อับดุลลอฮฺ :- ไม่

ศาสดามุหัมมัด : ถ้าเช่นนั้น ตัวแทนของท่านจะต้องทำอย่างไรเพื่อพิสูจน์ถึงการเป็นตัวแทนที่ถูกต้องของเขา ?
ถ้าเขามีหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวแทนอย่างถูกต้องมาจากท่านแล้ว คนสวนทุกคนจะต้องยอมรับในความเป็นตัวแทนของเขาใช่หรือไม่ ?

อับดุลลอฮฺ :- ถูกต้อง

ศาสดามุหัมมัด : สมมุติว่าคนสวนไม่ให้การยอมรับในความเป็นตัวแทนของเขา แล้วเขากลับมาหาท่านพร้อมกับกล่าวว่าพวกเขาต้องการที่จะให้ท่านไปทำงานร่วมกับฉันด้วย และตราบเท่าที่ท่านไม่ยอมไปกับฉัน ฉันก็จะไม่ไปพบกับพวกเขาอีกต่อไป ในกรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าตัวแทนของท่านฝ่าฝืนคำสั่งของท่านหรือ ? และท่านจะไม่กล่าวกับเขาหรือว่า ท่านเป็นเพียงตัวแทนของฉันเท่านั้น หาใช่ที่ปรึกษาหรือผู้บังคับบัญชาของฉัน ?

อับดุลลอฮฺ :- ถูกต้อง

ศาสดามุหัมมัด : ในเมื่อท่านไม่อาจจะยอมรับข้อเรียกร้องของคนสวนและตัวแทนของท่านว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว เหตุไฉนท่านจึงโต้แย้งกับผู้ที่เป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าเล่า ? นี่จะไม่ถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนหรือว่าข้อเรียกร้องทั้งหลายของท่านนั้นโมฆะ (บาฏิล)
สำหรับข้อเรียกร้องที่ห้าที่ให้ฉันมีปราสาทราชวังเสียก่อนนั้น ท่านทราบดีมิใช่หรือว่ากษัตริย์แห่งอัยคุปต์เป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ปราสาทราชวังมากมายที่ทำด้วยทองคำ ?

อับดุลลอฮฺ :- ถูกต้อง

ศาสดามุหัมมัด : ด้วยการมีปราสาทราชวังดังกล่าว เขาได้เป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้ากระนั้นหรือ ?

อับดุลลอฮฺ :- เปล่า

ศาสดามุหัมมัด : ในทำนองเดียวกัน การมีปราสาทราชวังจึงไม่ถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงการเป็นศาสนทูตของมุหัมมัดแต่อย่างใด และมุหัมมัดย่อมไม่ถือเอาความโง่เขลาเบาปัญญาของท่านเพื่อมาหักล้างและพิสูจน์ถึงการเป็นศาสนทูตของเขาเช่นกัน
สำหรับข้อเรียกร้องที่ห้าที่ให้ฉันขึ้นไปยังฟากฟ้าเพื่อนำจดหมายจากพระผู้เป็นเจ้ามายืนยันกับเจ้านั้น การขึ้นสู่ฟากฟ้ายากเย็นยิ่งกว่าการลงมาจากฟากฟ้าเสียอีก และท่านเป็นผู้กล่าวเองมิใช่หรือว่าถึงแม้ว่าฉันจะสามารถขึ้นสู่ฟากฟ้าได้ก็ตาม ท่านก็จะไม่มีวันเชื่อและศรัทธาในตัวฉัน ในเมื่อการขึ้นสู่ฟากฟ้าของฉันมิได้มีผลที่จะทำให้ท่านมีความศรัทธาแล้ว การเดินทางกลับลงมาจากนั้นก็ย่อมมีสภาพเฉกเช่นเดียวกันนั่นเอง

นอกจากนี้ ท่านยังท้าทายให้ฉันนำจดหมายจากพระองค์ลงมาสำแดงแก่ท่านอีกด้วย และภายหลังจากฉันได้ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว มิอาจจะรู้ได้ว่าท่านจะยอมรับในความเป็นศาสนทูตของฉันหรือไม่
ดังนั้น จากคำสารภาพของท่านเอง จึงถือว่าท่านเป็นมนุษย์ที่มีความดื้อด้าน ซึ่งไม่ว่าสัจธรรมความจริงจะเด่นชัดเพียงไรก็ตาม ท่านก็จะไม่มีวันยอมจำนน ด้วยเหตุนี้ โอสถขนานเดียวที่จะเยียวยารักษาโรคร้ายที่หยั่งรากลึกอยู่ในหัวใจของท่านก็คือคมดาบของผู้เป็นทหารของอัลลอฮฺเท่านั้น...

พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานโองการแก่ฉันเพื่อสนองตอบคำท้าทายทั้งหลายของท่านเพียงประโยคเดียวเท่านั้นว่า...
“มหาบริสุทธิ์ยิ่งพระผู้อภิบาลของฉัน ฉันเป็นเพียงมนุษย์ผู้เป็นศาสนทูตของพระองค์เท่านั้น”
พระผู้อภิบาลผู้ทรงบริสุทธิ์จะไม่ทรงคล้อยตามและสนองตอบคำเรียกร้องของพวกโง่เขลาเบาปัญญา ฉันเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับพวกท่าน ฉันได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ ไม่มีความจำเป็นที่ฉันจะต้องนำหลักฐานและข้อพิสูจน์อื่นใดมาสำแดงแก่พวกท่าน นอกจากที่พระองค์ทรงประทานแก่ฉันเท่านั้น... (สรุปพอสังเขปจาก) บิหารุลอันวารฺ เล่ม 9 หน้า 269 – 280)

8. อิมามศอดิก (ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่าน)กับญาบิรฺ บุตรหัยยาน

ประเด็นสนทนา : ปรัชญาทั่วไป

อิมามศอดิก คือครูคนแรกที่นำวิธีการและแบบฉบับในการถกระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนกับนักเรียนมาใช้ในการเรียนการสอน โดยระหว่างศิษย์ด้วยกันจะนำบทเรียนที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูมาถกกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแตกฉานอย่างแท้จริง และแบบฉบับดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในสถาบันการศึกษาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันการศึกษาของสายธารชีอะฮฺอิมามียะฮฺนับตั้งแต่ยุคสมัยนั้นตราบถึงปัจจุบัน

วันหนึ่งท่านอิมามศอดิก ได้สอนบทเรียนปรัชญาแก่สานุศิษย์ของท่านว่า “ทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ในสภาวะที่กำลังเคลื่อนไหว ถ้าปราศจากการเคลื่อนไหว จะไม่มีสิ่งใดสามารถดำรงอยู่บนโลกนี้ได้ กล่าวคือ จะไม่มีสภาพดังที่เราเห็นเช่นทุกวันนี้ จะไม่มีสิ่งใดสูญสลาย เพราะวุญูด (สิ่งที่อุบัติขึ้นมา) จะไม่สูญสลาย เพียงแต่จะเปลี่ยนสภาพเท่านั้น

ญาบิรฺ :- ท่านมั่นใจหรือว่าทุกสรรพสิ่งอยู่ในสภาวะเคลื่อนไหวโดยไม่มีข้อยกเว้น ?

อิมามศอดิก :- สำหรับฉันแล้ว ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องนี้

ญาบิรฺ :- ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าเสียงก็สามารถเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน ?

อิมามศอดิก :- แน่นอน แต่การเคลื่อนไหวหรือการเดินทางของเสียงจะช้ากว่าแสง หลักฐานอย่างหนึ่งก็คือเมื่อท่านเห็นช่างตีเหล็กกำลังตีเหล็กอยู่ในร้าน ในวินาทีนั้นเอง ท่านจะเห็นแสงหรือประกายไฟที่เกิดขึ้นจากการกระทบกันของเหล็ก แต่เนื่องจากเสียงที่เกิดจากการกระทบกันนั้นมีความเร็วไม่เทียบเท่ากับแสง มันจึงเคลื่อนไหวมาถึงประสาทสัมผัสหูของท่านช้ากว่าแสง

ญาบิรฺ :- ช้ากว่ากันมากน้อยขนาดไหน ?

อิมามศอดิก :- ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างต้นเสียงกับตัวท่าน กล่าวคือ ในระยะทางที่ใกล้ ท่านจะได้ยินเสียงเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น แต่ท่านจะได้ยินช้ากว่าในระยะทางที่ไกลออกไปเป็นทวีคูณ

ญาบิรฺ :- มีการคำนวณระยะทางดังกล่าวไว้หรืออย่างไร ?

