๘๖. นมาซ คือการปรับปรุงตนเองและสังคม

อัล-กุรอานกล่าวถึงการไม่ทำลายผลรางวัลของบรรดาผู้ศรัทธาไว้เคียงข้างกับการดำรงนมาซว่า “แน่นอนเราจะไม่ทำลายรางวัลของบรรดาผู้ปรับปรุงตนเอง” (إِنَّا لَا نُضِيعُ أَجْرَ الْمُصْلِحِينَ (ซูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ :๑๗๐)

ขณะที่การดำรงนมาซ คือหน้าที่ประการแรกของบรรดาผู้ปรับปรุงตนเอง ฉะนั้น ถ้าเขาปฏิบัตินมาซอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่บัญญัติเอาไว้ พร้อมทั้งมีสมาธิมั่นคงจะทำให้ทั้งตัวเขา และสังคมพัฒนาไปสู่ความสูงส่งโดยควบคู่กัน ซึ่งในความเป็นจริงผู้ปฏิบัตินมาซ คือผู้ปรับปรุแก้ไข เพราะการอิบาดะฮฺไม่อาจบังคับให้ไปทำได้ ต้องสมัครใจและมีสมาธิที่มั่นคงจึงจะถือว่า การอิบาดะฮฺนั้นเป็นการปรับปรุงสังคมอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัตินมาซทุกคน ที่ต้องช่วยกันปลดเปลื้องสังคมให้หลุดพ้นจากอบายมุขและความไม่ดีไม่งามทั้ง หลาย

๘๗. นมาซกับการเมือง

ริวายะฮฺจำนวนมากมายกล่าวว่า “มาตรว่าผู้ใดนมาซข้าง ๆ กะอฺบะฮฺ ณ นครมักกะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ตลอดอายุไขของเขา แต่ถ้าปฎิเสธผู้นำที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง ถือว่านมาซเหล่านั้นทั้งหมดบาฏิล (เสีย)”
ซึ่งปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคมมุสลิมในปัจจุบัน คือการมีผู้นำที่อ่อนแอ พวกเขาทำนมาซแต่ผู้นำของเขาเป็นคนขลาดกลัว ต้องอาศัยอำนาจใบบุญของคนอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ (ซบ.) เขาชอบแสดงและปากก็พร่ำเรียกเสมอว่า “เรามีความปรารถนาในหนทางที่เที่ยงธรรม” แต่การกระทำของ เขามันสวนทางกันกับความเป็นจริง

๘๘. นมาซกับการปรึกษาหารือ

อัล-กุรอานกล่าวถึงคุณสมบัติของมุอฺมิน (ผู้ศรัทธา) ดังนี้ว่า “พวก เขาทำการปรึกษาหารือและดำรงนมาซ”
จากโองการทำให้รู้ได้ว่า ทุก ๆ การปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหานั้นต้องเคียงข้างกับนมาซเสมอ ถ้าการปรึกษาหารือมีความสำคัญนมาซย่อมสำคัญกว่าเสมอ ถ้ายอมเสียงบประมาณเพื่อจัดการประชุม เพียงแค่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และปรึกษาหารือในเชิงปฏิบัติการเราก็ควรจัดตั้งองค์กร เพื่อบริหารมัสญิดให้มีความก้าวหน้าด้วยเช่นกัน เพราะตราบที่มัสญิดยังเต็มไปด้วยผู้ดำรงอิบาดะฮฺ ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่า สังคมของท่านยังปลอดภัยอยู่

๘๙.นมาซญะมาอะฮฺท่ามกลางศัตรูที่ถืออาวุธ

อัล-กุรอานซูเราะฮนิสาอฺ โองการที่ ๑๐๒ กล่าวว่า “(โอ้นบีเอ๋ย) เมื่อเจ้าอยู่ในกลุ่มของพวกเขา (ในสมรภูมิรบ) ดังนั้นเจ้าจงนมาซร่วมกับพวกเขา และให้พวกเขาถืออาวุธไว้ด้วย”
จากโองการอัล-กุรอานเข้าใจได้ดังนี้ ประการที่หนึ่ง พวกเขาต้องไม่ทำนมาซตามนบีคราวเดียวกันทั้งหมด ประการที่สอง ขณะปฏิบัตินมาซตามต้องถืออาวุธด้วย และเพื่อให้ทุกคนได้รับบะระกัตจากญะมาอะฮฺให้ปฏิบัติดังนี้ คือกลุ่มที่ถืออาวุธทั้งหมดปฏิบัติตามเฉพาะระกะอัตที่หนึ่ง ส่วนระกะอัตที่สองให้รีบทำเอง เมื่อเสร็จแล้วให้ถอยออกไป เพื่อให้อีกกลุ่มได้มีโอกาสเข้าร่วมญะมาอะฮฺบ้าง การทำเช่นนี้ได้ทั้งบะระกัตของนมาซญะมาอะฮฺ เตรียมพร้อมในการเผชิญหน้ากับศัตรู เป็นการให้ความเสมอภาคกันในหมู่มุสลิม มีการปฏิบัติอย่างรวดเร็วระหว่างกลุ่มที่หนึ่งกับกลุ่มที่สองในการสลับแถวญะ มาอะฮฺ และที่สำคัญทหารมุสลิมต้องมีวุฎู่อยู่ตลอดเวลา และต้องรู้อะหฺกามนมาซสงคราม

