บางคนต้องใช้ความอดทนอย่างมากสำหรับการรณรงค์ให้คนในครอบครัวนมาซ
อัล-กุรอานกล่าวว่า “และเจ้าจงสั่งให้ครอบครัวของเจ้านมาซ และเจ้าจงอดทนเพื่อการนั้น” (وَأْمُرْ أَهْلَكَ بِالصَّلاةِ وَاصْطَبِرْ عَلَيْهَا (ซูเราะฮฺฏอฮา : ๑๓๒)

หน้าที่รองประการแรกของมนุษย์ หลังจากหน้าที่ของตัวเอง คือ ครอบครัว เพราะในบางครั้งการอบรมคนในครอบครัวนั้นมีความยากลำบากกว่าการเชิญชวนคนภาย นอก ซึ่งต้องใช้ความอดทนและความอุตสาหะอย่างยิ่ง ผู้เป็นบุพการีทั้งหลายคงต้องสร้างความเข้าใจกับคำว่า “ความมีขันติ” นั้นคืออะไร มิใช่ว่าสอนสั่งพวกเขาสองสามครั้งแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ปล่อยไปตามอำเภอน้ำใจสุดแต่บุญวาสนาจะพาพวกเขาไปทางไหน

บางคนได้กำหนดให้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดเป็นเวลาของนมาซ ดังเช่นที่ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวกับท่านมาลิก อัชตัรว่า “เจ้าจงกำหนดให้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเจ้าเป็นเวลานมาซเถิด”
และท่านได้กล่าวอีกว่า “เจ้าจงพึงสังวรไว้เถิดว่าภารกิจการงานทั้งหลายของเจ้าต้องพึ่งพานมาซของเจ้า”

บางคนให้ความสนับสนุนและส่งเสริมให้คนอื่นดำรงนมาซ
อัล-กุรอานกล่าวว่า “และพวกเขาตักเตือนกันในเรื่องสัจธรรม” (ซูเราะฮฺอัล-อิศริ : ๓)

การส่งเสริมและการสนับสนุนกันนั้นอาจจะกระทำด้วยวาจา หากผู้ที่มีบทบาทในสังคมร่วมยืนนมาซในแถวแรกเสมอ หากผู้ศรัทธาไปมัสญิดโดยสวมใส่เสื้อผ้าที่แลดูสะอาดและประพรมน้ำหอมเสมอ หากอิมามเลือกอ่านซูเราะง่าย ๆ ในนมาซ ไม่ทำให้ยืดเยื้อจนเกิดความเบื่อหน่าย สิ่งเหล่านี้จะเป็นการรณรงค์ในเชิงปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อให้ผู้คนให้ความสำคัญต่อการนมาซในมัสญิด

หากอัครศาสดาขั้นสูงเฉกเช่นท่านศาสดาอิบรอฮีมและอิสมาอีล (อ.)อาสาเป็นผู้ทำความสะอาดบ้านของอัลลอฮฺ แน่นอนว่าหากบุคคลที่มีชื่อเสียงอาสาเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีนมาซญะมาอัต ย่อมมีผลต่อการเชิญชวนผู้คนมาร่วมนมาซอย่างแน่นอน

บางคนได้บริจาคทรัพย์สินของตนเพื่อการนมาซ เช่น มีชาวสวนบางเมืองในอิหร่านได้บริจาคเรือกสวนของตน เพื่อให้รายได้จากผลผลิตเป็นค่าใช้จ่ายของมัสญิดและกิจกรรมเกี่ยวกับนมาซ

บางคนต้องยอมถูกลงโทษอย่างสาหัส เพียงเพื่อต้องการดำรงนมาซ เช่น บรรดานักปฏิบัติอิสลามที่ถูกลงโทษในเรือนจำสมัยกษัตริย์ชาห์
บางคนเฉกเช่น ท่านซุเฮรต้องยอมสละชีพ โดยแอ่นอกรับลูกธนูในวันอาชูรอ เพื่อปกป้องท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ขณะดำรงนมาซ
และบางคนได้พลีชีพบนวิถีทางของนมาซ เช่น บรรดาชูฮะดามิหฺรอบ อาทิ ท่านอายะตุ้ลลอฮฺอิชรอฟีย์ อิศฟาฮานีย์ ท่านอายะตุ้ลลอฮฺดัสฆีบฺ ท่านอายะตุ้ลลอฮฺศุดูกีย์ ท่านอายะตุ้ลลอฮฺมะดะนีย์และท่านอายะตุ้ลลอฮฺกอฎีย์ฎอบาอีย์ บรรดาท่านเหล่านี้ได้ถูกพวกมุนาทิกีนลอบสังหารขณะนำนมาซ

และบางท่านสละชีพขณะนมาซ เช่น ท่านอิมามอลี (อ.)

