114 บทเรียนจากนมาซ
ผู้ประพันธ์: เชค มุฮฺซิน กิรออะตี
 

๑. นมาซในศาสนาต่าง ๆ

นมาซปรากฏอยู่ในศาสนาของศาสดาอีซา (อ.) ก่อนการมาของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) อัล-กุรอานได้กล่าวถึงคำพูดของท่านอีซา (อ.)ว่า “พระผู้เป็นเจ้าได้แนะนำฉันเกี่ยวกับนมาซ(وَأَوْصَانِي بِالصَّلَاةِ (ซูเราะฮฺมัรยัม :๓๑))

และได้ตรัสกับท่านศาสดามูซา (อ.) ว่า “จงดำรงนมาซเพื่อการระลึกเถิด”(أَقِمْ الصَّلَاةَ لِذِكْرِي (ซู เราะฮฺอัฎ-ฎอฮา : ๑๔)

ได้มีการดำรงนมาซอยู่ก่อนแล้วในสมัยของท่านศาสดาชุอัยบฺ ซึ่งเป็นบิดาภริยาของท่านศาสดามูซา อัล-กุรอานกล่าวว่า “โอ้ชุอัยบฺนมาซของท่านได้บัญชาต่อท่าน ให้เราละทิ้งสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้เคยนมัสการมาก่อนกระนั้นหรือ”(يَا شُعَيْبُ أَصَلاتُكَ تَأْمُرُكَ أَنْ نَتْرُكَ مَا يَعْبُدُ آبَاؤُنَا (ซูเราะฮฺฮูด : ๗๘)

ในสมัยของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ซึ่งเป็นยุคสมัยก่อนบรรดาศาสดาทั้งหลาย ท่านได้ทำการขอกับพระผู้เป็นเจ้าว่า ขอให้พระองค์โปรดประทานเตาฟีก (ความสำเร็จ) ให้ท่านและลูกหลานเป็นผู้ดำรงนมาซ
อัล-กุรอานกล่าวว่า “โอ้ข้าแต่พระผู้อภิบาล โปรดบันดาลให้ข้าพเจ้าและผู้สืบตระกูลของข้าพเจ้า เป็นผู้ดำรงนมาซเถิด”(رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلاةِ وَمِنْ ذُرِّيَّتِي (ซูเราะฮฺอิบรอฮีม : ๔๐)

ท่านลุกมานฮะกีม ได้กล่าวแนะนำบุตรของท่านว่า “โอ้ลูกรัก เจ้าจงนมาซเถิดและเจ้าจงเชิญชวนสู่ความดี และห้ามปรามจากความชั่ว” (يَا بُنَيَّ أَقِمْ الصَّلاةَ وَأْمُرْ بِالْمَعْرُوفِ وَانْهَ عَنْ الْمُنكَرِ (ซูเราะฮฺลุกมาน : ๑๗)

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าส่วนมากแล้ว อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงมีบัญชาให้ดำรงนมาซควบคู่กับการจ่ายซะกาต (บริจาค) แต่ในบางครั้งถ้าพระองค์กล่าวถึงเยาวชนซึ่งโดยปกติแล้วพวกเขายังไม่มีรายได้ พระองค์จะแทนที่การจ่ายซะกาต ด้วยกับการเชิญชวนสู่ความดี และห้ามปรามจากความชั่วดังโองการที่กล่าวไว้ข้างต้น

๒. ไม่มีอิบาดะฮฺใดได้รับการเผยแพร่และรณรงค์เทียบเท่านมาซ

ปรกติมุสลิมต้องดำรงนมาซวันละ ๕ เวลา และทุกนมาซต้องอะซานและกล่าวอิกอมะฮฺ ซึ่งรวมแล้วจะพบว่าในวันหนึ่ง ๆ จะมีการกล่าวเสียงเรียกจากฟากฟ้าทั้งสองเป็นรายละเอียดดังนี้

- หัยยะอะลัศเศาะลาฮฺ ๒๐ ครั้ง
- หัยยะอะลั้ลฟะลาหฺ ๒๐ ครั้ง
- หัยยะอะลาค็อยริ้ลอะมั้ล ๒๐ ครั้ง
ซึ่งจุดประสงค์ของ ฟะลาห ฺและค็อยริ้ลอะมั้ล ในอะซานนั้นหมายถึงนมาซ ดังนั้นตลอดทั้งวันทั้งคืน มุสลิมคนหนึ่งต้องกล่าวคำว่า "หัยยะ"(จงรีบเร่ง) ถึง ๖๐ ครั้งด้วยกัน เพื่อเป็นการเรียกร้องไปสู่การปฏิบัตินมาซด้วยความยินดีและปราโมทย์ ด้วยเหตุนี้สามารถกล่าวได้ว่า ไม่มีอิบาดะฮฺใดถูกเชิญชวนให้ปฏิบัติมากเท่ากับนมาซ