ข้อสังเกตอัล-กุรอานโองการเดียวกัน ที่ทั้งความสวยงามที่แฝงเร้นไว้ด้วยความสุขอิ่มเอิบ มีตารางอิบาดะฮฺที่แน่นอน มีการฝึกภาคสนาม การให้ความสำคัญต่อนมาซญะมาอะฮฺความรวดเร็วในการปฏิบัติ ความยุติธรรม การให้ความเสมอภาคในหมู่ทหาร การมีสมาธิต่ออัลลอฮฺและการไม่เผลอไผล จากศัตรู

๙๐.นมาซกับการแต่งกาย

อัล-กุรอานกล่าวว่า “ทรัพย์สินบุตรและธิดา คือสิ่งประดับชีวิตทางโลก” (الْمَالُ وَالْبَنُونَ زِينَةُ الْحَيَاةِ الدُّنْيَا (ซูเราะฮฺอัล-กะฮฺฟิ : ๔๖)
อัล-กุรอานกล่าวอีกว่า“เมื่อพวกเจ้าไปมัสญิดจงนำสิ่งประดับไปด้วย” (خُذُوا زِينَتَكُمْ عِنْدَ كُلِّ مَسْجِدٍ (ซูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ : ๓๐)

หมายความว่า ควรพาบรรดาบุตรหลานพร้อมทั้งสตางค์ร่วมไปมัสญิดด้วย เพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับมัสญิด และถ้าหากท่านพบคนยากจนจะได้ช่วยเหลือเขาได้
ขณะเดียวกัน คำว่าสิ่งประดับเพื่อมัสญิดอาจจะตีความว่าเป็น การสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด การประพรมน้ำหอม การมีสัมมาสมาธิ การเลือกอิมามที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิก็ได้

๙๑. นมาซ คือเงื่อนไขของการเป็นพี่น้องในอิสลาม

อัล-กุรอานซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ ภายหลังจากได้แนะนำบรรดาผู้ปฏิเสธบรรดาผู้ตั้งภาคี และแผนการที่ชั่วร้ายของพวกเขา ได้กล่าวถึงเรื่องราวของพวกเขาไว้ว่า

“ดังนั้น ถ้าพวกเขาทำการสารภาพผิด และดำรงนมาซพร้อมทั้งบริจาคซะกาต ถือว่าพวกเขาเป็นพี่น้องร่วมศาสนาเดียวกันกับท่าน” (فَإِنْ تَابُوا وَأَقَامُوا الصَّلاةَ وَآتَوْا الزَّكَاةَ فَإِخْوَانُكُمْ فِي الدِّينِ (ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ : ๑๑)

จากโองการจะพบว่า หนึ่งในเงื่อนไขของการเป็นพี่น้องกันในอิสลาม คือการดำรงนมาซ

๙๒. บรรดาผู้ปฏิเสธเกลียดชังนมาซ

อัล-กุรอานกล่าวว่า “และเมื่อพวกเจ้าเรียกร้องให้มาทำนมาซ พวกเขาก็จะเอาคำเรียกร้องนั้นมาเย้ยหยันและเป็นสิ่งล้อเล่น” (وَإِذَا نَادَيْتُمْ إِلَى الصَّلَاةِ اتَّخَذُوهَا هُزُوًا وَلَعِبًا (ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ : ๕๘)

ในยุคแรกของอิสลามจะมียะฮูดีและนัศรอนีบางกลุ่ม เมื่อใดที่พวกเขาได้ยินเสียงอะซานหรือเห็นบรรดามุสลิมปฏิบัตินมาซ พวกเขาจะทำการเย้ยหยันดูถูก และแสดงความรังเกียจอย่างออกหน้าออกตาจนกระทั้งอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีบัญชาลงมา ห้ามบรรดามุสลิมไม่ให้คบค้าสมาคมกับพวกเขา