๒๐. การละทิ้งนมาซ คือสาเหตุที่ทำให้เป็นชาวนรก

ในวันกิยามะฮฺจะมีการซักถามกันระหว่างชาวสวรรค์กับชาวนรก ซึ่งข้อซักถามของพวกเขา อัลกุร-อานบางซูเราะฮฺ เช่น (ซูเราะฮฺมุด-ดัษษิรฺ) ได้บรรยายสรุปไว้ว่า “และชาวสวรรค์ได้ถามชาวนรกว่า อะไรคือสาเหตุทำห้พวกท่านต้องถูกลงโทษในไฟนรกหรือ พวกเขาได้ตอบว่ามีอยู่สี่สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเราเป็นชาวนรก ซึ่งหนึ่งในสี่สาเหตุนั้นคือ” “การที่พวกเราไม่ดำรงนมาซ พวกเราไม่เคยแจกจ่ายอาหารแก่คนอนาถา และพวกเราได้วิพากวิจารณ์ร่วมกับบรรดาผู้วิจารณ์ทั้งมวล และพวกเรากล่าวว่าวันตอบแทนเป็นเรื่องเท็จ”(قَالُوا لَمْ نَكُ مِنَ الْمُصَلِّينَ *وَلَمْ نَكُ نُطْعِمُ الْمِسْكِينَ *وَكُنَّا نَخُوضُ مَعَ الْخَائِضِينَ *وَكُنَّا نُكَذِّبُ بِيَوْمِ الدِّينِ (ซูเราะฮฺอัล-มุดดัษษิรฺ : ๔๓-๔๖)

ฉะนั้น นมาซจึงเป็นเสมือนดาบสองคมที่ให้คุณแก่ผู้ดูแลรักษา และให้โทษแก่ผู้ที่ละทิ้งมัน

๒๑. ผู้ละทิ้งนมาซ คือผู้ไม่มีความหวัง

ระหว่างความหมายของคำว่า รอญา อะมะลัน อุมนียะฮฺ และ สะฟาฮะฮฺ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ซึ่งหากเราจะเปรียบเทียบความแตกต่างของคำทั้งสี่ ก็อาจเปรียบได้กับความหวังของเกษตรกร เพราะถ้าเกษตรกรคนหนึ่ง เอาใจใส่ดูแลพืชผลของตนและปฏิบัติไปตามคำแนะนำของเกษตรอำเภอ ซึ่งเขามีความหวังในผลผลิตของเขา ความหวังเช่นนี้เรียกว่า “รอญา”

ถ้าเกษตรกรผู้นี้ไม่ค่อยเอาใจใส่ดูแลพืชผลของตนเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ยังหวังในผลผลิตของเขาความวังเช่นนี้เรียกว่า “อะมะลัน”
ถ้าเขาไม่สนใจเลยหรือไม่เคยเอาใจใส่ดูแลพืชผลแม้แต่นิดเดียว แต่ยังหวังว่าจะได้ผลผลิต ความหวังเช่นนี้เรียกว่า “อุมนียะฮฺ” เป็นความหวังที่เกิดจากภาพจินตนาการ

แต่ถ้าเกษตรกรผู้นี้ได้หว่างเมล็ดข้าวสาลีลงไป โดยหวังว่าจะได้ผลผลิตเป็นข้าวบาเล่ย์ ความหวังเช่นนี้เรียกว่า “สะฟาฮะฮฺ” หมายถึงความหวังที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับคนที่ละทิ้งนมาซแต่มุ่งหวังรางวัลตอบแทนจากพระองค์
ถ้าหากพิจารณาอย่างรอบคอบจะพบว่า ความหวังประเภทที่หนึ่งและสองนั้น เป็นที่ยอมรับดังที่เราอ่านกันเสมอในดุอาฮฺ อบูอัมซะฮฺษุมาลีย์ว่า

“โอ้ข้าแต่พระองค์ สำหรับพวกเราแล้ว มีความหวังที่ยาวไกลและมากมาย (ในการอภัยของพระองค์)”

อีกประโยคหนึ่งกล่าวว่า“โอ้ข้าแต่พระองค์สำหรับพวกเราแล้ว พระองค์คือความหวังที่ยิ่งใหญ่”

ส่วนความหวังประเภทที่สาม ได้รับการวิจารณ์จากอัล-กุรอาน เพราะพวกชาวคำภีร์พูดว่า “จะไม่มีใครได้เข้าสวรรค์ นอกจากยะฮูดี หรือนัศรอนี” อัล-กุรอานกล่าววิจารณ์ว่า “นี่เป็นความเชื่อและเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ”