อิสลามได้สอนว่า จงอะซานด้วยเสียงดังและด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะ ซึ่งผู้อะซานนั้นจะได้รับมรรคผลมากมาย
*การอะซาน (ประกาศ) เชิญชวนให้ไปสู่หัจญ์เป็นหน้าที่ของท่าน ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ส่วนการอะซานไปสู่การปฏิบัตินมาซเป็นหน้าที่ของพวกเรา
*การอะซานเป็นการทำลายความนิ่งเฉยและเฉื่อยชา
*การอะซานเป็นการจรรโลงศาสตร์ และเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของอิสลาม
*การอะซานเป็นดั่งลำนำทางศาสนา แม้ว่าจะเป็นประโยคสั้น ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
*การอะซานเป็นการปลุกให้ตื่นจากการหลับไหลและการหลงลืม
*การอะซานเป็นสัญลักษณ์ของผู้เคร่งครัดในศาสนา และเป็นเครื่องหมายของวิญญาณที่ไม่เคยหลับไหล

๓. นมาซเป็นมงกุฎของอิบาดะฮฺทั้งหลาย

อิสลามจะกำหนดความเป็นพิเศษของทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ เช่น วันและเวลาที่ประเสริฐที่สุด คือ ลัยละตุ้ลก็อดรฺ วันที่ดีที่สุดในรอบสัปดาห์คือวันศุกร์ กำหนดให้มีการอ่านดุอาอฺในวันและค่ำคืนที่มีความประเสริฐเช่น ลัยละตุ้ลมับอัษ (วันแต่งตั้งให้ท่านมุฮัมมัดดำรงตำแหน่งศาสดา) ค่ำวันเกิดของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และค่ำวันศุกร์ ฯลฯ ซึ่งท่านจะไม่พบเลยว่าในวันต่าง ๆ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น จะไม่มีการกำหนดให้ปฏิบัตินมาซ

๔. นมาซเป็นอิบาดะฮฺที่มีความหลากหลายที่สุด

แม้ว่าหัจญ์ ญิฮาด วุฎู่ และฆุสลฺ (การอาบน้ำตามหลักการของศาสนา) จะมีหลายประเภท แต่อิบาดะฮฺเหล่านั้นก็ยังไม่หลากหลายเหมือนนมาซ เพราะนมาซมีหลายประเภทด้วยกัน ดังที่เราสามารถพบเห็นรายละเอียดได้จากคำ อธิบายอิบาดะฮฺในหนังสือ ดุอาอฺมะฟาตีหุ้ลญันนาน ของท่านเชคอับบาสกุมมีย์
บรรดาอิมาม (อ.) แต่ละท่านจะมีนมาซสุนัตเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เช่น นมาซมุสตะฮับ(สุนัต)ของท่านอิมามซะมาน (อ.) จะแตกต่างไปจากนมาซสุนัตของท่านอิมามอะลี (อ.)

๕. นมาซกับการฮิจญะเราะฮฺ (อพยพ)

ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) กล่าวว่า “โอ้ข้าแต่พระผู้อภิบาล ข้าพเจ้าได้พาครอบครัวไปอาศัยอยู่ในทะเลทรายที่แห้งแล้งปราศจากน้ำและต้นไม้ ซึ่งการที่ข้าพเจ้าได้ทำเช่นนี้ เพราะมีความปรารถนาที่จะดำรงนมาซต่อพระองค์”
“โอ้องค์พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงข้าพเจ้าได้ให้ที่อยู่อาศัยแก่ผู้สืบ ตระกูลบางคนของข้าพเจ้า บนที่แห้งแล้งปราศจากน้ำและต้นไม้ใกล้กับบ้านที่เป็นฮะร่ามของพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของเราเพื่อพวกเขาจะได้ดำรงนมาซ” (رَبَّنَا إِنِّي أَسْكَنتُ مِنْ ذُرِّيَّتِي بِوَادٍ غَيْرِ ذِي زَرْعٍ عِنْدَ بَيْتِكَ الْمُحَرَّمِ رَبَّنَا لِيُقِيمُوا الصَّلاة (ซูเราะฮฺอิบรอฮีม : ๓๘)

หน้าที่ของผู้ที่มีความปรารถนานมาซ คือต้องเดินทางและอพยพไปยังสถานที่กันดาร ปราศจากน้ำและพืชพันธ์ ที่มีแต่ความน่าสะพรึงกลัวเพื่อชูธงของนมาซให้ประชาโลกได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์

๖. การละเว้นการประชุมที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์เพื่อดำรงนมาซ

ศอบิอีนเป็นนามลัทธิศาสนาหนึ่งที่กล่าวไว้ในอัล-กุรอาน บรรดาศอบิอีนได้มีความคลั่งไคล้ในตัวของท่านยะหฺยา (อ.) ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของฤกษ์ยามและหมู่ดวงดาวต่าง ๆ ปัจจุบันยังมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในแคว้นคูซิสตานของอิหร่าน พวกเขาจะมีการนมาซและมีการจัดพิธีกรรมพิเศษ

