ปรัชญาของการมีปรโลก

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าจึงไม่กำหนดให้โลกนี้เป็นสถานที่ตอบแทนรางวัลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว ? เหตุใดพระองค์จึงต้องรอตัดสินพิพากษาผู้ประพฤติดีและชั่วในโลกหน้าด้วย ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- พระองค์ทรงกำหนดให้โลกนี้เป็นแค่เพียงสนามแห่งการทดสอบ เป็นสถานที่แสวงหาและตักตวงผลกำไรแห่งความดีงามเพื่อก้าวไปสู่ความสูงส่งและความสมบูรณ์ และเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดและความโปรดปรานจากพระองค์

พระองค์ทรงบันดาลให้โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าพิสมัยและน่ารังเกียจ ทั้งนี้ เพื่อพระองค์จะทรงทดสอบว่ามีใครบ้างที่สามารถก้าวไปสู่ความสมบูรณ์และความสูงส่งในสนามแห่งการทดสอบของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระองค์ทรงจำแนกระหว่างสนามทดสอบของโลกนี้ กับสนามแห่งการรับรางวัลตอบแทนในผลกรรมที่แต่ละคนได้กระทำไว้ในโลกหน้า

ปรัชญาของการสร้างซาตานมารร้าย

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- การที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างศัตรูของพระองค์ขึ้นมาบนหน้าแผ่นดิน จะถือว่าพระองค์ทรงมีวิทยปัญญากระนั้นหรือ ?
ทั้ง ๆ ที่พระองค์ทรงดำรงตั้งแต่ดั้งเดิมโดยไม่เคยมีศัตรูมาก่อน แต่หลังจากนั้น (ตามทัศนะและความเชื่อของท่าน) พระองค์กลับสร้างซาตานมารร้ายขึ้นมาเพื่อให้มีอิทธิพลล่อลวงปวงบ่าวผู้ไม่ยอมเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ให้หลงออกจากแนวทางแห่งสัจธรรม โดยซาตานมารร้ายสามารถใช้เล่ห์เพทุบายสารพัดเพื่อกระซิบกระซาบปวงบ่าวของพระองค์ให้เคลือบแคลงสงสัยในความเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์ จนเป็นเหตุให้คนกลุ่มหนึ่งต้องปฏิเสธและตั้งตนเป็นศัตรูกับพระองค์ และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ศรัทธาและเชื่อฟังพระองค์ ?

มาตรว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงวิทยปัญญาอย่างแท้จริงดังที่ท่านกล่าวอ้างแล้วไซร้ เหตุใดพระองค์จึงสร้างศัตรูขึ้นมาให้มีอิทธิพลเหนือปวงบ่าวของพระองค์ และเปิดโอกาสให้พวกมันล่อลวงปวงบ่าวของพระองค์ให้หลงไปจากวิถีทางที่เที่ยงธรรม ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ศัตรูที่ท่านกล่าวถึงไม่สามารถที่จะสร้างภยันตรายต่อพระองค์ได้ และในทางกลับกัน ความเป็นมิตรสนิทของมันก็มิได้สร้างคุณประโยชน์ใด ๆ แก่พระองค์เช่นกัน ?

มนุษย์จะเกรงกลัวศัตรูก็ต่อเมื่อมันสามารถสร้างพิษภัยและความเสียหาย หรือในทางกลับกัน ศัตรูผู้นั้นต้องสามารถสร้างคุณูปการแก่เราเท่านั้น ถ้าศัตรูมีเจตนาที่จะยึดทรัพย์สินไปจากเรา เขาสามารถที่จะใช้อิทธิพลบังคับขู่เข็ญจากเราได้ หรือในกรณีที่เขาต้องการจะทำลายล้างอำนาจฝ่ายตรงข้าม เขาสามารถจะจัดการได้อย่างฉับพลันทันที

