3. “และเมื่อพวกเจ้ากล่าวว่า โอ้ มูสา ! เราจะไม่เชื่อท่าน จนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮฺอย่างชัดเจนเสียก่อน และแล้ว สายฟ้าได้คร่า (ลงโทษ) พวกเขาในขณะที่พวกเจ้ามองดูอยู่ แล้วเราได้ให้พวกเจ้าฟื้นขึ้นหลังจากที่พวกเจ้าได้ตายไปแล้ว เพื่อพวกเจ้าจะได้ (สำนึกและ) ขอบคุณ (พระองค์)” (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัลบะเกาะเราะฮฺ 2 : 55 – 56)

เรื่องราวของมานีย์ (Manes)

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- “มานีย์” มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- มานีย์เป็นผู้แสวงหาคนหนึ่ง แต่ในที่สุด เขาได้ตั้งศาสนาใหม่ขึ้นมาโดยการนำเอาหลักคำสอนของพวกบูชาไฟ (โซโรแอสเตอร์) มาผสมผสานกับหลักคำสอนของคริสเตียน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสารธรรมคำสอนของทั้งสองศาสนาแต่อย่างใด
หลักความเชื่อของเขาก็คือ โลกและจักรวาลนี้มีพระเจ้าสององค์ที่คอยควบคุมบริหารอยู่ นั่นคือพระเจ้าแห่งความมืดมนอนธกาลและพระเจ้าแห่งความสว่างไสว ความสว่างถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ซึ่งในที่สุด ชาวคริสเตียนได้ปฏิเสธคำสอนของเขา ในขณะที่พวกบูชาไฟต่างพากันยอมรับนับถือเขา

ศาสดาของโซโรแอสเตอร์

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานศาสดามาให้แก่พวกบูชาไฟหรือไม่ ? ข้าพเจ้าได้ศึกษาคัมภีร์ต่าง ๆ ของพวกเขาซึ่งในนั้นมีหลักธรรมคำสอนที่เต็มไปด้วยอุทาหรณ์ อนุสติ ข้อเตือนใจและเรื่องราวที่ให้ข้อคิดและเป็นประโยชน์อย่างมากมาย พวกเขามีความเชื่อเช่นเดียวกันว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องได้รับผลกรรมที่ตนกระทำไว้ภายหลังจากความตายแล้ว นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาในแง่ของหลักคำสอนในทางศาสนาแล้ว พวกเขายังมีบทบัญญัติให้ศาสนิกชนถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอีกด้วย ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานศาสดาลงมาแก่ทุก ๆ ประชาชาติเพื่อให้การอบรมสั่งสอนผู้คนเหล่านั้น และพระองค์ทรงประทานศาสดาลงมาแก่พวกบูชาไฟด้วยเช่นกัน แต่ทว่าพวกเขากลับปฏิเสธท่านและคัมภีร์ที่ท่านนำมา

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- แล้วใครคือศาสดาของพวกเขา ? บางกลุ่มเข้าใจว่าศาสดาของพวกเขาคือ “คอลิด อิบนุสะนาน” ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- คอลิด อิบนุสะนาน เป็นเพียงอาหรับเบดูอินเร่ร่อนเท่านั้น หาใช่ศาสดาแต่อย่างใดไม่ คำพูดที่ว่าเขาคือศาสดานั้นมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นเพียงการโจษขานและเล่าลือกันเท่านั้นเอง

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้นโซโรแอสเตอร์คือศาสดาของพวกเขาใช่ไหม ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- โซโรแอสเตอร์ได้อาศัยลำนำและท่วงทำนองมาขับกล่อมพวกบูชาไฟ พร้อมกับอ้างตนว่าเป็นศาสดาของพวกเขา จนกระทั่งคนกลุ่มหนึ่งได้หลงเชื่อและคล้อยตาม ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งพากันปฏิเสธและเนรเทศเขาออกจากเมืองจนต้องตกเป็นเหยื่อของส่ำสัตว์ร้ายในท้องทุ่งทะเลทรายในที่สุด (Zoroaster จะขับลำนำที่มีท่วงทำนองเฉพาะ เบื้องหน้าสำรับอาหารทุกครั้ง โปรดดู “บิหารุลอันวารฺ” เล่ม 10 หน้า 179)

