๖๖. นมาซกับชะฮาดะตัยน์

นมาซทุกสองระกะอัตจะต้องอ่านชะฮาดะตัยนฺ ๑ ครั้ง ซึ่งเป็นการปฏิญาณยืนยันถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า และยืนยันการเป็นศาสนทูตของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ฉะนั้น ในวันหนึ่งมุสลิมต้องกล่าวปฏิญาณถึง ๕ ครั้ง ด้วยกันเพื่อป้องกันมิให้ตนเองหลงไปในแนวทางที่ผิด อันเป็นแนวทางของบรรดาพวกที่พระองค์กริ้วโกรธ และเพื่อมิให้ลืมศาสดาและพระผู้เป็นเจ้าของศาสนานั้น และจำเป็นสำหรับมวลมสุลิมต้องกล่าวสรรเสริญท่านศาสดาและลูกหลาน เพราะแท้จริงผู้ที่ทำการสรรเสริญท่านก่อนใครทั้งหมด คืออัลลอฮฺและมะลาอิกะฮฺ อัล-กุรอานได้กล่าวสำทับเรื่องนี้ว่า “แท้จริงอัลลอฮฺ และมวลมะลาอิกะฮฺของพระองค์ ได้ทำการสรรเสริญนบี”

เมื่อพระองค์ยังทำการสรรเสริญแล้ว เราเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทำไมจึงไม่ทำการสรรเสริญนบี หรือว่าท่านนบีมิใช่ผู้ช่วยเหลือเราให้รอดพ้นจากภยันตรายของไฟนรก หามิได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้น พึงสังวรไว้เถิดว่า คราใดที่มนุษย์ออกห่างจากบรรดาศาสดา เขาจะตกอยู่ในหุบเหวของความหลงลืมทันที โอ้ข้าแต่พระองค์โปรดอย่าทำให้พวกเราเป็นเช่นนั้นเลย และตราบเท่าที่ชีวิตยังมีเราขอกล่าวสรรเสริญ และอำนวยพรให้ท่านมุฮัมมัดผู้เป็นบรมศาสดา ผู้ซึ่งชี้นำทางเราให้รอดพ้นจากไฟนรกตลอดจนลูกหลานของท่าน

๖๗. นมาซเป็นหลักประกันสำหรับจิตใจมนุษย์

อัล-กุรอานซูเราะฮฺอัล-มะอาริจญ์ กล่าวว่า “เมื่อความเลวร้ายได้สัมผัสเขา เขาก็วุ่นวายใจและเมื่อความดีได้สัมผัสเขา เขาก็แสดงความตระหนี่ถี่เหนียว ยกเว้นบรรดาผู้ดำรงนมาซ ได้แก่ผู้ซึ่งดำรงอยู่ในนมาซของพวกเขาอย่างเป็นอาจิณ”(إِذَا مَسَّهُ الشَّرُّ جَزُوعًا *وَإِذَا مَسَّهُ الْخَيْرُ مَنُوعًا *إِلَّا الْمُصَلِّينَ *الَّذِينَ هُمْ عَلَى صَلَاتِهِمْ دَائِمُونَ (อัล-มะอาริจญ์ : ๒๐- ๒๓)

การสานสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ (ซบ.) ผู้ซึ่งมีอำนาจไม่มีที่สิ้นสุด จะมอบพลังและความเข้มแข็งแก่มนุษย์ จะทำให้มนุษย์มีความแน่วแน่ และเสริมสร้างวิญญาณแห่งการตะวักกุล(คาดหวังความสำเร็จจากพระองค์) และจะทำให้เขามีชัยเหนืออุปสรรคนานัปการ เหล่านี้เป็นผลลัพธ์ของผู้ที่ปฏิบัตินมาซด้วยความตั้งใจ มีสมาธิและมีความถ่อมตน มิใช่นมาซของผู้ที่ไม่มีความตั้งใจหรือนมาซแบบสุกเอาเผากิน