ความหวังประเภทที่สี่ เป็นความหวังที่เป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาหวังให้อัลลอฮฺ (ซบ.) ทำให้จักรภพนี้พินาศ ขณะที่พระองค์ คือผู้ทรงกรรมสิทธิ์และเป็นผู้บริบาลจักรภพนี้

ชีวิตที่เป็นสุขและมีพรไพบูลย์ คือชีวิตที่อยู่บนวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้า มีการเคารพสักกระ สร้างความคุ้นเคยต่อพระองค์ และมีการดำรงนมาซ ฉะนั้น ผู้ที่ละทิ้งนมาซ ไม่สมควรมีความหวังในความช่วยเหลือใด ๆ จากพระองค์

๒๒. นมาซ คือกุญแจที่จะทำให้อิบาดะฮฺอื่นได้รับการตอบรับ

การให้ความสำคัญต่อนมาซนั้น เพียงพอแล้วหากเจะพิจารณาจากบัญชาของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่มีต่อท่านมุฮัมมัดบินอบีบักร ผู้เป็นตัวแทนของท่านในอียิปต์ โดยท่านได้กล่าวว่า “โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย ท่านจงนมาซให้ตรงเวลาพร้อมกับประชาชน เพราะว่าภารกิจอย่างอื่น ๆ นั้นต้องมาหลังนมาซของท่าน”

ริวายะฮฺกล่าวว่า “ถ้านมาซได้รับการตอบรับ อิบาดะฮฺอื่น ๆ ก็จะได้รับการตอบรับไปด้วย แต่ถ้านมาซถูกปฏิเสธ อิบาดะฮฺอื่นก็ถูกปฏิเสธด้วยเช่นกัน”
ดังนั้น จะเห็นว่าอิบาดะฮฺอื่น ๆ จะได้รับการตอบรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับนมาซ นมาซจึงถือว่าเป็นกุญแจสำคัญและเป็นมงกุฎของอิบาดะฮฺทั้งหมด

นมาซเปรียบเสมือนใบขับขี่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ตำรวจจราจรเรียกท่าน และต้องการดูใบขับขี่ ถ้าท่านส่งบัตรอื่นไปให้ แน่นอนตำรวจจะไม่ยอมรับ ไม่ว่าท่านจะส่งบัตรไปให้กี่ใบก็ตาม เพราะใบอนุญาตให้ขับขี่ยานยนต์ได้ คือใบขับขี่ ถ้าท่านไม่มีใบขับขี่ บัตรอื่น ๆ ก็ไม่มีความหมาย นมาซก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ได้รับการตอบรับอิบาดะฮฺอื่น ๆ ที่ท่านสั่งสมไว้อย่างมากมายก็ไม่ถูกยอมรับไปด้วย

๒๓. นมาซ คือคำพูดประโยคแรกและเป็นวะศียัตสุดท้าย

บางริวายะกล่าวว่า “นมาซเป็นคำเชิญชวนอันดับแรกของบรรดาศาสดา (อ.) แต่เป็นพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของบรรดาเอาลิยาอฺ (มวลมิตรของอัลลอฮฺ)” ประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงชีวประวัติของท่านอิมามศอดิก (อ.) ไว้ว่า “ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตอันจำเริญก่อนที่ท่านจะอำลาจากโลกไปท่านได้สั่งเสีย กับบุตรหลานของท่านที่รวมกันอยู่ในขณะนั้นว่า...“ชะฟาอัตของเราจะไม่ครอบคลุมไปถึงผู้ที่ไม่ให้ความสำคัญต่อนมาซ และทำนมาซด้วยความเกียจคร้าน”

๒๔. นมาซ คือเครื่องมือทดสอบตนเอง

ฮะดีษกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ต้องการรู้ว่าตำแหน่งและฐานะภาพของตน ณ อัลลอฮฺเป็นอย่างไร ก็จงพิจารณาถึงสถานภาพของอัลลอฮฺในหัวใจของเขา”((บิฮารุ้ลอันวาร เล่มที่ ๗๕ หน้า ๑๙๙ เบรุต)

ดังนั้น ถ้าเสียงอะซานและนมาซมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสำหรับท่าน ตัวท่านก็ถือว่ามีเกียรติ ณ อัลลอฮฺ แต่ถ้าบัญชาของพระองค์ไม่มีความแตกต่างสำหรับท่าน ท่านก็ไม่มีค่าและไม่มีเกียรติ ใด ณ พระองค์ เช่นกัน หากนมาซสามารถหักห้ามท่านจากความผิดบาปและอบายมุขทั้งหลาย แสดงว่านมาซของท่านได้รับการตอบรับแล้ว

๒๕. นมาซ คือคำถามแรกในวันกิยามะฮฺ

หะดีษกล่าวว่า “ในวันกิยามะฮฺ สิ่งที่ถูกถามและถูกตรวจสอบเป็นอันแรกคือ นมาซ”(บิฮารุ้ลอันวารเล่มที่ ๗ หน้าที่ ๒๖๗ เบรุต)

)
๒๖. นมาซ คือการรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.

