ถ้าแมลงวันที่ถือกำเนิดมาในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิสามารถมีชีวิตอยู่ได้จนกระทั่งถึงฤดูหนาวและสามารถทนทานกับอากาศอันหนาวเหน็บได้ มันจะต้องเข้าใจว่ากฎเกณฑ์ของโลกได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างแน่นอน แต่สำหรับฉันและท่านจะเข้าใจเช่นนั้นด้วยไหม ?

ญาบิรฺ :- หามิได้

อิมามศอดิก :- เพราะเราต่างทราบดีว่าหลังจากฤดูร้อน ฤดูหนาวก็จะต้องย่างกรายเข้ามา ด้วยเหตุนี้ ตามทัศนะของเราถือว่ากฎเกณฑ์แห่งการสรรสร้างของโลกนี้ยังคงที่หรือมิได้มีความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
ตัวอย่างที่สอง สมมุติว่าท่านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสิ่งหนึ่ง และได้มอบให้อยู่ในการครอบครองของเพื่อนของท่านเป็นเวลาหนึ่งปี แต่เนื่องจากเขามิได้ใส่ใจในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ครั้นเมื่อท่านประสงค์จะเรียกทรัพย์สินนั้นคืนเมื่อครบกำหนดเวลา ทำให้เขางุนงงสงสัยและคิดว่าเหตุใดท่านจึงเปลี่ยนความตั้งใจ ทั้ง ๆ ที่ท่านได้ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่าจะมอบสิ่งนั้นให้อยู่ในครอบครองของเขาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น
ในทำนองเดียวกันกับกฎเกณฑ์ของพระผู้เป็นเจ้าที่เราต่างพากันเข้าใจว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือขัดแย้งไปจากเดิม ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงมีเจตนารมณ์มาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้วว่าจะให้เป็นไปเช่นไร และพระองค์จะไม่ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งกันอย่างแน่นอน

ญาบิรฺ :- เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกิบละฮฺเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันมึนงงสงสัยมาเป็นเวลาช้านาน บัดนี้ ฉันเริ่มได้รับความกระจ่างบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ฉันยังมีข้อข้องใจที่จะไต่ถามท่านอยู่อีก ?

อิมามศอดิก :- จงถามมาเถิด

วิทยปัญญาของการเปลี่ยนกิบละฮฺ

ญาบิรฺ :- ครั้งแรกพระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้ผู้ศรัทธานมาซผินหน้าไปทาง “บัยตุลมุก็อดดัส” มีวิทยปัญญาอะไรหรือที่พระองค์ทรงบัญชาให้เปลี่ยนเป็น “กะอฺบะฮฺ” แทน ?

อิมามศอดิก :- ในช่วงเริ่มแรกที่ท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) เริ่มเผยแผ่และเรียกร้องเชิญชวนนั้น มุสลิมยังมีจำนวนน้อยและไร้พลังอำนาจ ตรงข้ามกับศาสนิกชนชาวยิวและคริสเตียนที่เป็นชนส่วนใหญ่ของสังคม... การสร้างความขัดแย้งเกี่ยวกับกิบละฮฺ รังแต่จะสร้างความชิงชังรังเกียจให้เกิดขึ้นกับพวกเขา ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงบัญชาให้ผู้ศรัทธานมาซผินหน้าไปทางบัยตุลมุก็อดดัส ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ชาวยิวและชาวคริสต์ซึ่งให้เกียรติต่อบัยตุลมุก็อดดัสเป็นอย่างสูงมีทัศนะคติในทางลบและตั้งตนเป็นศัตรูกับมุสลิม...

วิทยปัญญาในการเลือกกะอฺบะฮฺเป็นกิบละฮฺของมุสลิม
ญาบิรฺ :- น่าจะเป็นเช่นที่ท่านกล่าว การที่มุสลิมนมาซผินหน้าไปทางบัยตุลมุก็อดดัสย่อมสร้างความพึงพอใจแก่ชาวยิวและชาวคริสต์ได้ในระดับหนึ่ง แต่คำถามก็คือเหตุใดกะอฺบะฮฺจึงถูกเลือกให้เป็นกิบละฮฺแทน เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงเลือกสถานที่อื่น ?

อิมามศอดิก :- ท่านทราบดีใช่ไหมว่าก่อนฟัตหุลมักกะฮฺ (การพิชิตมักกะฮฺโดยท่านศาสดาและมุสลิม) กะอฺบะฮฺเคยอยู่ภายใต้การดูแลของท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ศ) มาก่อน ?