๙๓. ไม่ควรเป็นมิตรกับผู้ที่เย้ยหยันนมาซ

ได้มีผู้ปฏิเสธสองคนนามว่า “ริฟาอะฮฺ” และ “สุวัยด์” เข้ารับอิสลาม ต่อมาภายหลังได้กลายเป็นพวกกลับกลอก (มุนาฟิกีน) ซึ่งในตอนนั้นยังมีมุสลิมบางคนไปมาหาสู่กับเขาทั้งสอง อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงประทานกุรอานลงมาเตือนว่า
“โอ้บรรดาศรัทธาชนเอ๋ย จงอย่าเอาบรรดาพวกที่นำเอาศาสนาของพวกเจ้า มาเป็นสิ่งเย้ยหยันมาเป็นสิ่งล้อเล่น จากกลุ่มที่ถูกประทานคัมภีร์มาก่อนหน้าเจ้า และกลุ่มผู้ปฏิเสธมาเป็นมิตร เพราะเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงเรียกร้องมาทำนมาซ พวกเขาจะเอาคำเรียกร้องนั้นมาเย้ยหยันและเป็นสิ่งล้อเล่น” (يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَتَّخِذُوا الَّذِينَ اتَّخَذُوا دِينَكُمْ هُزُوًا وَلَعِبًا مِنْ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ مِنْ قَبْلِكُمْ وَالْكُفَّارَ أَوْلِيَاءَ وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنْ كُنتُمْ مُؤْمِنِينَ* وَإِذَا نَادَيْتُمْ إِلَى الصَّلَاةِ اتَّخَذُوهَا هُزُوًا وَلَعِبًا(ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ : ๕๗-๕๘)

จากโองการจะสังเกตเห็นว่า การกระทำของพวกปฏิเสธสิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการนำเอาศาสนาไปเป็นสิ่งล้อเล่น หลังจากนั้นกุรอานได้กล่าวเพิ่มเติมว่าพวกเขานำเอาเสียงอะซานไปเย้ยหยัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เรารู้ว่าอะซานและนมาซคือแก่นแท้และภาพลักษณ์ของศาสนา

๙๔. ผู้ที่ละทิ้งนมาซไม่สมควรได้รับเกียรติและความเคารพ

อัล-กุรอานกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของเรา เพื่อพวกเขาจะได้ดำรงนมาซ ขอพระองค์โปรดบันดาลให้จิตใจของประชาชนมีความรักเอ็นดูต่อพวกเขาด้วยเถิด” (رَبَّنَا إِنِّي أَسْكَنتُ مِنْ ذُرِّيَّتِي بِوَادٍ غَيْرِ ذِي زَرْعٍ عِنْدَ بَيْتِكَ الْمُحَرَّمِ رَبَّنَا لِيُقِيمُوا الصَّلَاةَ فَاجْعَلْ أَفْئِدَةً مِنْ النَّاسِ تَهْوِي إِلَيْهِمْ (ซูเราะฮฺอิบรอฮีม : ๓๗)

ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ทนลำบากพาครอบครัวไปอยู่ในถิ่นที่กันดารที่สุด ปราศจากต้นไม้และน้ำมีแต่ทะเลทรายกับความแห้งแล้ง เพียงเพื่อต้องการให้ครอบครัวของท่านดำรงนมาซ และขอให้ได้รับความรักและผูกพันจากประชาชน

ดังนั้นจะเห็นว่า บรรดาผู้ที่มีใจรักต่อนมาซ แม้ว่าจะยากลำบากสักแค่ไหนและไม่คำนึงว่า จะอยู่ ณ ที่ใด พวกเขาก็จะดำรงนมาซเสมอ และพร้อมเผชิญกับอุปสรรคปัญหาเหล่านั้นอย่างกล้าหาญ อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงบันดาลให้ประชาชนมีความเอ็นดูพวกเขา แต่ถ้าเป็นผู้ละทิ้งนมาซ ต่อให้เป็นบุตรหลานของศาสดา เขาจะไม่ได้รับความเมตตา จากอัลลอฮฺ (ซบ.)และประชาชนเลยแม้แต่นิดเดียว