อัล-กุรอานกล่าวว่า “จงดำรงนมาซเพื่อรำลึกถึงฉัน” เป็นดำรัสที่พระองค์ทรงตรัสกับท่านศาสดามูซา(อ.)

นมาซ เป็นวิธีการที่เฉพาะเจาะจงเพียงเพื่อระลึกถึงพระองค์เท่านั้น ถึงแม้ว่านมาซเป็นการรำลึกด้วยจิต แต่อวัยวะต่าง ๆ ภายนอกก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าปราศจากอวัยวะเหล่านี้ ยากที่จะทำให้การรำลึกนั้นสมบูรณ์ เริ่มตั้งแต่การทำน้ำนมาซจะสังเกตเห็นว่ามีการมัสหฺ (เช็ด) ที่ศรีษะและเท้าทั้งสอง เมื่อทำสัจญะดะฮฺอวัยวะทั้งเจ็ดส่วนต้องจรดแนบพื้น ขณะที่ปากต้องทำการสรรเสริญ และจิตใจต้องมีสมาธิ โดยมีจุดศูนย์รวมอยู่ที่พระองค์ ด้วยตาทั้งสองต้องไม่ปิด ต้องสวมใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกายให้มิดชิด ขณะที่ทำรุกูอฺ หลังของเขาต้องโค้งก้มลง เมื่อเวลาตักบีร “อัลลอฮุอักบัร” มือทั้งสองต้องยกขึ้นเสมอติ่งหู ลำคอต้องยืดตรงเมื่อทำรุกูอฺ อีกความหมายหนึ่งคือ ขณะปฏิบัตินมาซ อวัยวะทุกส่วนของร่างกายต้องสำรวมเพื่อการระลึกถึงพระองค์

๒๗. นมาซกับการขอบคุณ

หนึ่งในความของนมาซ คือการของคุณต่อองค์พระผู้อภิบาล ผู้ทรงเกรียงไกรแห่งสากลจักวาล
อัล-กุรอานกล่าวว่า “เจ้าจงนมัสการต่อองค์พระผู้อภิบาลของเจ้า ซึ่งทรงบันดาลเจ้าและบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าแล้ว”(اعْبُدُوا رَبَّكُمْ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ : ๒๑)

การขอบคุณต่อพระผู้ทรงกรรมสิทธิ์ในความโปรดปรานทั้งหลาย ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง ในอัล-กุรอานกล่าวว่า “เราได้ประทานเกาษัรและความดีอันล้นเหลือแก่เจ้า ดังนั้น เจ้าจงนมาซ” หมายถึงเจ้าจงทำการขอบคุณในสิ่งที่เรา (อัลลอฮฺ) ประทานให้กับเจ้า ด้วยการดำรงนมาซเถิด

ฉะนั้น นมาซจึงถือว่าเป็นการขอบคุณที่ดีที่สุด เพราะอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสอนวิธีการ และรูปแบบของการขอบคุณด้วยพระองค์เอง อีกทั้งพระองค์ทรงโปรดการขอบคุณประเภทนี้มากกว่าการขอบคุณประเภทอื่น ตลอดจนเหล่าบรรดาศาสดาทั้งหลายและเอาลิยาอฺของพระองค์ (หมู่มวลมิตร) ก็ยึดนมาซเป็นวิธีการขอบคุณตลอดมา นมาซจึงเป็นการขอบคุณที่แสดงออกด้วยกับการกระทำเป็นการฝึกฝนตนเองเป็นการขอบคุณที่ธำรงอยู่ตลอดกาล และเป็นการสร้างสรรค์จรรโลง

๒๘. นมาซกับกิยามะฮฺ (อวสานของจักรวาล)

เมื่อกล่าวถึง วันกิยามะฮฺ(วันฟื้นคืนชีพ)จะพบว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนได้ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ ดังนี้

- พวกเขามีความสงสัยเคลือบแคลงต่อวันกิยามะฮฺ
อัล-กุรอานกล่าวว่า “พวกเจ้ามีความสงสัยในเรื่องการฟื้นคืนชีพ” (ซูเราะฮฺอัลฮัจญ์ : ๕)