ญาบิรฺ :- ใช่ครับ และกะอฺบะฮฺเป็นสถานที่รวมของเจว็ดทั้งหลาย

อิมามศอดิก :- ใครบ้างที่สักการบูชารูปเจว็ดเหล่านั้น

ญาบิรฺ :- ประชาชนในคาบสมุทรอาหรับ

อิมามศอดิก :- ในคาบสมุทรอาหรับมีคนกลุ่มใดบ้างที่ไม่ยอมสักการบูชาเจว็ด ?

ญาบิรฺ :- นอกจากชาวยิวและชาวคริสต์บางส่วนแล้ว ประชาชนล้วนสักการบูชาเจว็ดทั้งสิ้น

อิมามศอดิก :- ชาวอาหรับทุกเผ่าพันธุ์ล้วนมีเจว็ดเพื่อเป็นที่เคารพบูชาของตนเอง ด้วยเหตุนี้ กะอฺบะฮฺจึงเป็นสถานที่ที่ได้รับการเทิดเกียรติจากประชาชนในคาบสมุทรอาหรับทั้งหมด แต่เมื่อท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ศ) ได้บัญชาให้ผู้ศรัทธานมาซผินหน้าไปทางกะอฺบะฮฺแทนบัยตุลมุก็อดดัสแล้ว ไม่เพียงแต่จะสร้างความแปลกใจแก่พวกเขาเท่านั้น ทว่า ฉันขอยืนยันว่าการนมาซผินหน้าไปทางกะอฺบะฮฺเป็นสิ่งที่สะดวกกว่าการนมาซผินหน้าไปทางบัยตุลมุก็อดดัส

ญาบิรฺ :- ทว่าในสมัยนั้นอิสลามมิได้จำกัดอาณาเขตอยู่แค่เพียงคาบสมุทรอาหรับเท่านั้น แต่ได้ขจรขจายไปทั้งตะวันออกและตะวันตกด้วย

อิมามศอดิก :- ถูกต้อง

ญาบิรฺ :- นั่นนะซิ นอกจากชาวอาหรับแล้ว แสดงว่าชนชาติอื่น ๆ มิได้ให้เกียรติกะอฺบะฮฺด้วยกระนั้นหรือ ?

อิมามศอดิก :- ภายหลังจากท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ศ) ได้ประกาศให้กะอฺบะฮฺเป็นกิบละฮฺสำหรับมุสลิมแล้ว ชนชาติต่าง ๆ ที่มิใช่อาหรับต่างให้เกียรติต่อกะอฺบะฮฺด้วยเช่นกัน และการที่อิสลามิกชนทั่วโลกพร้อมใจกันนมาซผินหน้าไปทางกะอฺบะฮฺนั้น ทำให้กะอฺบะฮฺกลายเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับโลกอิสลามที่ไม่เคยปรากฏในศาสนาใด ๆ มาก่อนในอดีต...

ญาบิรฺ :- ความเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของกะอฺบะฮฺเพื่อการนมาซมีความสำคัญกว่า หรือว่าเพื่อการประกอบพิธีหัจญ์ ?

อิมามศอดิก :- ความเป็นศูนย์รวมเพื่อการนมาซมีความสำคัญกว่า ทั้งนี้เนื่องจากอิสลามิกชนจำนวนมากมายที่ไม่สามารถจะเดินทางไปประกอบพิธีหัจญ์ได้ถึงแม้ว่าจะแค่เพียงครั้งเดียวในชีวิตของพวกเขาก็ตาม ในขณะที่มุสลิมทุกคนซึ่งอาศัยอยู่ทั่วทุกมุมโลกสามารถที่จะนมาซผินหน้าไปทางกะอฺบะฮฺวันละห้าเวลาได้ทุกคน และอาจกล่าวได้ว่ามุสลิมจากทั่วทุกสารทิศจะผินหน้าไปสู่กะอฺบะฮฺวันละห้าเวลาตลอด 24 ชั่วโมงเป็นประจำทุกวัน และประดุจดั่งว่าในทุก ๆ วัน อิสลามิกชนทั่วโลกต่างส่งกระแสจิตและสบสายตาซึ่งกันและกันวันละห้าเวลา
ประหนึ่งอิสลามิกชนจากทั่วทุกสารทิศได้พร้อมใจกันส่งเสียงสนทนาให้หลอมรวมกัน ณ สถานกะอฺบะฮฺ มุสลิมนับพันล้านคนร่วมกันประสานเสียงจากทั่วทุกสารทิศทั้งตะวันออกและตะวันตกเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระผู้เป็นเจ้า (ตักบีรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ) ซึ่งไม่เคยมีศาสนาหรือศาสนิกชนใดที่มีศูนย์รวมทางจิตวิญญาณเช่นนี้มาก่อนในอดีตกาล และจะไม่มีต่อไปในอนาคตกาลนอกจากอิสลามิกชนเท่านั้น...