อิมามศอดิก :- ถูกต้อง นักปราชญ์ชาวกรีกนาม “อาร์คิมีดีส”(Archimedes นักคณิตศาสตร์ นักประดิษฐ์ และนักฟิสิกส์ชาวกรีกผู้ค้นพบกฎแห่งความถ่วงและคาน/ผู้แปล)ได้คำนวณระยะทางเอาไว้และกล่าวว่า :-
“มาตรว่าบุคคลหนึ่งอยู่ห่างจากต้นเสียงเป็นระยะทาง 400 ศอก เขาจะสามารถได้ยินเสียงนั้นในเวลา 8 วินาที ผลจากการคำนวณดังกล่าวจึงได้ข้อสรุปว่า ยิ่งระยะทางห่างไกลมากเท่าไร การเดินทางของเสียงก็จะยิ่งช้าขึ้นเป็นลักษณะผกผันมากขึ้นเท่านั้น

ญาบิรฺ :- จากผลลัพธ์ของการคำนวณดังกล่าว เท่ากับว่าทุกครั้งที่พระผู้เป็นเจ้าประสงค์จะตรัสกับศาสนทูตของพระองค์ จะต้องอาศัยเวลานับพัน ๆ ปีกว่าสุรเสียงของพระองค์จะเดินทางผ่านชั้นสุญญากาศจากฟากฟ้าทั้งเจ็ดลงมาถึงพื้นโลก ?

อิมามศอดิก :- ที่กล่าวกันว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประทับ ณ ฟากฟ้าชั้นเจ็ดนั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจกันไปเองต่างหาก เพราะในความเป็นจริงแล้ว พระองค์ทรงดำรงอยู่ในทุกสภาวการณ์และทุกหนทุกแห่ง ไม่มีสถานที่ใดที่ไม่มีพระองค์ ดังนั้น จึงไม่มีความห่างระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับศาสนทูตของพระองค์แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สมมุติว่าพระองค์ทรงประทับ ณ ฟากฟ้าชั้นเจ็ดจริง พระองค์ทรงเดชานุภาพที่จะบันดาลให้สุรเสียงของพระองค์ไปถึงประสาทสัมผัสของผู้เป็นศาสนทูตภายในเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากสุรเสียงของพระผู้เป็นเจ้ามิได้มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกับสรรพเสียงของสรรพสิ่งทั้งหลายที่จะต้องอาศัยระยะทางแต่อย่างใด
พระผู้เป็นเจ้าทรงเดชานุภาพที่จะบันดาลให้สุรเสียงของพระองค์เดินทางจากสถานที่ที่ไกลโพ้นของโลกนี้ให้ถึงประสาทสัมผัสของศาสนทูตของพระองค์แค่เพียงอึดใจหนึ่งเฉกเช่นที่พระองค์ทรงสรรสร้างโลกและจักรวาลนั่นเอง

ญาบิรฺ :- ถ้าโลกถูกสร้างมาเพียงชั่วอึดใจเดียว (ดังที่ท่านกล่าว) แล้วเหตุใดจึงกล่าวกันว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกขึ้นมาในระยะเวลาหกวัน ?

อิมามศอดิก :- องค์ประกอบสำคัญของโลกอุบัติขึ้นมาในชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น แต่ค่อย ๆ วิวัฒนาการในช่วงเวลาหกวันจนกระทั่งกลายสภาพเป็นโลกดังที่เราได้เห็นเช่นทุกวันนี้
ไม่เป็นที่สงสัยว่าในระยะเริ่มแรกของการสรรสร้างนั้น โลกหาได้มีสภาพเป็นเช่นนี้มาก่อน แต่มันได้ผ่านการวิวัฒนาการเป็นระยะเวลายาวนานจนกลายสภาพดังเช่นปัจจุบัน
และระยะเวลาหกวันดังที่พระผู้เป็นเจ้าทรงดำรัสนั้น ก็เพื่อที่จะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปได้เข้าใจเท่านั้นเอง ดังนั้น จงอย่าได้สันนิษฐานว่าจำนวน 6 วัน ณ ทัศนะของพระองค์นั้นมีระยะเวลาเท่ากับหกวันของเราท่านทั้งหลาย แต่เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าเป็นหกช่วงเวลาที่มีการวิวัฒนาการและเปลี่ยนแปลงจนทำให้โลกมีสภาพดังเช่นทุกวันนี้...