- พวกเขาใคร่ครวญเกี่ยวกับกิยามะฮฺเสมอ
อัล-กุรอานกล่าวว่า“พวกเขาใคร่ครวญเสมอว่า พวกเขาต้องได้พบกับพระผู้อภิบาลของพวกเขาอย่างแน่นอน”(الَّذِينَ يَظُنُّونَ أَنَّهُمْ مُلَاقُوا رَبِّهِمْ (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ : ๔๖)

- พวกเขามีความเชื่อมั่น (ยะกีน) ต่อวันกิยามะฮฺ
อัล-กุรอานกล่าวว่า “อีกทั้งพวกเขามีความเชื่อมั่นในปรโลกหน้า” (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ : ๔)

- พวกเขาปฏิเสธวันกิยามะฮฺ
อัล-กุรอานกล่าวว่า “และพวกเราพูดว่าวันกิยามะฮฺเป็นเรื่องเท็จ” (ซูเราะฮฺอัลมุดัษษิร : ๔๖)

- พวกเขามีความเชื่อเกี่ยวกับวันกิยามะฮฺ แต่ทว่าเป็นพวกเผลอเรอ
อัล-กุรานกล่าวว่า “พวกเขาลืมวันสอบสวน” (ซูเราะฮฺศ็อด : ๒๖)

อัลกุรอานได้ขจัดความสงสัยเกี่ยวกับวันกิยามะฮฺ ด้วยกับการพิสูจน์ด้วยเหตุผล ทำการสรรเสริญยกย่องผู้ที่มีความศรัทธาเชื่อมั่นต่อมัน ขณะเดียวกันได้เรียกร้องเหตุผลจากบรรดาผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ส่วนชนกลุ่มที่ห้าอัลกุรอานได้มีการเตือนสัมทับพวกเขาว่า อย่าลืมวันสอบส่วนที่อยู่เบื้องหน้า เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ลืมเลือน

ฉะนั้น นมาซจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยขจัดความสงสัย เคลือบแคลง และเปลี่ยนความหลงลืมเหล่านั้นให้เป็นการระลึกถึง เพราะในวันหนึ่ง ๆ มนุษย์ต้องกล่าวว่า “มาลิกิเยามิดีน” (พระองค์ทรงสิทธิ์ในวันสอบสวน) ถึง ๑๐ ครั้ง ด้วยกันหมายถึง การเตือนสำทับตัวเองเกี่ยวกับวันกิยามะฮฺว่าตนต้องได้พบกับวัน ๆ นี้อย่างแน่นอน

๒๙. นมาซกับหนทางช่วยเหลือ

ขณะดำรงเราการนมาซ ได้ทูลขอหนทางที่เที่ยงตรงและเที่ยงธรรม ต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) เสมอมา ขณะที่บรรดาฏอฆูตและหมู่มวลผู้กระซิบกระซาบจากบรรดามารทั้งหลาย ได้ทำการคิดค้นแผนการร้ายทำการขู่เข็ญบังคับและเผยแพร่แผนการของตนอยู่ทุก วัน ถ้ามนุษย์ไม่เข้าสู่หนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้าแล้ว อย่าหวังเลยว่าเขาจะรอดพ้นจากน้ำมือของมารที่มีแผนการและวิธีการใหม่ ๆ ที่ได้คิดค้นมาจากสติปัญญาอันแหลมคม เปรียบเสมือนสนามแม่ เหล็กที่มีพลังดึงดูดอันแรงกล้า คอยดึงดูดเราไปสู่แผนการชั่วร้ายของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องพึ่งพิงหนทางที่มีพลังเหนือกว่าเพื่อช่วยเหลือตัวเราให้พ้นจากแผน การของมารและหนทางดังกล่าวคือ หนทางที่เที่ยงธรรมเท่านั้น

การที่มนุษย์ได้วอนขอว่า “ขอพระองค์โปรดนำทางพวกเราเข้าสู่หนทางที่เที่ยงตรงและเที่ยงธรรมเถิด” บนทางดังกล่าว คือหนทางของ

- อัลลอฮฺและบรรดาเอาลิยาอฺของพระองค์ (หมู่มวลมิตรของอัลลอฮฺ)
- หนทางที่ห่างไกลจากความผิดพลาดความเฉไฉ และการหลงผิด
- มิใช่หนทางของผู้ถูกกริ้วโกรธจากพระองค์
- เป็นหนทางที่ตอบสนองความปรารถนาอันเป็นความปรารถนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้
- เป็นหนทางที่นำพามนุษย์ไปสู่สรวงสวรรค์
- เป็นหนทางของการพลีซึ่งเมื่อเขาจากโลกนี้ไป เขาจะถูกเรียกว่าเป็นชะฮีด
- เป็นหนทางที่เข้ากันกับธรรมชาติดั่งเดิมที่สมบูรณ์ของมนษย์