แต่สำหรับซาตานมารร้ายผู้เป็นบ่าวที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะให้เคารพภักดีพระองค์เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงตระหนักดีถึงธาตุแท้และพฤติกรรมในอนาคตของมันนับตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงเริ่มสร้าง และภายหลังจากวันที่ถูกสร้าง ทั้งซาตานมารร้ายและทูตสวรรค์ของพระองค์ต่างทุ่มเทให้การเคารพภักดีพระองค์เป็นระยะเวลายาวนานตราบจนกระทั่งพระองค์ประสงค์จะทดสอบด้วยการบัญชาให้ทั้งสองเทิดเกียรติและฐานภาพต่ออาดัม ( นัยของคำว่า “การทดสอบของพระผู้เป็นเจ้า” ณ ที่นี้หมายถึงเพื่อให้ปวงบ่าวของพระองค์ตระเตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่ความเป็นบ่าวที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง)

แต่ด้วยความอิจฉาริษยา ความหยิ่งผยองมักใหญ่ใฝ่สูงนั่นเองที่ทำให้ซาตานมารร้ายกล้าฝ่าฝืนต่อคำบัญชาของพระองค์ จนในที่สุดมันต้องถูกอัปเปหิและถูกสาปแช่งจากพระองค์ ด้วยเหตุนี้เองที่ได้สร้างความเคียดแค้นชิงชังและอาฆาตพยาบาทต่ออาดัมและลูกหลานของท่านอย่างฝังลึกอยู่ในกมลสันดานของมัน และมันยังได้ปวารณาว่าจะขอเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์กับพวกเขาตลอดไป
อย่างไรก็ตาม มันจะไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือลูกหลานศาสดาอาดัมได้ นอกจากการกระซิบกระซาบและล่อลวงพวกเขาให้หลงไปจากหนทางที่เที่ยงธรรมเท่านั้น (“และ (ในปรโลก) เมื่อกิจการได้ถูกตัดสินพิพากษาแล้ว ซาตานมารร้ายจะกล่าวว่า แท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงสัญญาที่เป็นสัจจะกับพวกท่าน (ว่าจะตอบแทนรางวัลแก่ผู้จงรักภักดี และจะลงทัณฑ์ผู้ฝ่าฝืน) และฉันก็ได้สัญญากับพวกท่าน (เช่นกัน) แต่ฉันได้บิดพลิ้วสัญญากับพวกท่าน และฉันมิได้มีอำนาจอิทธิพลใด ๆ เหนือพวกท่าน นอกจาก การเรียกร้อง (หลอกลวง) พวกท่าน แล้วพวกท่าน (บางส่วน) ได้ตอบสนองตอบคำเรียกร้องของฉัน” (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอิบรอฮีม 14 : 22)
“และซาตานมารร้ายมิได้มีอำนาจอิทธิพลใด ๆ (ที่จะล่อลวง) พวกเขา เว้นแต่เพื่อเราจะได้ประจักษ์ว่ามีผู้ใดที่ศรัทธาต่อปรโลกจากหมู่ผู้ที่มีความสงสัยในเรื่องนั้น” (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัสสะบะอ์ 34 : 21)

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าจึงมีความลำเอียงในการสร้างสรรค์ด้วยการเทิดเกียรติชนกลุ่มหนึ่งให้สูงส่ง และทรงทำให้ชนอีกกลุ่มหนึ่งอัปยศอดสู ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ผู้มีเกียรติในทัศนะของพระผู้เป็นเจ้า คือบุคคลที่เชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์ ส่วนผู้ไร้เกียรติและอัปยศ คือผู้ที่ฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- หมายความว่าในท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครที่มีเกียรติและมีความสูงส่งเหนือกว่าผู้อื่นใช่ไหม ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- บรรทัดฐานแห่งเกียรติยศและความสูงส่งก็คือ การสำรวมตนจากความชั่วเท่านั้น