ลัทธินี้มีผู้นำที่เป็นปราชญ์ชั้นสูง แต่มีความอวดดีและหยิ่งจองหองผู้นำ ของเขาเคยสนทนากับท่านอิมามริฎอ (อ.) หลายครั้งเกี่ยวกับความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ของอิสลามแต่สุดท้ายก็ไม่ยอมรับความจริงมีอยู่ครั้งหนึ่งของการสนทนา ท่านอิมามริฏอ (อ.) ได้ใช้ตรรกศาสตร์พิสูจน์ความจริงกับเขาและเขาได้ยอมรับพร้อมทั้งพูดว่า “จิตวิญญาณของฉันได้อ่อนลง และกำลังจะยอมรับศาสนาของท่าน" ในเวลานั้นเสียงอะซานได้ดังขึ้น ท่านอิมาม (อ.) จึงยุติการสนทนา ประชาชนพากันแปลกใจและได้พูดว่า โอ้ท่านอิมามตอนนี้เป็นโอกาสดี อาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวว่า “นมาซต้องมาก่อนภารกิจอื่นใด” เมื่อพวกเขาได้เห็นความเคร่งครัดของท่านอิมาม (อ.) เช่นนั้น ยิ่งทำให้พวกเขามีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น และเมื่อท่านอิมาม (อ.) นมาซเสร็จ ได้มีการสนทนาต่อจนกระทั่งพวกเขายอมรับอิสลามในที่สุด

๗. นมาซตรงเวลาขณะทำสงคราม

ท่านอิบนุอับบาสได้รายงานว่า “ขณะทำสงครามบ่อยครั้งที่เห็นท่านอิมามอะลี (อ.) แหงนมองท้องฟ้า” และท่านทำเช่นนี้อยู่ตลอดเวลาฉันเกิดความสงสัย จึงเข้ามาหาท่านและถามว่า...“โอ้เมาลาอะลี ท่านแหงนมองดูท้องฟ้าทำไมหรือ” ท่านอิมาม (อ.) ได้ตอบว่า “เพราะฉันไม่ปรารถนาให้นมาซที่ตรงเวลาต้องสูญเสียไป” ท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่า “ขณะนี้ท่านกำลังทำสงครามอยู่นะ”

ท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวว่า “ เราไม่ควรเพิกเฉยหรือละเลยต่อนมาซที่ตรงเวลา”

๘. ในบางกรณีการพักผ่อนดีกว่าการหักโหมทำอิบาดะฮฺ

ครั้งหนึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้นมาซญะมะอะฮศุบฮฺร่วมกับบรรดาผู้ศรัทธาคนอื่น ๆ แต่ไม่เห็นท่านอิมามอะลี (อ.) อยู่ในแถวนมาซ ท่านจึงรีบไปยังบ้านของท่านอะลี (อ.) และได้ถามท่านหญิงฟาฏิมะฮฺว่า “ทำไมเมื่อเช้านี้อะลีจึงไม่ไปนมาซญะมะอะฮฺที่มัสญิด”
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ได้กล่าวตอบว่า “เพราะเมื่อคืนนี้ท่านอะลี ได้ทำอิบาดะฮฺตลอดทั้งคืน คงจะเหนื่อยจึงไม่ได้ไปร่วมนมาซญะมาอะฮกับท่านที่มัสญิด”
ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงได้กล่าวกับท่านหญิงฟาฎิมะฮฺว่า “ โอ้ฟาฏิมะฮฺลูกรักเอ๋ยลูกจงบอกกับอะลีเถิดว่า ในเวลากลางคืนไม่ต้องทำอิบาดะฮฺมาก ควรจะแบ่งเวลาเพื่อการพักผ่อนบ้างจะได้มีกำลังไปร่วมนมาซญะมาอะฮฺในตอนเช้า ซึ่งไม่ควรเสียโอกาสไป

ดังนั้น จะสังเกตเห็นว่าการนอนหลับเพื่อออมแรงไว้ไปร่วมนมาซญะมาอะฮฺ นั้นดีกว่าการทำอิบาดะฮฺและขอมุนาญาต ที่เป็นเหตุทำให้นมาซญะมาอะฮฺต้องสูญเสียไป การเน้นสำทับของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องการจะบอกว่าความประเสริฐของนมาซญะมาอะฮฺนั้น มีมากกว่าการดำรงอิบาดะฮฺและมะนาญาตตลอดทั้งคืน

๙. นมาซในที่สาธารณะมิใช่หลบซ่อน

ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ไดเข้าสู่แผ่นดินกัรบะลาเมื่อวันที่ ๒ ของเดือนมุฮัรรอม และเป็นชะฮาดัต ในวันที่ ๑๐ ของเดือน เมื่อนับเวลาที่ท่านอิมาม (อ.) อยู่ในกัรบะลาเป็นเวลา ๘ วันพอดี ซึ่งตามกฏชัรอียฺผู้ที่เดินทางไม่ถึงสิบวันจะต้องทำนมาซเดินทาง (หมายถึงนมาซที่มี ๔ เราะกะอัตให้ทำแค่ ๒ เราะกะอัต)

