๔๗. นมาซกับธรรมชาติ

นมาซมิได้เป็นเพียงการสร้างสมาธิให้กับจิตใจอย่างเดียว แต่ทว่า เป็นการกระทำที่ร่วมมือกันของประชาชน เป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ที่มีอยู่ เพราะก่อนปฏิบัตินมาซต้องสังเกตท้องฟ้าเพื่อจะได้รู้เวลานมาซ ต้องสังเกตดวงดาวเพื่อค้นหากิบละฮฺ ต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขต่างๆของน้ำที่จะใช้อาบน้ำนมาซ,ดินที่จะวางเป็นที่สุญูด

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แหงนมองท้องฟ้าโดยพิจารณาและตรึกตรองถึงหมู่ดวงดาวยามใกล้รุ่ง และอัญเชิญโองการกุรอานที่ว่า...“โอ้ข้าแต่องค์พระผู้อภิบาล แท้จริง พระองค์มิได้สร้างสิ่งเหล่านี้มาอย่างไร้สาระ” หลังจากนั้นท่านจึงได้ทำนมาซตะฮัจญุด

การพิจารณาเกี่ยวกับธรรมชาติ เป็นแนวทางหนึ่งที่นำไปสู่การรู้จักพระผู้เป็นเจ้า

อิสลามถือว่าการพิจารณาถึงธรรมชาติถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่สนับสนุนให้หมกมุ่นในธรรมชาติ ธรรมชาติเปรียบเสมือนเครื่องหมายจราจร มิใช่สถานที่จอดพำนักถาวร น้ำในท้องทะเลมีไว้เพื่อเป็นเส้นทางให้เรือเดินแล่นสัญจรไปมา มิได้มีไว้ให้รั่วซึมเข้ามาในเรืออันเป็นเหตุให้เรืออัปปาง ดวงตะวันมีไว้เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากแสงแดด มิได้มีไว้เพ่งมองด้วยตาเปล่าจนกระทั่งตาบอด

๔๘. นมาซกับการศึกษา

ถ้าปรารถนาที่จะปฏิบัตินมาซอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องศึกษาและมีการ ฝึกฝน ผู้ปฏิบัติทุกคนต้องเรียนรู้คำในภาษาอาหรับ อะหฺกามอันเป็นบัญญัติ เกี่ยวกับนมาซ ทิศกิบละฮฺ ความสะอาดทั้งวุฎู่และฆุสุล ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ ปฐมบทของนมาซ ตัวนมาซ มัสญิด การแก้ไขนมาซกรณีเกิดความสงสัย ในจำนวนระกะอัตของนมาซ หรือลืมบางอย่างในนมาซ ต้องรู้จักกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขของมัน เพื่อแก้ไขหรือทดแทนส่วนที่ขาดหายไป

๔๙. นมาซกับมารยาท

คนที่ได้ยินเสียงอะซาน แล้วยังนิ่งเฉยทำตัวไม่รู้ร้อนเหมือนไม่มีอะไร เกิดขึ้นหรือไม่เห็นความแตกต่าง ถือว่าเป็นการแสดงมารยาทที่ไม่ดีกับนมาซ

อิสลามได้แนะนำว่า ท่านจงยืนปฏิบัตินมาซให้เรียบร้อย มือทั้งสอง ต้องแนบติดลำตัว ยืนตรงในท่าที่สงบนิ่ง จ้องมองไปยังสถานที่ ๆ จะลงสุญูด ต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ประพรมน้ำหอม ถ้าเข้าร่วมนมาซญะมาอะฮฺก็ควรต้องรักษาความพร้อมเพรียงของญะมาอะฮฺ สมควรรักษามารยาทต่ออิมามนำนมาซอย่างเคร่งครัด หมายถึงไม่ควรปฏิบัติสิ่งใดก่อนอิมาม เช่น ต้องไม่ ลงรุกูอฺหรือสุญูดก่อนอิมาม และเป็นการดีที่สุด ไม่สมควรกล่าวซิกรฺหรือ กล่าวคำใด ๆ ก่อนที่อิมามจะกล่าว ทั้งหมดเหล่านี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขในการปฏิบัติและเป็นการเสริมสร้างมารยาทในการภักดีให้กับผู้ปฏิบัติ อันเป็นมารยาทที่อยู่บนพื้นฐานของคุณค่าทางจิตวิญญาณเช่น การรู้จัก(พระเจ้า) ความรัก ความถ่อมตน และสัมมาสมาธิ มิใช้อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกพ่ายแพ้และไร้แก่นสาร

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึง คนที่ชอบทำสุญูดเร็ว ๆ ว่า... “เขาทำเหมือนกับนกกาที่จิกกินอาหารบนพื้นดิน”

