่าวแยกไว้ต่างหาก เพราะพระองค์ประสงค์ให้เห็นความโดดเด่นของนมาซนั่นเอง

อัล-กุรอานซูเราะฮฺอันบิยาอฺ โองการที่ ๗๓ กล่าวว่า “และเราได้วะฮีย์ มายังพวกเขาให้ปฏิบัติคุณงามความดี และดำรงนมาซ”

ขณะที่นมาซ คือส่วนหนึ่งของคุณงามความดี (ค็อยรอต) ซึ่งคำว่า ค็อยรอตนั้น ครอบคลุมนมาซอยู่แล้ว แต่พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) กับตรัสนามของนมาซไว้ต่างหากข้าง ๆ คำว่า ค็อยรอต สิ่งเหล่านี้แสดงให้ว่า กุรอานให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อนมาซอย่างเป็น

๑๑๑. นมาซด้วยความนอบน้อม เป็นเงื่อนไขแรกของอีมาน

อัลกุรอานกล่าวว่า

“แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาย่อมประสบชัยชนะ ผู้ซึ่งมีความนอบน้อมในนมาซของพวกเขา” (قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُونَ *الَّذِينَ هُمْ فِي صَلاتِهِمْ خَاشِعُونَ (ซูเราะฮฺอัล-มุอฺมินูน: ๑-๒)

ในแนวทางของบรรดาศาสดาทั้งหลาย เมื่อกล่าวถึงการประสบชัยชนะหมายถึง ชัยชนะด้านจิตวิญญาณ ส่วนแนวทางของพวก ฏอฆูต(ผู้อธรรม) ชัยชนะสุดยอดของพวกเขาคือการใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่น ดังที่ฟิรอูนประกาศก้องว่า "วันนี้ ผู้มีอำนาจเหนือผู้อื่นคือผู้มีชัย" ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ใครที่ประกอบคุณงามความดี รับใช้สังคมและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่หากเขาไม่ใส่ใจต่อนมาซ ถือว่าเขามิใช่ผู้ได้รับชัยชนะ

๑๑๒. นมาซกับความรื่นรมย์

อัล-กุรอานได้แนะนำบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) แก่สังคมว่า “เมื่อพวกเขาปฏิบัตินมาซ พวกเขาจะปฏิบัติด้วยความเกียจคร้าน”
ซูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ โองการที่ ๕๔ ได้กล่าวตำหนิบรรดาผู้ที่บริจาคทานด้วยความจำใจไว้อย่างรุนแรงว่า “และพวกเขาจะไม่บริจาค นอกจากพวกเขาจะบริจาคด้วยกับความชิงชัง”

เหตุผลที่พวกเขาเป็นเช่นนี้เพราะว่า เป้าหมายของการบริจาคและการอิบาดะฮฺคือการยกระดับจิตวิญญาณให้สูงส่ง ซึ่งมันจะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีจิตใจผูกพันและมีความรักที่จะปฏิบัติ มิใช่กระทำด้วยความจำใจที่แฝงเร้นไว้ด้วยกับความชิงชัง

๑๑๓. ตำแหน่งของผู้ปฏิบัตินมาซ

อัล-กุรอานกล่าวถึงบางกลุ่มชนที่ปฏิบัตินมาซอย่างมีสมาธิ และมีความนอบน้อม เช่นกล่าวว่า “บรรดาผู้ซึ่งปฏิบัตินมาซของเขาด้วยความนอบน้อม” ซึ่งความนอบน้อมนั้นเป็นมารยาททั้งกาย วาจา และใจ

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เห็นคน ๆ หนึ่งขณะปฏิบัตินมาซ ซึ่งมือของเขาลูบไล้หนวดเครา ท่านจึงกล่าวว่า “มาตรว่าจิตวิญญาณของเขามีสมาธิ และมีความนอบน้อม เขาจะไม่ทำเช่นนี้เด็ดขาด” (ตัฟซีร อัศศอฟีย์)

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ก่อนหน้านั้น “ขณะที่ปฏิบัตินมาซท่านจะจ้องมองท้องฟ้า” และหลังจากโองการถูกประทานลงมา ท่านได้จ้องมองพื้นดินตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (ตัฟซีรนิมูเนะฮฺ คัดลอกมาจาก ตัฟซีรมัจญมะอุ้ลบัยยาน)

อัล-กุรอานกล่าวว่า บางกลุ่มชนจะมีการระมัดระวังนมาซของพวกเขา โดยกล่าวว่า “พวกเขาปกป้องนมาซของพวกเขา” ชื่อโองการข้างต้นถูกกล่าว ๒ ครั้ง ในอัล-กุรอาน
ในซูเราะฮฺอัล-อันอาม โองการที่ ๙๒ กล่าวว่าผู้ที่ทำการปกป้องนมาซของตนเป็นสัญลักษณ์ของคนที่อีมานต่อวันฟื้นคืนชีพ “และบรรดาผู้ที่มีความศรัทธาต่อวันปรโลกหน้า ย่อมศรัทธาในอัล-กุรอานและรักษานมาซของพวกเขา” อัล-กรุอานกล่าวว่า บางกลุ่มชนได้ละทิ้งภารกิจการงานเพื่อนมาซ“กลุ่มบุรุษผู้ทำการค้า ซึ่งการค้าขายไม่อาจทำให้พวกเขาลืมการกล่าวระลึกถึงอัลลอฮฺ และการดำรงนมาซ”(رِجَالٌ لَا تُلْهِيهِمْ تِجَارَةٌ وَلَا بَيْعٌ عَنْ ذِكْرِ اللَّهِ (ซูเราะฮฺนูร : ๓๘)

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนหรือแม้แต่การขายปลีกชั่วครั้งชั่วคราว หาได้สามารถยับยั้งพวกเขาในการรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.)ไม่
บางกลุ่มชนรีบเร่งไปสู่นมาซอย่างมีความสุขรื่นเริง

อัล-กุรอากล่าวว่า“พวกเขาจะรีบเร่งมายังการระลึกถึงอัลลอฮฺ และละทิ้งการค้าขาย” (فَاسْعَوْا إِلَى ذِكْرِ اللَّهِ وَذَرُوا الْبَيْعَ (ซูเราะฮฺอัล-ญุมุอะฮฺ : ๙)

บางกลุ่มชนสวมใส่เสื้อที่ดีที่สุดไปสู่การนมาซ
อัล-กุรอานกล่าวว่า“จงสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดเพื่อไปมัสญิด” (خُذُوا زِينَتَكُمْ عِنْدَ كُلِّ مَسْجِدٍ (ซูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ : ๓๑)

การแต่งตัวให้สะอาดเรียบร้อยเมื่อไปมัสญิด ถือว่าเป็นการประดับประดาให้มัสญิดมีความสวยงาม เป็นการให้เกียรติแก่ผู้ปฏิบัตินมาซคนอื่น ประชาชนทั่ว ๆ ไป และแก่ผู้อุทิศทรัพย์สินเพื่อสร้างมัสญิด

ในตอนท้ายของโองการได้เตือนสัมทับว่า “พวกเจ้าจงอย่าฟุ่มเฟือย”
บางคนมีความรักที่ยั่งยืนต่อการนมาซ
อัล-กุรอานกล่าวว่า“และบรรดาผู้ซึ่งได้ดำรงนมาซของเขาอย่างเป็นอาจิณ” (الَّذِينَ هُمْ عَلَى صَلاتِهِمْ دَائِمُون (ซูเราะฮฺอัล-มะอาริจญ์ : ๒๓)

ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า
“จุดประสงค์ของคำว่า การดำรงนมาซเป็นอาจิณ หมายถึงนมาซมุสตะฮับต่าง ๆ”

แต่อัล-กุรอานซูเราะฮฺอัลมะอาริจญ์ โองการที่ ๓๔ กล่าวว่า “พวกเขาปกป้องรักษานมาซของพวกเขา” หมายถึง การปกป้องนมาซที่เป็นวาญิบที่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆอย่างครบถ้วน

บางคนจะตื่นก่อนรุ่งอรุณเพื่อปฏิบัตินมาซตะฮัจญุด
อัล-กุรอานกล่าวว่า“ดังนั้น เจ้าจงตื่นขึ้นเพื่อปฏิบัตินมาซ ตะฮัดยุด เถิดอันเป็นนมาซพิเศษสำหรับเจ้า” وَمِنْ اللَّيْلِ فَتَهَجَّدْ بِهِ نَافِلَةً لَكَ (ซูเราะฮฺอัลอัสรอ: ๗๙)

โองการข้างต้นได้ถูกประทานให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) โดยให้ท่านตื่นขึ้นมาในบางช่วงของกลางคืน เพื่ออัญเชิญอัล-กุรอาน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่พิเศษสำหรับท่าน นักตัฟซีรได้อธิบายว่า การอัญเชิญอัล-กุรอานคือ การปฏิบัติ เศาะละตุ้ลลัยนฺ นั่นเอง

บางคนปฏิบัตินมาซในยามค่ำคืนกระทั่งรุ่งสาง
อัลกุรอานกล่าวว่า“และบรรดาผู้ใช้เวลากลางคืน ทำการนมัสการต่อองค์พระผู้อภิบางของเขาด้วยการกราบ (สุญูด) และยืน” (يَبِيتُونَ لِرَبِّهِمْ سُجَّدًا وَقِيَامًا (ซูเราะฮฺอัล-ฟุรกอน : ๖๔)

บางคนได้ทำการสัจญะดะฮฺพร้อมกับร้องไห้
อัลกุรอานกล่าวว่า “เขาทำการกราบพร้อมกับร้องไห้” (خَرُّوا سُجَّدًا وَبُكِيًّا (ซูเราะฮฺมัรยัม: ๕๘)

๑๑๔. นมาซปรารภกับมนุษย์

อัล-กุรอานและริวายะฮฺได้กล่าวว่า การงานของมนุษย์ที่ได้ขวนขวายเอาไว้ในอาลัมบัรซัค และในวันกิยามัติมันจะเปลี่ยนเป็นรูปร่างปรากฏต่อหน้าของมนุษย์ ซึ่งเรียกว่าเป็นการ "ตะญัสซุม อมั้ล" การงานที่ดีก็จะปรากฏเป็นรูปร่างที่ดี ส่วนการงานที่ไม่ดีก็จะปรากฏเป็นรูปร่างที่น่ารังเกียจ

ความน่ารังเกียจและความสวยงาม ขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น ริวายะฮฺได้กล่าวว่า “นมาซที่ดี มะลาอิกะฮฺจะนำขึ้นไปด้วยใบหน้าที่สวยงาม และนมาซจะพูดว่า ขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านดุจดังเช่นที่ท่านได้ปกป้องเรา”

ขณะเดียวกัน นมาซที่ปฏิบัติโดยไม่สนใจต่ออะหฺกามของนมาซ มะลาอิกะฮฺจะนำขึ้นไปด้วยใบหน้าที่กริ้วโกรธ และนมาซก็จะพูดว่า
“ขออัลลอฮฺทรงทำลายท่าน ดุจดังเช่นที่ท่านได้ทำลายเรา” (อัสรอร นมาซ,ท่านอิมามโคมัยนี หน้า ๖-๘)




จบบริบูรณ์

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์

ทางเว็บไซต์อัลฮะซะนัยน์ได้ปรับเนื้อหาคำแปลบางส่วนเพื่อความเหมาะสมสำหรับการเผยแพร่