ฉะนั้นนมาซสองเราะกะอัตใช้เวลาไม่เกิน ๒-๓ นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงคราม ขณะเดียวกันจะเห็นว่าในวันอาชูรอนั้นท่านอิมาม (อ.) ได้กลับมายังที่พักหลายครั้ง ถ้าท่านอิมาม (อ.) ประสงค์จะนมาซให้เสร็จก่อนแล้วค่อยออกไปสู้รบใหม่ย่อมทำได้ เพราะนมาซใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในทางกลับกันท่านอิมาม (อ.) ได้ทำนมาซท่ามกลางกองทหารและการสู้รบ โดยมีทหารสองนายคอยยืนเป็นกำบังให้กับท่านอิมาม พวกเขาได้เป็นชะฮีดเพราะลูกธนูของศัตรู

ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่านมาซของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในวันอาชูรอเป็นนมาซที่เปิดเผยที่ปฏิบัติต่อหน้าประชาชน แน่นอนการประท้วงด้วยนมาซ หรือแลดงออกถึงความสำคัญของนมาซย่อมมีค่าอยู่ในตัวของมัน ฉะนั้น สถานที่ปฏิบัตินมาซของเราตามโรงแรม ห้องอาหาร สนามบิน หรือบริษัทห้างร้าน ฯลฯ ไม่ควรหลบ ๆ ซ่อน ๆ สมควรทำในที่เปิดเผยต่อหน้าประชาชนเพราะในที่ใดก็ตามถ้าคุณค่าของศาสนาจืดจาง ความงามของอบายมุขก็จะเข้าครอบงำ

๑๐. ผู้ให้ทุนสร้างมัสญิด ผู้ออกแบบ ผู้ตกแต่งภายในและผู้ก่อสร้างต้องเป็นผู้ที่ดำรงนมาซ

โองการที่ ๑๗ ซูเราะฮฺเตาบะฮฺกล่าวว่า “แท้จริงผู้ที่ทำการซ่อมแซมมัสญิดของอัลลอฮฺ คือ ผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮฺต่อวันกิยามัตและเป็นผู้ดำรงนมาซ”
เมื่อพิจารณาโองการจะเห็นว่าผู้ที่มีสิทธิซ่อมแซม หรือสร้างมัสญิดนั้นนอกจากต้องมีอีมาน มีความกล้าหาญ จ่ายซะกาตแล้วยังต้องเป็นผู้ดำรงนมาซอีกต่างหาก

คนที่ไม่ดีไม่มีหน้าที่ทำนุบำรุงมัสญิดของอัลลอฮฺ (ซบ.) เพราะมัสญิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่ใช้ปฏิบัติอิบาดะฮไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้ภารกิจเหล่านี้ไปตก อยู่ในมือของคนที่ไม่มีเกียรติ หรือคนที่ไม่มีความเหมาะสม อัล-กุรอานกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “บรรดามุชริกีนไม่มีสิทธิทำนุบำรุงมัสญิด” และฮะดีษกล่าวว่า “เมื่อพวกกดขี่ (ซอลิม) ทำการสร้างมัสญิด เจ้าจงอย่าให้ความร่วมมือเด็ดขาด”

๑๑. สุราและการพนันเป็นสิ่งฮะรอมเพราะเป็นอุปสรรคต่อการนมาซ

สุราและการพนันเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายและเป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตวิญญาณ อีกทั้งนำความเสื่อมเสียมาสู่สังคม แม้ผลเสียของสุราและการพนันมีมากมาย แต่พระองค์เลือกที่หยิบยกผลเสียที่มีต่อการนมาซเป็นสาเหตุหลัก

อัล-กุรอานกล่าวว่า “มันทั้งสอง (สุราและการพนัน) ได้ห้ามเจ้าไม่ให้ทำการระลึกถึงอัลลอฮฺและการนมาซ”(وَيَصُدَّكُمْ عَنْ ذِكْرِ اللَّهِ وَعَنْ الصَّلاةِ (ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ : ๙๑)
ท่ามกลางผลเสียทางการแพทย์มากมายนับไม่ถ้วนของสุรา แต่โองการข้างต้นได้เน้นถึงผลเสียทางจิตวิญญาณและสังคมเอาไว้ ผลเสียต่อสังคมคือการก่อให้เกิดความบาดหมางขึ้น และผลเสียทางจิตวิญญาณคือการที่สุราเป็นเหตุให้มนุษย์ลืมการระลึกถึงอัลลอฮฺ (ซบ.) และนมาซ