๕๐. นมาซกับการฟื้นฟูคุณค่า

อิมามญะมาอะฮฺ นอกจากจะต้องมีความยุติธรรม อ่านออกเสียงถูก ต้อง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนแล้ว ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นๆอีก ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า...“ถ้าประชาชนไม่ยอมรับใครสักคนเป็นอิมาม แต่ตัวเขาเองยังฝืนเป็นอิมามต่อไป ถือว่า นมาซของเขาไม่ถูกยอมรับ” อิสลามสอนว่า ผู้ยืนนมาซในแถวแรกควรมีคุณสมบัติทางจริยธรรมหลายข้อเป็นการเฉพาะ เพราะคุณสมบัติดังกล่าวนั้นจะเป็นเครื่องกระตุ้นคุณค่าทางจิตวิญญาณในสังคม อันสอนให้รู้ว่า ใครก็ตามที่มีความเที่ยงธรรม มีความยำเกรง ควรได้รับเกียรติให้เป็นชนชั้นแนวหน้าของสังคม

๕๑. เสียงเรียกของนมาซนับตั้งแต่วันแรกเกิดจนถึงหลุมฝังศพ

อิสลามได้สอนว่า เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว จงทำการอะซานทางหูขวา และอ่านอิกอมะฮฺทางหูซ้าย และเมื่อเขาตาย ก่อนจะนำร่างไปฝัง เป็นวาญิบต้องทำนาซมัยยิต (นมาซคนตาย ) ให้กับเขา ดังนั้น จะเห็นว่า ไม่มีอิบาดะฮฺใดมีความสัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์ นับตั้งแต่วินาทีแรกจนถึง วันอวสานของโลกเหมือนกับนมาซ

๕๒. นมาซกับการแก้ปัญหาสังคม

อัล-กุรอานกล่าวว่า
“เจ้าจงขอความช่วยเหลือด้วยความขันติ และด้วยการดำรงนมาซ “ (وَاسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلَاةِ (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ : ๔๕ )

ฮะดีษได้กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านอิมาม อะลี (อ.) ประสบกับปัญหา ท่านจะนมาซ

๕๓. ภาระอันยิ่งใหญ่ของบิดามารดาที่มีต่อบุตรคือการสอนนมาซ

ริวายะฮฺได้กล่าวว่า
“การสอนนมาซให้กับบุตร ถือเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของบิดา มารดา ซึ่งเป็นหน้าที่ของท่านทั้งสอง ที่ต้องเริ่มสอนบุตรให้รู้จักคำว่า ไม่มีพระเจ้า อื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ (ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮฺ)”

ตั้งแต่อายุสามขวบเป็นต้นไป หลังจากนั้นเริ่มสอนให้เขาคุ้นเคยกับ นมาซทีละน้อย
อัล-กุรอานได้กล่าวว่า ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มีความกระตือรือร้นและให้ ความสำคัญต่อนมาซของบุตรของท่านอย่างมากพระองค์ (ซบ.) ได้ตรัสกับ ท่านศาสดาว่า
“และเจ้าจงสั่งให้ครอบครัวของเจ้าดำรงนมาซ และจงอดทนเพื่อการนั้น” (وَأْمُرْ أَهْلَكَ بِالصَّلَاةِ وَاصْطَبِرْ عَلَيْهَا (ซูเราะฮฺฏอฮา : ๑๓๒)

อัล-กุรอานได้กล่าวสรรเสริญท่านศาสดาอิสมาอีลว่า
“เขาเป็นผู้เชิญชวนครอบครัวให้ดำรงนมาซ”

ท่านลุกมาน (อ.) ได้แนะนำบุตรของท่านว่า
“โอ้ลูกรักเอ๋ย จงดำรงนมาซและจงบำเพ็ญความดีเถิด”(يَا بُنَيَّ أَقِمْ الصَّلَاةَ وَأْمُرْ بِالْمَعْرُوفِ (ซูเราะฮฺลุกมาน : ๑๗ )

ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้กล่าวในดุอาอฺของท่านว่า
“โอ้พระผู้อภิบาลของข้าโปรดทำให้ข้า และผู้สืบตระกูลของข้าเป็น ผู้ดำรงนมาซเถิด” (رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلَاةِ وَمِنْ ذُرِّيَّتِي (ซูเราะฮฺอิบรอฮีม : ๔๐)

๕๔. บั้นปลายชีวิตของผู้หลีกเลี่ยงการระลึกถึงอัลลอฮฺและนมาซ

นมาซ คือการรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) ถ้าหากใครลืมการรำลึกถึง พระองค์ บั้นปลายชีวิตของเขาย่อมพบกับความคับแคบ
อัล-กุรอานกล่าวว่า