เอกภาพแห่งการดำรงอยู่

ญาบิรฺ :- ท่านกล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่งหรือ ?

อิมามศอดิก :- ถูกต้อง ฉันกล่าวเช่นนั้นจริง และมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ฉันได้กล่าวไปนั้น

ญาบิรฺ :- แสดงว่าท่านมีความเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ?

อิมามศอดิก :- ถูกต้อง

ญาบิรฺ :- ถ้าเช่นนั้น เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าความเชื่อของกลุ่มชนที่พากันกล่าวว่า “ผู้สร้างกับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างเป็นสิ่งเดียวกัน” (เอกภาพแห่งการดำรงอยู่ หรือ “วะหฺดะตุลวุญูด”) เป็นความเชื่อที่ถูกต้อง เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงดำรงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง เท่ากับเรายอมรับด้วยว่าในทุกสรรพสิ่ง แม้กระทั่ง หิน ดิน น้ำ และพืชพรรณทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นพระเจ้า ?

อิมามศอดิก :- หาใช่เช่นนั้นไม่ ท่านกำลังเข้าใจไขว้เขวต่างหากเล่า ความเชื่อที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงดำรงอยู่ในหิน ดิน น้ำ และพืชพรรณทั้งหลายนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่มิได้หมายความว่าหินดินน้ำและพืชคือพระเจ้า “เปรียบเสมือนน้ำมันที่อยู่ในตะเกียง แต่มิได้หมายความว่าตะเกียงคือน้ำมัน” นั่นเอง...
มาตรว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ก็จะต้องมีอำนาจเฉกเช่นเดียวกับพระผู้เป็นเจ้าซิ เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนคือพระเจ้า ? !

กลุ่มชนที่มีความเชื่อว่าผู้ทรงสร้างกับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างคือสิ่งเดียวกัน เท่ากับพวกเขากำลังเชื่อว่าตนเองคือพระเจ้านั่นเอง แล้วพวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจอะไรบ้างที่สามารถพิสูจน์ว่าพวกเขามีคุณลักษณะของความเป็นพระเจ้า ?
โอ้ ญาบิรฺ ! จงรู้ไว้เถิดว่า ถึงแม้พระผู้เป็นเจ้าจะทรงดำรงอยู่ในทุกสภาวการณ์ ทุกสถานที่ และในทุกสรรพสิ่งก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าสถานที่และสรรพสิ่ง ตลอดจนสิ่งถูกสร้างทั้งหลายคือพระเจ้าแต่อย่างใด แต่ทว่าพระองค์คือผู้ทรงบันดาลให้เกิดการเคลื่อนไหว และด้วยการเคลื่อนไหวนั้นเองที่สสาร วัตถุธาตุ พืชพรรณ และสรรพสัตว์ทั้งหลายสามารถดำรงไปตามสภาวการณ์ของมัน
บนพื้นฐานของหลักความเชื่อที่ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตจะปราศจากการเคลื่อนไหวนี้เอง จึงไม่มี “มุวะหิด” (Unitarian = ผู้ศรัทธาในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า) คนใดที่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าก็คือการเคลื่อนไหว ทั้งนี้เนื่องจากการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งถูกสร้าง (มัคลู๊ก) หนึ่งของพระองค์เฉกเช่นเดียวกับสรรพสิ่งทั้งหลายนั่นเอง กล่าวโดยสรุปก็คือ ความเคลื่อนไหวเป็นสิ่งถูกสร้างที่กลายเป็นแรงผลักไสให้สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายถือกำเนิดขึ้นมานั่นเอง

พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงเคลื่อนไหว

ปวงปราชญ์แห่งกรีกล้วนต่างมีความผิดพลาดที่พวกเขาพากันกล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงเคลื่อนไหว ทั้งนี้เนื่องจากการเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากจะต้องมีพลังหนึ่งพลังใดที่มาผลักไสมันเท่านั้น และตราบเท่าที่พลังยังคงดำรงอยู่ การเคลื่อนไหวก็จะดำเนินต่อไป แต่ตราบใดที่พลังได้สูญสิ้นไป การเคลื่อนไหวก็จะสิ้นสุดยุติไปด้วย
พลังคือตัวผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน และพระองค์คือผู้ทรงให้กำเนิดพลังขึ้นมา ดังนั้น พลังที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนก็คือพลังที่มาจากพระผู้เป็นเจ้านั่นเอง