- เป็นหนทางที่อยู่เหนือกว่าปวงปราชญ์ และความรู้ของเรา
- เป็นหนทางที่มนุษย์ไม่เคยสงสัยเคลือบแคลง ยามที่เขาเคลื่อนไหวไปบนมัน
- เป็นหนทางที่ไม่ทำให้มนุษย์ผิดหวัง และสำนึกตัวภายหลัง
- เป็นหนทางที่สว่างไสว สดใส ใกล้และเด่นชัด มากกว่าหนทางอื่น ๆ
- เป็นหนทางของเหล่าบรรดาศาสดาชุฮะดา (ผู้พลี) กัลยาณชนและผู้สัจจริง
ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็นเครื่องหมายของแนวทางที่เที่ยงตรง และเที่ยงธรรมซึ่งการรู้จักมันต้องอาศัยความปราณีตและลุ่มลึก ส่วนการเคลื่อนไหวไปบนมันต้องอาศัยเตาฟีก และการชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้า
มีฮะดีษจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และบรรดาอะหฺลุลบัยตฺ (อ) จำนวนมากมายที่ยืนยันว่า แนวทางที่เที่ยงตรง หมายถึง อหฺลุลบัยตฺ (อ.) (ดูตับซีรโองการข้างต้น) หรือบางฮะดีษที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวเป็นนัยว่า “อุปมาอะหฺลุลบัยตฺของฉันเปรียบเสมือนเรือของนบีนูหฺ ใครได้ขึ้นเรือเขาจะได้รับความปลอดภัย ส่วนผู้ปฏิเสธเขาจะพบกับความหายนะ”

๓๐. นมาซ คือการทำสงครามกับมารร้ายชัยฏอน

มุสลิมทุกคนรู้จักคำว่า “มิหฺรอบ” กันอย่างดีหมายถึง สถานที่ยืนนมาซ คำ ๆ นี้ได้ปรากฎในอัล-กุรอานเกี่ยวกับนมาซ ของศาสดาซักการียา (อ.) ว่า “ขณะที่เรายืนนมาซในมิหฺรอบ”(ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน : ๓๙)

และคำว่า “ยืนเพื่อดำรงนมาซ” ได้ถูกเรียกอีกอย่างว่า “ยืนในมิหฺรอบ” ซึ่งคำว่ามิหฺรอบในพจนานุกรมหมายถึง สถานที่ทำสงคราม ฉะนั้นการดำรงนมาซหรือการปรากฏตัวในมิหฺรอบเพื่อประกอบอิบาดะฮฺ จึงถือเป็นการทำสงครามกันระหว่างมนุษย์กับอิบลิส (มารร้าย) เพราะอิบลีส คือผู้ต่อต้านมนุษย์มิให้ดำรงอิบาดะฮฺ

๓๑. มิหฺรอบคือสนามรบที่แท้จริง
วันหนึ่ง ๆ มนุษย์ต้องเข้าสู่สนามรบมิหฺรอบหลายครั้งด้วยกัน เพราะมนุษย์ต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตน ชัยฏอนมารร้ายทั้งหลายและบรรดาฏอฆูตผู้กดขี่ คำ ๆ นี้มีผลอะไรกับสังคมและปัจเจกบุคคลบ้าง ปัจจุบันจะสังเกตเห็นว่าการยึดถือวัฒนธรรมผิด ๆ ได้สร้างผลเสียหายให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย บรรดามุสลิมได้ตบแต่งประดับประดามิหฺรอบด้วยช่อดอกไม้ หรือกระเบื้องลวดลายต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามหน้ามองเมื่อยามพบเห็น กลายเป็นสถานที่พำนักถาวรของชัยฏอนแทนที่มันจะหลบหนี

ครั้งหนึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ว่า “โอ้ฟาฏิมะฮฺลูกรัก ลูกจะนำเอาม่านที่มีลวดลายภาพที่อยู่ตรงด้านหน้าออกไปเถิด เพราะมันรบกวนสมาธิของพ่อขณะนมาซ"

แต่น่าเสียดายว่า วันนี้เราต้องเสียเงินจำนวนมาก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับหินอ่อนหรือโมเสกที่สั่งทำพิเศษ เพื่อตบแต่งมิหฺรอบให้เกิดความสวยงาม อิสลามนั้นยิ่งลึกมากเท่าไหร่ยิ่งง่ายมากเท่านั้น และยิ่งประณีตก็ยิ่งมีพลังดึงดูด การเสียเงินจำนวนมากเป็นค่าตบแต่งเพื่อสร้างความสนใจให้กับคนไม่กี่คน ขณะที่เงินจำนวนนี้ถ้าหากนำไปเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่น เช่น กองทุนการศึกษา กองทุนเพื่อพัฒนาชุมชน หรือกองทุนเพื่อส่งเสริมกิจกรรมศาสนา ก็คงจะดีกว่าไม่น้อย