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้น (ตามความเชื่อของท่าน) เท่ากับว่าลูกหลานของอาดัมมีความเท่าเทียมกันทั้งหมด เฉพาะการสำรวมตนจากความชั่วเท่านั้นที่เป็นบรรทัดฐานในการจำแนกความสูงส่งของมนุษย์ ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ถูกต้อง เรามีความเชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างมาจากดิน พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะทรงสรรสร้างอาดัมและหะวาผู้เป็นบิดรมารดาของมนุษยชาติทั้งหมดขึ้นมา และท่านทั้งสองคือบ่าวของพระองค์
อย่างไรก็ตาม พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกียรติ ทรงเลือกสรรชนกลุ่มหนึ่งจากลูกหลานของอาดัมให้พวกเขาถือกำเนิดมาในสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ พระองค์ทรงพิทักษ์รักษาพวกเขาให้พ้นจากมลทินและความผิดบาปทั้งปวง ณ กระดูกสันหลังของบิดาและมดลูกของมารดา ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเลือกสรรจากผู้ที่มีความสะอาดบริสุทธิ์ในหมู่พวกเขาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นศาสดาและศาสนทูตของพระองค์...
วิทยปัญญาแห่งการเลือกสรรเช่นนั้น เนื่องจากพระองค์ทรงรอบรู้และตระหนักดีนับตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงเริ่มสรรสร้างแล้วว่าพวกเขาจะเคารพภักดีและเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์เหนือกว่ามวลมนุษย์ทั้งหลาย และพวกเขาจะไม่ตั้งสิ่งใดเป็นภาคีเคียงคู่กับพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้รับความกรุณาและความโปรดปรานจากพระองค์เหนือมวลมนุษย์ทั้งหลาย... ”

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าจึงไม่สร้างมนุษย์ทั้งหลายให้เป็นผู้ยอมจำนนในความเป็นเอกะของพระองค์ และให้พวกเขาจงรักภักดีต่อพระองค์ทั้งหมด ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ว่าคุณธรรมความดีที่มนุษย์ขวนขวายนั้นเกิดจากเจตนารมณ์เสรีของเขาเอง มิใช่ลิขิตจากพระองค์แต่อย่างใด เพราะมิฉะนั้น รางวัลตอบแทนแห่งสรวงสวรรค์ หรือการลงทัณฑ์ในไฟนรก ย่อมไร้ซึ่งนัยและความหมายโดยปริยาย
พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์และทรงบัญชาให้พวกเขาเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎหมายและบทบัญญัติของพระองค์ และพระองค์ทรงพิสูจน์สัจธรรมคำสอนที่สมบูรณ์ด้วยการประทานศาสดาและคัมภีร์จากฟากฟ้าแก่พวกเขา พระองค์ทรงให้อิสรเสรีแก่พวกเขาให้มีสิทธิเลือกสรรที่จะเชื่อฟังปฏิบัติตาม หรือจะฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์ ทั้งนี้เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องมีข้ออ้างใด ๆ ภายหลังจากที่พระองค์ทรงประทานรางวัลตอบแทนแก่ผู้ที่จงรักภักดี และทรงลงโทษทัณฑ์แก่ผู้ที่ทรยศฝ่าฝืน

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- หมายความว่ามนุษย์เป็นผู้มีอิสรเสรีที่จะเลือกสรรว่า จะประกอบความดีงาม หรือจะสร้างความเสื่อมเสียด้วยตัวของเขาเองใช่ไหม ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาใช้ให้มนุษย์ประกอบแต่คุณงามความดี และทรงห้ามมิให้พวกเขาสร้างความเสื่อมเสียบนหน้าแผ่นดิน พวกเขามีเจตนารมณ์เสรีที่จะเลือกสรรในระหว่างสิ่งทั้งสอง

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- มนุษย์จะไม่ประกอบกรรมทำชั่วโดยอาศัยปัจจัยต่าง ๆ ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้พวกเขาหรอกหรือ ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ถูกต้อง พวกเขาสามารถอาศัยปัจจัยเหล่านั้นเพื่อประกอบกรรมทำชั่วในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งห้ามไว้เช่นเดียวกับที่พวกเขาใช้มันเพื่อประกอบคุณธรรมความดีงาม