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- กลุ่มชนใดที่มีความโน้มเอียงเข้าสู่สัจธรรมมากกว่าในระหว่างพวกบูชาไฟกับพวกอาหรับสมัยญาฮิลียะฮฺ(ยุคอนารยชน) ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- อาหรับยุคอนารยชน เพราะพวกบูชาไฟต่างพากันปฏิเสธศาสดาทุกคน พวกเขามิได้ยึดถือแบบฉบับและหลักธรรมคำสอนของศาสดาคนใดมาใช้ในการดำเนินชีวิต ในขณะที่กษัตริย์คอสโรพัรวีซ ผู้เป็นกษัตริย์ของพวกโซโรแอสเตอร์ได้เข่นฆ่าสังหารศาสดาของพวกเขาถึง 300 คน
พวกบูชาไฟมิได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายตามหลักธรรมคำสอนที่ศาสนาก่อน ๆ ได้เคยถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่อย่างใด ในขณะที่พวกอาหรับยุคอนารยชนได้ยึดถือปฏิบัติสิ่งดังกล่าว เพราะพวกเขาถือว่าเป็นหลักธรรมคำสอนของศาสนาที่เที่ยงธรรมทั้งหลาย

พวกบูชาไฟจะไม่ขลิบอวัยวะเพศ ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบฉบับของศาสดาทั้งหลาย ในขณะที่อาหรับยุคอนารยชนได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
พวกบูชาไฟจะไม่อาบน้ำศพและห่อผ้าศพหรือผู้ตายของพวกเขา พวกเขาจะนำศพไปวางไว้ท่ามกลางโขดหิน ในขณะที่อาหรับยุคอนารยชนจะจัดการอาบน้ำศพ ห่อผ้าศพ และนำศพไปฝังตามแบบฉบับที่ศาสดาทั้งหลายได้เคยถือปฏิบัติกันมา
พวกบูชาไฟถือว่าการแต่งงานกับมารดา ลูกสาว และน้องสาวของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่อนุมัติ ในขณะที่อาหรับญาฮิลียะฮฺถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (บิหารุลอันวารฺ เล่ม 10 หน้า 164 – 180)

7. ศาสดามุหัมมัด(ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)กับชนชั้นปกครองชาวกุร็อยช์

ประเด็นสนทนา : พิสูจน์ความเป็นศาสดา

ในช่วงแรกของ “บิอฺษะฮฺ” หรือการสถาปนา “มุหัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ” ให้เป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านศาสดามุหัมมัด กำลังสอนคัมภีร์อัลกุรฺอานและบัญญัติอิสลามให้แก่สหายของท่าน ณ ลานวิหารกะอฺบะฮฺ มัสญิดอัลหะรอมนั้นเอง ได้มีชนชั้นปกครองชาวกุรัยช์ ซึ่งประกอบไปด้วย “อบุลบัคตะรีย์” “อบูญะฮัล” “อาศ อิบนุวาอิล” อับดุลลอฮฺ บุตรของอุมัยยะฮฺ ฯลฯ ได้เดินเข้าไปหาท่าน (ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและวงศ์วานของท่าน)

เมื่อเห็นท่านศาสดามุหัมมัด และสหายของท่านกำลังมีการเรียนการสอนเช่นนั้น พวกเขาจึงเริ่มตระหนักว่าภารกิจของมุหัมมัด เริ่มจะก้าวหน้าและส่งสัญญาณอันตรายต่อพวกเขาแล้ว อย่ากระนั้นเลย พวกเราจะต้องเร่งตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการเข้าไปสร้างความปั่นป่วนเพื่อลดความน่าเชื่อถือและสร้างความอัปยศอดสูให้เขาต้องได้รับความอับอายต่อหน้าสหายและธารกำนัลกันเถิด และเพื่อให้เขาเลิกล้มการเชิญชวนผู้คนให้กระด้างกระเดื่องและหลงออกไปจากหนทางแห่งบรรพชนของเรา
มาตรว่ามาตรการนี้ยังไม่สัมฤทธิ์ผล “ดาบ” คือมาตรการสุดท้ายที่จะใช้หยุดยั้งเขา

อบูญะฮัล :- เป็นความคิดที่เฉียบคมทีเดียว ปัญหาอยู่ที่ว่า ใครล่ะที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อกรและถกเถียงกับเขา ?