๖๘. นมาซกับการประสาทพร

ในวันหนึ่ง ๆ ผู้ศรัทธาต้องประสาทพรแด่พี่น้องร่วมศรัทธาถึง ๕ ครั้งว่า “อัสลามุอะลัยนาวะอะลาอิบาดิ้ลลาฮิศศอลิฮีน”

เฉพาะปวงบ่าวที่เป็นกัลยาณชนเท่านั้นที่เรากล่าวประสาทพรให้ มิใช่นายทุนหรือเศรษฐี หรือผู้ที่มีอำนาจ ดังนั้น ใครก็ตามที่กล่าวสลามให้แก่ปวงบ่าวทุกวัน เขาจะไม่ใช้เล่ห์เพทุบายกับผู้อื่น ไม่ดูถูกเหยียดหยามและจะไม่สวมเขาผู้ใดอย่างเด็ดขาด

๖๙. นมาซกับประชาชน

รูปแบบหลักของนมาซคือการปฏิบัติในรูปญะมาอะฮฺ (หมายถึงทำรวมกัน) การร่วมญะมาอะฮฺ คือการเข้าร่วมกับประชาชน อยู่กับประชาชน และแสดงความเป็นประชาชนที่ดี โดยปราศจากการแบ่งชั้นวรรณะ สีผิว ยศถาบรรดาศักดิ์ และชาติตระกูล

การมีอยู่ของอิมามคือความจำเป็นของการปฏิบัติมนาซญะมาอะฮฺ เพราะสังคมจะปราศจากผู้นำไม่ได้ และเมื่ออิมามเข้ามาสู่มัสญิดเป็นการแสดงให้เห็นว่าท่าน คืออิมามของคนทุกคนโดยเสมอภาค มิใช่อิมามของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ฉะนั้น จำเป็นสำหรับผู้เป็นอิมามญะมาอะฮฺ ขณะอ่านดุอาอฺในกุนูตจะต้องไม่อ่านดุอาอฺให้ตัวเอง เพราะคุณสมบัติหนึ่งของผู้นำสังคม คือ ต้องไม่แสดงความเห็นแก่ตัว ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ว่าประชาชนจะเป็นคนจนหรือคนรวย เป็นคนรูปร่างหน้าตาดีหรือคนขี่เหล่น่าเกียจ ไม่มีใครดีไปกว่าใคร ยกเว้นคนที่มีความยำเกรงเท่านั้น ย่อมดีกว่าคนอื่น ๆ เสมอ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของมวลมุสลิม ที่ต้องช่วยกันขจัดเกียรติยศจอมปลอมทั้งหลายเหล่านี้ ด้วยการเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺ และเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องให้การต้อนรับผู้เป็นอิมาม ขณะเดียวกันไม่อนุญาตให้อิมามอวดตัวเองว่าดีกว่าคนอื่น หรือเป็นคนถืออัตตาตัวตน เมื่ออิมามผิดพลาดในนมาซประชาชนสามารถบอกกล่าวได้ ตรงนี้อิสลามต้องการบอกกับเราว่า อิมามกับประชาชนต่างต้องให้การระมัดระวังซึ่งกันและกัน

ผู้เป็นอิมามญะมาอะฮฺต้องเอาใจใส่จุดที่อ่อนแอที่สุดของประชาชน ซึ่งตรงนี้เป็นบทเรียนสำหรับเจ้าหน้าที่และบรรดาข้าราชาการทั้งหลายว่า ในการวางแผนงานต้องเอาใจใส่ดูและประชาชนให้ทั่วถึง

ในการเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺ ผู้ตามต้องไม่ปฏิบัติก่อนอิมาม ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นระเบียบและมารยาทที่ดี สมมติว่าอิมามได้ทำความผิดบาป และประชาชนต่างรับรู้ในความผิดนั้น อิมามต้องแสดงความกล้าหาญด้วยการลาออก เพราะประชาชนหรือสังคมต้องไม่ตกอยู่ในน้ำมือของคนที่เป็นผู้ฝ่าฝืน (ฟาซิก) ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเป็นเอกภาพ และการร่วมมือกันของประชาชน ดุจดังเช่นที่เวลาลงสัจญะดะฮฺทั้งหมดจะลงโดยพร้อมเพรียงกัน ดังนั้น ในทุกภารกิจการงานของเราก็สมควรเป็นเช่นนี้