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- เท่ากับว่ามนุษย์มีอิสรเสรีที่จะประกอบคุณธรรมความดี หรือจะประพฤติชั่วใช่ไหม ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงห้ามปรามมนุษย์มิให้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด นอกจากพระองค์จะทรงตระหนักดีว่าพวกเขามีความสามารถเพียงพอที่จะละทิ้งมันได้เท่านั้น ในทำนองเดียวกัน พระองค์จะไม่ทรงบัญชาใช้ให้พวกเขากระทำสิ่งใด นอกจากพระองค์จะทรงตระหนักดีว่าพวกเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะปฏิบัติมันได้ เพราะพระองค์จะไม่ทรงอธรรมและฉ้อฉลและไม่ทรงบัญชาสิ่งใดโดยปราศจากเป้าหมายและไร้สาระ และจะไม่ทรงกำหนดบทบัญญัติใดที่มนุษย์ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะปฏิบัติตามได้

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าพระผู้เป็นเจ้าสามารถที่จะเปลี่ยนผู้ปฏิเสธให้กลายเป็นผู้ศรัทธาได้ใช่ไหม ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทั้งหลายตามธรรมชาติที่บริสุทธิ์แห่งอิสลาม พระองค์ทรงบัญชาใช้พวกเขาให้ปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม และละเว้นในสิ่งที่ชั่วร้าย ส่วนการปฏิเสธนั้น เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่มนุษย์ได้ฝ่าฝืนคำบัญชาใช้ของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้ามิได้สร้างมนุษย์คนใดขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้ปฏิเสธพระองค์ อิสลามถือว่ามนุษย์จะกลายเป็นผู้ปฏิเสธได้ก็ต่อเมื่อเขาได้ย่างเข้าสู่วัยที่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งเป็นวัยที่สามารถจะจำแนกแยกแยะสัจธรรมความจริงได้ และสัจธรรมนั้นได้เป็นที่ปรากฏแก่เขาแล้ว แต่เขากลับปฏิเสธมัน เมื่อนั้นจึงจะถือว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธ ...

ความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้า

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- มาตรว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงยุติธรรมจริงแล้ว เหตุใดพระองค์จึงปล่อยให้ทารกที่ปราศจากความผิดบาปต้องประสบกับเคราะห์กรรมความทุกข์ยากและความเจ็บป่วยด้วยเล่า ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- (ในทัศนะของอิสลาม) ความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น ความเจ็บป่วยที่เป็นการทดสอบจากพระเจ้า ความเจ็บป่วยที่เป็นการลงโทษจากพระองค์ ความเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุนำไปสู่ความตาย ท่านมีความเข้าใจว่าอาหารที่เป็นพิษ น้ำสกปรก หรือพันธุกรรมที่เป็นมรดกตกทอดมาจากมารดานั้นคือสาเหตุแห่งโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนบุคคลใดที่ระมัดระวังตนเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ เขาจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งความเชื่อในทำนองนี้สอดคล้องกับกลุ่มชนที่พากันกล่าวว่า “การกินและการดื่มถือเป็นสาเหตุแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วย และคือหนทางที่จะนำพาไปสู่ความตาย” ในขณะที่ท่านอริสโตเติล ผู้เป็นปรมาจารย์ทางด้านการแพทย์ หรือท่านเพลโต ปรัชญาเมธี ก็ยังต้องตาย และในขณะที่ท่านญาลีนูส (Galenus) ย่างเข้าสู่วัยชรานั้น ดวงตาทั้งสองข้างของท่านแทบจะมองไม่เห็นสิ่งใด และในที่สุด ท่านก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งจากความตายได้เช่นกัน กล่าวคือ ปวงปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายไม่สามารถที่จะสกัดกั้นความตายของมนุษย์ทั้งหลายหรือแม้แต่ตนเองได้

แม้แต่นายแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญการเฉพาะโรค และรู้วิธีที่จะบำบัดรักษาโรคนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีก็ยังต้องประสบกับความตาย แล้วนับประสาอะไรกับหมอธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ต้องประสบกับความเจ็บป่วย ในขณะที่ประชาชนที่ไม่ประสีประสาในวิชาการแพทย์ตั้งมากมาย กลับมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่านายแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้วยซ้ำ
เมื่อความตายได้ย่างกรายเข้ามาเยือนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ วิทยาการทันสมัยที่เขาได้ร่ำเรียนและสั่งสมประสบการณ์มานานนับสิบ ๆ ปีก็ไม่สามารถยังคุณประโยชน์ใด ๆ แก่เขาได้ ในทางกลับกัน เมื่อยังไม่ถึงกำหนดวันเวลา (อะญัล) ความไม่ประสีประสาเกี่ยวกับวงการแพทย์นั้น มิอาจสร้างภยันตรายใด ๆ แก่เราได้

การสร้างสิ่งชั่วร้าย

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ไหนท่านลองบอกมาซิว่า ในการสรรสร้างของพระผู้เป็นเจ้านั้น พระองค์จำต้องพึ่งพาอาศัยภาคีด้วยหรือไม่ ? และมาตรว่าพระองค์ทรงมีภาคีแล้วไซร้ พระองค์ทรงขัดแย้งกับภาคีของพระองค์ในการควบคุมบริหารโลกและจักรวาลหรือไม่ ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ไม่มี

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้น ใครคือผู้ที่สร้างความชั่วร้ายขึ้นมาบนหน้าแผ่นดิน ?

ใครหรือคือผู้สร้างสัตว์ร้าย สิงห์สาราสัตว์ และสรรพสิ่งที่น่าขยะแขยงอีกมากมาย ทั้งหนอน ไส้เดือน กิ้งกือ ยุง แมลงวัน งูพิษ แมลงป่อง ?
ในเมื่อท่านเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงสร้างสิ่งใดขึ้นมาอย่างไร้สาระ และทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา ล้วนมีเจตนารมณ์ เป้าหมาย และมีคุณประโยชน์ทั้งสิ้น

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ท่านคิดว่าตัวยาที่สกัดมาจากแมลงป่อง เพื่อใช้รักษาและขับนิ่วจากกระเพาะปัสสาวะนั้นไม่มีประโยชน์หรืออย่างไร ?
เซรุ่มที่มีคุณภาพดีที่สุดมิได้สกัดมาจากน้ำลายหรือพิษของงูแมวเซาดอกหรือ ?
เนื้อของมันมิได้มีประโยชน์ในการเยียวยารักษาโรคเรื้อนหรอกหรือ ?
ไส้เดือนที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดินไม่มีประโยชน์สำหรับการเยียวยารักษาโรคเรื้อนหรอกหรือ ?

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- จริงด้วย ข้าพเจ้าลืมสังเกตไปว่าสิ่งที่ท่านกล่าวมาล้วนมีประโยชน์และมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั้งสิ้น

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- และวิทยปัญญาประการหนึ่งที่พระองค์ทรงสร้างแมลงหรือสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้มันเป็นอาหารของนกทั้งหลาย

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- เราจะกล่าวได้ไหมว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงบริหารปรากฏการณ์อย่างขาดตกบกพร่อง ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- เป็นไปไม่ได้

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้น เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงสร้างผู้ชายให้มีสภาพที่ผ่านการขลิบอวัยวะเพศให้เรียบร้อยเสียก่อน ? การสร้างส่วนเกินมาเช่นนี้มีวิทยปัญญาซ่อนเร้น หรือว่าเป็นการสร้างขึ้นมาอย่างไร้ประโยชน์และขัดแย้งกับวิทยปัญญา ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ต้องมีคุณค่าและวิทยปัญญาอย่างแน่นอน

พวกวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้น เหตุใดท่านจึงเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นมาแต่ดั้งเดิม การขลิบอวัยวะเพศชายที่ท่านทั้งหลายถือปฏิบัติกันมานั้น เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าเป็นการกระทำที่ดีกว่าสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์มาตั้งแต่ดั้งเดิมนั่นเอง เพราะท่านถือว่าการไม่ได้ขลิบอวัยวะเพศชายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในขณะที่พระองค์ทรงสร้างผู้ชายมาในสภาพที่มิได้ผ่านการขลิบมาก่อน ในขณะที่ท่านเชื่อว่าการขลิบนั้นเป็นการกระทำที่ดีงาม ทั้ง ๆ ที่มิได้มาจากพระองค์ แต่เป็นการกระทำของพวกท่านเอง ? เท่ากับท่านกำลังเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงบกพร่องในการสร้างสรรค์ และยังเป็นการสร้างที่แย้งกับวิทยปัญญาด้วย ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ทั้งกรณีที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพศชายมาโดยมิได้ผ่านการขลิบอวัยวะเพศ และการถือปฏิบัติในการขลิบอวัยวะเพศชายของเรา ล้วนต่างมีวิทยปัญญาด้วยกันโดยไม่มีข้อขัดแย้งแต่อย่างใดทั้งสิ้น ทั้งสองกรณีต่างมีประโยชน์ ดังที่เราได้ประจักษ์เป็นอย่างดีว่า เมื่อทารกถือกำเนิดจากครรภ์มารดานั้น สายสะดือจะติดกับมารดาของเขา และพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงวิทยญาณได้ทรงสร้างเขามาในสภาพเช่นนั้น แต่พระองค์ทรงบัญชาให้มนุษย์ตัดสายสะดือภายหลังจากที่ทารกน้อยได้คลอดออกมา ถ้าไม่ตัดทิ้งไป ทั้งมารดาและทารกจะต้องได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ในทำนองเดียวกัน พระผู้เป็นเจ้าทรงเดชานุภาพที่จะสร้างมนุษย์โดยมิให้เล็บมือและเล็บเท้าของเขางอกเงยขึ้นมาก็ได้
หรือพระองค์สามารถที่จะสร้างมนุษย์โดยปราศจากเส้นผมหรือขนก็ได้

หรือพระองค์ทรงสร้างลูกอัณฑะของวัวตัวผู้ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่การตอนน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
ดังนั้น มนุษย์ไม่อาจจะโต้แย้งวิทยปัญญาของพระผู้เป็นเจ้าในทุกกิจการงานของพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งกิจการของพระองค์ ทั้งสิ่งที่มนุษย์ถือปฏิบัติ (ตามพระบัญชาของพระองค์) ล้วนตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของวิทยปัญญาทั้งสิ้น

การวิงวอนขอจากพระผู้เป็นเจ้า

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ท่านมิได้กล่าวหรอกหรือว่าพระผู้เป็นเจ้าของท่านทรงตรัสว่า “จงวิงวอนขอจากฉัน แล้วฉันจะตอบรับคำวิงวอนขอของท่าน” ในขณะที่เป็นที่ประจักษ์แก่เราท่านทั้งหลายแล้วว่าพระองค์มิได้ทรงตอบรับคำวิงวอนขอของผู้ทุกข์แค้นลำเค็ญตั้งมากมาย หรือกรณีที่ผู้ถูกอธรรมได้วิงวอนขอให้พระองค์ช่วยทำลายล้างผู้อธรรมและสร้างความฉ้อฉล แต่ทว่าพระองค์ก็หาได้ให้ความช่วยเหลือพวกเขาแต่อย่างใด ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ไม่มีบ่าวคนใดที่ร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์ แล้วพระองค์จะไม่ตอบคำวิงวอนขอของเขา ยกเว้นผู้อธรรมซึ่งคำวิงวอนขอของเขาจะไม่ถูกตอบรับ จนกว่าเขาจะกลับเนื้อกลับตัวและขอลุแก่โทษก่อนเท่านั้น ส่วนผู้ที่มิได้ฉ้อฉลและสร้างความอธรรมนั้น พระองค์จะทรงตอบรับคำวิงวอนของเขาเมื่อทรงตระหนักว่าคำตอบรับนั้นจะเอื้ออำนวยประโยชน์แก่เขา ในทางกลับกัน มาตรว่าจะไม่เป็นการเอื้ออำนวยประโยชน์อันใดแก่เขา พระองค์จะทรงทดแทนด้วยการขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ (บะลาอ์) ให้พ้นไปจากวิถีชีวิตของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว และจะทรงสะสมรางวัลอย่างมากมายไว้สำหรับวันเวลาที่เขาจำต้องใช้มัน
บางครั้งเป็นสิ่งที่ยากต่อการตัดสินใจสำหรับผู้ศรัทธาในสิ่งที่เขาไม่รู้ว่าผลลัพธ์บั้นปลายในการวิงวอนขอของเขาจะให้คุณหรือโทษแก่เขากันแน่