๑๒. การเอาใจใส่ต่อนมาซของคนในครอบครัว

อัล-กุรอานได้กล่าวถึงคำวิงวอนของศาสดาอิบรอฮีมไว้มากมาย แต่คำวิงวอนที่ท่านได้ขอให้พระองค์โปรดปรานแก่ลูกหลานของท่านมีเพียงสองข้อสำคัญ นั่นก็คือ การขอให้ลูกหลานท่านได้เป็นผู้นำสังคม และขอให้พวกเขาเป็นผู้ดำรงนมาซ

โดยท่านวอนขอจากพระองค์ว่า “โอ้ข้าฯแต่พระผู้อภิบาล โปรดบันดาลให้ข้าฯและผู้สืบตระกูลของข้าฯเป็นผู้ดำรงนมาซ” (رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلاةِ وَمِنْ ذُرِّيَّتِي (ซูเราะฮฺอิบรอฮีม : ๔๐)
จะสังเกตเห็นว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มิได้ขอพรให้เป้นผู้ดำรงนมาซเพียงอย่างเดียว แต่ท่านยอมสละความสุขสบาย อพยพและเร่ร่อนอยู่กลางทะเลทรายเพื่อให้ได้เป็นผู้ดำรงนมาซ

๑๓. การดำรงนมาซเป็นหน้าที่อันดับต้นๆของรัฐอิสลาม

อัล-กุรอานกล่าวว่า “(ประชาชาติอิสลาม) คือ หมู่ชนที่หากเรามอบอำนาจการปกครองบนหน้าแผ่นดินแก่พวกเขา พวกเขาก็จะดำรงนมาซ”(الَّذِينَ إِنْ مَكَّنَّاهُمْ فِي الْأَرْضِ أَقَامُوا الصَّلاةَ (ซูเราะฮฺอัล-ฮิจญ์ : ๔๑)

บรรดามุสลิมเมื่อพวกเขาได้อำนาจมาสิ่งแรกที่พวกเขาจะปฏิบัติคือ การดำรงนมาซ สิ่งเหล่านี้คือแบบอย่างของพวกเราที่ต้องสืบสวนต่อไป ขออย่าให้ผู้จัดการหรือผู้บริหารของเราคิดถึงแต่ผลกำไรและนั่งไขว่ห้างอยู่ หน้าบริษัท ขออย่าให้บรรดานักวิชาการทั้งหลายคิดแต่พียงฝึกผู้เชี่ยวชาญ และขออย่าให้หน่วยงานรัฐคำนึงแต่เพียงการผลิตหรือการกระจายสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะหน้าที่ประการแรกของของรัฐอิสลามคือ การจัดให้มีการนมาซ”

๑๔. นมาซไม่มีวันหยุด

อัล-กุรอานกล่าวว่า (นบีอีซา (อ.)กล่าวว่า)“และพระองค์ทรงแนะนำฉันเกี่ยวกับนมาซ และจ่ายซะกาตตราบที่ฉันยังมีชีวิตอยู่”(وَأَوْصَانِي بِالصَّلاةِ وَالزَّكَاةِ مَا دُمْتُ حَيًّا (ซูเราะฮฺมัรยัม : ๓๑)

ในบางครั้งกฎเกณฑ์ในอิสลามก็ได้รับการยกเว้น เนื่องจากมีเหตุผลและอุปสรรคอย่างอื่น เช่น การออกศึกสงครามไม่เป็นวาญิบ(ข้อบังคับ)สำหรับคนตาบอดหรือคนพิการ การถือศีลอดไม่วาญิบสำหรับผู้เจ็บป่วย การจ่ายคุมุสฺหรือซะกาตและเดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์ ไม่เป็นวาญิบสำหรับผู้ไร้ความสามารถ มีเพียงอิบาดะฮฺเดียวที่มิได้รับการยกเลิกไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม แม้แต่ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต อิบาดะห์นั้นก็คือ นมาซ (ถึงแม้ว่าสตรีช่วงมีระดูไม่ต้องทำนมาซแต่หลังจากหมดระดูแล้วต้องกะฎอชดใช้)

๑๕. นมาซเคียงคู่อัธยาศัยอันงดงาม

กุรอานกล่าวว่า "สูเจ้าจงกล่าวแก่มวลมนุษย์อย่างงดงาม และจงดำรงนมาซ"قولوا للناس حسنا و اقيموا الصلوة )

ด้วยคำพูดที่ไพเราะและนิ่นนวลสามรรถเชิญชวนผู้คนมาสู่นมาซได้ดีกว่า
ดังที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า ผู้คนจำนวนมากมายที่ดีงามและความประพฤติที่เรียบร้อยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มากกว่าผู้ที่ยอมรับอิสลามด้วยการหักล้างกันด้วยเหตุผลทางหลักฐานและสติปัญญา

หรือแม้แต่บรรดาผู้ปฏิเสธทั้งหลาย หากต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือโต้คารมกันด้วยเหตุผลก็ควรเป็นไปในลักษณะที่ดี หมายถึงยอมรับในสิ่งที่ดีทั้งหลายของเขา หลังจากนั้นจงค่อยแสดงทัศนะและแง่คิดที่จะสร้าง สรรค์จรรโลง ซึ่งเป็นการดีกว่า การวิเคราะห์หรือวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