อับดุลลอฮฺ บุตรของอุมัยยะฮฺ จึงกล่าวสวนขึ้นว่า ฉันนี่ไง เจ้าไม่มั่นใจหรือว่าฉันมีความสามารถอย่างทัดเทียมที่จะต่อกรกับคนอย่างมุหัมมัด ?

อบูญะฮัล : ใช่แล้ว

และแล้วทั้งหมดต่างมุ่งหน้าไปหาท่านศาสดามุหัมมัด โดยอับดุลลอฮฺเป็นผู้เปิดฉากขึ้นก่อนเป็นคนแรกว่า :-
“โอ้ มุหัมมัด เจ้าได้เอ่ยอ้างในสิ่งที่ยิ่งใหญ่อะไรเช่นนั้น คำเอ่ยอ้างของเจ้าช่างเต็มไปด้วยความน่าฉงนสนเท่ห์และสร้างความงุนงงสงสัยยิ่งนัก เจ้าอ้างว่าเป็นศาสนทูตของพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล เป็นการไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่พระองค์จะทรงสถาปนาบุคคลเฉกเช่นเจ้าให้เป็นผู้สื่อสาสน์ เพราะเจ้าเป็นเพียงสามัญชนที่ดื่มกินและเดินเหินตามท้องตลาดเฉกเช่นพวกเราและมนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง ( พวกเขาพากันกล่าวว่า (ผู้ที่) กินอาหารและเดินตามท้องตลาด (เฉกเช่นพวกเราทั้งหลาย) นี่หรือคือศาสนทูต ! ? (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัลฟุรฺกอน 25 : 7)

จงดูซิว่ากษัตริย์แห่งโรมและเปอร์เซียที่พิถีพิถันในการเลือกสรรเฉพาะบุคคลที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวย มีเกียรติยศชื่อเสียงในวงสังคม มีคฤหาสน์อันโอ่อ่า ห้อมล้อมไปด้วยข้าราชบริพารให้เป็นทูตหรือตัวแทนของพระองค์
พระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาลย่อมมีฐานันดรศักดิ์ที่เหนือกว่าเหล่ากษัตริย์ทั้งหลาย เพราะพวกเขามีฐานะเป็นเพียงบ่าวของพระองค์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรงแต่งตั้งผู้ที่มีความยากแค้นแสนเข็ญเยี่ยงเจ้าให้ดำรงตำแหน่งศาสนทูตของพระองค์อย่างแน่นอน และมาตรว่าเจ้าคือศาสนทูตของพระองค์ตามคำเอ่ยอ้างแล้ว พระองค์จะต้องส่งทูตสวรรค์ลงมาเพื่อให้การรับรองและยืนยันถึงความเป็นศาสนทูตของเจ้า และเราจะต้องได้เห็นทูตสวรรค์ของพระองค์บ้างแล้ว (เหตุใดจึงไม่มีทูตสวรรค์ถูกส่งลงมากับเขา เพื่อจะได้เป็นผู้ตักเตือนร่วมกับเขาด้วยเล่า ? (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัลฟุรฺกอน 25 : 7)

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์จะส่งศาสนทูตของพระองค์มาเชิญชวนประชาชนจริงแล้ว พระองค์จะต้องเลือกสรรทูตสวรรค์มากกว่าที่จะแต่งตั้งมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับเราท่านทั้งหลายอย่างแน่นอน ฉันเชื่อว่าเจ้าจะต้องถูกคาถาอาคมจนหลงผิดคิดว่าตนคือศาสนทูตของพระเจ้าอย่างแน่นอน ( มาตรว่าอัลลอฮฺทรงประสงค์ พระองค์จะต้องส่งทูตสวรรค์ลงมาอย่างแน่นอน (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัลมุอ์มินูน 23 : 24) พวกเขากล่าวว่า มาตรว่าพระเจ้าของเราทรงประสงค์ พระองค์จะต้องส่งทูตสวรรค์ลงมาอย่างแน่นอน (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทฟุศศิลัต 41 : 14)

ศาสดามุหัมมัด : ท่านยังมีสิ่งใดที่จะพูดอีกไหม ?