บางครั้ง มนุษย์จะวิงวอนขอให้พระองค์ทรงทำลายล้างผู้ที่อายุขัยของเขายังไม่ถึงกำหนดกฎสภาวะของพระองค์
บางทีการวิงวอนขอให้ฝนตกลงมา อาจจะเป็นไปได้ว่าถ้าฝนได้ตกลงมาในเวลานั้น อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดีสำหรับชาวเมืองนั้นก็ได้ เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงรอบรู้ในการบริหารโลกนี้ได้ดีกว่ามนุษย์ทั้งหลายนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขอื่นอีกมากมายที่เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้คำวิงวอนขอของมนุษย์ไม่ถูกตอบรับ

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- โอ้ ผู้เป็นปราชญ์ ! เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าจึงไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนของพระองค์ลงมาจากฟากฟ้าสู่พื้นโลกบ้าง ? และเหตุใดจึงไม่มีใครที่สามารถจะขึ้นสู่ฟากฟ้า ? และเหตุใดพระองค์จึงไม่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้สามารถขึ้นสู่ฟากฟ้า เพราะมาตรว่ามนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยสามารถทำเช่นนี้ได้แล้วไซร้ พระผู้เป็นเจ้าก็จะได้รับการพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ได้อย่างง่ายดาย ความเคลือบแคลงสงสัยในการมีอยู่ของพระองค์ก็จะอันตรธานหายไปจากหัวใจของมนุษย์โดยปริยาย จะเพิ่มพูนพลังแห่งความเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์ยิ่งขึ้น จะทำให้มนุษย์ตระหนักและยอมจำนนว่ามีผู้ที่คอยควบคุมบริหาร ณ ฟากฟ้าเบื้องบนโดยผ่านการยืนยันจากบุคคลที่ได้เข้าพบพระองค์ ณ ฟากฟ้าเบื้องบนภายหลังจากที่เขาได้เดินทางกลับลงมาสู่พื้นโลก ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- ในบางกรณีที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานบางสิ่งจากฟากฟ้าซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของท่านเป็นอย่างดีถึงการเป็นผู้ทรงบริหารโลกนี้ ท่านมิได้พิจารณาดวงตะวันที่ทอแสงจากฟากฟ้าและได้แปรเปลี่ยนโลกให้เป็นกลางวันเพื่อให้สัตว์โลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้ดำเนินวิถีชีวิตในยามนั้นหรอกหรือ ?

ท่านมิได้พิจารณาแสงนวลผ่องของดวงจันทร์ที่ส่องประกายลงมาจากฟากฟ้าและได้เปลี่ยนทิวาให้เป็นราตรีกาลหรอกหรือ ?
ด้วยสื่อแห่งดวงตะวันและดวงจันทร์นั่นเองที่ทำให้เราสามารถคำนวณนับวัน เดือน ปีได้อย่างถูกต้องแม่นยำ มาตรว่ามันมิได้เคลื่อนคล้อยไปตามวิถีโคจรแล้วไซร้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะต้องประสบกับความสับสนอลหม่าน และโลกจะต้องถึงกาลพินาศอย่างไม่ต้องสงสัย เหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงเครื่องหมายและสัญลักษณ์ว่ามีผู้คอยควบคุมบริหารจักรวาลและฟากฟ้าและสรรพสิ่งทั้งหลายนั่นเอง

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงตรัสสนทนากับท่านศาสดามูสา (โมเสส) จากฟากฟ้า และทรงเทิดท่านศาสดาอีสา (เยซู) ขึ้นสู่ฟากฟ้า และทรงบัญชาให้เทวทูตของพระองค์เสด็จลงมาจากฟากฟ้า แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าท่านไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านไม่สามารถมองเห็นได้ ลำพังสิ่งที่มองเห็นก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์และเข้าถึงซึ่งสัจธรรม

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- จะไม่เป็นการดีกว่าหรือที่พระผู้เป็นเจ้าจะทรงชุบชีวิตให้ผู้คนที่ล้มตายได้ฟื้นขึ้นมาในทุก ๆ 100 ปี ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้สอบถามเรื่องราวและเหตุการณ์ภายหลังจากความตายว่าเขาได้ไปประสบพบพานสิ่งใดบ้าง ชีวิตหลังความตายมีสภาพเช่นไร และพวกเขาได้รับการปฏิบัติเช่นไร ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความเชื่อศรัทธาแก่ผู้ที่ยังมีชีวิต และทำให้ความเคลือบแคลงสงสัยทั้งหลายถูกลบเลือนและอันตรธานหายไปจากหัวใจของพวกเขา ?

อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) :- กลุ่มชนที่ปฏิเสธและกล่าวหาว่าศาสดาของพวกเขาโกหกมดเท็จได้เคยใช้คำพูดดังกล่าวมาแล้วทั้งสิ้น... พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์โดยผ่านการสาธยายของบรรดาศาสดาของพระองค์ถึงผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้วจากหมู่พวกเรา แล้วยังจะมีคำกล่าวของผู้ใดที่จะสัตย์จริงยิ่งไปกว่าพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าและวจนะของศาสดาของพระองค์อีกเล่า ?
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงชุบชีวิตของผู้ที่ตายให้ฟื้นขึ้นมามากมาย พระองค์ทรงชุบชีวิต “ชาวถ้ำ” (อัศหาบุลกะฮฺฟฺ) ให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งภายหลังจากที่พวกเขาได้ตายไปแล้ว 309 ปีในยุคสมัยที่ผู้คนพากันปฏิเสธวันฟื้นคืนชีพ (ปรโลก) ทั้งนี้ เพื่อที่จะสำแดงให้ผู้คนในยุคนั้นได้ประจักษ์ถึงเดชานุภาพของพระองค์ว่า พระองค์ทรงเดชานุภาพที่จะชุบชีวิตผู้ตายให้ฟื้นขึ้นมาในโลกหน้าอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

หรือในกรณีที่พระองค์ทรงชุบชีวิต “อัรฺมิยาอ์” (Jeremiah) ผู้เป็นศาสดาคนหนึ่งของพระองค์ภายหลังจากที่ท่านได้ตายไปแล้ว 100 ปี ( ดังที่พระองค์ทรงตรัสในคัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัลบะเกาะเราะฮฺ 2 : 259 ว่า “หรือเฉกเช่น (อุทาหรณ์ของ) ผู้ที่ผ่านเมืองหนึ่ง (เมืองเยรูซาเล็มซึ่งถูกทำลายโดยกษัตริย์เนบุชัดเนซัรฺ เมื่อ 599 ปี ก่อนคริสตกาล) และมันได้พังลงมาบนหลังคาของมัน…” )
หรือกรณีที่พระองค์ทรงตอบรับคำวิงวอนขอของท่านศาสดา “หิซกีล” ด้วยการชุบชีวิตกลุ่มชนของเขาให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ( “เจ้ามิได้พิจารณาพวกเขา (วงศ์วานอิสรออีล) ที่ได้ออกจากเคหะสถานในขณะที่พวกเขาหลายพันคนหวาดหวั่นครั่นคร้ามความตายหรอกหรือ ?” (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอัลบะเกาะฮฺ 2 : 243)

ในทำนองเดียวกัน พระองค์ทรงชุบชีวิตประชาชาติของท่านศาสดามูสา (โมเสส) เมื่อครั้งที่พวกเขาติดตามท่านขึ้นไปยังภูเขาฏูรฺ ภายหลังจากที่พวกเขาเรียกร้องต้องการที่จะเห็นพระผู้เป็นเจ้าของมูสา