๙๕. ไม่มีอมั้ล (การงาน) ใด ๆ ในประวัติศาสตร์ที่จะได้รับเกียรติเหมือนนมาซ

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) บรรดาอะอิมมะฮฺผู้บริสุทธิ์ (อ.) บรรดาเศาะฮะบะฮฺ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายทั้งชายและหญิง ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อิสลามต่างได้ยืนยันเหมือนกับทั้งหมดว่า “นมาซคืออมั้ลที่ดีที่สุด” (หัยยะอะลาคอยริ้ลอะมั้ล) จนกระทั้งปัจจุบันทุกเช้าค่ำ เราก็ยังได้ยินผู้อะซานประกาศอยู่เสมอถึงความยิ่งใหญ่ และความประเสริฐที่สุดของนมาซ

๙๖. นมาซและการวางผังเมือง

การวางผังเมืองและการสร้างบ้านตามรูปแบบของอิสลาม สิ่งหนึ่งจะลืมไม่ได้ คือกิบละฮฺ
อัลกุรอานกล่าวว่า “เจ้าจงทำบ้านเรือนของเจ้าเป็นกิบละฮฺและจงดำรงนมาซ” (وَاجْعَلُوا بُيُوتَكُمْ قِبْلَةً وَأَقِيمُوا الصَّلَاةَ (ซูเราะฮฺยูนุส : ๘๗)

ซึ่งอัล-กุรอานได้กล่าวถึงท่านศาสดามูซา (อ.) และฮารูนว่า ท่านทั้งสองจงแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับชาวบนีอิสรออีล และจงสร้างบ้านเรือนให้กับประชาชาติของท่าน เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องเร่ร่อนให้ลำบาก เพราะการมีบ้านเรือนและมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งนั้นทำให้มีความรู้สึกว่าตนเองมีประเทศมีมาตุภูมิ และคิดที่จะปกป้องมาตุภูมิของตน ขณะเดียวกัน ผังเมืองของท่านควรวางในลักษณะที่ทำให้บ้านเรือนตรงกับกิบละฮฺ เพื่อจะได้ไม่ลำบากในการหาทิศนมาซ

คำว่า “กิบละฮฺ” ในที่นี้อาจตีความเป็นอย่างอื่นก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาจากคำว่า“จงดำรงนมาซ” ตามที่โองการระบุไว้ ให้ความหมายว่าเป็นทิศของการนมาซดีที่สุด

๙๗.พระผู้เป็นเจ้าทรงไม่ทอดทิ้งผู้นมาซ

เศรษฐีชาวกุเรชได้ยื่นข้อเสนอกับท่านศาสนา (ศ็อลฯ) ว่า “หากท่านขับพวกมุสลิมจน ๆ ที่เดินเท้าเปล่าเหล่านี้ออกไปไกลๆ พวกเราจะให้การสนับสนุนท่าน” อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงไปประทานโองการลงมาว่า “โอ้มุฮัมมัด เจ้าจงอดทนอยู่กับพวกบรรดาผู้ซึ่งวอนขอจากพระผู้อภิบาลของพวกเขาทั้งในยามเช้าและยามเย็นเถิด” (وَاصْبِرْ نَفْسَكَ مَعَ الَّذِينَ يَدْعُونَ رَبَّهُمْ بِالْغَدَاةِ وَالْعَشِيِّ (ซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิ : ๒๘)

ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้อธิบายว่า พวกที่วอนขอทั้งในยามเช้าและยามเย็นหมายถึง ผู้ที่ปฏิบัตินมาซ ดังนั้น จงอย่าเอาใจพวกคนรวยและพวกผู้ดีทั้งหลายโดยทิ้งผู้ศรัทธาที่ยากจน