อับดุลลอฮฺ :- มาตรว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ที่จะส่งศาสนทูตของพระองค์ลงมายังพวกเราแล้ว พระองค์จะต้องเลือกสรรผู้ที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยและเป็นผู้มีอิทธิพลในหมู่พวกเราอย่างแน่นอน
คัมภีร์อัลกุรฺอานที่เจ้าทึกทักเอาว่าพระองค์ทรงประทานแก่เจ้านั้น เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงประทานแก่ผู้ที่มีเกียรติและฐานันดรศักดิ์ในหมู่ชนชาวมักกะฮฺเฉกเช่น “วะลีด บุตรของมุฆีเราฮฺ” หรือในหมู่ชาวฏออิฟ เฉกเช่น “อุรฺวะฮฺ บุตรของมัสอู๊ด” เล่า ?

ศาสดามุหัมมัด : ท่านมีอะไรจะพูดอีกไหม ?

อับดุลลอฮฺ :- พวกเราจะไม่มีวันหลงเชื่อและคล้อยตามคำพูดของเจ้า จนกว่าเจ้าจะเนรมิตให้ทั่วทั้งแผ่นดินมักกะฮฺเต็มไปด้วยธารน้ำเสียก่อน
นอกจากนี้ ดังที่เจ้าก็ทราบดีอยู่แล้วว่าทั่งทั้งนครมักกะฮฺเต็มไปด้วยโขดหินและภูเขา มาตรว่าเจ้าปรารถนาที่จะให้พวกเราคล้อยตามเจ้าแล้ว ก็จงขจัดโขดหินทั้งหลายให้หมดสิ้นจากแผ่นดินแห่งนี้ และจงเนรมิตแผ่นดินนี้ให้เต็มไปด้วยบ่อน้ำ และให้ธารน้ำไหลรินทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อขจัดปัดเป่าบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวเมืองนี้ซิ

หรือพวกเราจะไม่คล้อยตาม จนกว่าเจ้าจะมีสวนอินทผลัมและองุ่นเพื่อให้เจ้าและเราทั้งหลายได้ใช้ประโยชน์จากมัน แล้วทำให้ธารน้ำหลายสายไหลรินจากสวนเหล่านั้น
หรือจนกว่าเจ้าจะบันดาลให้ฟากฟ้าแตกลงมาและทับพวกเราเป็นเสี่ยง ๆ
หรือจนกว่าพระผู้เป็นเจ้าและทูตสวรรค์ของพระองค์จะทรงสำแดงตนให้เราได้ประจักษ์ต่อสายตาของเราเสียก่อน
หรือจนกว่าเจ้าจะมีปราสาทราชวังที่ประดับประดาไปด้วยทองคำทั้งหลังเสียก่อน (คัมภีร์อัลกุรฺอานได้หยิบยกคำพูดของผู้ปฏิเสธแห่งเมืองมักกะฮฺไว้พอเป็นสังเขป ดังนี้ “พวกเขากล่าวว่า เราจะไม่ศรัทธาต่อเจ้า จนกว่าเจ้าจะทำให้แผ่นดินแตกออกเป็นลำธารแก่เราเสียก่อน หรือจนกว่าเจ้าจะมีสวนอินทผลัมและองุ่น แล้วทำให้ธารน้ำหลายสายพวยพุ่งออกมาจากสวนนั้น หรือจนกว่าเจ้าจะทำให้ฟากฟ้าหล่นลงมาทับพวกเราเป็นเสี่ยง ๆ ตามที่ท่านเอ่ยอ้าง หรือจนกว่าท่านจะนำอัลลอฮฺและทูตสวรรค์มาปรากฏให้เราได้เห็นเสียก่อน” (บทอิสรออ์ 17 : 90 – 93)