แต่สำหรับผู้ศรัทธาในความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว เขาจะมีความเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งจะบังเกิดขึ้นมาได้จะต้องอาศัยการเคลื่อนไหว และความเชื่อเช่นนี้ก็มิได้ขัดแย้งกับเตาหีด (หลักเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า) แต่อย่างใด เพราะพระองค์ทรงบริหารโลกและจักรวาลโดยอาศัยมูลเหตุหรือปัจจัยต่าง ๆ และปัจจัยสำคัญประการหนึ่งก็คือการเคลื่อนไหวนั่นเอง
นักปรัชญาชาวกรีกบางส่วนเชื่อว่าการเคลื่อนไหวเป็น “มาดดะฮฺ”(Essence ซึ่งในปรัชญากรีกหมายถึง “แก่นแท้” (Ousia or Substance) เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็นสากล (Universal) สามารถเข้าใจได้ เพียงแต่ไม่ปรากฏให้เห็นภายนอก) ส่วนมาดดะฮฺและลำดับขั้นสุดท้ายของมาดดะฮฺมิใช่อื่นใดนอกจากการเคลื่อนไหว ถ้ามาดดะฮฺนั้นหยุดเคลื่อนไหว มันก็จะประสบกับความสูญสลายทันที

โอ้ ญาบิรฺ ! นักปรัชญาชาวกรีกบางคนมีความเชื่อว่าแม้แต่ทัศนะคติความคิดก็ถือเป็นมาดดะฮฺเช่นกัน พวกเขากล่าวว่าถ้าปราศจากมาดดะฮฺ ความคิดก็จะไม่บังเกิดขึ้นมา “อุปมา-อุปมัย เมื่อปราศจากดอกไม้ ย่อมไม่มีใครสามารถดอมดมกลิ่นหอมของมันได้” นั่นเอง
พวกเขากล่าวกันเช่นนั้น แต่กลับปฏิเสธทัศนะและความคิดของตนเอง
เพราะขึ้นชื่อว่าปรัชญา (หิกมะฮฺ) แล้ว ไม่ว่าจะในยุคสมัยกรีกหรือในสมัยปัจจุบัน สารัตถะสำคัญของมันก็คือ “ไม่มีสรรพสิ่งใดที่จะสูญสลายไปอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนสภาพเท่านั้น” ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีวันสูญสลาย และจะเปลี่ยนสภาพภายหลังจากความตาย ในทำนองเดียวกัน ความคิดของเขาก็จะเปลี่ยนไปตามสภาพร่างกายด้วยเช่นกัน และไม่เป็นที่สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนสภาพเป็นอย่างอื่น และสาเหตุและคุณลักษณะภายในของมนุษย์ที่จะคงเหลือภายหลังจากความตายของเขาก็คือวิญญาณนั่นเอง

ปรัชญาของการมีศาสนบัญญัติ

โอ้ ญาบิรฺ ! เมื่อผู้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อหลักศรัทธาในศาสนาว่าเป็นสัจธรรมความจริงแล้ว เขาจะมีความศรัทธาอย่างมั่นคงไม่คลอนแคลน ซึ่งถือเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ และเมื่อมนุษย์ได้ประจักษ์ถึงความเป็นระบบระเบียบและความสมบูรณ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายแล้ว เขาจะมีความอิ่มเอิบและซาบซึ้งตรึงใจในสัจธรรมนั้น...

ญาบิรฺ :- แต่น่าเสียดายที่ประชาชนทั่วไปไม่เข้าใจในสารธรรมคำสอนของศาสนาอย่างถ่องแท้ พวกเขาจึงไม่สามารถสัมผัสสัจธรรมได้อย่างแท้จริง ?

อิมามศอดิก :- สาเหตุสำคัญที่ผู้คนไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับรสชาติอันซาบซึ้งของสัจธรรมก็เพราะพวกเขาขาดความรู้ความเข้าใจนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีโอกาส ฉันจะสั่งเสียประชาชนให้พยายามแสวงหาความรู้อยู่เสมอ

ญาบิรฺ :- เหตุใดสัจธรรมความจริงแห่งอิสลามจึงไม่ถูกประทานให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถ้วนทั่วทุกคน ?