๙๘. นมาซกับอัล-กุรอาน

การให้ความสำคัญต่อนมาซ ประหนึ่งเป็นการให้ชีวิตกับอัล-กุรอาน เพราะในแต่ละวันต้องปฏิบัตินมาซถึง ๑๗ ระกะอัต ต้องอ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺถึง ๑๐ ครั้ง และซูเราะฮฺนี้มี ๗ โองการ เท่ากับว่าในหนึ่งวันต้องอ่านอัล-กุรอาน ๗๐ โองการ (เฉพาะซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ) และหลังจากอ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺจบแล้ว ต้องอ่านอัล-กุรอานอีก ๑ ซูเราะฮฺ สมมติว่าเป็นซูเราะฮฺ อัตเตาฮีด ซึ่งมี ๕ โองการ เท่ากับได้อ่านอัล-กุรอานเพิ่มอีก ๕๐ โองการ ซึ่งรวมทั้งหมดในหนึ่งวันได้อ่านอัล-กุรอาน ๑๒๐ โองการ ถ้ามุสลิมทั้งหมดปฏิบัติได้เช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ กับอัล-กุรอานจะเพิ่มมากขึ้นเป็นอนันต์ แต่ในบางครั้งผู้ปฏิบัตินมาซก็มิได้อ่านซูเราะฮฺอัตเตาฮีดเสมอไป มีการอ่านซูเราะฮฺอื่นที่มีโองการมากกว่า นั่นหมายถึงว่า อัล-กุรอานได้ถูกอันเชิญเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้มีการท่องจำอัล-กุรอานเพิ่มขึ้นด้วย และนอกเหนือไปจากนี้ในบางครั้งอัล-กุรอานกับนมาซ จะถูกกล่าวไว้เคียงข้างกันเช่น กล่าวว่า “พวกเขาได้อันเชิญพระมหาคัมภีร์อัล-กรุอานและดำรงนมาซ” (تْلُونَ كِتَابَ اللَّهِ وَأَقَامُوا الصَّلاةَ (ซูเราะฮฺอัล-ฟาฏิร : ๒๙) บางโองการกล่าวว่า“พวกเขาได้ยึดมั่นในคัมภีร์และดำรงนมาซ”(يُمَسِّكُونَ بِالْكِتَابِ وَأَقَامُوا الصَّلاةَ (ซูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ : ๑๒๐) จะสังเกตเห็นว่า อัล-กุรอานกับนมาซจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ และเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ดังนั้น การละทิ้งนมาซในอีกความหนึ่งก็คือ เขาได้ ละทิ้งอัล-กุรอาน และจะไม่มีผู้ใดละทิ้งอัล-กุรอาน นอกเสียจากเขาผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) หรือเป็นผู้ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ (ซบ.) (มุชริก)
๙๙. แถวนมาซนั้นคล้ายคลึงกับแถวของมวลมะลาอิกะฮฺ

นามชื่อซูเราะฮฺหนึ่งของอัล-กุรอานคือ “ศอฟฟาต” ซึ่งโองการแรกของ ซูเราะฮฺนี้ อัลลอฮฺ (ซ.บ) ได้สาบานด้วยมวลมะลาอิกะฮฺที่อยู่ในแถว และยังมีโองการอื่น ๆ อีกที่พระองค์ได้ตรัสถึงแถวของมวลมะลาอิกะฮฺ และการเตรียมพร้อมในการภักดีต่อพระองค์ อีกนามหนึ่งของซูเราะฮฺคือ “ศ็อฟ” ซูเราะฮฺนี้พระองค์ได้ทำการสรรเสริญเหล่าทหารที่ยืนอยู่ในแถว เพื่อทำศึกสงครามปกป้องอิสลาม (ญิฮาด) และ คำทั้งสอง “ศ็อฟ” กับ “ศอฟฟาต” เป็นนามของอัล-กุรอาน แสดงให้เห็นว่า อัล-กุรอานนั้นให้ความสำคัญต่อความเป็นระเบียบวินัย และเมื่อมนุษย์ยืนอยู่ในแถวนมาซญะมาอัต ซึ่งแถวที่มีความยิ่งใหญ่ จึงกล่าวเปรียบเทียบว่าแถวนมาซนั้นมีความละม้ายคล้ายคลึง กับแถวของมวลมะลาอิกะฮฺ
๑๐๐. นมาซได้รับการกล่าวถึงในอัล-กุรอานหลายโองการ

ซูเราะฮฺที่ใหญ่ที่สุดในอัล-กุรอานคือ ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ ซึ่งซูเราะฮฺได้กล่าวถึงนมาซว่า “บรรดาผู้ยำเกรงคือ ผู้ดำรงนมาซ” ขณะเดียวกันซูเราะฮฺที่เล็กที่สุดคือ ซูเราะฮฺอัล-เกาษัร ซึ่งได้กล่าวถึงนมาซไว้เช่นกันว่า “เมื่อเราได้ประทานเกาษัรให้กับเจ้าแล้ว ดังนั้นเจ้าจงนมาซและเชือดพลี เพื่อพระผู้อภิบาลของเจ้า” เมื่อพิจารณาจะพบว่า ทั้งในซูเราะฮฺแรกที่ถูกประทาน และซูเราะฮฺสุดท้ายต่างกล่าวเน้นถึงนมาซ และเมื่อรวมทั้งหมดของอัล-กุรอาน จะพบว่านมาซได้รับการเอ่ยถึงมากเกินกว่า ๘๐ ครั้งด้วยกัน
๑๐๑. นมาซได้รับการกล่าวถึงเคียงข้างกับอิบาดะฮฺอื่น ๆ