หรือจนกว่าเจ้าจะสามารถขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบนเสียก่อน แต่ถึงกระนั้น เราจะยังไม่มีวันคล้อยตามเจ้า จนกว่าเจ้าจะได้นำจดหมายจากพระเจ้าที่มีเนื้อหาดังต่อไปนี้มาแสดงแก่พวกเราเสียก่อน
“นี่คือจดหมายจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงวิทยญาณ ถึงอับดุลลอฮฺ บุตรของอุมัยยะฮฺ และกลุ่มชนของเขา ข้าขอบัญชาให้พวกท่านศรัทธาและเชื่อฟังคำพูดของมุหัมมัด และจงให้การรับรองและยืนยันถึงการเป็นศาสนทูตของเขา”
แต่ถึงแม้เจ้าจะสามารถปฏิบัติภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงก็ตาม ฉันก็ยังไม่มั่นใจว่าจะให้การรับรองและยืนยันในความเป็นศาสนทูตของเจ้าหรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้ว่าเจ้าจะสามารถนำพาเราขึ้นสู่ฟากฟ้า และเปิดประตูทุกบานให้เราได้เข้าไปในนั้น เราก็จะยังคงเชื่อว่า เจ้าอาศัยเวทมนตร์คาถาหลอกหลอนสายตาของเราอยู่นั่นเอง (และมาตรว่าเราได้เปิดประตูแห่งฟากฟ้าเพื่อให้พวกเขาได้เข้าไปในนั้น พวกเขาก็จะยังคงกล่าวว่าสายตาของพวกเราถูกทำให้พร่ามัว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรายังถูกเวทมนตร์คาถาอีกด้วย (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัลฮิจญ์รุ 15 : 14 – 15)

ศาสดามุหัมมัด : ท่านไม่มีสิ่งใดจะพูดอีกแล้วใช่ไหม ?

อับดุลลอฮฺ :- ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพออีกหรือ ?
ใช่ ฉันไม่มีสิ่งใดที่จะพูดกับเจ้าอีกแล้ว ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าที่จะตอบข้อทัดทานและเผยความนัยจากหัวใจของเจ้า...

ท่านศาสดามุหัมมัด จึงได้เริ่มกล่าวคำวิงวอนกับพระผู้อภิบาลว่า :-
“โอ้ อัลลอฮฺ พระองค์คือผู้ทรงได้ยินทุกสรรพเสียง ทรงรอบรู้ทุกสรรพสิ่ง และทรงทราบดีว่าปวงบ่าวของพระองค์กล่าวอะไรออกไปบ้าง”

พระผู้เป็นเจ้าจึงประทานโองการหนึ่งลงมายังท่าน หลังจากนั้น ท่านจึงได้กล่าวกับอับดุลลอฮฺ บุตรของอุมัยยะฮฺ ว่า :-
“เป็นสิ่งถูกต้องที่ท่านทักท้วงว่า ฉันเป็นมนุษย์ปุถุชนเฉกเช่นท่านทั้งหลาย ฉันกินอาหารและเดินเหินเหมือนพวกท่าน แต่สิทธิในการเลือกสรรที่จะแต่งตั้งศาสนทูตเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์เพียงผู้เดียว เมื่อพระองค์ทรงตระหนักว่าฉันคือผู้ที่มีคุณสมบัติคู่ควร พระองค์จึงทรงเลือกสรรฉันให้เป็นศาสนทูตของพระองค์”
“ที่ท่านกล่าวว่า กษัตริย์ทั้งหลายจะแต่งตั้งผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยและมีเกียรติยศชื่อเสียงในวงสังคมให้เป็นทูตของพวกเขา แล้วเหตุใดพระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเลือกสรรฉันให้เป็นทูตของพระองค์เล่า ? เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าท่านไม่ประสีประสาและเข้าถึงเจตนารมณ์ในการแต่งตั้งศาสนทูต การที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรรผู้ที่ยากไร้เยี่ยงฉันให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ ก็เพื่อที่จะสำแดงเดชานุภาพของพระองค์ให้ประจักษ์แก่ท่านทั้งหลายว่า ทั้ง ๆ ที่พวกท่านสั่งสมบารมี อิทธิพล และสิ่งอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน ถึงกระนั้น ก็ยังไม่สามารถขัดขวางฉันจากการเรียกร้องเชิญชวนประชาชน และไม่สามารถทำลายล้างฉันได้ และในไม่ช้า พระองค์จะทรงช่วยเหลือฉันให้พิชิตชัยชนะเหนือพวกท่านทั้งหลาย ฉันจะสังหารบางส่วนจากพวกท่าน และจับบางส่วนเป็นเชลย และจะปกครองเมืองต่าง ๆ ของพวกท่าน...