“และใครหลีกเลี่ยงการระลึกถึงข้า ดังนั้น บั้นปลายชีวิตของเขาคับแคบยิ่งนัก” (وَمَنْ أَعْرَضَ عَنْ ذِكْرِي فَإِنَّ لَهُ مَعِيشَةً ضَنكًا (ซูเราะฮฺฏอฮา : ๑๒๔)

อาจมีบางคนบอกว่า “ฉันมิใช่ผู้เคร่งครัดนมาซเท่าไหร่นัก แต่ฉันก็มีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีไม่เดือดร้อน” สิ่งเหล่านี้มิใช่มาตรฐานในการวัดชีวิต ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องพิจารณาดูจากภายในชีวิตของเขา มิใช่ดูเพียงเปลือกนอกเพื่อจะได้รู้ว่า เขามีความสุขมีชีวิตที่รื่นรมย์และมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ ถ้าหากเขาเผชิญกับอุปสรรคชีวิตบ้างเล็กน้อย เขาจะคิดและมองคนอื่นเป็นอย่างไร ตัวเขามีตักวา มีความยุติธรรมมากน้อยเพียงใด จิตวิญญาณของเขาสัมพันธ์อยู่กับสิ่งใด และเขามีความเชื่อมั่นกับอนาคตของเขาแค่ไหน?

ความตื่นเต้นและจิตใจที่เร้าร้อนปราศจากสัมมาสมาธิ ความไม่มั่นคง ของครอบครัว การตัดสินใจที่ไม่แน่นอน จิตใจที่อ่อนไหว ความอคติ มีความรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวและเป็นคนแปลกหน้าเสมอ มีการทำความผิดบาป มาตรกรรม ลูกหนีออกจากบ้าน มีการหย่าร้าง ความรู้สึกพ่ายแพ้ และมีความหวาดกลัว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในครอบครัวที่มีนมาซมากกว่า หรือ ครอบครัวที่ไม่มีนมาซ

๕๕. นมาซกับความตะวักกุล (การมอบหมายความไว้วางใจยังพระเจ้า)

ขณะนมาซนั้น เราจะกล่าวว่า “บิสมิ้ลลาฮฺ” หลายครั้งเพื่อเป็นการเตือน สัมทับให้กับตัวเอง เพราะตัวบาอฺในบิสมิลลาฮฺฯ นั้นสื่อถึงการขอความช่วยเหลือและการมอบความไว้วางใจต่อพระองค์ การเริ่มต้นการ ระลึกถึงพระองค์ ด้วยการมอบความไว้วางใจต่อพระองค์ เป็นการแสดงให้เห็นว่า เราปรารถนาที่จะขออำนาจการช่วยเหลือจากพระองค์ การรำลึกถึงพระองค์เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความหถวิลหาพระองค์

๕๖. นมาซกับจิตวิญญาณที่ยิงใหญ่

นมาซนั้นเป็นการสรรเสริญอัลลอฮฺ (ซบ.) ในฐานะผู้ทรงอุบัติและทรงบริบาลสิ่งเหล่านั้น พระองค์ คือแหล่งที่มาของความเมตตา และความจำเริญทั้งหลาย ทรงเป็นเจ้าแห่งวันอวสานของโลก ฉะนั้น ถ้าใครได้สรรเสริญพระองค์ด้วยใจที่นอบน้อมบนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจ ยากยิ่งนักที่เขาจะไปสรรเสริญสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากพระองค์ ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กล่าวว่า...“ฉันซึ่งเป็นผู้สืบวงศ์วานท่านศาสดา(ศ็อลฯ) เติบโตมาจากตักของท่านหญิงฟาติมะฮฺ จะไม่ยอมให้สัตยาบัน (บัยอะฮฺ) กับคนเฉกเช่นยะซีดเด็ดขาด” แน่นอน เป็นหน้าที่ของมนุษย์ต้องสรรเสริญพระองค์ มิใช่ ยกย่องฏอฆูต เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ทรงเมตตา และปรานี อีกทั้งทรงเป็นเจ้าแห่งวันสอบสวน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ยังมีใครและอำนาจอื่นใดอีกหรือที่คู่ควรให้เราสรรเสริญ นอกเหนือจากพระองค์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดามุสลิม เมื่อใดที่เขา ทำการสรรเสริญผู้กดขี่บัลลังก์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) จะสั่นสะเทือนทันที

ดังนั้นจะเห็นว่า การสรรเสริญพระองค์เป็นเหตุทำให้จิตวิญญาณของ เรามีพลังและเติบโต และมันไม่พร้อมที่จะสรรเสริญสิ่งอื่นใดอีกนอกจาก พระองค์ ซึ่งพลังจิตที่เข้มแข็งนี้สารถสร้างได้จาก การดำรงนมาซและการ สรรเสริญที่มีต่อพระองค์ แต่น่าเสียดายที่ว่า ส่วนมากของมุสลิม มิได้ปฏิบัติ นมาซด้วยจิตที่มีสัมมาสมาธิ เขาจึงมิได้บรรลุยังเป้าหมายที่แท้จริงของนมาซ