๑๖. การดำรงนมาซเป็นวาญิบแรก (ข้อบังคับ) หลังจากที่ศรัทธา (อีมาน) ต่อเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า

อัล-กุรอานกล่าวว่า “ได้แก่บรรดาผู้ที่มีความศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับและดำรงนมาซ”(الَّذِينَ يُؤْمِنُونَ بِالْغَيْبِ وَيُقِيمُونَ الصَّلاةَ (ซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ : ๒)
อัล-กุรอานได้อธิบายว่าหลังจากมีศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับอันได้แก่ การมีศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซบ.) มะอาดและหมู่มวลมะลาอิกะฮฺแล้วจะสังเกตเห็นว่า การกระทำที่เป็นฐานรากของการกระทำทั้งหลาย ซึ่งได้รับการสรรเสริฐและสดุดีอย่างมากมาย คือการดำรงนมาซ

๑๗. อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสรรเสริญผู้ที่เห็นความสำคัญของนมาซมากกว่าภารกิจอื่น

อัล-กุรอานกล่าวว่า “ชนกลุ่มหนึ่ง ธุรกิจการค้าไม่อาจทำให้พวกเขาลืมการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และการดำรงนมาซได้” (رِجَالٌ لَا تُلْهِيهِمْ تِجَارَةٌ وَلَا بَيْعٌ (ซูเราะฮฺอันนูร : ๓๗)

อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ชะฮีดระญาอีย์ ได้กล่าวว่า “อย่าบอกกับนมาซว่าเดี๋ยวก่อน ฉันมีงาน แต่จงบอกกับงานว่าคอยก่อน ฉันต้องทำนมาซ”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันศุกร์ซึ่งได้มีการแนะนำไว้อย่างมากกว่า จงปิดห้างร้านและหยุดธุรกิจได้ชั่วคราว อัล-กุรอานกล่าวว่า “และเจ้าจงหยุดการค้าขายไว้” เพื่อไปร่วมนมาซญุมอะฮฺแต่หลังจากนมาซเสร็จแล้ว อัล-กุรอานสัมทับว่า “ดังนั้น เจ้าจงแยกย้ายกันไปบนหน้าแผ่นดินเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ” หมายถึง ไปเปิดร้านและดำเนินธุรกิจของท่านต่อไป ตรงนี้ นมาซจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อภารกิจทางโลก เพราะเรียกร้องให้ท่านหยุดพักชั่วคราวเท่านั้นเอง จะสังเกตเห็นว่าพระองค์ให้ความสำคัญและให้เกียรติต่อภารกิจของมนุษย์เสมอ พระองค์มิทรงประสงค์ให้มนุษย์หยุดภารกิจของเขานาน ๆ มิทรงปรารถนารบกวนเวลาของมนุษย์

พระองค์จึงตรัสกับมนุษย์ด้วยถ้อยธรรมที่ไพเราะว่า “โอ้มวลผู้ศรัทธาเอ๋ย” ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงการให้เกียรติอย่างมากของพระผู้พระผู้เป็นเจ้ที่มีต่อบ่าวของพระองค์ หลังจากนั้นจึงตรัสต่อว่า “เมื่อเจ้าได้ยินเสียงอะซาน (เสียงเรียกร้องสู่การนมาซ) จงหยุดภารกิจไว้ชั่วคราว” ซึ่งหมายถึงว่า ไม่ได้ให้เจ้าหยุดตลอดทั้งวันเฉพาะช่วงที่มีการเรียกร้องสู่นมาซเท่านั้น และประโยคถัดมาพระองค์ตรัสแทนที่คำว่า “เศาะลาต” ด้วยคำว่า “ซิกรุ้ลลอฮฺ” หมายถึง การรำลึกถึงอัลลอฮฺในความหมายก็คือ นมาซ คือการรำลึกถึงอัลลอฮฺและพระองค์ตรัสว่า “เฉพาะวันศุกร์” มิได้หมายความว่า ทุกวันเจ้าต้องปฏิบัติเช่นนี้แค่เพียงสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเท่านั้น ประโยคต่อมาพระองค์ตรัสว่า “การกระทำเช่นนี้เป็นการดีสำหรับเจ้า” และเมื่อเสร็จสิ้นนมาซแล้ว เจ้าจงแยกย้ายกันไป”

๑๘. นมาซกับการจำแนกระดับมนุษย์

แม้จะทราบความสำคัญของนมาซในทัศนะของพระองค์ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มุมมองของมนุษย์ต่อนมาซยังมีความแตกต่างกัน
คนบางกลุ่มวางตนเป็นอุปสรรคต่อผู้ดำรงนมาซว่า“เจ้าเห็นไหมผู้ที่ คอยกีดกันบ่าว (กลั่นแกล้ง) เมื่อเขาทำนมาซ” (أَرَأَيْتَ الَّذِي يَنْهَى * عَبْدًا إِذَا صَلَّى (ซูเราะฮฺอัล-อะลัก : ๙-๑๐)

อบูญะฮัลผู้ดื้อรั้นได้วางแผนว่าจะใช้เท้าถีบต้นคอท่านศาสดา (ศ็อลฯ)ขณะที่ศาสดาลงสุญูด พรรคพวกของอบูญะฮัลได้เห็นว่าเขาเดินไป แต่เมื่อใกล้จะถึงท่านศาสดา (ศ็อลฯ)เขากลับหันหลังกลับมา พวกเขาถามว่า “ทำไมไม่จัดการมุฮัมมัดล่ะ” ตอบว่า “เพราะฉันเห็นบ่อไฟกำลังลุกโชนอยู่เบื้องหน้า” (ตับสีรนิมูเนะฮฺ คัดลอกมาจากตับสีรฺมัจญะมาอุ้ลบัยยาน)

กลุ่มชนที่ชอบล้อเลียนการนมาซ อัล-กุรอานกล่าวว่า“และเมื่อเจ้าเรียกร้องให้มาทำนมาซ พวกเขาก็เย้ยหยันและล้อเล่น”(وَإِذَا نَادَيْتُمْ إِلَى الصَّلاةِ اتَّخَذُوهَا هُزُوًا (ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ : ๕๘)

กลุ่มชนที่แสดงอาการแหนงหน่ายต่อนมาซ อัล-กุรอานกล่าวว่า“และเมื่อพวกเขายืนขึ้นเพื่อดำรงนมาซ พวกเขาก็ยืนอย่างเกียจคร้าน” (قَامُوا إِلَى الصَّلاةِ قَامُوا كُسَالَى (ซูเราะฮฺอัน-นิสาอฺ : ๑๔๒)

กลุ่มชนที่ปฏิบัตินมาซด้วยความโอ้อวด อัล-กุรอานกล่าวว่า “เพื่อให้มนุษย์ได้เห็น พวกเขาไม่ทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺเว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (يُرَاءُونَ النَّاسَ وَلَا يَذْكُرُونَ اللَّهَ إِلَّا قَلِيلًا (ซูเราะฮฺอัน-นิสาอฺ : ๑๔๒)

กลุ่มชนที่ทำนมาซไม่สม่ำเสมอ อัล-กุรอานกล่าวว่า“ความหายนะได้ประสบแก่ผู้ดำรงนมาซ ผู้ซึ่งเผลอเรอในนมาซของพวกเขา”(فَوَيْلٌ لِلْمُصَلِّينَ *الَّذِينَ هُمْ عَنْ صَلاتِهِمْ سَاهُونَ (ซูเราะฮฺอัล-มาอูน : ๔)

ตัฟสีรฺได้อธิบายว่าจุดประสงค์ของคำว่า ซาฮูน หมายถึง การลืม เผลอเรอ การไม่สนใจขณะปฏิบัตินมาซ ไม่สนใจต่อเวลาและเงื่อนไขโดยปล่อยเวลาที่ประเสริฐของมันให้ล่าช้าออกไป หรือไม่มีความเชื่อต่อมรรคผลและการลงโทษหากละทิ้งการนมาซ

ฉะนั้น ถ้าการไม่เอาใจใส่ต่อนมาซเป็นความหายะนะแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่ละทิ้งนมาซโดยสิ้นเชิง
กลุ่มชนที่เห็นดุนยาความสำคัญมากกว่า พวกเขาจึงพูดว่าฉันก็จะคิดถึงนมาซ แต่เป็นเพราะมีโลกดุนยาอยู่เบื้องหน้า ฉันจึงลืมเลือนนมาซ

อัล-กุรอานกล่าวว่า“เมื่อพวกเขาได้มองเห็นกองคาราวานค้าขายหรือสิ่งไร้สาระ พวกเขาก็แยกตัวออกไปสุ่มัน โดยปล่อยให้เจ้ายืนอยู่เพียงลำพัง”(وَإِذَا رَأَوْا تِجَارَةً أَوْ لَهْوًا انفَضُّوا إِلَيْهَا وَتَرَكُوكَ قَائِمًا (ซูเราะฮฺอัล-ญุมุอะฮฺ : ๑๑)

โองการข้างต้นได้กล่าวสัมทับถึงเหตุการณ์หนึ่งว่า ขณะที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กำลังอ่านคุฎบะฮฺ (กล่าวเทศนาธรรม) นมาซญมุอฮฺอยู่นั้น ได้มีกองคาราวานค้าขายตีกลอง เพื่อประกาศว่าคาราวานค้าขายได้มาแล้ว ซึ่งประชาชนต่างวิ่งกรกันออกไปหาพ่อค้า เพื่อดูและซื้อสินค้าเหล่านั้น โดยทิ้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ให้ยืนอยู่ตามลำพัง ซึ่งประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าเหลือผู้ฟังคุฏบะฮฺเพียง ๑๒ คนเท่านั้น