อิมามศอดิก :- ไม่เพียงแต่สารธรรมคำสอนอิสลามเท่านั้นที่ไม่อาจจะทำให้มนุษย์ทั้งหลายสามารถสัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง ทว่าสารธรรมคำสอนของศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าซึ่งถูกประทานก่อนหน้าการมาของอิสลามก็มีสภาพนี้เช่นกัน

โอ้ ญาบิรฺ ! พึงสังวรเถิดว่า ศาสนานั้นแตกต่างจากปรัชญา
เมื่อนักปรัชญาคนหนึ่งสำแดงทัศนะของตนออกมา เขามิได้คาดหวังให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจในทัศนะทางปรัชญาของเขา กล่าวคือ เขาทราบดีว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่อาจที่จะสัมผัสหรือเข้าถึงทัศนะทางปรัชญาของเขาได้ แต่กลุ่มเป้าหมายที่เขาประสงค์จะสื่อไปถึงก็คือนักปรัชญาด้วยกัน หรือปวงปราชญ์ หรือผู้ที่มีความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับปรัชญาต่างหาก และเขาจะนำเสนอทัศนะที่สอดคล้องกับสติปัญญาของผู้คนเหล่านั้น

ดังนั้น ศาสนาจึงต่างจากปรัชญา
พระผู้เป็นเจ้าทรงแต่งตั้ง (มับอัษ) ศาสนทูตเพื่อให้ท่านเรียกร้องเชิญชวนมนุษยชาติทั้งมวลไปสู่สัจธรรมอิสลาม มิใช่เพียงเพื่อให้ท่านเรียกร้องเฉพาะกลุ่มชนที่มีสติปัญญาเหนือกว่ากลุ่มชนทั่วไปเท่านั้น พระองค์ทรงประทานหลักฐานและข้อพิสูจน์อย่างครบครันเพื่อให้พวกเขาจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข
ในทำนองเดียวกับศาสดาก่อนหน้านี้...

ด้วยเหตุนี้ ศาสนทูตของอัลลอฮฺจึงเผยแผ่อิสลามแก่ประชาชนด้วยรูปแบบและวิธีการที่ง่ายที่สุด และสาเหตุที่ท่านมิได้นำเสนอหลักฐานเพื่อพิสูจน์สารัตถะความจริงในทุกเรื่องก็เนื่องจากประชาชนทั่วไปไม่สามารถที่จะเข้าถึงคุณค่าและประโยชน์แห่งสารธรรมคำสอนได้ทั้งหมดนั่นเอง และตราบจนกระทั่งปัจจุบัน พวกเขาก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจ (ในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานมา) ได้ทั้งหมด
และถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่สามารถพิสูจน์สัจธรรมความจริงแก่ประชาชนด้วยการสาธยายและนำเสนอหลักฐานที่ง่ายที่สุดก็ตาม ก็ยังไม่สามารถทำให้พวกเขาเข้าถึงสัจธรรมได้ทั้งหมดอยู่นั่นเอง
และนี่คือเหตุผลที่ว่าศาสนบัญญัติถูกประทานลงมาเพื่อสนองศรัทธาของประชาชน มิใช่เพื่อสนองสติปัญญาของพวกเขาแต่อย่างใด เว้นแต่ผู้คนที่มีความเฉลียวฉลาด มีสติปัญญาหลักแหลม และสามารถที่จะเข้าถึงคุณค่าและสารประโยชน์ของบทบัญญัติศาสนาด้วยสติปัญญาของเขาเองเท่านั้น

ปรัชญาเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับสติปัญญาของมนุษย์ ในขณะที่ศาสนามีความสัมพันธ์กับความเชื่อถือศรัทธาของพวกเขา และเฉพาะปัญญาชนมุสลิมที่ผ่านการศึกษาและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเท่านั้นที่สามารถจะเข้าถึงปรัชญาแห่งบทบัญญัติทางศาสนาได้ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น การมีศรัทธาก็ถือเป็นการเพียงพอแล้ว
ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดที่จะสาธยายปรัชญาที่เป็นบทบัญญัติทางศาสนาแก่ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจากเฉพาะปวงปราชญ์ หรือนักวิชาการ หรืออย่างน้อยที่สุด บุคคลผู้นั้นจะต้องผ่านการเรียนรู้ปรัชญาเบื้องต้น จึงจะสามารถเข้าใจคำอธิบายในเชิงปรัชญาได้...

ญาบิรฺ :- ฉันมีความแปลกใจว่าเหตุใดประชาชนทั่วไปจึงไม่พยายามแสวงหาความรู้ให้เข้าถึงปรัชญาของบทบัญญัติอิสลามและนัยที่ลึกซึ้งของพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉันเชื่อว่าถ้าหากพวกเขาได้ประจักษ์ถึงสารธรรมดังกล่าว ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าจะต้องก้าวไกลไปกว่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย ?

อิมามศอดิก :- ทุกศาสนาก่อนหน้านี้ล้วนแล้วแต่มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าใจในศาสนบัญญัติและเข้าใจปรัชญาหรือวิทยปัญญาของศาสนบัญญัติของตน ภารกิจในการชี้นำประชาชนให้ไปสู่วิถีที่เที่ยงธรรมจึงต้องตกเป็นหน้าที่ของผู้นำ ในอิสลามก็เช่นกัน และในอนาคตกาลข้างหน้า นักปราชญ์ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในหมู่มุสลิมก็จะยังคงแบกรับภารกิจชี้นำประชาชนดังเช่นที่เป็นอยู่ในสภาวการณ์ปัจจุบันนั่นเอง และฉันมีความเชื่อมั่นว่าสภาวการณ์เช่นนี้ก็จะยังคงดำรงต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่ความรู้สามารถแพร่หลายครอบคลุมทั่วถึงทุกคน

การแพร่หลายของความรู้ในหมู่ประชาชน
ญาบิรฺ :- เป็นไปได้ไหมว่าสักวันหนึ่งวิชาความรู้จะแพร่หลายทั่วถึงประชาชนทั้งหมด ?

อิมามศอดิก :- วันนั้นจะปรากฏและเป็นจริงขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อ (ประการแรก) มนุษยชาติทั้งหลายต้องตระหนักเสียก่อนว่าจำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีความรอบรู้อย่างแท้จริง และ (ประการที่สอง) จะต้องมีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมสรรพเพื่อให้ทุกคนสามารถแสวงหาความรู้ได้อย่างสะดวกและทั่วถึงอย่างแท้จริง ( วันที่ว่านั้น ก็คือปัจจุบันนั่นเอง)

ญาบิรฺ :- หมายความว่าในวันนั้นมนุษยชาติทั้งหลายจะกลายเป็นผู้มีความรู้อย่างแท้จริง ?

อิมามศอดิก :- หามิได้ ถึงกระนั้น ความรู้ก็จะยังไม่เป็นที่แพร่หลายครอบคลุมทั้งหมดอยู่นั่นเอง เพราะเมื่อถึงวันนั้น ความพร้อมที่จะแสวงหาวิชาความรู้ของแต่ละคนก็ยังคงไม่เท่าเทียมกันอยู่นั่นเอง ในสภาวการณ์เช่นนี้ ถึงแม้ว่าอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนจะเอื้ออำนวยให้ทุกคนสามารถแสวงหาความรู้ได้อย่างสะดวกเพียงไร แต่สำหรับผู้ที่ขาดความพร้อม พวกเขาจะต้องยุติการเรียน หรือหันไปเลือกเรียนในสาขาวิชาการอื่น ด้วยเหตุนี้ จะไม่มียุคสมัยใดที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนทั้งหลายกลายเป็นผู้ที่มีความรู้อย่างแท้จริงได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในสภาวการณ์เช่นนั้น จะไม่มีประชาชนที่ไร้การศึกษาเฉกเช่นวันนี้ ทั้งนี้เนื่องจากในยุคนั้นประชาชนจะสนใจและให้ความสำคัญต่อการศึกษาและแสวงหาความรู้ อย่างน้อยที่สุด พวกเขาจะสามารถอ่านออกเขียนได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงวันนั้น ผู้รู้หรือนักปราชญ์จะสามารถสร้างความกระจ่างและให้ความรู้ความเข้าใจในสารัตถะอิสลามได้อย่างทั่วถึง...
และฉันมีความหวังว่าวันหนึ่งจะต้องมาถึง วันที่ถึงแม้ว่าประชาชนทั้งหลายจะไม่สามารถสัมผัสหรือเข้าถึงสารัตถะแห่งคำสอนของอิสลามได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุด พวกเขาส่วนใหญ่จะต้องสามารถสัมผัสและเข้าถึงสารัตถะความจริงอื่น ๆ ได้...