การปฏิบัตินมาซญะมาอะฮฺนั้น ประชาชนมีโอกาสตักตวงความรู้และสร้างสรรค์ตักวาของตน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพฤติกรรมที่อิมามได้แสดงออกมา เมื่อถึงตรงนี้จะสังเกตเห็นว่า ตำแหน่งอิมามญะมาอะฮฺไม่ใช่มรดกตกทอดของสายตระกูล เพราะใครก็ตามที่มีความสมบูรณ์ทางความรู้ และมีพฤติกรรมที่ดีงามมากว่าคนอื่นย่อมมีสิทธิเป็นอิมามมากกว่า

ผู้เป็นอิมามญะมาอะฮฺต้องปฏิบัติไปตามกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขเหมือนกับคนอื่น มิใช่ถือว่าเป็นอิมามแล้วจะทำสิ่งใดก็ได้ตามอำเภอใจ เช่น อ่านนมาซ ตามที่ตนปรารถนา โดยไม่คำนึงถึงผู้ปฏิบัติตามคนอื่น

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวตำหนิคนที่เป็นอิมามญะมาอะฮฺคนหนึ่งเมื่อเขาอ่านซูเราะฮฺฟาติหะฮฺจบ เขาได้อ่านซูเราะฮฺบะกอเราะฮฺต่อ ว่าทำไม ท่านถึงไม่คำนึงถึงคนอื่นบ้าง หรือท่านต้องการทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายนมาซญะมาอะฮฺ ท่านจึงอ่านซูเราะฮฺยาว ๆ

๗๐. นมาซกับการประชาสัมพันธ์

ปัจจุบันจะพบว่า รัฐบาลทุกประเทศจะจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งขึ้น เพื่อใช้ในงานประชาสัมพันธ์และเก็บข่าวสารข้อมูล อิสลามได้ให้ความตระหนักถึงสิ่งนี้ไว้เช่นกัน จะแตกต่างกันตรงที่รูปแบบเช่น อิสลามสนับสนุนให้มีความเป็นเอกภาพอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ อิบาดะฮฺก็ให้จัดทำรวมกันภายใต้องค์กรมัสญิด และเชิญชวนมวลมุสลิมเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อว่าในโอกาสนั้นจะได้รับรู้ถึงความรู้สึก คำพูด อุปสรรคปัญหา ต่าง ๆ แผนการของศัตรู และแนวทางในการแก้ไขหรือการวางแผนเพื่อทำลายศัตรู ตลอดจนข่าวสารข้อมูลใหม่ ๆ ที่ผ่านการวิเคราะห์ จากนักวิชาการหรือจากอิมามผู้มีความฉลาดเชี่ยวชาญ มีความรู้ และมีความยำเกรง มุสลิมมีโอกาสได้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของกันและกัน และมีโอกาสหยุดยั้งความเสื่อมทรามของสังคม โดยร่วมกันระลึกถึงคุณงามความดี อ่านดุอาอฺให้พระองค์ทรงโปรดขจัดปัญหาและ อุปสรรคต่าง ๆ ของสังคมมุสลิมให้หมดไป และขอดุอาอฺให้กับญาติที่ล่วงลับไปแล้ว

๗๑. นมาซกับผู้นำ

นมาซญะมาอะฮฺเปรียบเสมือนสังคม ๆ หนึ่ง ที่ต้องการผู้นำที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อม ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับประชาชนที่ต้องเลือกผู้นำที่มีความเหมาะสม มีอีมาน มีตักวา เป็นที่ยอมรับและมีมารยาทที่ดีงาม เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราไม่อาจปฎิบัติตามผู้นำทุกคนได้เสมอไป สถานภาพที่แท้จริงของอิมามญะมาอะฮฺ คือสื่อกลางที่เชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮฺ (ซบ.) เราจึงไม่อาจมอบหมายตำแหน่งดังกล่าวให้แก่ผู้ที่ฝ่าฝืน หรือผู้กลับกลอก เพราะคนที่ยังทำความผิดบาปอยู่จะสามารถทำให้คนอื่นเห็นอานุภาพการยับยั้งบาปของนมาซได้อย่างไร? ฉะนั้น ผู้เป็นอิมามจึงต้องเป็นมนุษย์ผู้มีความสมบูรณ์ มีความรู้ และมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) มิเช่นนั้นแล้วสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับอัลลอฮฺ (ซบ.) จะเชื่อมต่อกันได้อย่างไร เพราะมนุษย์ไม่สามารถยึดสายเชือกทุกเส้นเพื่อให้ชีวิตปลอดภัยได้ ทำนองเดียวกันใช่ว่าทุกบันไดจะสามารถนำมนุษย์ไปสู่ด้านบนได้เสมอไป

มาตรว่าอิมามญะมาอะฮฺ ซึ่งเป็นผู้นำองค์กรเล็ก ๆ (มัสญิด) ยังต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์ทุกประการ และจะไปนับประสาอะไรกับอิมาม ผู้นำแห่งอาณาจักรและศาสนจักรที่ต้องมีคุณสมบัติที่เหนือไปกว่านี้ อิสลามจึงแนะนำว่า หากเราต้องปฏิบัตินมาซตามใครสักคน คน ๆ นั้นต้องมีอีมาน มีความยำเกรง และมีความยุติธรรมเพียงพอ อิมามต้องระวังกริยามารยาท และความประพฤติให้มากกว่าคนอื่น ต้องปรับปรุงและขัดเกลาจิตใจตลอดเวลาเพื่อให้ออกห่างจากอบายมุขทั้งหลาย

๗๒. นมาซกับการเคลื่อนไหว

สิ่งที่อิสลามปรารถนาจากประชาชาติคือการเคลื่อนไหวและความกระตือรือร้นเชิงจิตวิญญาณ คำพูดที่กล่าวว่า “จงเร่งรีบสู่การนมาซ” “จงเร่งรีบสู่การระลึก” นั้นหมายถึงว่า เมื่อเข้าสู่เวลานมาซและเสียงอะซานได้ดังขึ้น เราจะต้องเร่งรีบหยุดภารกิจการงานทั้งหมดเพื่อเข้าสู่การนมาซ

อัล-กุรอานกล่าวว่า “ผู้ศรัทธาที่แท้จริง ได้แก่ ผู้ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่การระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า ได้มาถึงเขาจะมีการหวั่นไหวด้วยความยำเกรง” ผู้ที่ได้ยินเสียงอะซานแต่ยังทำเฉยเมย เปรียบดั่งเด็กที่ได้ยินเสียงเรียกของพ่อแต่กลับแสดงอาการหูทวนลม

๗๓. นมาซกับความเป็นระเบียบ

การกำหนดเวลานมาซ การจัดแถวนมาซญะมาอะฮฺ การรุกูอฺและสุญูด โดยพร้อมเพรียงกัน การนั่ง การยืน การสงบนิ่ง การอ่านดุอาอฺพร้อม ๆ กัน การไม่ปฏิบัตินมาซก่อนหรือหลังเวลา สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการมีระบบของนมาซ

๗๔. นมาซกับการกำหนดทิศทาง

การปฏิบัตินมาซต้องหันหน้าไปสู่กับกิบละฮฺเพียงทิศเดียว พระเจ้าคือผู้เดียวที่มีสิทธิกำหนดกิบละฮฺให้กับมนุษย์ มิใช่ตัวเราหรือผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ทั้งหลาย กิบละฮฺ คือสื่อในการรู้จักความเป็นมุสลิม ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจึงถูกขนานนามว่าเป็น “อะฮฺลุกิบละฮฺ”(ชาวกิบละฮฺ) ผู้ที่เป็นมุสลิมนั้นไม่ว่าจะมีรสนิยมแบบไหน มีแนวความคิดอย่างไร ชนชาติใด ผิวสีอะไรก็ตาม ล้วนต้องหันหน้าไปทิศเดียวกันขณะปฏิบัตินมาซ แม้ว่าในบางครั้งตำแหน่งหน้าที่การงานจะชักจูงจิตใจเราให้ห่างไกลออกไป แต่เมื่อถึงเวลานมาซเราต้องผละจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด แน่นอนว่า ผู้ที่ร่างกายยืนตรงกับทิศแห่งบ้านของพระองค์ ย่อมจะมีความพร้อมที่จะกำหนดให้ดวงใจมุ่งตรงสู่ทิศแห่งผู้เป็นเจ้าของบ้านอันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวได้

กิบละฮฺของมุสลิมคือ อัล-กะอฺบะฮฺ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่แรกที่ถูกกำหนด ให้เป็นสถานที่ประกอบอิบาดะฮฺ เป็นสถานที่เดียวที่เหล่าบรรดาศาสดาทั้งหลายได้มาเดินเวียนรอบ ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้จารึกรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้และเป็นสถานที่เดียวที่ยังความปลอดภัยที่สุดบนโลกนี้ ณ ที่นั้นทุกคนมีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกัน กะอฺบะฮฺเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์และปราศจากกรรมสิทธ์ทั้งปวง

๗๕. นมาซกับความสะอาด

ผู้ปฏิบัตินมาซต้องมีร่างกายและสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ถ้าหากมีนะญิส (สิ่งโสโครกทางศาสนา) เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าหรือร่างกาย แม้ว่าจะเพียงเล็ก น้อยก็ตามถือว่านมาซบาฏิล (เสีย) นอกเสียจากในกรณีที่ได้รับการละเว้นเป็นพิเศษ อิสลามได้ให้ความสำคัญต่อความสะอาดอย่างมาก ท่านศาสดา (ศ็อลๆ) กล่าวว่า “ความ สะอาดเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา”

ส่วนมรรคผลของความสะอาดเป็นที่ทราบกันดี ซึ่งบางฮะดีษท่านศาสดากล่าวว่า “หากแปรงฟันก่อนปฏิบัตินมาซ ดังนั้น นมาซทุก ๆ ระกะอัตจะมีค่าเท่ากับ ๗๐ ระกะอัต” ดังนั้น จงอย่าละเลยเรื่องแปรงฟันก่อนนมาซ

การปฏิบัตินมาซในขณะที่มีญุนูบ (สภาพภายหลังจากการร่วหลับนอนกับภรรยา และยังมิได้อาบน้ำตามบัญญัติของศาสนา) ถือว่านมาซบาฏิล เขาต้องอาบน้ำฆุสุล และเมื่อต้องอาบน้ำฆุสุล ก็ทำให้มุสลิมสร้างห้องน้ำมากขึ้น และเมื่อมีห้องน้ำมากขึ้น วิถีชีวิตของมุสลิมก็ถูกสุขอนามัยยิ่งขึ้น
มุสลิมต้องปฏิบัตินมาซวันละ ๕ เวลา และทำวุฎู่วันละ ๕ ครั้ง นั้นหมายถึงว่าเขาได้ดูแลความสะอาดให้กับตัวเองตลอดเวลา

๗๖. นมาซกับการบริจาค

นมาซเป็นสาเหตุให้มีการสร้างมัสญิด การเสียสละอุทิศเงินตราและที่ดิน การร่วมมือกันของประชาชนเพื่อก่อสร้างอาคารมัสญิด การบริจาคทั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อพัฒนาสังคม นับตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา จะพบว่ามีผู้ศรัทธาจำนวนมากมายได้บริจาคทรัพย์สินให้กับมัสญิด สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการบริจาคที่ถาวร เป็นการเสียสละเพื่อพระผู้เป็นเจ้า และเป็นการรับใช้สังคมอย่างแท้จริง อันเป็นผลพวงที่สืบเนื่องมาจากนมาซและมัสญิด

นอกจากนี้อิสลามยังถือว่า การบริจาคทรัพย์สินนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้บริจาค เพราะมันคือแสงประทีปที่ผู้บริจาคได้จัดเตรียมไว้ เพื่อวันพรุ่งนี้ที่มืดมิดของเขา การบริจาค คือสัญลักษณ์ของผู้มีกรรมสิทธิ์ ในของสิ่งนั้น และยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีความรักต่อศาสนาและประชาชน