๑๙. บนบานและพยายามทุกอย่างเพื่อให้มีการดำรงนมาซ

บางคนได้นะซัร (บนบาน) ว่า หากมีบุตร ขอถวายบุตรของตนให้เป็นผู้รับใช้ในมัสญิด
อัล-กุรอานกล่าวว่า ครั้นเมื่อภรรยาของอิมรอนกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน แท้จริงแล้วฉันขอบนกับพระองค์ว่า สิ่งที่อยู่ในครรภ์ของฉันขอถวายเป็นอิสระ”(إِنِّي نَذَرْتُ لَكَ مَا فِي بَطْنِي مُحَرَّرًا (ซูเราะฮฺอาลิอิมรอน : ๓๕)

โองการกล่าวถึงเรื่องราวของมารดาของท่านหญิงมัรยัม ซึ่งนางกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาล ฉันขอบนกับพระองค์ว่า บุตรของฉันในครรภ์นี้ขอถวายเพื่อเป็นผู้รับใช้ในบัยตุ้ลมุก็อศดัสอย่างเป็นอิสระ เพื่อเขาจะได้มีเวลาในการรับใช้มัสญิดอย่างเต็มที่” และเมื่อนางได้คลอดบุตรออกมาเป็นผู้หญิง นางจึงกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลฉันได้บุตรี ซึ่งเธอคงไม่สามารถรับใช้มัสญิดได้เหมือนกับเด็กผู้ชาย” แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดนางได้ทำตามคำบนของนางทุกประการ โดยท่านหญิงมัรยัมได้ทำหน้าที่ผู้รับใช้มัสญิดในที่สุด

มีศาสดาบางคนต้องพเนจรและอพยพ นำเอาครอบครัวออกไปตามทะเลทรายและสถานที่กันดาร ต้องทนทุกข์ทรมานเพียงเพื่อนมาซ
อัล-กุรอานกล่าวว่า“โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงข้าพเจ้าได้ให้สถานที่พักพิงแก่ผู้สืบ ตระกูลบางคนของข้าพเจ้าในสถานที่กันดาร ซึ่งปราศจากพืชพันธ์ใกล้กับบ้านที่เป็นฮะรัมของพระองค์ โอ้พระผู้อภิบาลของเราเพื่อพวกเขาจะได้ดำรงนมาซ” (رَبَّنَا إِنِّي أَسْكَنتُ مِنْ ذُرِّيَّتِي بِوَادٍ غَيْرِ ذِي زَرْعٍ عِنْدَ بَيْتِكَ الْمُحَرَّمِ رَبَّنَا لِيُقِيمُوا الصَّلاةَ (ซูเราะฮฺอิบรอฮีม : ๓๘)

จะสังเกตเห็นว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ต้องทนลำบากตรากตรำนำเอาครอบครัวไปไว้ในสถานที่กันดารแห้งแล้งปราศจากน้ำและ ต้นไม้ โดยท่านได้ปรารภกับพระผู้เป็นเจ้าว่า “โอ้ข้าแต่พระองค์ การที่ข้าพเจ้าทำเช่นนี้เพื่อพวกเขาจะได้ดำรงนมาซ”

สิ่งที่ควรตั้งข้อสังเกตก็คือ ผู้สถาปนาบัยตุ้ลลอฮฺได้เดินทางมายังนครมักกะฮฺมิใช่เพื่อประกอบพิธีหัจญ์ แต่เพื่อการดำรงนมาซ ประหนึ่งเป็นการบ่งบอกว่าในทัศนะของท่าน การดำรงนมาซรายรอบบริเวณนั้น มีความสำคัญมากกว่าการเดินเวียนฏอวาฟในพิธีหัจญ์ บางครั้งท่านศาสดาอิบรอฮีมได้วิงวอนขอพร เพื่อให้บุตรหลานและผู้สืบ ตระกูลของตนเป็นผู้ดำรงนมาซ

อัล-กุรอานกล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาล โปรดบันดาลให้ข้าและผู้สืบตระกูลของข้าเป็นผู้ดำรงนมาซ”(رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلاةِ وَمِنْ ذُرِّيَّتِي (ซูเราะฮฺอิบรอฮีม : ๔๐)

และเมื่อเราตรวจประวัติศาสตร์จะพบว่า ไม่มีศาสดาคนใดขอดุอาฮฺให้กับบุตรหลานของตนมากเกินไปกว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ (ซบ.) จึงมอบบะรอกัตอันหลากหลายให้กับบุตรหลานของท่านศาสดาอิบรอฮีม ถึงขนาดที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “ความปลอดภัยและสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ของฉันเป็นผลสืบเนื่องจาก บะรอกัตดุอาอฺของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)




โปรดติดตามต่อ

ขอขอบคุณเว็บไซต์ อัช ชีอะฮ์