๓๗. นมาซกับความจริงใจ

ใครก็ตามที่มีความรัก ย่อมปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ตนรัก ปรารถนาที่จะพูดคุยและสนทนากับเขา ใฝ่ฝันที่จะได้พบเขาตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรมและเป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง ดังนั้นใครที่กล่าวอ้างว่าตนรักอัลลอฮฺ (ซบ.) และมีความปรารถนาที่จะเข้าเฝ้าพระองค์แต่ไม่เคยปฏิบัตินมาซเลย หรือไม่เคยให้ความสำคัญต่อการนมาซ ย่อมถือว่าคำกล่าวอ้างและคำพูดของเขาไม่เป็นความจริง ด้วยเหตุนี้นมาซจึงอยู่ในฐานะเครื่องพิสูจน์พันธะสัญญาต่อพระเจ้าที่มนุษย์กล่าวอ้าง และจากเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้รู้ว่านมาซของมุนาฟิกก็เหมือนกับอะอฺมาล (การงาน อื่น ๆ ) ของเขาที่ปราศจากความซื่อสัตย์

๓๘. นมาซกับเจตนาอันแน่วแน่

การมีสมาธิ มีความนอบน้อม และมีความตั้งใจอย่างสมบูรณ์ในนมาซ เป็นหนึ่งในคำสอนของอิสลาม และเป็นสัญลักษณ์ขอมุอฺมิน (ผู้ศรัทธา) ดังนั้น ถ้าปฏิบัตินมาซโดยไม่ตั้งใจ แน่นอนนมาซของเขาจะไม่ถูกยอมรับ ดังนั้นนมาซจะได้รับการตอบรับเท่าที่จิตใจของเขาแน่วแน่กับการนมาซ อย่างไรก็ตาม นอกจากความแน่วแน่ในเจตนาแล้ว อิสลามยังได้สอนอีกว่าควรนมาซด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สะอาด มีการพรมน้ำหอม พร้อมด้วยกิริยาที่สุขุมดวงจิตที่สงบมั่น

ริวายะฮฺได้กล่าวว่า “ท่านอิมามสัจญาด (อ.) ได้แต่งองค์ด้วยอาภรณ์ที่สะอาดแลดูสวยงาม และเรียบร้อย เมื่อท่านเดินผ่านไปประชาชนต่างพูดว่า ท่านอิมาม (อ.) แลดู สวยงามเหมือนเจ้าบ่าวที่จะไปเข้าพิธีวิวาห์”

ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวว่า “เพราะฉันกำลังจะไปเข้าคารวะพระผู้ทรงสร้างผู้ทรงสง่างามเป็นที่สุด”
จากแบบฉบับอันดีงามของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) สามารถกล่าวได้ว่า เป็นการดีสำหรับสตรีด้วยเช่นกัน ที่จะต้องแต่งตัวให้สวยงามเธอสามารถ พรมประน้ำหอม และสวมใส่เครื่องประดับตามที่เธอปรารถนา เมื่อยามที่เธอเข้าสู่การนมาซ

๓๙. นมาซคือการทำการค้าที่เต็มไปด้วยผลกำไร

อัล-กุรอานกล่าวว่า“เจ้าจงรำลึกถึงข้าเพื่อข้าจะได้รำลึกถึงเจ้า”(فَاذْكُرُونِي أَذْكُرْكُمْ (ซู เราะฮฺบะกอเราะฮฺ : ๑๕๒)

การที่มนุษย์รำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) พระองค์มิได้รับประโยชน์ หรือผล กำไรในทางกลับกัน ถ้าพระองค์รำลึกถึงมนุษย์ถือว่าเป็นการุณย์พิเศษ ที่พระองค์ ได้กรุณาต่อเราอันได้แก่ ทรงอภัยในความผิดบาป ทรงแก้ไขปัญหา และทรง ตอบรับดุอาอฺของเรา ความการุณย์ของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์นั้นไม่มีที่ สิ้นสุด มีคุณค่ามหาศาลและเปี่ยมล้นไปด้วยความจำเริญ ความสิริมงคล และความไพบูลย์ทั้งลาย ดังนั้นขณะ ที่ปฏิบัตินมาซมนุษย์ได้รำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) ถือเป็นการให้ชนิดหนึ่งแต่เป็นการให้ที่หาคุณค่าไม่ได้เลย ครั้นเมื่อมนุษย์รับจากพระองค์นั้น ช่างมากมายอันเป็นความการุณย์ที่สุดจะประมาณค่าได้

ดังนั้น มนุษย์ทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) ขณะที่การรำลึกของเขา มิได้สร้างผลกำไรอันใดสำหรับพระองค์เพราะ “พระองค์ทรงปราศจากความต้องการทั้งมวล”(إِنَّ اللَّهَ غَنِيٌّ عَنْ الْعَالَمِينَ (ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน : ๙๗)

แต่อย่างไรก็ตาม การรำลึกถึงอัลลอฮฺเป็นเหมือนการค้าที่มนุษย์ ได้สร้าง คุณค่าและผลกำไรให้ตัวเอง เพราะมันเป็นการค้าที่พระองค์ได้เชิญให้มนุษย์ มาลงทุน

๔๐. นมาซกับความสงบมั่น

โลกปัจจุบันแม้ว่าจะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างสูง มีการพัฒนาไปสู่ความสุดโต่งทางวัตถุ และเป็นยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดนการติดต่อ สื่อสารทั่วทุกมุมโลกแลดูว่าง่ายและสะดวกไปทั้งหมด แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่อาจสร้างความสงบให้กับจิตของมนุษย์ได้ เพราะสถิติของผู้ป่วยโรคจิต หรือสถิติของผู้ใช้ยาควบคุมประสาทเพิ่มขึ้นมากอย่างน่ากลัว และยิ่งไปกว่านั้นสถิติของการฆ่าตัวตายเพียงคนเดียวหรือฆ่าตัวตายหมู่เมื่อเจอมรสุมทางเศรษฐกิจตกต่ำจนกลายเป็นผู้มีพันธะหนี้สินมากมายหรือกลายเป็นผู้ล้มละลาย ซึ่งเมื่อหาทางออกที่ดีให้กับชีวิตไม่ได้ ความฟุ้งซ่านของจิตได้ทำให้พวกเขาคิดสั้นและฆ่าตัวตายในที่สุด และเมื่อ พิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่าส่วนมากของผู้ฆ่าตัวตายล้วนเป็นผู้มีการศึกษาและอยู่ในสังคมที่เป็นอารยชนทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เป็นคำตอบที่ดีให้กับเราว่า แท้จริงแล้วความสงบของจิตใจมิได้ขึ้นอยู่กับมัน ทรัพย์สินนอกกายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ยังมีความปรารถนาในสิ่งที่เป็นสัจธรรมและเป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่ง สิ่งนั้นก็คือ การรำลึกพระผู้เป็นเจ้า การมีศรัทธามั่น การมีความรัก และการมอบหมายความไว้วางใจต่อพระองค์

ได้มีการกล่าวว่า แก่นแท้ของนมาซเป็นการระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสร้างสัมมาสมาธิในกับมนุษย์ อัล-กุรอานกล่าวว่า “แท้ จริงแล้วการระลึกถึงอัลลอฮฺ มิได้ทำให้จิตใจสงบดอกหรือ?” ในบางครั้ง เราอาจเคยพบคนที่มีบารมี มีอำนาจ มีเงินและมีความรู้ แต่เขากลับไม่มี ความสุขในชีวิต จิตใจต้องร้อนรุ่มและกระวนกระวายตลอดเวลา เป็นเพราะ ว่าเขาไม่มีสัมมาสมาธิ ผิดกับปุถุชนธรรมดาคนหนึ่งที่ชีวิตปราศจากทุกสิ่ง ยกเว้นความศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า แม้ว่ามันจะน้อยนิด แต่มันก็สามารถ ทำให้เขาสงบและมีสัมมาสมาธิได้

แน่นอนการระลึกถึงพระองค์ ได้สร้างสัมมาสมาธิให้กับเรา ซึ่งได้กล่า แล้วว่าดีที่สุดของการรำลึก คือการดำรงนมาซ เพราะนมาซเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าได้มากที่สุด อย่างน้อยวันหนึ่ง ๆ มนุษย์ มีโอกาสใกล้ชิดกับพระองค์ถึง ๕ ครั้งด้วยกัน ปรัชญาได้กล่าวว่า มนุษย์ ทุกคนมีสององค์ประกอบที่สำคัญยิ่งกล่าวคือ สังขารและจิตวิญญาณใน วันหนึ่ง ๆ มนุษย์ต้องทำวุฎู่ ๕ ครั้งและต้องปฏิบัตินมาซวันละ ๕ เวลา ในความหมายก็คือ มุสลิมได้ทำการชำระร่างกาย ด้วยการทำวุฏู่และชำระ จิตวิญญาณด้วยกับการดำรงนมาซ ๕ เวลา ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมและมโนจธรรม จึงเป็นผู้มีสัมมาสมาธิตลอดเวลา

ถ้าหากทำการวิเคราะห์ถึงมนุษย์ในปัจจุบัน จะพบว่าสิ่งที่ขาดหายไปจากมนุษย์ มิใช่ ความรู้หรือมิใช่ความชำนาญเฉพาะด้าน หากแต่เป็นสัมมาสมาธิ กล่าวคือ แม้ว่ามนุษย์จะมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวัตถุอย่างสูง แต่ มนุษย์ก็ยังเป็นผู้มีความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุดในทุก ๆ ด้าน ซึ่งสามารถ พิจารณาได้จากปัญหา และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน

ในอดีตกาลกล่าวกันว่า ฟิรอาวน์เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจ และบารมีที่สุด แต่เป็นเพราะว่าเป็นผู้มีความสุดโต่งในอำนาจและบารมีของตน จึงตั้ง ตนเป็นพระเจ้าและบังคับให้ผู้คนทำการเคารพสักการะตน ขณะเดียวกัน ฟิรอาวน์มีความหวั่นวิตกกับคำทำนายของโหรที่ว่าชีวิต และอำนาจของเขา จะถูกทำลาย โดยเด็กผู้ชายที่มีความใกล้ชิดกับเขา ฟิรอาวน์จึงได้มีคำสั่งให้สังหารเด็กผู้ชายทุกคน ฉะนั้น จากประวัติศาสตร์ตรงจุดนี้ สิ่งที่ไม่อาจ พบได้ในตัวของฟิรอาวน์ คือสัมมาสมาธิแม้แต่ในยุคต่อมา จะพบว่ามีกลุ่มชนที่ดื้อรั้น และดันทุรังกับความจริงแสมอมา เฉกเช่น อะบูละฮับ อบูญะฮิล สองผู้ต่อต้านท่านศาสดา (ศ็อลฯ) หลักคำสอนและศาสนธรรม กลุ่มชนที่เป็น มุนาฟิกีนผู้มีความกลับกลอก หรือแม้แต่อุละมาอฺนักปราชญ์ที่มีความรู้ แต่ กลับเป็นผู้ที่ไม่มีสัมมาสมาธิ คนพวกนี้ถูกจัดอยู่ในจำพวกของโคลนตม ที่ยังมิได้หลุดพ้นจากธาตุของความเป็นดิน

ในปัจจุบันนี้ หากจะยกตัวอย่างของผู้ที่มีสัมมาสมาธิอย่างมั่นคง คงไม่มีใครยิ่งใหญ่เกินไปกว่าท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ผู้ที่บุคคลทั่วโลกรู้จักกันดีในฐานะของนักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะของผู้ฟื้นฟูอิสลามหลักคำสอนและศาสนธรรม หรือในฐานะของนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) ได้แสดงให้เห็นว่า การเป็นผู้มีสัมมาสมาธินั้นเป็นอย่างไร ในตอนนั้นเมื่อท่านเริ่มปราศรัยได้ไม่นานนัก ท่านก็ถูกจับกุมโดย ทหารรับใช้ของกษัตริย์ชาห์ที่บ้านพักของท่าน เพื่อนำตัวไปยังกรุงเตหราน ระหว่างที่ถูกจับกุม ท่านมิได้แสดงความหวาดกลัวอันใดแม้แต่นิดเดียว ตรง กันข้ามทหารของกษัตริย์ชาห์กลับแสดงความหวาดกลัวออกมาเมื่ออยู่ต่อ หน้าท่านอิมาม (รฎ.) จนท่านต้องปลอบพวกเขาว่า “จงอย่ากลัวฉัน แต่จงกลัวอัลลอฮฺเถิด และจงปฏิบัติหน้าที่ของพวกท่านต่อไป”

ครั้นเมื่อท่านถูกเนรเทศออกนอกประเทศ และเดินทางกลับมายังมาตุภูมิอีกครั้งหลังจาก ๑๕ ปีผ่านไป ขณะที่นั่งอยู่บนเครื่องบินนักข่าวได้สัมภาษณ์ท่านว่า “ท่านมีความรู้สึกอย่างไร” ท่านอิมามได้ตอบว่า “ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย” คำ ๆ นี้ในวิชาอิรฟาน (วิชาที่ว่าด้วยการรู้จักซาตและซิฟาต ของพระผู้เป็นเจ้า) นั้นมีความหมายลุ่มลึกมาก เพราะสิ่งที่เป็นจริงในขณะนั้น คือรัฐบาลของกษัตริย์ชาห์ยังมีอำนาจอยู่ เป็นไปได้สูงที่เขาจะออกคำสั่งให้ยิงเครื่องบินลำที่ท่านอิมามโดยสารมาทิ้งเสียอย่างเฉียบพลัน หรือเมื่อถึงยังแผ่นดินอิหร่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาจมีคำสั่งให้จัดการขั้นเด็ดขาดกับท่านอิมาม ซึ่งตัวของท่านทราบดีถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจริง แต่ท่านหาได้มีความหวาดกลัวหรือมีความกระวนกระวายใจแต่อย่างไร และเมื่ออ่านพินัยกรรมประวัติศาสตร์ที่บันทึกว่า “ฉันได้จากโลกนี้ไปด้วยดวง จตที่สงบมั่นสู่โลกแห่งพระผู้เป็นเจ้า” ยิ่งทำให้พบว่าจิตของท่านมิได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลยไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ตำแหน่งหรือความศิวิไลซ์ของโลก นอกจากพระผู้เป็นแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจุดละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ดังกล่าวอยู่ที่ “นมาซ”

๔๑.นมาซ คือความศรัทธา

นับตั้งแต่รุ่งอรุณของอิสลาม มุสลิมได้ปฏิบัตินมาซ โดยหันหน้าไปทาง บัยตุ้ลมุก๊อดดิส (มัสญิดอัล-อักศอ) ต่อมาได้หันหน้าไปทางกิบละฮฺ ซึ่งเป็น สถานที่ตั้งของวิหารกะอฺบะฮฺ ตามเหตุผลที่อัล-กุรอาน ในซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า บรรดามุสลิมได้ถามว่า แล้วนมาซที่พวกเราได้ปฏิบัติก่อนหน้านี้จะเป็นเช่นไร อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ประทานโองการมาในขณะนั้นเพื่อเป็นคำตอบว่า “นมาซของพวกท่านถูกต้อง และอัลลอฮฺจะไม่ทำลายมรรคผลของพวกเจ้า” ซึ่งจะสังเกตเห็นว่าอัลลอฮฺ (ซบ.) ใช้คำว่า “อีมาน” แทน คำว่านมาซดังนี้ว่า“อัลลอฮฺจะไม่ทำลายอีมานของพวกเจ้า”(وَكَذَلِكَ جَعَلْنَاكُمْ (ซูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ : ๑๔๓)

ความหมายของโองการก็คือ อีมานนั้นเท่าเทียมกับนมาซ เพราะแทน ที่พระองค์จะตรัสว่า นมาซของพวกเจ้ามิได้สูญเสียไปไหนถูกต้อง แต่ พระองค์กลับตรัสว่า “ข้าจะไม่ทำลายอีมานของพวกเจ้า” เป็นการแสดงให้ เห็นว่า “นมาซนั้นคือ อีมาน ฉะนั้น การละทิ้งนมาซ คือการไม่มี อีมานนั้นเอง”

๔๒. นมาซกับความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ

คำ ๆ แรกที่เป็นวาญิบในนมาซคือ “อัลลอฮุอักบัร” หมาย ถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงยิ่งใหญ่และเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงเกรียงไกร ส่วนสรรพสิ่งอื่น ๆ ณ พระองค์ล้วนเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย เหมือนกับคนนั่งเครื่องบิน เมื่อเครื่องบินไต่ระดับสูงขึ้น ก็จะมองเห็นสรรพสิ่งทั้งหลายเล็กลง และยิ่งบินสูงมากเท่าไหร่ สรรพสิ่งที่อยู่เบื้องล่างก็จะเล็กลงมากเท่านั้นจนไม่อาจมองเห็นได้ในที่สุด

ทำนองเดียวกันคนที่ตระหนักอยู่เสมอว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงยิ่งใหญ่เสมอ ณ เขาและไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดใหญ่เทียบเท่ากับพระองค์ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นฎอฆูตหรือผู้มีอำนาจ หรือคนที่มีตำแหน่งและทรัพย์สฤงคารอื่น ๆ ก็จะไม่มีความหมายใด ๆ สำหรับเขา

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของมุตตะกีน (ผู้มีความยำเกรง) ว่า

“ในทัศนะของเขาอัลลอฮฺ พระผู้ทรงสร้างทรงยิ่งใหญ่เสมอ ส่วนสรรพ สิ่งอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากพระองค์ล้วนเป็นผงธุลีทั้งสิ้น”(นะญุลบะลาเฆาะฮฺ คุฎบะฮฺ มุตตะกีน)

เมื่อเป็นเช่นนี้ โลกและความศิวิไลซ์ของมันจะไร้ความหมาย ความ หลงใหลที่มีต่อมันก็จะอันตรธานหายไป การช่วงชิง การนองเลือด และการ เข่นฆ่ากัน เพื่อลาภยศสรรเสริญก็จะไม่เกิดขึ้น ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กล่าวว่า “อเมริกาไม่มีวันที่จะทำอะไรเราได้” คำกล่าวของท่านมิใช่ไร้เหตุผล บุคคลเฉกเช่นท่านอิมามผู้ซึ่งได้ผ่านประสบการณ์ชีวิต และมีความเชื่อมั่น อย่างเต็มวิญญาณว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมหายิ่งใหญ่ ฉะนั้น สำหรับท่าน แล้ว อเมริกาก็เปรียบเสมือนมดตัวเล็ก ๆ เท่านั้นเอง ท่านจึงไม่มีความหวาดกลัวหรือหวาดระแวงต่อเหตุการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

ท่านหญิงซัยนับ (อ.) ได้กล่าวในตอนบ่ายของวันอาชูรอว่า “โอ้ข้า แต่ พระผู้อภิบาล โปรดรับพลีที่เล็กน้อยจากเราเถิด”

แต่สิ่งที่เรารับทราบกันถึงเหตุการณ์ในกัรบะลา และการเป็นชะฮาดัต ของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.)นั้นยิ่งใหญ่มาก แต่สำหรับผู้ที่อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่ในทัศนคติของเขา ไม่ว่าเหตุการณ์ใดก็ตามจะดูเล็กไปเสียทั้งหมด

ครั้นเมื่อรัฐบาลของบนีอุมัยยะฮฺถามท่านหญิงถึงเหตุการณ์ในกัรบะลาว่า “เจ้าเห็นเป็นอย่างไรบ้าง?” ท่านหญิง (อ.) ตอบว่า “ฉันไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความสวยงาม” จะสังเกตเห็นว่าผู้ที่เป็นอาริฟ (รู้จักคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าอย่างดี) ยอมจำนนเสมอต่อการบริหารงานของพระองค์ ทุกภารกิจที่พระองค์ทรงโปรดล้วนเป็นปรัชญา และมีความสวยงามทั้งสิ้น

๔๓. นมาซกับความบริสุทธิ์ใจ

เงื่อนไขสำคัญที่ถูกต้องของนมาซคือ การเนียต เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระองค์ (กุรบะตัน) เพราะทุกอริยาบทหรือทุก ๆ คำพูดในนมาซไม่ว่าจะเป็นวาญิบหรือมุสตะฮับ หากกระทำโดยมีเจตนาอื่นใดที่มิใช่เพื่ออัลลอฮฺ (ซบ.) ถือว่านมาซบาฏิล (เสีย) หรือหากกำหนดเวลาหรือสถานที่นมาซเพื่อผู้อื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ ก็ถือว่านมาซบาฏิลเช่นกัน แม้แต่การกระทำของเขาที่ได้แสดงออกมาขณะปฏิบัตินมาซ ถ้าทำเพื่อผู้อื่น นมาซของเขาก็บาฏิลเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดจึงจะถือว่านมาซเป็นอิบาดะฮฺ เมื่อเขาผู้นั้นเนียตเพียงเพื่ออัลลอฮฺ (ซบ.) เท่านั้น หมายถึง การเนียตเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระองค์นับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่การนมาซจบ แน่นอน สิ่งนี้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าใครก็ตามที่สามารถเอาชนะพลังดึงดูดและการยั่วยุของโลกดุนยา หรือสามารถตัดใจจากทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยเชื่อมต่อสายใจกับพระผู้เป็นเจ้า และการรำลึกถึงพระองค์เท่านั้นที่ตรึงตราอยู่เต็มดวงใจของเขา ยามเมื่อเขาอยู่ตามลำพัง เขาก็จะปิดประตูหัวใจที่เปรียบเสมือนเขตหวงห้ามของอัลลอฮฺ ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นที่นอกเหนือจากพระองค์ย่างกรายเข้ามา ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ถือว่าเขาได้ครอบครองอัญมณีอันล้ำค่า

ขณะที่นมาซเราได้กล่าวว่า “เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอ นมัสการ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ” หมายถึง เราได้ยอมจำนน และแสดงการเคารพภักดีที่มีต่อพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และความ บริสุทธิ์ใจนี้เองที่เราพึงปรารถนาจากพระองค์

๔๔. นมาซ คือมาตรวัด

อัล-กุรอานกล่าวว่า “นมาซ คือภารกิจที่หนักอึ้ง (เป็นเรื่องใหญ่) ยกเว้นสำหรับบรรดาผู้นอบน้อม”(وَإِنَّهَا لَكَبِيرَةٌ إِلَّا عَلَى الْخَاشِعِينَ (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ ๔๕)

ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดที่เรารู้สึกว่านมาซคือความยุ่งยากและเป็นภาระที่หนักอึ้งนั้น แสดงว่าจิตใจของเราปราศจากความยำเกรง และความนอบน้อมที่มีต่อพระองค์อันเป็นเครื่องหมายของความอัปยศ และนิฟาก(กลับกลอก)

ท่านอิมามสัจญาด (อ.) ได้กล่าวถึงปรัชญาของนมาซไว้ในดุอาอฺ อบูฮัมซะฮฺ ษุมาลี (ดุอาอฺในเดือนรอมฎอน) ว่า...“โอ้ข้าแต่พระองค์ เมื่อถึงเวลานมาซ ทำไมพวกเราจึงไม่มีความสุข หรือเป็นเพราะว่าพระองค์ขับไสเราออกจากความเมตตาของพระองค์ หรือเป็นเพราะคำพูดที่หยาบคาย คำพูดที่ไร้สาระทำให้โอกาสเข้าเฝ้าของเราน้อยลง หรือพระองค์ทรงเห็นว่าเรามิใช่ผู้สัจจริง หรือเป็นเพราะว่าการคบเพื่อนไม่ดีทำให้เกิดผลเสียกแก่เรา” แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากผู้ศรัทธาคนใดคิดว่าการนมาซเป็นภาระที่หนักอึ้ง ย่อมบ่งบอกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น

๔๕. นมาซ คือความกรุณาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

บางคนอาจจะไม่เคยมีความเมตตา หรือความเมตตาของเขาหาค่าไม่ได้ และอยู่ในขอบเขตจำกัด หรือไม่เคยเผื่อแผ่ความเมตตาของตนแก่คนอื่น หรือถ้าจะให้ความเมตตากับใครสักคนก็จะมีข้ออ้างสารพัดอย่าง แต่สำหรับอัลลอฮฺ (ซบ.)แล้ว

- ความเมตตาของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด
- ความเมตตาของพระองค์มีไว้แก่ทุกคน
- พระองค์เชิญชวนมนุษย์ทุกคนไปสู่ความเมตตาของพระองค์
- พระองค์ทรงพึงพอพระทัยหากมีผู้เข้ามาสู่ความเมตตาของพระองค์
- พระองค์ทรงตอบรับมนุษย์ทุกคนโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน ของกำนัลและสิ่งแลกเปลี่ยน
- ความสัมพันธ์และการใช้ประโยชน์จากความเมตตาของพระองค์ ไม่ต้อง การเวลาและสถานที่จำกัด ไม่ต้องการสื่อกลาง ไม่มีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากความเป็นมิตรแท้ และความซื่อสัตย์

ดังนั้น จำเป็นที่เราต้องแสดงความซื่อสัตย์และความเป็นมิตรแท้ และ แสดงความปรารถนาในมิตรแท้จากพระองค์
๔๖. นมาซมิใช่การกระทำที่ซ้ำซาก หากแต่เป็นเพิ่มระดับความลึกซึ้ง

บางคนคิดว่านมาซคือการกระทำที่ซ้ำซากจำเจ แต่แท้ที่จริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะนมาซคือบันไดที่พัฒนาไปสู่ความสูงส่ง ยิ่งผู้ปฏิบัตินมาซมีสมาธิและมีความนอบน้อมมากเท่าใด นมาซก็จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสูงส่งมากเท่านั้น จริงอยู่ภายนอกและรูปแบบของนมาซ เช่น รุกูอฺและสุญูดแม้ว่าจะเป็นการทำซ้ำหลายครั้ง แต่ในความเป็นจริงสิ่งเหล่านี้คือขั้นตอนที่นำไปสู่การพัฒนาศักยภาพจิตวิญญาณให้สูงขึ้น เหมือนกับการขุดบ่อบาดาลที่ยิ่งขุดลึกลงไปมากเท่าใดก็ยิ่งลึกใกล้น้ำมากเท่านั้น สรุปแล้ว ภายนอกของนมาซดูเหมือนว่าเป็นสิ่งซ้ำซากจำเจ แต่ภายในนั้นลุ่มลึกและมีพลวัตทางจิตวิญญาณ ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ นมาซเป็นบันไดที่ก้าวไปสู่ความสูงส่งนั้นเอง


โปรดติดตามต่อ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์