๕๗. นมาซกับการเจริญรอยตามแบบอย่างที่ดีงาม

ประโยคที่กล่าวว่า “แนวทางของบรรดาผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา” แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เราปรารถนาจากพระองค์คือ ขอพระองค์โปรดทำให้เราได้เติบโตและเคลื่อนไหวอยู่บนแนวทางของหมู่ชนที่พระองค์ทรงโปรดด้วยเถิด อันได้แก่แนวทางของบรรดาผู้ซึ่งรู้จักพระองค์เป็นอย่างดี ผู้ที่มีความรักต่อพระองค์ ผู้ที่กำหนดวิถีชีวิตไว้บนแนวทางของพระองค์ ผู้ที่ต่อสู้ อดทน ยึดมั่นและไม่ยอมแยกจากพระองค์

อัล-กุรอานซูเราะฮฺนิสาอฺ โองการที่ ๖๙ ได้กล่าวถึงชนสี่กลุ่มที่พระองค์ ทรงโปรดปรานเป็นที่สุดอันได้แก่ บรรดาศาสดาทั้งหลาย บรรดาผู้พลีชีพ บนหนทางของพระองค์ บรรดาผู้สัจจริง และบรรดากัลยาณชน

ฉะนั้น ความโปรดปรานที่แท้จริงก็คือ อีมาน (ความศรัทธา) และความผูกพันที่มีพระองค์ (ซบ.) การขับดำเนินชีวิตไปบนความพึงพอพระทัยและแสดงความเสียสละบนแนวทางของพระองค์ การรักษาสัมพันธภาพระหว่างเรากับพระองค์

ทั้งนี้ก็เพราะความโปรดปรานทั่วไปที่เป็นวัตถุ สิงห์สาราสัตว์ทั่วไปก็ได้รับอานิสงค์ด้วยเช่นกัน อัล-กุรอานกล่าวว่า
“ทั้งนี้ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่เจ้า และบรรดาปศุสัตว์ของเจ้า”(مَتَاعًا لَكُمْ وَلِأَنْعَامِكُمْ (ซูเราะฮฺนาซิอาต : ๓๓)

ด้วยเหตุนี้จะสังเกตเห็นว่า มนุษย์นั้นปรารถนาในความโปรดปราน จากพระองค์ทั้งสองแบบ เพียงแต่ว่าประการแรกนั้นมีความสำคัญมากกว่าประการที่สอง เพราะเป็นปัจจัยและเป็นเสบียงที่ติดตัวมนุษย์ไปตลอดกาล

แต่ปัจจุบันนี้มนุษย์บ้างกลุ่มเกิดความสับสน เพราะเขาได้ทุ่มเทแรง กายแรงใจและทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายทางดุนยาเขาเลือก ใช้ปัจจัยแต่เพียงด้านเดียว ขณะเดียวกัน ก็ยังมีมนุษย์อีกบางกลุ่มที่มีความ เข้าใจและพยายามใช้ความรู้ ความสามารถ ด้วยกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ในตัว เพื่อแสวงหาความโปรดปรานที่เป็นความด้านใน ด้วยความหวังอย่างเต็ม วิญญาณว่า เขาคงจะได้รับความโปรดปรานนั้นจากพระองค์ เพราะถือ ว่าเป็นสัจธรรมแห่งชีวิตและเป็นธรรมชาติ ของมนุษย์อย่างแท้จริง ฉะนั้น จำเป็นสำหรับผู้ศรัทธาทุกท่านที่ต้องวอนขอจากพระองค์เสมอว่า โปรดประทาน แนวทางของบรรดาผู้ซึ่งได้รับความโปรดปราน (นิอฺมัต) อย่างแท้จริงให้กับ เราด้วยเถิด

๕๘. นมาซกับความรู้

อัล-กุรอานได้กล่าวถึงนมาซของชาวฟ้าและฝูงนก และการตัสบีห์ของพวกเขาว่า
“มวลสรรพสิ่งในฟากฟ้าและแผ่นดินต่างแซ่ซ้องสดุดีแด่พระองค์รวมทั้งนกที่บินเป็นฝูงล้วนล่วงรู้ถึงการนมาซและการตัสบีห์ของเขาเอง” (أَلَمْ تَرَى أَنَّ اللَّهَ يُسَبِّحُ لَهُ مَنْ فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ وَالطَّيْرُ صَافَّاتٍ كُلٌّ قَدْ عَلِمَ صَلَاتَهُ وَتَسْبِيحَهُ(ซูเราะฮฺอันนูร : ๔๑)

อีกโองการหนึ่งพระองค์ตรัสว่า
“พวกเจ้าจงอย่างปฏิบัตินมาซในขณะที่พวกเจ้ากำลังเมามาย จนกว่าพวกเจ้าจะรู้ในสิ่งที่พวกเจ้าพูด” (يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَقْرَبُوا الصَّلَاةَ وَأَنْتُمْ سُكَارَى حَتَّى تَعْلَمُوا مَا تَقُولُونَ (ซูเราะฮฺอันนิสาอฺ : ๔๓)

เหล่านี้เป็นคำแนะนำเพื่อให้มนุษย์พึงสังวรตนเองขณะปฏิบัตินมาซ มีฮะดีษกล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า "นมาซของผู้รู้ดีกว่านมาซของพวกบำเพ็ญศีล"
อิสลามแนะนำบรรดาพ่อค้าและนักธุรกิจทั้งหลายว่า “จงศึกษาถึงสิ่งที่ฮะล้าลและฮะรอมก่อนแล้วจึงเริ่มทำการค้า” หมายถึง ศึกษาก่อนว่าสิ่งใดบ้างที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ทำการค้าขาย

การสอนนมาซเช่นเดียวกัน จำเป็นต้องสอนให้เยาวชนได้รับรู้ถึงบทเรียนที่แฝงอยู่ในการนมาซ เพื่อพวกเขาจะยืนขึ้นนมาซด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
๕๙. นมาซกับการญิฮาด

ศาสนบัญญัติแห่งอิสลามมีความสอดคล้องเกี่ยวโยงกันอย่างเป็นระบบ อาทิเช่น การนมาซกับการญิฮาด(ต่อสู้ในหนทางศาสนา)
อัล-กุรอานกล่าวถึงศพผู้ที่หนีสงครามว่า

“เจ้า(มุฮัมมัด)จงอย่าปฏิบัตินมาซ(มัยยิต)ให้กับพวกเขาทุกคนที่ตายเด็ดขาด และจงอย่ายืนบนหลุมฝังศพ (เยี่ยมและขอดุอาอฺให้) ของพวกเขา เพราะพวกเขา ทรยศต่ออัลลอฮฺและศาสนฑูตของพระองค์ และพวกเขาได้ตายขณะที่พวก เขาเป็นผู้ฝ่าฝืน” (لَا تُصَلِّ عَلَى أَحَدٍ مِنْهُمْ مَاتَ أَبَدًا وَلَا تَقُمْ عَلَى قَبْرِهِ إِنَّهُمْ كَفَرُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ وَمَاتُوا وَهُمْ فَاسِقُونَ (อัตเตาบะฮฺ : ๘๔)

ในช่วงสงครามแปดปีระหว่างอิรัคกับอิหร่าน ทหารอาสาสมัครคนหนึ่ง ได้เขียนจดหมายไว้ว่า...“ถ้าฉันตายไปในสนามรบ(ชะฮีด) โปรดอย่านำร่างของฉันไปฝังจนกว่าผู้คนทั้งสองฝ่ายที่ไม่ถูกกันจะคืนดีกัน” จะเห็นว่าอาสาสมัครผู้นี้ได้ใช้เลือดของตนเป็นตัวแก้ไขปัญหาสังคม ซึ่งแทนที่เขาจะพูด ว่า “ฉันไม่ยินยอมให้นายคนนั้นคนนี้ หรือคนกลุ่มโน้น กลุ่มนี้ มาร่วมงานศพของฉันเด็ดขาด” เพราะถ้าเขาพูดเช่นนี้ ไฟแห่งความร้าวรานและความอคติที่มีต่อกันคงจะรุนแรงยิ่งขึ้น

๖๐. ความต้องการนมาซในช่วงวัน

ช่วงเวลาใดก็ตามที่มีความยุ่งวุ่นวายมาก ช่วงเวลานั้นย่อมมีความต้องการนมาซมากเช่นกัน จะสังเกตุเห็นว่า เวลากลางคืน คนเราจะมีเวลาว่างไม่ต้องยุ่งกับปัญหาขีวิตนับตั้งแต่พลบค่ำเป็นต้นไป จนถึงเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ ในช่วงเวลานั้นจะไม่มีนมาซที่เป็นวาญิบ ซึ่งความต้องการทางจิตวิญญาณของมนุษย์นั้น มักจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงกลางวัน ขณะเดียวกัน อารมณ์ใฝ่ต่ำ บรรดาฏอฆูตผู้ละเมิด ความหลอกลวง เล่ห์เพทุบาย และความผิดบาปทั้งหลายจะปรากฏอย่างเด่นชัดในตอนกลางวันในรูปแบบต่าง ๆ เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ เมื่อเริ่มรุ่งอรุณของวันใหม่จนถึงเวลาพลบค่ำ อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงได้กำหนดให้มวลมุสลิมปฏิบัตินมาซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางวันได้มีคำแนะนำเอาไว้ว่า