๓๒. สนับสนุนการขจัดความน่าเบื่อหน่าย

ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้กล่าวถึง ปรัชญาของนมาซญะมาอะฮฺว่า “หนึ่งในแง่ดีของนมาซญะมาอะฮฺ คือการขจัดอาการเบื่อหน่าย” เช่นเมื่อได้ยินนามอันประเสริฐของท่านอิมามมะฮฺดี (อ.) ผู้ที่มีความรักต่อท่านจะให้เกียรติและยืนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพ แม้ผู้ที่มีความเบื่อหน่ายก็จะยืนด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกียรติท่านอิมามการทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการขจัดความเบื่อหน่ายไปในตัว

๓๓. นมาซเป็นบัญชาที่มีมายังท่านศาสดามูซา (อ.)

อัล-กุรอานกล่าวว่า “แท้จริงข้าคือ อัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้น เจ้าจงนมัสการข้าเถิด และจงดำรงนมาซเพื่อระลึกถึงข้า”(إِنَّنِي أَنَا اللَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا أَنَا فَاعْبُدْنِي وَأَقِمْ الصَّلَاةَ لِذِكْرِي (ซูเราะฮฺฏอฮา : ๑๔)

อัสบาบุ้ลนุซูล (สาเหตุที่ประทานโองการ) ได้กล่าวว่า “ขณะที่ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้เดินทางไปกับภริยาของท่าน ท่านได้เห็นกองไฟอยู่เบื้องหน้า จึงได้พูดกับภริยาของท่านว่า เดี๋ยวฉันจะไปนำเอาไฟมา เพื่อสร้างความอบอุ่น และท่านได้ไปขณะนั้นอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ประทานดำรัสแก่ท่านว่า...” “แท้จริงข้าคือ อัลลอฮฺ” และเมื่อพระองค์อธิบายความเป็นเอกภาพของพระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์จึงตรัสอย่างเฉียบพลันกับท่านนบี (อ.) ว่า... “เจ้าจงดำรงนมาซ”

ฉะนั้น จะสังเกตเห็นว่า ระหว่างนมาซกับเตาฮีตมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งเตาฮีดนั้นจะนำเราไปสู่การนมาซ ส่วนนมาซซึ่งถือว่าเป็นสัจธรรมแห่งชีวิต และเป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง เป็นพลังที่สร้างความรู้สึกได้อย่างดี และทำให้วิญญาณของเตาฮีดในตัวเรามีชีวิตขึ้นมา

ก่อนเริ่มนมาซเป็นมุสตะฮับให้กล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” และกล่าว “ตัสบีหาต” ในระกะอัตที่สามและสี่ทั้งหมดเหล่านี้ เป็นการสรรเสริญแก่นแท้แห่งเตาฮีตทั้งสิ้น และเป็นการแสดงออกของอีมาน

๓๔. การตัดสัมพันธ์กับนมาซเป็นการเปิดประตูไปสู่อบายมุขทั้งหลาย

อัล-กุรอานกล่าวว่า “ได้มีชนกลุ่มหนึ่งอุบัติขึ้นแทนภายหลังพวกเขา ซึ่งพวกเขาละเลยต่อ การนมาซ และพวกเขาตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ ดังนั้น พวกเขาจะต้องประสบกับ เหวนรก”(فَخَلَفَ مِنْ بَعْدِهِمْ خَلْفٌ أَضَاعُوا الصَّلاةَ وَاتَّبَعُوا الشَّهَوَاتِ (ซูเราะฮฺมัรยัม : ๕๙)

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า หลังจากบรรดาศาสดา ได้มีชนกลุ่มหนึ่งอุบัติขึ้นมาทดแทน ซึ่งพวกเขาเป็นผู้ทำลายและทอดทิ้งนมาซ พวกเขาได้หันกลับไปปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตน โองการได้อธิบายว่า อันดับแรก พวกเขาได้ทำลายนมาซหลังจากนั้นจึงปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะนมาซ คือสายป่านที่ต่อเชื่อมกับอัลลอฮฺ (ซบ.) ฉะนั้น เมื่อมันขาดสะบั้นลงเขาจึงตกอยู่ในเหวของความผิดบาปตลอดกาล ดุจดังเช่น สายตัสบีหฺ เมื่อมันขาดลง บรรดาลูกปัดที่ร้อยอยู่ก็ล่วงหล่นสู่พื้นกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง

๓๕. ความสะอาดและความสงบของจิตใจ

อัล-กุรอานกล่าวว่า“และมาตรว่าอัลลอฮฺมิทรงปกป้องประชาชนบางกลุ่มไว้ด้วยกับบางกลุ่มชน แน่นอนบรรดาอาศรมต่าง ๆ บรรดาโบสถ์ของชาวคริสต์และชาวยิว และบรรดามัสญิดของชาวมุสลิม ที่มีการกล่าวรำลึกถึงพระนามของอัลลอฮฺ อย่างมากมาย ก็คงถูกทำลายพินาศสิ้นเป็นแน่”(وَلَوْلَا دَفْعُ اللَّهِ النَّاسَ بَعْضَهُمْ بِبَعْضٍ لَهُدِّمَتْ صَوَامِعُ وَبِيَعٌ وَصَلَوَاتٌ وَمَسَاجِدُ يُذْكَرُ فِيهَا اسْمُ اللَّهِ(ซูเราะฮฺอัล-หัจญ์ : ๔๐)

ในความหมายของโองการ ถ้าหากไม่มีกลุ่มชนผู้ศรัทธาคอยปกป้อง และคอยต่อต้านบรรดาผู้ก่อความเสียหายทั้งหลายบนหน้าแผ่นดิน แน่นอน สถานที่ประกอบอิบาดะฮฺไม่ว่าจะเป็นของมุสลิม คริสต์ ยะฮูดี และอื่น ๆ ก็คงถูกทำลาย ในกรณีเช่นนี้ ศาสนาจึงอนุญาตให้ทำการปกป้องสถานที่ประกอบอิบาดะฮฺให้ธำรงอยู่สืบไป แม้ว่าในบางครั้งต้องหลั่งเลือด หรือใช้ ชีวิตเข้าแลกก็ตาม

๓๖. ความสะอาดและความสงบของจิตใจ

ศาสนาอิสลามได้มีคำสั่งให้มวลมุสลิม ดำรงนมาซและสิ่งสำคัญเบื้องต้นสำหรับนมาซ คือความสะอาดภายนอกอันได้แก่ น้ำนมาซ หรือฆุสลฺ หรือการ ทำตะยัมมุม ส่วนการตอบรับนมาซนั้นขึ้นอยู่กับความสะอาดด้านใน

อัล-กุรอานกล่าวถึง ความสะอาดของจิตใจและกล่าวสัมทับว่า เพราะจิตใจที่สงบเท่านั้นที่สามารถกลับคืนสู่อัลลอฮฺ(ซบ.) ท่านอิมามศอดิก (อ.) กล่าวว่า “ดวงจิตที่สงบหมายถึง ดวงจิตที่ไม่มีความลังเลเคลือบแคลง และไม่มีการตั้งภาคี”

บางฮะดีษกล่าวว่า “อัลลอฮฺ (ซบ.)ทรงเพ่งพินิจวิญญาณของมนุษย์มิใช่ร่างกาย "เพราะในตัวมนุษย์มีสององค์ประกอบ นมาซก็เช่นเดียวกันกับมนุษย์และอัล-กุรอานที่มีทั้งภาพลักษณ์ภายนอกและแก่นแท้ภายใน สิ่งที่มนุษย์ได้กระทำกันอยู่ มาตรว่าการนมาซของเราถูกต้อง ก็เป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกของนมาซเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ภายนอกก็ถือว่าเป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวไปสู่แก่นแท้ของนมาซ อันได้แก่

- นมาซบนพื้นฐานของการรู้จักและความรักที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า
- บนพื้นฐานที่มาจากความบริสุทธิ์ใจ และความผูกพันธุ์ที่มีต่อพระองค์
- นมาซที่ทำด้วยสมาธิ และความนอบน้อมถ่อมตน
- นมาซที่ห่างไกลจากความหยิ่งยะโส ความดื้อรั้น ความโอ้อวด และ ความดันทุรัง
- นมาซที่สร้างสรรค์สรรจรรโลง ก่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนไปสู่คุณธรรม
- นมาซที่ออกกจากจิตใจที่ปราศจาก ความอคติ อารมณ์ใฝ่ต่ำ และมิใช่ จิตที่แข็งกระด้าง หรือจิตใจเป็นโรค

- นมาซที่ปกป้องมนุษย์ให้สูงส่ง และพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์
- นมาซที่ทำให้มนุษย์มีจิตเมตตา และเปี่ยมล้นไปด้วยความปรานี
- นมาซที่ทำนุบำรุงสังคมให้เจริญเติบโตด้วยคุณธรรม


โปรดติดตามต่อ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์