“ที่ท่านกล่าวว่า ถ้าฉันคือศาสนทูตที่แท้จริงแล้ว จะต้องมีทูตสวรรค์ถูกประทานมาพร้อมกับฉันเพื่อยืนยันถึงการเป็นศาสนทูตของฉันด้วย
และที่ท่านกล่าวว่า มาตรว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์จะส่งศาสนทูต พระองค์จะต้องเลือกสรรเฉพาะทูตสวรรค์ของพระองค์เท่านั้น คำทักท้วงนี้ก็ไม่มีความถูกต้องแต่อย่างใด เพราะสายตาของพวกท่านไม่อาจจะมองเห็นทูตสวรรค์ของพระองค์ได้ และสมมุติว่าพวกท่านสามารถมองเห็นทูตสวรรค์ พวกท่านก็จะต้องพากันปฏิเสธว่าแท้จริงเขาเป็นเพียงมนุษย์เฉกเช่นพวกท่าน เพราะมาตรว่าพระองค์จะส่งทูตสวรรค์ลงมา พระองค์จะต้องส่งเขามาในสภาวะแห่งความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ติดต่อสัมพันธ์ ได้ยินคำสนทนา และเข้าใจถึงเป้าหมายและเจตนารมณ์ของเขา มิฉะนั้น พวกท่านจะเข้าถึงสารัตถะแห่งคำพูดของผู้เป็นทูตสวรรค์ของพระองค์ได้อย่างไร ?

ด้วยเหตุนี้ พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเลือกสรรมนุษย์ให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ และทรงประทานความมหัศจรรย์ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถจะสำแดงมันได้อย่างสิ้นเชิง และนี่คือข้อพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานแก่ศาสนทูตของพระองค์
เพราะมาตรว่าพระองค์ทรงประทานทูตสวรรค์ซึ่งมีสภาวะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพวกท่านและมนุษย์ทั้งหลายให้สำแดงความมหัศจรรย์ต่อพวกท่าน เพื่อพิสูจน์ถึงการเป็นศาสนทูตของพระองค์อย่างเป็นรูปธรรมแล้วไซร้ พวกท่านจะต้องพากันปฏิเสธว่ามันมิได้มาจากพระองค์อย่างแน่นอน...

“ที่ท่านกล่าวว่า ฉันถูกคาถาอาคมจนสับสนและคาดคิดไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นศาสนทูตของพระองค์นั้น พวกท่านต่างทราบเป็นอย่างดีถึงโลกทัศน์และศักยภาพในการจำแนกสิ่งถูกผิดของฉันว่าเหนือกว่าพวกท่าน พวกท่านเคยประสบพบพานความชั่วช้าเลวทราม การคดโกง ทรยศหักหลัง คำพูดที่โกหกมดเท็จและไร้สาระจากฉันนับตั้งแต่เยาว์วัยตราบจนกระทั่งเข้าสู่วัย 40 ปี สักครั้งไหม ?

“ส่วนกรณีที่ท่านทักท้วงว่าเหตุใดคัมภีร์อัลกุรฺอานจึงไม่ถูกประทานลงมาแก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและคู่ควรแห่งนครมักกะฮฺหรือฏออิฟนั้น ?
พระผู้เป็นเจ้ามิได้ถือเอาฐานะแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นสรณะเฉกเช่นท่านทั้งหลาย พระองค์จะทรงเลือกสรรผู้ที่มีฐานันดรศักดิ์ที่คู่ควรอย่างแท้จริงให้เป็นผู้สาธยายคัมภีร์และชี้นำประชาชน