บางครั้งนมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับการถือศีลอดว่า
“จงขอความช่วยเหลือด้วยนมาซและความอดทน” (وَاسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلاةِ (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ : ๔๕)

ตัฟซีรได้กล่าวอธิบายว่า จุดประสงค์ของความอดทนคือศีลอด นมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับซะกาตว่า
“พวกเขาดำรงนมาซและจ่ายซะกาต” (وَيُقِيمُونَ الصَّلَاةَ وَيُؤْتُونَ الزَّكَاةَ (ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ: ๗๑)

นมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับหัจญ์ว่า“เจ้าจงดำรงนมาซ ณ มะกอมอิบรอฮีม”(وَأَمْنًا وَاتَّخِذُوا مِنْ مَقَامِ إِبْرَاهِيمَ مُصَلًّى (บะกอเราะฮฺ : ๑๒๕)
นมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับการญิฮาด ดังเช่น นมาซของท่านอิมามฮุเซน (อ.) ในตอนบ่ายของวันอาชูรอ
นมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับการเชิญชวนไปสู่ความดี และห้ามปรามจากความชั่ว ดังคำสอนของท่านลุกมาน (อ.) ที่สอนบุตรของท่านว่า“โอ้ลูกรักเจ้าจงดำรงนมาซ และจงเชิญชวนไปสู่ความดี และจงห้ามปรามจากความชั่ว” (يَا بُنَيَّ أَقِمْ الصَّلاة وَأْمُرْ بِالْمَعْرُوفِ وَانْهَ عَنْ الْمُنكَرِ (ซูเราะฮฺลุกมาน: ๑๗)

นมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับความยุติธรรมว่า“จงประกาศเถิดว่า พระผู้อภิบาลของฉันได้มีบัญชาให้ฉันดำรงความยุติธรรม และจงตั้งสมาธิ ณ ทุกมัสยิด (ขณะปฏิบัติอิบาดะฮฺ) ต่อพระองค์” (أَمَرَ رَبِّي بِالْقِسْطِ وَأَقِيمُوا وُجُوهَكُمْ عِنْدَ كُلِّ مَسْجِدٍ (ซูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ : ๒๙)

นมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานว่า
“จงอัญเชิญคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และจงดำรงนมาซ” (الَّذِينَ يَتْلُونَ كِتَابَ اللَّهِ وَأَقَامُوا الصَّلاةَ (ซูเราะฮฺอัล-ฟาฏิร : ๒๙)

นมาซได้รับการเอ่ยถึงพร้อมกับการปรึกษาหารือว่า“พวกเขาดำรงนมาซและทำการปรึกษา หารือ กิจการงานของพวกเขาในหมู่พวกเขากันเอง” (وَأَقَامُوا الصَّلاةَ وَأَمْرُهُمْ شُورَى بَيْنَهُمْ (ซูเราะฮฺอัช-ชูรอ: ๓๘)

๑๐๒.นมาซกับความเมตตา

คำว่า การุณย์ (เราะฮฺมะฮฺ) ได้รับการเอ่ยถึงในนมาซไว้อย่างมากมาย ในรูปของคำว่า อัรเราะฮฺมาน (เมตตา) และ อัรเราะฮีม (ปรานี) เช่น
ใน บิสมิ้ลลา ฯ กล่าวว่า บิสมิ้ลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม ทั้งในซูเราะฮฺฟาติหะฮฺ และซูเราะฮฺหลังจากฟาติหะฮฺ ซึ่งหลังจาก อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาละ มีน กล่าวว่า อัรเราะหฺมานิรเราะฮีม ดังนั้น เมื่อคำนวนจะพบคำว่า อัรเราะหฺมาน และ อัรเราะฮีม ถูกกล่าวซ้ำหลายครั้งประมาณวันละ ๖๐ ครั้ง และการพร่ำกล่าวถึงความเมตตาวันละ ๖๐ ครั้งด้วยใจอันบริสุทธิย่อมกระตุ้นให้มนุษย์เกิดความโอบอ้อมอารีย์ ส่งผลให้การช่วยเหลือต่าง ๆ ความโปรดปราน การร่วมมือ การมุ่งหวังในสิ่งที่ดี การอภัย และการไม่เห็นแก่ตัว จะบังเกิดขึ้นในสังคมอย่างแน่นอน และเมื่อใดที่คนในสังคมมีความโอบอ้อมอารีย์กันและกัน สังคมนั้นก็จะมีความพร้อมที่จะได้รับสายฝนแห่งความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า