๗๗. นมาซกับการเลือกมิตร

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม คือความเป็นเพื่อน ซึ่งเพื่อนนั้นมีทั้งเพื่อนที่ดีและไม่ดี มีทั้งที่เป็นปราชญ์และดื้อรั้น ความเป็นเพื่อนนั้นมีอิทธิพลต่อชีวิตอย่างมากทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองและตัวเราเองที่ต้องเลือกคบหาแต่เพื่อนที่ดี สถานที่ ๆ ดีที่ สุดในการเลือกเพื่อน คือมัสญิด เพราะคนส่วนมากไปมัสญิดเพื่อทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) ซึ่งการดำรงอิบาดะฮฺนั้นเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของคนดี

ถ้าเพื่อนคนนั้นเป็นผู้ละทิ้งนมาซแล้ว ทำไมเราต้องเป็นเพื่อนกับเขาด้วย อัลลอฮฺ (ซบ.) ยังถูกเขาทอดทิ้ง แล้วจะนับประสาอะไรกับเราผู้เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรม เขาลืมความเมตตาและความการุณย์ ที่พระองค์มอบให้แก่เขา ฉะนั้น น้ำใจของเราที่มีต่อเขาจะมีความหมายอะไร เขาไม่เคยซื่อสัตย์ในสัญญาที่ให้กับพระองค์ (ซบ.) และจะมาซื่อสัตย์ในสัญญาที่มีต่อเพื่อนผู้ศรัทธากระนั้นหรือ เขาเป็นผู้ทำลายเจตนารมย์ของอัลลอฮฺ ส่วนน้ำใจของเราก็คงมีค่าแค่น้ำลายที่เขาถ่อมทิ้ง

ฮะดีษกล่าวว่า
“หนึ่งในบะระกัตของมัสญิดและนมาซ คือการพบเพื่อนที่ดี”

๗๘. นมาซกับการเลือกคู่ครอง

อิสลามได้แนะนำว่า หากเราได้พบกันคนที่เขามิใช่ผู้เคร่งครัดต่อนมาซ และอิบาดะฮฺ มิใช่ผู้รักษาความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม และไม่ให้ความ สำคัญต่อสิ่งเหล่านี้ จงอย่าเลือกมาเป็นคู่ครองเด็ดขาด ดังนั้น ถ้าเราสามารถปฏิบัติได้เช่นนี้ เท่ากับเราเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนการอิบาดะฮฺ และรักษาเสถียรภาพของมัสญิดให้มีผู้ดำรงอิบาดะฮฺตลอดเวลา

๗๙. นมาซกับการช่วยเหลือ

บะระกัตหนึ่งของนมาซ คือการช่วยเหลือ ดั่งที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า ในอดีตนั้นหากมีผู้เดือดร้อนเกิดขึ้น เขาจะไปมัสญิดเพื่อไปขอความช่วยเหลือหรือปรึกษาหารือกับคนอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งครั้งหนึ่งได้มีคนจนเดินเข้ามาในมัสญิดและได้ขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ เขาจึงได้ ตัดท้อถึงความเดือดร้อนของเขาต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) ขณะนั้นท่าน อิมามอะลี(อ.) กำลังนมาซอยู่ท่านได้แสดงสัญลักษณ์ เขาจึงเดินมาหาท่านและท่านได้มอบแหวนให้กับเขาไปขณะที่กำลังทำรุกูอฺ ทันใดนั้น โองการได้ถูกประทานลงมาว่า “แท้จริงแล้วผู้ปกครองท่านคือ อัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ และมุอฺมินผู้บริจาคทานขณะทำรุกูอฺ” (إِنَّمَا وَلِيُّكُمْ اللَّهُ وَرَسُولُهُ وَالَّذِينَ آمَنُوا الَّذِينَ يُقِيمُونَ الصَّلَاةَ وَيُؤْتُونَ الزَّكَاةَ وَهُمْ رَاكِعُونَ (ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ : ๕๕ )