“เจ้าจงดำรงนมาซทั้งสองช่วงของกลางวัน” (أَقِمْ الصَّلَاةَ طَرَفِي النَّهَارِ (ซูเราะฮฺฮูด : ๑๑๔)

อีกโองการกล่าวว่า
“พวกเจ้าจงรักษาการนมาซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมาซช่วงกลาง” (حَافِظُوا عَلَى الصَّلَوَاتِ وَالصَّلَاةِ الْوُسْطَى (อัล-บะกอเราะฮฺ :๒๓๘)

อัล-กุรอานต้องการเตือนว่า พวกเจ้าอย่าประพฤติตัวเหมือนพวกมุนาฟิกีนผู้กลับกลอกผู้ที่ได้ละทิ้ง นมาซญะมะอะฮฺ (นมาซร่วมกัน)
ความผิดบาปและอบายมุขทั้งหลายจะติดตามมนุษย์ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีเวลาว่างอย่างพอเพียง เช่น วันศุกร์ซึ่งถือว่าเป็นวันหยุด ด้วยเหตุนี้ นมาซญุมุอะฮฺ จึงได้รับการเน้นและแนะนำไว้อย่างเป็นพิเศษให้ปฏิบัติ และเหตุที่บัญชาให้ปฏิบัตินมาซในตอนกลางวันอาจเป็นเพราะว่ามนุษย์อยู่ท่ามกลางอบายมุขมากมาย เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดมีความผิดพลาดหรือหลงระเริงไปกับสิ่งเหล่านั้น จึงกำหนดให้มีการปฏิบัตินมาซ

นอกจากนี้ การที่อิสลามกำหนดให้เด็กผู้หญิงบรรลุนิติภาวะทางศาสนาตั้งแต่อายุ ๙ ขวบบริบูรณ์ อาจเป็นเพราะด้วยความอ่อนโยนและความบริสุทธิทางจิตวิญญาณของพวกเธอ อาจจะทำให้พวกเธอถูกคุกคามจากฝุ่นควันแห่งกิเลสได้ง่าย

นอกจากนี้อิสลามยังสอนว่า เพื่อเป็นการขจัดปัญหาให้คลี่คลายไปในทางที่ดี อิสลามจึงแนะนำให้ปฏิบัตินมาซ(มุสตะฮับ)ให้บ่อยขึ้น
อัล-กุรอานกล่าวว่า

“เจ้าจงขอความช่วยเหลือด้วยความอดทน และการดำรงนมาซ” (وَاسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلَاةِ (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ : ๔๕)

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจะเห็นว่านมาซได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์อย่างลงตัว สามารถช่วยขจัดปัญหาของสังคมให้หมดไปได้ ขณะเดียวกันนมาซสามารถสร้างพลังให้กับมนุษย์ อันเป็นพลังที่เข้มแข็งจนกระทั่งสามารถสร้างความรู้สึกทางอารมณ์ และจิตวิญญาณได้อย่างดียากที่จะหาพลังใดเหมือน

๖๑. นมาซเป็นปราการอันมั่นคงที่ต้านทานความผิดบาป

ที่ใดที่มีป้อมปราการแห่งนมาซ ณ ที่นั้นชัยฏอนมารร้ายจะถอยทัพหนีอย่างไม่คิดชีวิต ในทางกลับกัน ถ้าสายลูกประคำแห่งนมาซในสังคมถูกตัดขาด ความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณต่างๆก็จะอันตรธานหายไป

อัล-กุรอานกล่าวว่า “แท้จริงนมาซสามารถยับยั้งความอนาจารและสิ่งต้องห้ามทั้งหลายได้” (إِنَّ الصَّلَاةَ تَنْهَى عَنْ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ (ซูเราะฮฺอัล-อังกะบูต :๔๕)

ผู้ปฏิบัตินมาซไม่ควรแสดงอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่อนุญาตและปฏิบัตินมาซบนสถานที่ฮะร่าม มีร่างกายสกปรกและรับปรานอาหารที่ไม่ฮะล้าลได้ เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องปกป้องนมาซมิให้บาฏิล (เสีย) ซึ่งการกระทำดังกล่าวเท่ากับเป็นการบังคับตัวเองให้ระวัง และออกห่างจากความอนาจารทั้งหลาย

การสร้างสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้า จะส่งผลให้จิตวิญญาณของมนุษย์บริสุทธิ์ และออกห่างจากความ ความผิดบาป อีกทั้งทำให้เขาเป็นผู้มีความละอาย ฉะนั้น เราจะไม่พบเจอผู้ที่ปฏิบัตินมาซด้วยความบริสุทธิ์ใจคนใดที่เมื่อออกจากมัสญิดแล้วเขาจะเดินเข้าสู่วงการพนันหรือสถานบำเรอความสุขและแหล่งมั่วสุมอบายมุขทั้งหลาย หรือไปประกอบกรรมชั่วอื่น ๆ ในทางกลับกันเมื่อใดที่รากแก้วของนมาซถูกทำลาย สังคมจะเปลี่ยนแปลงและมีความประพฤติเฉกเช่นชัยฏอนมารร้ายทันที

อัล-กุรอานกล่าวว่า
“(ภายหลังจากบรรดาศาสดา) ได้มีชนกลุ่มหนึ่งอุบัติขึ้นเพื่อทดแทน ซึ่งพวกเขาละเลยต่อการนมาซ พวกเขาปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ” (فَخَلَفَ مِنْ بَعْدِهِمْ خَلْفٌ أَضَاعُوا الصَّلَاةَ وَاتَّبَعُوا الشَّهَوَاتِ (ซูเราะฮฺมัรยัม : ๕๙)

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) อธิบายโองการดังกล่าวว่า “ภายหลังจาก ๖๐ ปี จะมีชนกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้น พวกเขาจะเป็นพวกทำลายนมาซ” อัล-กุรอานได้ทำการเตือนว่าประวัติ ศาสตร์ไม่มีวันตาย ฉะนั้น เหมือนในอดีตได้มีพวกทำ ลายนมาซเกิดขึ้นแล้ว และแน่นอนว่า ในอนาคตก็ต้องมีคนจำพวกนี้เกิดขึ้นอีก (ตับสีร นิมูเนะฮฺ)

นมาซ คือสายป่านที่เชื่อมกันระหว่างอัลลอฮฺ (ซบ.) กับมนุษย์และด้วยกับนมาซนี้เอง ที่ทำให้ความสัมพันธ์และอีมานที่มีต่อพระองค์ (ซบ.) มั่น คงยิ่งขึ้น นมาซคือสัญลักษณ์ของมิตรแท้ เพราะโดยปกติแล้วคนที่มีความรักต่อกันย่อมมีอารมณ์ใฝ่ฝันรัญจวนถึงกันและกัน อยากอยู่ใกล้ อยากพบ และอยากพูดคุยกันให้มากกว่าปกติ

ฮะดีษกล่าวว่า
“ช่างประหลาดเหลือเกิน สำหรับผู้ที่กล่าวอ้างว่าเขารักอัลลอฮฺ(ซบ.) แต่ในยามรุ่ง อรุณเขาไม่เคยตื่นขึ้นมาพูดคุยขอพร และพบปะกับคนรักของเขา”

แน่นอน เมื่อมนุษย์ปลีกตัวออกห่างจากอ้อมอกของบรรดาเอาลิยาอฺ (มวลมิตรของอัลลอฮฺ) เขาก็ต้องตกอยู่ในน้ำมือของบรรดาฎอฆูต และพวกมารร้ายทั้งหลาย เมื่อมนุษย์ไม่มอบหมายความไว้วางใจต่ออัลลอฮฺ เขาก็ต้องหันไปพึ่งอารมณ์ใฝ่ต่ำจะตกเป็นทาสมัน เมื่อเขาตัดความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณจากอัลลอฮฺ เขาก็ต้องมีสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นของธรรมดา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มนุษย์สามารถทำให้มันแน่นแฟ้นขึ้นได้ ด้วยกับการปฏิบัตินมาซเสมอ นมาซจึงเปรียบเสมือนชนวนที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่มีต่อพระองค์ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเมตตาและความปรานีของพระองค์จะหลั่งไหลสู่มนุษย์ และการระลึกถึงวันแห่งการสอบสวนจะปรากฏเป็นรูป ธรรมอย่างชัดเจนทางปัญญาและจิตใจ มนุษย์จะไม่พร่ำเรียกถึงสิ่งอื่น “นอก จากแนวทางที่เที่ยงธรรมของพระองค์” ดุจเช่น ที่พระองค์เคยมอบแก่กลุ่มชนที่พระองค์ทรงประสงค์มาแล้ว ดังนั้นเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่ต้องหมั่นขอ ดุอาอฺเสมอ ๆ ว่า “ขอพระองค์ โปรดประทานแนวทางที่เที่ยงตรง และโปรดนำเราให้ออกห่างจากแนวทางของบรรดาพวกที่พระองค์ทรงกริ้วด้วยเถิด”