วิทยปัญญาของการยกเลิกศาสนบัญญัติ

ญาบิรฺ :- เหตุใดท่านศาสดา (ศ) จึงเปลี่ยนกิบละฮฺ (ทิศที่มุสลิมจะต้องผินหน้าเพื่อนมัสการต่อพระผู้เป็นเจ้า) ? ( ในช่วงแรกของการสถาปนาศาสนทูตแห่งอิสลาม (ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) “บัยตุลมุก็อดดัส” คือ “กิบละฮฺ” ของมุสลิม แต่ (ตามบันทึกของอิบนุฮิชาม กล่าวว่า) ภายหลังจากที่ท่านได้ฮิจเราะฮฺ (อพยพ) ไปยังนครมะดีนะฮฺได้เพียง 7 เดือน พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงวิวรณ์ให้เปลี่ยนกิบละฮฺเป็น “กะอฺบะฮฺ” แทน)

อิมามศอดิก :- ท่านศาสนทูตอิสลาม (ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัวของท่าน) ปฏิบัติไปตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า

ญาบิรฺ :- พระผู้เป็นเจ้าไม่เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างแท้จริงหรืออย่างไร ?

อิมามศอดิก :- ทำไมหรือ ?

ญาบิรฺ :- การที่มนุษย์คนหนึ่งจะตัดสินใจเบนเข็มหรือเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตใหม่นั้น เกิดจากการไม่สามารถล่วงรู้หรือไม่ประสีประสาอย่างแท้จริงในสิ่งที่เป็นอนาคตกาล แต่สำหรับพระผู้เป็นเจ้าแล้ว พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่งอย่างแท้จริงและทรงรอบรู้อย่างอสงไขย ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่พระองค์จะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่ทรงบัญญัติไว้ คำถามจึงติดตามมาว่า ก่อนหน้านั้นพระองค์ได้ทรงบัญชาให้ผู้ศรัทธาผินหน้าไปทางตุลมุก็อดดัสเมื่อพวกเขาจะนมัสการพระองค์ แล้วเหตุใดพระองค์จึงทรงเปลี่ยนพระบัญชาให้พวกเขาผินหน้าไปทางกะอฺบะฮฺในเวลาต่อมา ?

อิมามศอดิก :- โอ้ ญาบิรฺ ! เหตุผลของท่านถูกต้องเพียงมิติเดียวเท่านั้น แต่ในอีกมิติหนึ่งนั้นผิดพลาด และที่ร้ายไปกว่านั้น ท่านมิได้นำมิติที่สามมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาด้วย

ญาบิรฺ :- อะไรคือมิติที่ว่านั้น ?

อิมามศอดิก :- ประชาชน ! ท่านลืมไปแล้วหรือว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานบทบัญญัติลงมาเพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติทั้งมวล หาใช่เพื่อสรรพสิ่งที่เป็นวัตถุธาตุ และการดำรงอยู่ของวัตถุธาตุนั้นไม่มีความสลับซับซ้อนหรือแตกต่างกันและมีเพียงมิติเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับมันจึงคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น แต่การดำเนินชีวิตทางสังคมของมนุษย์นั้น มีการวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงกำหนดบทบัญญัติให้สอดคล้องกับสภาวการณ์และสภาพแวดแล้วในการดำเนินชีวิตของมนุษย์โดยผ่านศาสนทูตของพระองค์
พระองค์ทรงทราบดีนับตั้งแต่เริ่มแรกที่ทรงบัญชาให้มุสลิมในยุคนั้นผินหน้าไปทาง “บัยตุลมุก็อดดัส” ยามที่พวกเขานมาซ และทรงทราบด้วยว่าพระองค์จะทรงบัญชาให้พวกเขาเปลี่ยนทิศกิบละฮฺภายหลังจากนั้น

เราท่านทั้งหลายต่างหากที่เข้าใจไปเองว่าพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติ แต่พระองค์ทรงตระหนักดีว่าบทบัญญัติของพระองค์คงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ดังที่ฉันจะหยิบยกมาสักสองตัวอย่างเพื่อที่จะให้ท่านได้เข้าใจในสิ่งที่ฉันกล่าวไปข้างต้นดังนี้