๑๐๓. นมาซกับการประณาม

ทุก ๆ นมาซจะมีการประณามกลุ่มชนที่ได้รับความโกรธกริ้วและหลงผิด ดังที่เราอ่านเสมอว่า “ขอพระองค์โปรดนำเราเข้าสู่หนทางที่เที่ยงตรง ซึ่งเป็นหนทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวก เขา มิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่ถูกกริ้วและบรรดาผู้ที่หลงผิด”

อัล-กุรอานกล่าวว่า กลุ่มชนที่ได้รับความกริ้วโกรธ คือบรรดาฟิรฺอาวน์ทั้งหลาย บรรดากอรูน อบูละฮับ บรรดาพวกกลับกลอก บรรดาอุละมาอฺที่ไม่ปฏิบัติตามความรู้ของตน บรรดายะฮูดีทั้งหลาย บรรดาผู้อวดอ้าง บรรดาผู้ถืออัตตาตัวตน และบรรดานักปราชญ์ผู้รู้ที่มีความลุ่มหลงต่อโลกดุนยา

ผู้คนกลุ่มนี้อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ใช้คำว่า กริ้วโกรธ และการสาปแช่งกับพวกเขา โดยพระองค์ถือว่าคนพวกนี้ได้หลงทางไปและหลงผิดออกไป แม้ว่าบนโลกพวกเขายังไม่ถูกลงโทษก็ตาม

๑๐๔. นมาซกับการตัสบีห์

ในการทำรุกูอฺและสุญูดต้องอ่าน “สุบหานั้ลลอฮฺ” ๓ ครั้ง หรืออ่านว่า “สุบหานะร็อบิยั้ลอะซีมิวะบิฮัมดิฮี” ๑ ครั้ง และอ่านว่า “สุบหานะร็อบบิยั้ลอะอฺลาวะบิฮัมดิฮี” ๑ ครั้ง ในสุญูดเพื่อเป็นการสรรเสริญอัลลอฮฺ (ซบ.)
เหตุผลที่ทำไมมนุษย์ต้องทำการสรรเสริญอัลลอฮฺ (ซบ.) อย่างน้อยที่สุด เพื่อมิให้มนุษย์น้อยหน้าหรืออับอายก่อสรรพสิ่งอื่น เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นดิน ก้อนกรวด ก้อนทราย ต้นไม้ และหมู่ดวงดาวบนฟากฟ้า ต่างทำการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺทั้งสิ้น แล้วไฉนมนุษย์ผู้มีสติปัญญาจึงไม่ทำการสรรเสริญพระองค์

อัล-กุรอานกล่าวว่า นกฮุดฮุด ได้มาหาท่านศาสดาสุไลมาน และได้แสดงความเสียใจต่อท่านศาสดาว่า ยังมีผู้คนเคารพดวงอาทิตย์ และมีผู้นำเป็นสตรี
การที่นกฮุดฮุด รู้จักเตาฮีด รู้จักชิริก(การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์)ว่าเป็นอย่างไรและรู้ว่าชิริกนั้นไม่ดี อีกทั้งสามารถจำแนกบุรุษและสตรีได้ และยิ่งไปกว่านั้นมันได้ทำการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะเป็นเหตุโน้มนำมนุษย์ไปสู่การ สรรเสริญต่อพระองค์ อัล-กุรอานมิได้กล่าวกับเราดอกหรือว่า บรรดามดงานได้บอกกับมดที่เหลือว่า “พวกเจ้าจงรีบกลับไปรังเสีย เพราะสุไลมานกับกองทัพของเขากำลังจะมาถึง ซึ่งพวกเขาจะเหยียบย่ำพวกท่านตายอย่างไม่รู้ตัว” มันหมายความว่าอะไร การที่มดดำตัวเล็ก ๆ รู้ จักนามของผู้คนว่าใครเป็นใคร และรู้จักการสรรเสริญโดยกล่าวว่า “สุบหานั้ลลอฮฺ”

๑๐๕. กุรอาน คือนามหนึ่งของนมาซ

อัลกกุรอานซูเราะฮฺอัล-อัสรอ โองการที่ ๗๘ ได้กล่าวถึงนมาซว่า
“เจ้าจงดำรงนมาซในยามตะวันคล้อยจนถึงตอนกลางคืน และกุรอานแห่งรุ่งอรุณ เพราะแท้จริงกุรอานแห่งรุ่งอรุณนั้นได้รับการยืนยันไว้”