เมื่อประชาชนได้ยินโองการ ต่างพากันมามัสญิด เพื่อดูว่าใครคือบุคคลที่อายะฮฺอัล-กุรอานได้ประทานมายังเขา เมื่อพวกเขามาถึงจึงพบว่าบุคคลนั้นคือ ท่านอิมามอะลี (อ.) ดังนั้น การที่เราพบว่ามีผู้บริจาคทรัพย์สิน เพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนหรือสร้างสาธารณูปโภคให้กับสังคม ให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ล้วนเป็นบะระกัตที่เกิดจากนมาซทั้งสิ้น

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า ประชาชนได้ออกจากมัสญิดเพื่อเข้าสู่สนามรบ การบริหารและการตัดสินความต่าง ๆ ได้ถูกจัดให้มีขึ้นในมัสญิด แม้แต่การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านก็เริ่มต้นที่มัสญิดด้วยเช่นกัน

๘๐. นมาซกับเศรษฐกิจที่ลงตัว

อิสลามได้สอนว่า “อุปกรณ์และเครื่องมือในการปฏิบัตินมาซ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า สถานที่ ตลอดจนน้ำที่ใช้ทำฆุสลฺหรือวุฎู่ ต้องจัดหามาอย่างถูกต้องตามกฎบัญญัติของศาสนา” หมายถึงสิ่งเหล่านี้ต้องฮะล้าล (อนุมัติ) เพราะถ้าหากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นกระดุม หรือด้ายเพียงหนึ่งเส้น อยู่บนตัวเราถือว่านมาซบาฏิล (เสีย) และยิ่งไปกว่านี้อิสลามสอนว่า “ถ้าหากท่านปรารถนาให้นมาซและดุอาอฺของท่านถูกตอบรับ พึงระวังเรื่องอาหารการกิน” เพราะอาหารที่ไม่ฮะล้าลเพียงคำเดียวจะเป็นเหตุทำให้อิบาดะฮฺของท่านไม่ ถูกตอบรับ

๘๑. นมาซกับความพร้อมเพรียง

หน้าผากคือจุดศูนย์กลางของร่างกาย ซึ่งมีความพร้อมเพรียงกับปลายนิ้วเท้าทั้งสอง ขณะทำสัจญะดะฮฺ
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลประเภทใดก็ตาม เมื่อมานั่งอยู่ข้าง ๆ กันในแถวนมาซจะมีจิตใจ และคำพูดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการฝึกการกระทำบนพื้นฐานของการมีอีมานที่เหมือนกัน เช่นเดียวกันนมาซ ญะมาอะฮฺ ก็ถือว่าเป็นการฝึกฝนการกระทำในฐานะที่เป็นผู้อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน ดังนั้น ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะในการทำงาน เราสามารถฝึกได้จากนมาซ นมาซจึงเป็นแบบอย่างของการประสานงานของประชาชนทุกสาขาอาชีพ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายแม้แต่นิดเดียว

๘๒.นมาซกับการบริหารองค์กร

ขณะปฏิบัตินมาซญะมาอะฮฺอยู่นั้น ถ้ามีเหตุเกิดกับอิมามกระทั่งไม่อาจนำนมาซต่อไปได้ เป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ใกล้กับอิมามที่สุด ต้องขึ้นมาทำหน้าที่แทน การกระทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการประกาศว่า แผนงานของอิสลามมิได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ซึ่งหมายถึงว่าเมื่อคน ๆ นั้นจากไป แผนงานที่จัดเตรียมไว้ต้องดำเนินต่อไป เพราะแผนงานขึ้นอยู่กับการจัดตั้งและระบบ แม้ว่าผู้นำจะจากไปแต่ระบบยังอยู่และต้องดำเนินต่อไป ปัจเจกบุคคลมิใช่ความสำคัญระบบและความต่อเนื่องของงานต่างหากที่มีความสำคัญ

๘๓.นมาซกับการเอาใจใส่ผู้อื่น

อิมามญะมาอะฮฺหรือผู้ปฏิบัติตามคนอื่น หากมีความสงสัยเกี่ยวกับจำนวนระกะอัตสามารถขจัดความสงสัยให้แก่กันและกันได้ เช่น อิมามญะมาอะฮฺสงสัยว่าเป็นระกะอัตที่สามหรือระกะอัตที่สี่ ภายหลังจากสัจญะดะฮฺแล้ว ประชาชนลุกขึ้นเพื่อทำระกะอัตต่อไป อิมามก็ต้องลุกขึ้นด้วยเช่นกัน และให้ถือว่าเป็นระกะอัตที่สี่

แน่นอนหนึ่งในบะระกัตของนมาซญะมาอะฮฺ คือการขจัดความสงสัยและเคลือบแคลงต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับบุคคลอื่น สิ่งเหล่า นั้นเป็นบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า ระหว่างผู้นำและผู้ปฏิบัติตามจำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน

๘๔.นมาซกับการเกื้อกูลกันในสังคม

การช่วยเหลือเกื้อกูลและการมีเมตตาจิตต่อกัน ส่วนใหญ่จะพบในสังคมของผู้เคร่งครัดในนมาซ และผู้ที่มีความผูกพันอยู่กับมัสญิด ซึ่งน้อยมากที่จะพบในสังคมแบบอื่น
วิถีชีวิตของคนที่มีความสัมพันธ์กับมัสญิด ถ้าใครสักคนขาดหายไปจะมีคนถามถึงด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ถ้าเขาป่วยก็จะไปเยี่ยม ถ้ามีปัญหาก็จะช่วยกันแก้ไข ผู้คนที่มีความผูกพันอยู่กับมัสญิด จะไม่คิดว่าตนเองเป็นคนแปลกหน้า แม้ว่า ณ ที่นั้นจะไม่มีบุตรหรือญาติพี่น้องของตนอยู่ก็ตาม เขาก็จะมีความรู้สึกว่า ผู้คนที่อยู่รอบข้างเปรียบเสมือนบุตรและญาติที่น้องของเขา ฉะนั้น เราจะเห็นบ่อยครั้งว่าถ้ามีใครสักคนที่เป็นชาวมัสญิดได้เสียชีวิตลง แม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้มียศฐาบรรดาศักดิ์หรือทรัพย์สินใดๆ แต่กลับมีผู้คนมาร่วมงานศพของเขาจำนวนมากมาย และในบางครั้งร้างรวงต่าง ๆ ก็จะปิดกิจการเพื่อให้เกียนติมาร่วมงาน

สิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็น ถึงจิตใจที่มีความผูกพันและเมตตาที่มีต่อกัน ซึ่งยากยิ่งนักที่จะหาความรู้สึกใดมาเปรียบเทียบได้

๘๕. นมาซกับเกียรติยศ

บางครั้งจะพบว่า มีบางคนไม่กล้าที่จะทำความผิด เพราะมีคนรู้จักหรือเกรงใจญาติพี่น้อง แต่ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่นที่ไม่มีคนรู้จักเขาสามารถทำความผิดได้อย่างเปิดเผย โดยไม่มีความหนักใจใด ๆ ผิดกับคนที่เขาเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺประจำมีความผูกพันอยู่กับมัสญิดและ ประชาชน สิ่งเหล่านี้ได้สร้างภาพของความยำเกรงให้กับเขา ฉะนั้น แม้ว่าเขามีความสมารถทำความผิดได้เขาก็จะไม่ทำ เพราะเขาทราบดีว่าหากกระทำมันลงไปคุณงามความดีที่สั่งสมมา ตลอดจนชื่อเสียงทางศาสนาจะสูญสิ้นไป เท่ากับเป็นการถอดอาภรณ์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ออกจากร่างกาย ผิดกับคนที่ไม่มีความ คุ้นเคยกับมัสญิด การทำความผิดแต่ละครั้งดูเป็นเรื่องธรรมดา มิได้สร้างความกังวลใจใด ๆ เพราะชื่อเสียงของเขาไม่ได้สั่งสมขึ้นมาบนพื้นฐานของศาสนา การเสียใจและความรู้สึกแห่งการสูญเสียจึงไม่มี




โปรดติดตามต่อ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์