“ส่วนกรณีที่ท่านเรียกร้องต้องการหลักฐานเพื่อยืนยันถึงการเป็นศาสนทูตของฉันนั้น (ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า) สมมุติฐานของข้อเรียกร้องมีหลายประการด้วยกันด้วยกัน คือ
ประการแรก มาตรว่าฉันปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงตามคำเรียกร้องต้องการของท่านแล้วไซร้ ก็มิอาจจะใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ถึงการเป็นศาสนทูตของฉันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺจะไม่ถือเอาความโง่เขลาเบาปัญญาของประชาชนขึ้นมาเป็นสรณะเพื่อพิสูจน์ถึงการเป็นศาสนทูต ซึ่งโดยสารัตถะแล้วไม่อาจจะพิสูจน์ได้ด้วยวิถีทางดังกล่าว

ประการที่สอง มาตรว่าฉันปฏิบัติตามคำเรียกร้องของท่านแล้วไซร้ มันจะสร้างความพินาศแก่ตัวท่านเอง และการสำแดงหลักฐานและข้อพิสูจน์ก็เพื่อที่จะเชิญชวนประชาชนให้หันเข้ามาสู่ศาสนาอันเที่ยงธรรม หาใช่เพื่อสร้างความพินาศแก่พวกเขาแต่อย่างใดไม่
ประการที่สาม มีหลักฐานอย่างชัดเจนที่พิสูจน์ว่าท่านเป็นมนุษย์ดื้อด้านที่ไม่มีวันจะยอมจำนนต่อสัจธรรมความจริง และบุคคลใดที่ประสบกับความป่วยไข้ด้วยโรคร้ายเช่นนี้ โอสถขนานเอกที่จะใช้เยียวยารักษาโรคร้ายนี้ก็คือ ภัยพิบัติ (บะลาอ์) จากฟากฟ้า หรือไฟนรก หรือไม่ก็คมดาบจากผู้เป็นที่รักของพระองค์เท่านั้น

สำหรับประเด็นแรกที่ท่านเรียกร้องให้ฉันสำแดงหลักฐานความเป็นศาสนทูตด้วยการบันดาลให้ธารน้ำไหลรินทั่วทั้งแผ่นดินมักกะฮฺนั้น ถือเป็นข้อเรียกร้องที่บ่งบอกถึงความไม่ประสีประสาของท่านต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า มาตรว่าฉันสามารถสำแดงให้เป็นไปตามคำเรียกร้องของท่านแล้วไซร้ จะถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์แห่งการเป็นศาสนทูตของฉันกระนั้นหรือ ?

อับดุลลอฮฺ :- ไม่

ศาสดามุหัมมัด :- ท่านผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสวนแห่งเมืองฏออิฟ ก่อนที่สวนเหล่านั้นจะมีสภาพดังเช่นทุกวันนี้ พื้นดินมิได้เต็มไปด้วยความแข้งกระด้าง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ และปราศจากน้ำ แล้วท่านได้ทุ่มเทความพยายามจนกลายเป็นแผ่นดินที่ราบเรียบและเต็มไปด้วยธารน้ำไหลรินหรอกหรือ ?

อับดุลลอฮฺ :- ใช่

ศาสดามุหัมมัด :- การทุ่มเทความพยายามจนธารน้ำไหลรินทั่วพื้นดินของท่าน ถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ว่าท่านและชาวฏออิฟเป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าหรือ ?

อับดุลลอฮฺ :- เปล่า

ศาสดามุหัมมัด :- ถ้าเช่นนั้น การสามารถทำให้ธารน้ำไหลรินจึงมิใช่หลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงความเป็นศาสนทูตของมุหัมมัดเช่นกัน และคำทักท้วงของท่านก็เหมือนกับสิ่งที่ท่านได้ทักท้วงว่าพวกท่านจะไม่มีวันยอมรับในศาสนาที่ฉันนำมา จนกว่าฉันจะเดินเหินหรือรับประทานอาหารเฉกเช่นที่ประชาชนทั้งหลายได้ถือปฏิบัติกัน
ส่วนข้อเรียกร้องที่สองที่ต้องให้ฉันมีสวนอินทผลัมและองุ่นเสียก่อน ท่านและพวกพ้องของท่านชาวฏออิฟมิได้มีสวนเหล่านี้หรืออย่างไร ?... และด้วยการมีสวนดังกล่าว ท่านและชาวสวนในเมืองฏออิฟได้เป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าหรืออย่างไร ?