สาเหตุของการฆ่าตัวตาย

ญาบิรฺ :- อะไรคือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนบางส่วนต้องตัดสินใจฆ่าตัวตาย ?

อิมามศอดิก :- ผู้คนที่คิดสั้นทำอัตวินิบาตกรรมนั้น เนื่องจากพวกเขาไม่มีความศรัทธาในศาสนานั่นเอง ผู้ที่ศรัทธาอย่างมั่นคงในศาสนาจะไม่มีวันคิดสั้นฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน และฉันเชื่อมั่นว่าท่านไม่เคยประสบพบพานมุสลิมที่ศรัทธามั่นในอิสลามคิดสั้นฆ่าตัวตายแม้แต่คนเดียว
เป็นไปได้ที่มุสลิมจะถูกเข่นฆ่าสังหารในสมรภูมิสงคราม แต่ไม่มีวันที่พวกเขาจะคิดทำอัตวินิบาตกรรมอย่างแน่นอน
มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนคิดฆ่าตัวตายก็คือพวกเขาสิ้นหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปนั่นเอง...
ความสิ้นหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกันคือ :-

1. ความเกียจคร้าน บางครั้ง มนุษย์จะมีความรู้สึกเกียจคร้านจนไม่อยากจะแตะต้องและรับผิดชอบภารกิจใด ๆ ทั้งสิ้น และความเกียจคร้านที่ถึงขีดสุดจะทำให้เขารู้สึกท้อแท้สิ้นหวังในทุกสิ่งทุกอย่างอย่างสิ้นเชิง และความสิ้นหวังนั้นเองที่ทำให้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายในที่สุด

2. การพนัน ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ในศาสนาของเรา การพนันจะทำให้มนุษย์ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว และเมื่อผู้ติดการพนันได้ประจักษ์ว่าการทุ่มเทความพยายามตลอดชีวิตของเขาต้องมาสูญสิ้นสลายภายในชั่วพริบตาเดียวเช่นนั้น กำลังใจที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปจึงไม่หลงเหลืออีกต่อไป ทำให้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายในที่สุด

3. โรคประสาท โดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากกรรมพันธุ์และโรคพิษสุราเรื้อรังที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ( จากสถิติของประเทศฝรั่งเศสเมื่อหลายปีที่ผ่านมาได้บันทึกไว้ว่า 40 % ของโรคร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศดังกล่าว เกิดจากการที่ผู้คนพากันดื่มสุราถึง 50 % ถึงขนาดที่นายแพทย์ชาวเยอรมันผู้หนึ่งได้กล่าวเตือนรัฐบาลของตนว่า “ถ้าหากพวกท่านปิดประตูโรงงานผลิตเหล้าเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าขอรับประกันว่าประเทศชาติของเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลบ้าถึงครึ่งหนึ่งเช่นกัน”)ซึ่งโรคประสาทประเภทนี้จะไม่มีวันบังเกิดขึ้นในหมู่มุสลิม ทั้งนี้เนื่องจากอิสลามิกชนไม่ดื่มสุรานั่นเอง... แต่สำหรับชนชาติที่นิยมดื่มสุราเป็นอาจิณ มีความเป็นไปได้สูงที่บุตรหลานของพวกเขาจะประสบกับโรคร้ายสองโรคคือ โรคประสาท และโรคอัมพาต

4. ประสบความล้มเหลวในชีวิต ถ้าหากมุสลิมคนหนึ่งต้องประสบกับความล้มเหลว (ทั้งทางธุรกิจหรือหน้าที่การงาน) แล้ว เขาจะไม่มีวันคิดสั้นฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน เนื่องจากหลักคำสอนที่ให้ผู้ศรัทธาทุกคนมอบหมาย (ตะวักกุล) ต่อพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง แต่สำหรับผู้คนที่ไม่มีหลักศรัทธาเป็นสรณะ เป็นไปได้ที่เขาจะสิ้นหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และตัดสินใจฆ่าตัวตายเมื่อประสบกับความล้มเหลวในชีวิต
ในระหว่างมูลเหตุทั้งสี่ประการ ถือว่าความเกียจคร้านเป็นมูลเหตุพื้นฐานที่สุด และสถิติของผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เกิดจากความเกียจคร้านเป็นประการสำคัญ ถ้ามีใครสามารถล่วงรู้ถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในหัวใจของพวกเขาแล้ว ก็จะรู้ว่าแรงกระตุ้นสำคัญที่ผลักดันให้พวกเขาต้องคิดฆ่าตัวตายเกิดจากความเกียจคร้านนั่นเอง ในขณะที่หนึ่งในสารธรรมคำสอนของอิสลามก็คือให้มุสลิมทุกคนหลีกห่างและตั้งตนเป็นศัตรูกับความเกียจคร้าน
สัญชาติญาณของมนุษย์โดยทั่วไป พวกเขาปรารถนาความเพริดแพร้วและความสะดวกสบายโดยไม่ต้องมีพันธะผูกพันหรือแบกรับภารกิจใด ๆ โดยเฉพาะในยามรุ่งอรุณ ซึ่งการนอนหลับในช่วงนั้นเป็นยอดปรารถนาของทุกคน ในขณะที่อิสลามได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้มุสลิมทุกคนต้องตื่นขึ้นมานมัสการต่อพระผู้เป็นเจ้าก่อนรุ่งอรุณ และถือเป็นภารกิจที่มีผลอย่างใหญ่หลวงที่จะช่วยป้องกันมุสลิมทุกคนมิให้มีความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังในการดำเนินชีวิต หลังจากนมาซในยามรุ่งอรุณได้เสร็จสิ้นลง ความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจในชีวิตประจำวันย่อมมีอยู่ในตัวของมุสลิม ในทำนองเดียวกับการนมาซสี่เวลาที่เหลือ ซึ่งล้วนเป็นกิจวัตรประจำวันที่ช่วยปกป้องมุสลิมทั้งหญิงและชายมิให้เป็นคนเกียจคร้านในหน้าที่การงานทั้งสิ้น

สาเหตุของความตาย

ญาบิรฺ :- พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์และให้ชีวิตจิตวิญญาณแก่พวกเขา เหตุใดพระองค์จึงต้องลิขิตความตายและความสูญสลายแก่พวกเขาด้วยเล่า ?

อิมามศอดิก :- “ความตาย” มิได้เป็น “การสูญสลาย” ดังที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจแต่อย่างใด แต่ทว่าเป็น “การเปลี่ยนชีวิตหนึ่งไปสู่ชีวิตหนึ่ง” ต่างหาก... สำหรับมุสลิมที่ความศรัทธาของเขาเกิดจากความรู้ความเข้าใจที่ถ่องแท้แล้ว เขาจะไม่หวาดหวั่นต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างแน่นอน... แต่ถ้าผู้ที่มิใช่มุสลิมเป็นผู้ตั้งคำถามดังกล่าว ฉันจะตอบพวกเขาว่า “ความตาย คือประตูที่เปิดให้มนุษย์เข้าไปสู่ชีวิตในโลกใหม่ และเขาจะมีชีวิต (ในโลกใหม่) อีกครั้งหนึ่ง”
โอ้ ญาบิรฺ ! เจ้าเคยมีชีวิตอยู่ในครรภ์มารดาของเจ้ามาก่อนใช่ไหม ?

ญาบิรฺ :- ใช่ครับ

อิมามศอดิก :- เจ้ารับประทานอาหารขณะที่อยู่ในครรภ์มารดาใช่ไหม ?

ญาบิรฺ :- ใช่ครับ

อิมามศอดิก :- เจ้าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา เพียงแต่คลอดออกมาในสภาพของทารกใช่ไหม ?

ญาบิรฺ :- ใช่ ฉันเชื่อว่าฉันเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา

อิมามศอดิก :- พอจะนึกได้ไหมว่าในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา เจ้าเคยคิดคำนึงถึงความตายมาก่อน ?

ญาบิรฺ :- ไม่ทราบครับ

อิมามศอดิก :- นอกจากความตายแล้ว ในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา เจ้าเคยตั้งเจตนารมณ์หรือมีเป้าหมายอะไรบ้างไหม ?

ญาบิรฺ :- ฉันไม่สามารถทบทวนความทรงจำและรำลึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เมื่อครั้งที่มีชีวิตอยู่ในนั้นได้อย่างสิ้นเชิง

อิมามศอดิก :- ระหว่างการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้กับชีวิตที่อยู่ในครรภ์มารดา เจ้าคิดว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน ?

ญาบิรฺ :- การมีชีวิตในครรภ์มารดานั้นแสนสั้นนัก ไม่มากไปกว่า 9 เดือน

อิมามศอดิก :- บางที เจ้าอาจจะเคยจินตนาการมาก่อนก็ได้ว่าช่วงเวลา 9 เดือนสำหรับการมีชีวิตในครรภ์มารดานั้นอาจจะเนิ่นนานกว่าการมีชีวิตในโลกนี้ถึง 80 – 90 ปี ทั้งนี้เนื่องจากมาตรฐานของช่วงเวลาในแต่ละสภาวการณ์มีความแตกต่างกัน และขึ้นอยู่กับว่าใครจะสังเกตการดำเนินชีวิตของตนได้ดีกว่ากัน
ฉันเชื่อว่าบ่อยครั้งที่เวลาหลายชั่วโมงสำหรับเจ้า อาจจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งว่ามันเพิ่งผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น และในทางกลับกัน บ่อยครั้งที่เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ช่างเชื่องช้าจนดูประหนึ่งว่ามันกินเวลาเป็นสิบ ๆ ชั่วโมงเลยทีเดียว ( ท่านอิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) ได้กล่าวถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ของเวลาเมื่อสิบศตวรรษก่อนหน้าที่ “บิกเกรล” แห่งฝรั่งเศส “ไอน์สไตน์” แห่งเยอรมัน และ “ฮาวาร์ด ฮินตัน” แห่งอังกฤษ และผู้คนที่เห็นด้วยกับทฤษฎีความสัมพันธ์ของไอน์สไตน์ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ (Theory of Relativity) ซึ่งเราท่านทั้งหลายต่างได้ประจักษ์ถึงความจริงดังกล่าวในการใช้ชีวิตประจำวันโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องความฝัน กล่าวคือบางครั้งเราจะฝันเห็นเหตุการณ์ที่มีช่วงระยะเวลาอันยาวนานนับสิบ ๆ ปี ในขณะที่เรานอนหลับไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น)

ในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา เจ้าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีสติสัมปชัญญะและความรู้สึกนึกคิด ด้วยเหตุนี้ บางทีเจ้าอาจจะเคยมีความหวังความตั้งใจอย่างมากมาย เพียงแต่เจ้าไม่สามารถจะทบทวนความทรงจำเหล่านั้นได้ ในฐานะที่เจ้าก็เป็นปราชญ์คนหนึ่ง เจ้าไม่เคยคิดบ้างหรือว่าการคลอดออกจากครรภ์มารดามาสู่โลกนี้ คือความตายชนิดหนึ่ง ?
เจ้าเคยคิดบ้างไหมว่าในขณะที่มีชีวิตอยู่ในครรภ์มารดานั้น เจ้าปรารถนาที่จะอยู่ในนั้นตลอดไป เพราะไม่มีโลกหรือสถานที่ใดที่จะสะดวกสบายและวิเศษไปกว่านั้นอีกแล้ว และการที่จะต้องอำลาจากสถานที่ที่พิเศษเช่นนั้น (ดังที่ฉันได้กล่าวว่าเป็นความตายชนิดหนึ่ง) จะทำให้เจ้ามีความกังวลและอนาทรร้อนใจจนต้องกู่ก้องร้องตะโกนเมื่อเจ้าถือกำเนิดมาอยู่ในโลกนี้ ?

แต่ ณ วันนี้ เจ้ามีความเชื่อแล้วว่าในโลกที่เจ้ากำลังอาศัยอยู่นี้มีความวิเศษกว่าโลกที่เจ้าเคยอาศัยอยู่ในครรภ์มารดาเสียอีก

ญาบิรฺ :- ถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถรู้หรือทบทวนความทรงจำถึงสภาพความเป็นอยู่ของฉันในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดาได้ แต่ฉันก็เชื่อมั่นว่าชีวิตในโลกปัจจุบันจะต้องมีความวิเศษกว่าอย่างแน่นอน

อิมามศอดิก :- นี่คือสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าโลกภายหลังความตายย่อมมีความวิเศษและดีกว่าโลกนี้อย่างแน่นอน

ญาบิรฺ :- ถ้าหากมีสภาพที่เลวร้ายไปกว่านี้ละ ?

อิมามศอดิก :- ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าเฉพาะกลุ่มชนที่เชื่อฟังและปฏิบัติตามสารธรรมคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าอย่างเคร่งครัดเท่านั้นที่โลกภายหลังจากความตายจะมีความวิเศษและดีกว่าโลกปัจจุบัน เพราะนอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาต่อมนุษยชาติในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว สามัญสำนึกและสติปัญญาถือว่าไม่อาจจะเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งนี้เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงรอบรู้ ทรงเดชานุภาพ และทรงยุติธรรม พระองค์จะไม่ทรงบิดพลิ้วสัญญา ไม่ทรงอิจฉาริษยาและอาฆาตพยาบาทที่จะนำปวงบ่าวผู้เป็นกัลยาณชนของพระองค์จากโลกที่ดีงามไปสู่โลกที่เลวร้ายอย่างแน่นอน
และสมมุติว่าพระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงสัญญาเอาไว้อย่างชัดเจนมาก่อน แต่เนื่องจากเป้าหมายที่พระองค์ทรงสรรสร้างมนุษย์ก็เพื่อการวิวัฒนาการไปสู่ความสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ สามัญสำนึกของเราจึงสามารถตัดสินได้ว่าชีวิตภายหลังจากความตายย่อมจะมีความวิเศษกว่าชีวิตในโลกนี้อย่างแน่นอน...

ปรัชญาของการมีชีวิต

ญาบิรฺ :- ไม่เป็นการสะดวกกว่าและดีกว่าหรอกหรือที่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงให้มนุษย์เราได้ถือกำเนิดเกิดมาในโลกภายหลังจากความตายซึ่งเป็นโลกที่ดีกว่าและจีรังยั่งยืนกว่านับตั้งแต่เริ่มแรกโดยไม่ต้องให้เราต้องมามีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน และไม่ต้องให้เราต้องประสบกับความตาย ?

อิมามศอดิก :-... มาตรว่าผู้ที่มิได้มีความเชื่อศรัทธาในศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ตั้งคำถามกับฉันเพื่อต้องการที่จะทราบถึงวิทยปัญญา (หิกมะฮฺ) ของพระองค์ ฉันจะตอบเขาดังนี้ว่า “เจตนารมณ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ให้มนุษย์ผ่านขั้นตอนการดำเนินชีวิตที่หลากหลายก็เพื่อให้พวกเขาได้ผ่านการขัดเกลาตนเองและวิวัฒนาการในแต่ละขั้นตอนแห่งการดำเนินชีวิตให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมคู่ควรที่จะเข้าไปสู่โลกที่สมบูรณ์กว่าและจีรังยั่งยืนกว่านั่นเอง...”

วิทยปัญญาของการสร้างมนุษย์
ญาบิรฺ :- คำถามต่อมาก็คือ มีความจำเป็นอันใดหรือที่พระผู้เป็นเจ้าจะต้องสร้างมนุษย์ เป็นไปได้ไหมที่พระองค์จะทรงละเว้นไม่ต้องสร้างมนุษย์ขึ้นมา ?

อิมามศอดิก :- มุสลิมทุกคนย่อมทราบดีถึงเจตนารมณ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาว่าเพื่อให้พวกเขาได้ทำความรู้จักพระองค์ กล่าวคือให้มนุษย์ได้ทำความรู้จักกับที่มาและความเป็นไปของตัวเขาเอง และมุสลิมทุกคนมีความเชื่อว่าของขวัญอันล้ำค่าที่สุดที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานแก่มนุษย์ก็คือการสรรสร้างเขามานั่นเอง ( ณ ที่นี้ ท่านญาบิรฺ อิบนุหัยยาน ได้ถามถึงวิทยปัญญาแห่งการสรรสร้างมนุษย์ตามทัศนะของผู้ที่มิใช่มุสลิม และท่านอิมามศอดิก (อ) ได้ตอบคำถามที่สอดคล้องกับวิทยปัญญาแห่งการสร้างสรรค์โดยรวม และเนื่องจากท่านอิมามได้ตอบคำถามที่คล้ายคลึงดังกล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนในการสนทนาสองประเด็นก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงมิได้นำมาเสนอ ณ ที่นี้)