๖๒. นมาซกับการจัดสรรเวลา

อัล-กุรอานซูเราะฮฺอัน-นูร โองการที่ ๕๘ ได้กล่าวถึงเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัตติว่า เมื่อใดก็ตามที่ต้องการเข้าห้องของบิดามารดาต้องขออนุญาตเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสามเวลาดังต่อไปนี้ ก่อนนมาซศุบฮฺหลังจากนมาซอิชาอฺและตอนบ่าย อันเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่จะพักผ่อนและเปลี่ยนอิริยาบท ฉะนั้น จะสังเกตเห็นว่าเวลาดังกล่าวได้ถูกจัดให้ตรงและสอดคล้องกับเวลาของนมาซพอดี

๖๓. นมาซ คือเครื่องมือที่ใช้ชำระล้างความผิด

หลังจากโองการที่รณรงค์ให้นมาซ อัล-กุรอานได้กล่าวว่า
“แท้จริง แล้วคุณงามคามดีจะเป็นตัวทำลายล้างความผิดบาปทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺอัล-ฮูด : ๑๑๔)

อิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า
“เมื่อลืมตัวและได้ทำความผิดบาป จงปฏิบัตินมาซ ๒ ระกะอัต และขอพระองค์ให้ทรงยกโทษ แน่นอนความผิดบาปจะได้รับการอภัย (นะฮฺญุ้ลบะลาเฆาะฮฺ ฮิกมะฮฺ ๒๒๙ )

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า
“ความผิดบาปหากเกิดขึ้นในช่วงระหว่างสองนมาซ จะได้รับการอภัยอย่างแน่นอน” (ชัรห์อิบนุอะบิ้ลหะดีด เล่มที่ ๑๐ หน้าที่ ๒๐๖)

ความผิดบาปที่ฮะดีษได้กล่าวถึง เป็นความผิดที่เกิดจากการหลงลืมต่อการระลึกถึงพระองค์ ฉะนั้น ความผิดในทำนองนี้สามารถลบล้างได้ด้วยการปฏิบัตินมาซหรือประกอบอิบาดะฮฺอย่างอื่น อันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกับพระองค์ ซึ่งการอภัยจะเป็นตัวทำลายความผิดนั้น

๖๔. นมาซกับการอบรมทีละขั้นตอน

รูปแบบของการอบรมสั่งสอนนั้น ต้องปฏิบัติอย่างเป็นระบบไปทีละน้อย ซึ่งอิสลามได้ให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้ไว้อย่างมาก
ริวายะฮฺได้กล่าวถึงการอบรมสั่งสอนไว้ว่า สามปีแรกควรปล่อยให้เด็กเป็นอิสระเมื่อ อายุครบ ๓ ขวบ ต้องสอนประโยคว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอก จากอัลลอฮฺ” ๗ ครั้ง ให้กับเขา
อายุครบ ๓ ขวบ ๗ เดือนกับ ๒๐ วัน ให้สอนประโยคที่สองว่า “มุฮัมมัด คือศาสนทูตของอัลลอฮฺ”
อายุครบ ๔ ขวบบริบูรณ์ สอนให้การอ่านเศาะละวาตแก่ ท่านมุฮัมมัดและลูกหลานของท่าน
อายุครบ ๕ ขวบบริบูรณ์ พอที่จะจำแนกแยกแยะและรู้จักมือข้างขวาและข้างซ้าย จงสอนให้เขารู้จักกิบละฮฺและการสุญูด

เมื่ออายุครบ ๖ ขวบบริบูรณ์ จงสอนนมาซ การรุกูอฺ และสุญูดให้กับเขา
เมื่ออายุครบ ๗ ขวบบริบูรณ์ จงสอนให้เขารู้จักการล้างมือและใบหน้าในการทำวุฎู่อฺ
เมื่ออายุครบ ๙ ขวบบริบูรณ์ จงสอนนมาซอย่างจริงจัง และถ้าหากเขาดื้อดึงให้กล่าวตักเตือนและลงโทษในที่สุด(วะซาอิ้ล เล่มที่ ๑๕ หน้าที่ ๑๙๓)

๖๕. นมาซ คือการระลึกถึงบรรดาชุฮะดา

เราได้รับการแนะนำไว้ว่า “สิ่งรองหน้าผากยามลงสุญูดที่ประเสริฐสุดของคือ ดินกัรบะลา หรือที่เรียกกันว่า “ตุรบะฮฺอิมามฮุซัยนฺ” ท่านอิมามศอดิก (อ.) ทุกครั้งที่ทำสุญูดท่านจะเอาหน้าผากแนบกับดินกัรบะลาเสมอ (วะซาอิ้ล เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๖๐๘)

การสุญูดลงบนดินกัรบะลาจะเป็นสาเหตุทำให้ม่านที่ขวางกั้นระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮฺ (ซบ.) ถูกเปิดออกทำให้มนุษย์ใกล้ชิดกับพระองค์มากยิ่งขึ้น


โปรดติดตามต่อ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์