จุดประสงค์ของ ลิดุลูกิชชัมส์ หมายถึง ตอนบ่ายซึ่งช่วงเวลานั้นดวงอาทิตย์จะโคจรคล้อยไปทางทิศตะวันตก ส่วนคำว่า เฆาะสะกิ้ลลัยน์ หมายถึง ช่วงประมาณเที่ยงคืน ฉะนั้น จะสังเกตเห็นว่าช่วงเวลาตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน จะมีนมาซอยู่สี่ประเภท คือนมาซซุฮร นมาซอัศร นมาซมัฆริบ และนมาซอิชาอฺ ส่วนคำว่า กุรอานั้ลฟัจริ หมายถึง นมาซศุบฮฺ ซึ่งริวายะฮฺทั้งของสุนีย์และชีอะฮฺกล่าวว่า “การปฏิบัตินมาซจะได้รับการเป็นสักขีพยานยืนยัน จากมวลมะลาอิกะฮฺ ที่ประจำตอนกลางวันและกลางคืน” ซึ่งอัล-กุรอานใช้คำว่า กุรอาน แทนที่นมาซศุบฮฺ

๑๐๖. นมาซกับความสะอาดบริสุทธิ

อัล-กุรอานกล่าวว่า “เพื่อทำความสะอาดพวกเจ้า เพื่อให้นิอฺมัตที่สมบูรณ์ของพระองค์แก่เจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ”(لِيُطَهِّرَكُمْ وَلِيُتِمَّ نِعْمَتَهُ عَلَيْكُمْ لَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ (ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ : ๖)

“แท้จริงอัลลอฮฺทรงโปรดปรานผู้มีความสะอาด”(وَاللَّهُ يُحِبُّ الْمُطَّهِّرِينَ(ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ : ๑๐๘)

ถ้าความสะอาดภายนอกมีมรรคผลมากมายเช่นนี้ แน่นอนความสะอาดภายในจิตใจจากการฝ่าฝืน การโอ้อวด การตั้งภาคี ความสงสัย ความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา และความไม่ดีอื่นๆ จะต้องมีมรรคผลเพิ่มขึ้นเป็นอนันต์

ความสะอาดภายในจิตใจนั้นมีคุณค่ามหาศาล ถึงขนาดที่อัลลอฮฺ (ซบ.) ทำการสรรเสริญบุคคลที่รักความสะอาด ซึ่งพระองค์ตรัสว่า
“จงปฏิบัตินมาซในมัสญิด เพราะในนั้นจะมีบรรดาบุรุษผู้ซึ่งปราถนาจะได้รับการชำระให้สะอาด” (فِيهِ رِجَالٌ يُحِبُّونَ أَنْ يَتَطَهَّرُوا (ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ : ๑๐๘)

๑๐๗. นมาซ อิบาดะฮ์ที่ทัดเทียมตำแหน่งผู้นำ

อัล-กุรอานใช้คำว่า วะมินซุรรียะตี ๒ ครั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งได้รับการเอ่ยถึงโดยท่านศาสดาอิบรอฮีม(อ.) ครั้งที่หนึ่งท่านศาสดา(อ.) กล่าวภายหลังจากถูกทดสอบครั้งยิ่งใหญ่จากอัลลอฮฺ(ซบ.) และได้รับตำแหน่งผู้นำ (อิมาม) ในเวลาต่อมา ซึ่งขณะนั้นท่านได้ทูลขอต่ออัลลอฮฺทันทีว่า และหมายรวมถึง ”บรรดาลูกหลานของข้า ฯ ด้วยหรือไม่” พระองค์ตอบว่า “ พันธะสัญญาของข้าไม่รวมถึงผู้กดขี่”

อีกครั้งหนึ่งท่านกล่าว ขณะขอดุอาอฺเพื่อปฏิบัตินมาซว่า “โอ้ข้าแต่พระผู้อภิบาลโปรดประทานให้บุตรหลานของข้าเป็นผู้ดำรงนมาซเถิด” ดังนั้น จะสังเกตุเห็นว่าการได้รับตำแหน่งผู้นำ และการดำรงนมาซท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ใช้คำว่า มินซุรรียะตี ทั้งสองครั้งนั่นหมายความว่า ตำแหน่งนมาซเหมือนกับตำแหน่งผู้นำ ซึ่งมีความสูงส่งทัดเทียมกัน


โปรดติดตามต่อ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์