อับดุลลอฮฺ :- เปล่า

ศาสดามุหัมมัด :- แล้วเหตุใดท่านจึงเรียกร้องต้องการให้ศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าปฏิบัติในสิ่งที่ไม่อาจจะใช้เป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงความเป็นศาสนทูตเล่า ?
ยิ่งไปกว่านั้น การท้าทายให้พิสูจน์เช่นนี้ไม่มีหลักตรรกะศาสตร์อีกด้วย เพราะไม่อาจจะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้

ส่วนข้อเรียกร้องที่สามที่ท้าทายให้ฉัน (แสดงอภินิหารบันดาล) ให้ฟากฟ้าหล่นลงมาทับพวกท่านให้ถึงแก่ความพินาศนั้น ศาสนทูตของอัลลอฮฺมีคุณสมบัติแห่งความเมตตาและเอื้ออาทรเกินกว่าที่จะคิดทำลายล้างท่านให้พินาศย่อยยับ และเขาจะพิสูจน์สัจธรรมความจริงด้วยการสำแดงหลักฐานเท่านั้น
และความมหัศจรรย์ (มุอฺญิซาต) ที่จะใช้พิสูจน์ถึงการเป็นศาสนทูตของพระองค์จะต้องไม่เกิดจากการเลือกสรรของประชาชนด้วย ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาไม่มีวันที่จะเข้าถึงซึ่งคุณประโยชน์และโทษของมัน และบางทีพวกเขาอาจจะเลือกสรรในสิ่งที่ไม่อาจจะเป็นไปได้ด้วยประการทั้งปวง

ท่านศาสดามุหัมมัด ยังได้กล่าวต่อไปว่า “นายแพทย์จะปล่อยให้ผู้ป่วยเป็นผู้เลือกรับประทานยาตามอำเภอใจของเขากระนั้นหรือ ? หามิได้ ทว่าเขาจะเป็นผู้กำหนดตัวยาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ไม่ว่าผู้ป่วยจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม”
นอกจากนี้ ในกรณีที่บุคคลหนึ่งเอ่ยอ้างถึงกรรมสิทธิ์ว่าเขามีเหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ผู้พิพากษาไม่มีสิทธิที่จะกล่าวกับเขาว่า หลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ท่านนำมานั้นจะต้องสอดคล้องกับความพึงพอใจของคู่ปรปักษ์หรือฝ่ายตรงข้าม และจะต้องปล่อยให้เขาเป็นผู้เลือกสรรและตัดสินใจเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้น ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสามารถพิสูจน์ถึงสิทธิของตนได้

สำหรับข้อเรียกร้องที่สี่ที่ให้นำพระผู้เป็นเจ้าและทูตสวรรค์ของพระองค์มาปรากฏนั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้ว ยังถือเป็นเรื่องที่ไร้สาระโดยไม่ต้องการคำสาธยายใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะพระผู้ทรงสร้างมิได้มีคุณลักษณะเฉกเช่นผู้ถูกสร้างที่จะให้พระองค์ทรงเคลื่อนไหว ปรากฏกายเบื้องหน้าบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อให้พวกเขาได้เห็นพระองค์...
ท่านมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือกสวนไร่นาและคนสวนทั้งในเมืองฏออิฟและมักกะฮฺหรอกหรือ ?

อับดุลลอฮฺ :- ใช่

ศาสดามุหัมมัด :- แล้วท่านปฏิบัติภารกิจทั้งหมดด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้ตัวแทนทำหน้าที่แทนท่าน ?

อับดุลลอฮฺ :- มอบหมายหน้าที่ให้ตัวแทนของฉัน

ศาสดามุหัมมัด :- สมมุติว่ามีกลุ่มคนสวนคัดค้านตัวแทนของท่านโดยไม่ยอมรับในการทำหน้าที่แทนของเขาจนกว่าท่านจะต้องร่วมทำหน้าที่กับเขาด้วยเท่านั้น ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม ?