เขาไปไหน ?” แต่ในกรณีเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้านั้น พระองค์มิได้มีสภาวะเฉกเช่นตัวอย่างข้างต้นที่เราจะสามารถกล่าวได้ว่าขณะนี้พระองค์ไม่ทรงประทับอยู่ ณ สถานที่หนึ่งสถานที่ใดที่จะทำให้เราไม่สามารถพบพระองค์ได้ (เช่น ถ้ากล่าวว่าพระองค์ทรงประทับบนชั้นฟ้า ดังนั้น บนหน้าแผ่นดินจึงไม่มีพระองค์ !) พระองค์เป็นผู้ทรงสร้างโลก จักรวาล ชั้นฟ้าและแผ่นดิน และทรงเป็นผู้ควบคุมบริหาร ดังนั้น พระองค์จึงทรงดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง

อบูกุรฺเราะฮฺ : พระผู้เป็นเจ้ามิได้อยู่บนฟากฟ้าหรอกหรือ ?

อิมามริฎอ : “อัลลอฮฺ” คือพระผู้เป็นเจ้าแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน ดังนั้น พระองค์ทรงดำรงและทรงประทับอยู่ทั้งในฟากฟ้าและแผ่นดิน พระองค์คือผู้ทรงบันดาลให้ท่านเป็นรูปร่างอยู่ในครรภ์มารดาของท่าน ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน พระองค์จะทรงอยู่กับท่านเสมอ...( ท่านอิมามได้หยิบยกโองการจากคัมภีร์อัลกุรฺอานมาเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงดำรงและทรงประทับอยู่ในทุกสถานที่)

อบูกุรฺเราะฮฺ : ในเมื่อพระองค์ทรงดำรงและทรงประทับอยู่ในทุกสถานที่ แล้วเหตุใดทุกครั้งที่วิงวอนขอจากพระองค์ ท่านจึงต้องยกมือขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยเล่า ?

อิมามริฎอ : บนพื้นฐานแห่งวิทยปัญญาของพระผู้เป็นเจ้า (ที่มนุษย์ไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้) นั้น พระองค์ทรงประสงค์ให้ปวงบ่าวเคารพภักดีพระองค์ด้วยวิธีการหรือรูปแบบที่หลากหลาย (นอกจากการตั้งเจตนาด้วยหัวใจที่ใสบริสุทธิ์แล้ว) การเคารพภักดีบางอย่าง อาศัยการพูดหรือสนทนากับพระองค์เพียงเท่านั้น (การเคารพภักดีโดยทางวาจา) บางอย่างต้องแสดงอิริยาบถ (การเคารพภักดีโดยกาย) และบางอย่างจะต้องมุ่งมั่นไปยังสถานที่ที่ถูกบัญชาไว้โดยเฉพาะ เช่น ในขณะนมาซ เราจะต้องผินหน้าไปทางกิบลัต หรือกะอฺบะฮฺ บัยตุลลอฮฺ อัลหะรอม ที่ตั้งอยู่ ณ นครมักกะฮฺ หรือในกรณีการประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮฺก็เช่นกันที่เราจะต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวเป็นต้น
“ดุอาอ์” หรือการวิงวอนขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าก็ถือเป็นการเคารพภักดีต่อพระองค์อย่างหนึ่ง พระองค์ทรงประสงค์ให้ปวงบ่าวและสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสรรสร้างทั้งหลายได้สำแดงความเป็นบ่าว ณ เบื้องพระพักตร์ของพระองค์ในขณะที่กำลังวิงวอนขอจากพระองค์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อบ่าวผู้ตระหนักและสำนึกถึงความเป็นผู้ต่ำต้อยด้อยค่าปรารถนาที่จะวิงวอนขอจากผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือ เขาจึงต้องเหยียดมือทั้งสองขึ้นสู่ท้องฟ้าในฐานะของผู้ (ยากไร้ที่) วอนขอ (จากผู้ทรงมั่งมีอย่างเหลือล้น)

อบูกุรฺเราะฮฺ : ถ้าเช่นนั้น ในระหว่างมวลมลาอิกะฮฺ (ทูตสวรรค์ = Angels) กับชาวดิน (สรรพสิ่งที่อาศัยอยู่บนพื้นโลก) ใครจะมีความใกล้ชิดกับพระองค์มากกว่ากัน ?

อิมามริฎอ : ถ้ามิติหรือนัยของคำว่า “ใกล้ชิด” ของท่านหมายถึงระยะทางที่คิดคำนวณเป็นคืบศอกแล้วละก้อ เราไม่สามารถที่จะวาดมโนภาพของมิติแห่งความใกล้ชิดระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับสรรพสิ่งต่าง ๆ ได้ และกล่าวโดยรวมแล้ว ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นผลงานการสรรสร้างของพระองค์ทั้งสิ้น และการที่พระองค์ทรงบริหารจัดการในกิจการหนึ่ง จึงไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางที่จะทำให้พระองค์ไม่สามารถควบคุมบริหารกิจการอื่น ๆ แต่อย่างใด ในขณะที่พระองค์ทรงควบคุมบริหารกับสรรพสิ่งถูกสร้างที่อยู่ในชั้นสูงสุดนั้น พระองค์ก็ทรงบริหารจัดการกับสิ่งถูกสรรสร้างที่อยู่ในชั้นต่ำสุดในเวลาเดียวกันด้วย ในทำนองเดียวกัน ขณะที่พระองค์ทรงควบคุมบริหารกับบรรดาสรรพสิ่งที่ถูกสรรสร้างครั้งแรก พระองค์ก็สามารถที่จะควบคุมบริหารกับสรรพสิ่งที่ถูกสรรสร้างล่าสุดด้วย ทั้งนี้ โดยมิได้มีอุปสรรคหรือสร้างความยุ่งยากลำบากแก่พระองค์แต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่เมื่อเทียบกับภารกิจที่เราประสบพบพานในชีวิตประจำวันแล้ว ภารกิจดังกล่าวของพระองค์จะเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน (ที่สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายไม่สามารถแบกรับมันได้) นอกจากนี้ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่พระองค์จะต้องอาศัยงบประมาณ ต้องผ่านการปรึกษาหารือ ยิ่งไปกว่านั้น ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ไม่อาจจะแผ้วพานพระองค์ได้

แต่มาตรว่ามิติของคำว่า “ใกล้ชิดกับพระเจ้า” ของท่านหมายถึง “ความใกล้ชิดทางจิตวิญญาณ” แล้วไซร้ ผู้ที่ยอมจำนนและเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และคำบัญชาของพระองค์มากกว่า (ไม่ว่ามลาอิกะฮฺหรือมนุษย์ก็ตาม) เขาจะเป็นผู้ที่มีสิทธิได้อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์มากกว่า

อบูกุรฺเราะฮฺ : ท่านยอมรับไหมว่ามีผู้ที่แบกพระผู้เป็นเจ้าเอาไว้ ?

อิมามริฎอ : เป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งที่ถูกแบกหามนั้น จะต้องอาศัยผู้ที่แบก ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงที่พระผู้เป็นเจ้าจะมีความต้องการผู้ที่แบกพระองค์

อบูกุรฺเราะฮฺ : ถ้าเช่นนั้น เท่ากับท่านปฏิเสธหะดีษที่กล่าวว่า “เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของความโกรธกริ้วของพระผู้เป็นเจ้าก็คือ การที่มวลมลาอิกะฮฺผู้มีภารกิจแบกบัลลังก์อันหนักอึ้งไว้บนบ่า และต้องสัจญ์ดะฮฺกราบไหว้พระองค์ และบัลลังก์จะเบาลงภายหลังจากความกริ้วโกรธของพระองค์ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนั้น พวกเขาจะกลับไปยังสถานที่ของพวกเขา ?

อิมามริฎอ : นับตั้งแต่วันที่อัลลอฮฺทรงอัปเปหิซาตานมารร้ายออกไปจากสวนสวรรค์ของพระองค์จนถึงทุกวันนี้และตลอดไปจนถึงวันกิยามะฮฺนั้น ท่านเข้าใจว่าพระองค์ทรงพิโรธโกรธกริ้ว หรือว่าทรงพึงพอพระทัยมัน ?

อบูกุรฺเราฮฺ : พระองค์ทรงโกรธกริ้วมัน

อิมามริฎอ : ถ้าเช่นนั้น อัลลอฮฺไม่ทรงโกรธกริ้วตั้งแต่เมื่อไหร่จนต้องทำให้บัลลังก์ของพระองค์เบาลง ?
หลังจากนั้นท่านอิมามได้กล่าวต่อไปว่า ท่านเป็นอะไรไปเสียแล้วที่กล้าบังอาจบิดเบือนให้ร้ายต่อพระผู้เป็นเจ้าของท่านเอง และยังนำพระองค์ไปเปรียบเทียบกับสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสรรสร้างมันมา ?
มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ พระองค์จะไม่ทรงเสื่อมเสียเฉกเช่นสรรพสิ่งทั้งหลายที่ต้องประสบกับความเสื่อม

และพระองค์จะไม่ทรงแปรเปลี่ยนเฉกเช่นสรรพสิ่งทั้งหลายที่จะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลง
เมื่ออบูกุรฺเราะฮฺตระหนักว่าเขาไม่สามารถที่จะนำหลักฐานใด ๆ ขึ้นมาโต้แย้งท่านอิมามริฎอได้ เขาจึงต้องกลับไปในที่สุด



5. อิมามอะลีกับปุโรหิตยิว

ประเด็นสนทนา :พระเจ้าอยู่ที่ไหน ?

ในสมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺอบูบักรฺ วันหนึ่งได้มีปุโรหิต หรือนักปราชญ์ผู้คงแก่เรียนชาวยิวคนหนึ่งมาหาเขา และได้ถามเขาว่า :-
“ท่านคือเคาะลีฟะฮฺของศาสนทูตแห่งอิสลามใช่ไหม ?

อบูบักรฺ : ใช่

ปุโรหิตยิว : ในคัมภีร์เตารอตของเราได้ระบุเอาไว้ว่า เคาะลีฟะฮฺหรือตัวแทนของศาสนทูตทั้งหลายจะต้องมีความรู้เหนือกว่าสาวกทั้งหมด ดังนั้น ท่านจะสามารถตอบฉันได้ไหมว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่บนฟากฟ้าหรือแผ่นดิน ?

อบูบักรฺ : พระองค์ทรงประทับอยู่บนฟากฟ้าเหนือบัลลังก์ของพระองค์

ปุโรหิตยิว :- ถ้าเช่นนั้น แผ่นดินจะต้องว่างเว้นจากพระองค์ และเมื่อพระเจ้าทรงประทับอยู่ ณ สถานที่หนึ่งแล้ว สถานที่อื่นจะต้องว่างเว้นจากการมีอยู่ของพระองค์ใช่ไหม ?

อบูบักรฺ :- นี่เป็นคำถามของพวกที่ไม่มีศาสนา ผู้มีศาสนาจะไม่กล่าวออกมาเช่นนี้อย่างแน่นอน ดังนั้น เจ้าจงออกไปให้ไกลจากที่นี่ซะ มิฉะนั้น ฉันอาจจะฆ่าเจ้าได้

นักปราชญ์ยะฮูดีย์ผู้นั้นเดินออกมาด้วยความรู้สึกหดหู่ ฉงนสนเท่ห์ระคนผิดหวัง พร้อมกับรู้สึกเย้ยหยันอิสลามไปในทีด้วย แต่ในระหว่างทางนั้นเอง เขาได้พบกับอะลี : และโดยที่เขายังมิได้กล่าวคำใด ๆ ออกมา ท่านอิมามอะลี : ได้กล่าวกับเขาขึ้นว่า :-
“ฉันทราบดีว่าท่านได้ไปพบกับท่านอบูบักรฺ และได้ถามอะไรเขาไปบ้าง และเขาได้ตอบท่านอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม ขอให้ท่านโปรดรับรู้เถิดว่า เรามีความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงสรรสร้างสถานที่ (รวมตลอดถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย) ดังนั้น พระองค์จึงไม่มีความจำเป็นในสิ่งดังกล่าว และที่เหนือไปกว่านั้น ทุกหนทุกแห่งต่างร่ำร้องเรียกหาพระองค์ เพียงแต่เราจะต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า แท้จริง พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับและทรงดำรงอยู่ในทุกสถานที่โดยปราศจากการพึ่งพิงไปยังสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น หรือการพำนักพักพิงของพระองค์ไม่จำต้องอาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใดเคียงข้างเฉกเช่นมิติหรือสถานะของสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย พระองค์ทรงอยู่เหนือสภาวการณ์ของสถานที่ ในขณะที่ไม่มีสรรพสิ่งใดที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมบริหารของพระองค์

หลังจากนั้น ท่านอิมามอะลี : ได้ถามเขาว่า “มาตรว่าฉันสามารถพิสูจน์ถึงสารธรรมคำสอนจากคัมภีร์ของท่านอย่างถูกต้องแม่นยำแล้วไซร้ ท่านจะยอมจำนนต่อสัจธรรมอิสลามไหม ?

ปุโรหิตยิว :- ตกลง

อิมามอะลี : ในคัมภีร์เล่มหนึ่งของท่านได้กล่าวไว้เช่นนี้ใช่ไหมว่า “วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านศาสดามูซา บุตรของอิมรอน กำลังนั่งอยู่นั้น ได้มีมลาอิกะฮฺจากทางทิศตะวันออกมาหาเขา เขาจึงถามมลาอิกะฮฺตนนั้นว่า “ท่านมาจากไหน ?” มลาอิกะฮฺได้ตอบว่า “ฉันมาจากอัลลอฮฺ”

หลังจากนั้น มีมลาอิกะฮฺอีกตนหนึ่งมาจากทิศตะวันตกได้มาหาท่านอีก ท่านศาสดามูซา : ได้ถามว่า “ท่านมาจากไหน ?” คำตอบของเขาก็คือ “ฉันมาจากอัลลอฮฺ”

หลังจากนั้น มลาอิกะฮฺอีกตนหนึ่งได้มาหาท่านอีก และท่านศาสดามูซาก็ได้ถามเขาว่า “ท่านมาจากไหน ?” เขาได้ตอบว่า “ฉันมาจากแผ่นดินชั้นที่เจ็ด และมาจากอัลลอฮฺ”

คำตอบของมลาอิกะฮฺทั้งสามได้สร้างความมหัศจรรย์ใจแก่ท่านศาสดามูซา : ยิ่งนัก ทำให้ท่านกล่าวขึ้นว่า “มหาบริสุทธิ์ยิ่งนัก พระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งไม่มีสถานที่ใดที่ว่างเว้นไปจากพระองค์ และไม่มีสถานที่ใดที่ไม่มีพระองค์ (พระองค์ทรงดำรงอยู่ในทุกสถานที่)”

หลังจากท่านอิมามอะลีกล่าวจบ ปุโรหิตชาวยิวผู้นั้นจึงกล่าวขึ้นว่า :-
“ฉันขอปฏิญาณว่าสิ่งที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดนั้นถูกต้องสอดคล้องกับคัมภีร์ของเรา
และแท้จริง ท่านคือผู้ที่มีฐานภาพคู่ควรต่อตำแหน่งตัวแทนของศาสนทูตของท่าน” (อิหฺติญาจญ์ เฏาะบัรฺซีย์ เล่ม 2 หน้า 313)

เหตุการณ์ที่ละม้ายคล้ายคลึงกันนี้

อนัส อิบนุมาลิก รายงานว่า “ภายหลังจากการอสัญกรรมของท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ของท่าน)แล้ว ได้มีชาวยิวคนหนึ่งเดินทางมายังนครมะดีนะฮฺเพื่อแสวงหาความจริงเกี่ยวกับอิสลาม เมื่อเดินทางไปถึงที่นั่น เขาได้แจ้งความประสงค์ถึงการเดินทางมาในครั้งนี้ว่าเขาปรารถนาที่จะพบกับบุคคลที่สามารถชี้นำและให้คำตอบเกี่ยวกับอิสลามแก่เขาได้ดีที่สุด ซึ่งชาวเมืองมะดีนะฮฺได้แนะนำให้เขาไปพบกับท่านอบูบักรฺ

เมื่อได้เข้าพบท่านอบูบักรฺ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ฉันมีคำถามและข้อสงสัยที่จะไต่ถามมากมาย ซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถตอบข้อสงสัยเหล่านี้ได้ นอกจากผู้เป็นศาสดาของท่าน และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนของเขาเท่านั้น”

อบูบักรฺ :ขอให้ท่านถามมาได้เลย

ชาวยิว :“อะไรบ้างที่พระเจ้าไม่มี ?” (อัลลอฮฺไม่ทรงมีอะไร ?)
“อะไรบ้างที่ไม่มีอยู่ ณ พระเจ้า ?” (ณ อัลลอฮฺ ไม่มีอะไร ?)
“อะไรบ้างที่พระเจ้าไม่ทรงรู้ ?” (อัลลอฮฺไม่ทรงรู้อะไร ?)

คำถามดังกล่าวได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับอบูบักรฺขึ้นมาทันที พร้อมกันนั้น เขาได้กล่าวขึ้นว่า “นี่เป็นคำถามของพวกที่ไม่มีศาสนา” พร้อมกับตัดสินใจที่จะสั่งให้ประหารชีวิตชาวยิวผู้นั้น ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของผู้ที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น

ท่านอิบนุอับบาสซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยจึงได้กล่าวคัดค้านขึ้นว่า “เป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมสำหรับเขา”

อบูบักรฺ :“ท่านไม่ได้ยินหรือว่าเขาพูดอะไรออกมา ?”

อิบนุอับบาส “ขอให้ท่านตอบคำถามไปตามความรู้ความสามารถของท่านเถิด หรือมิฉะนั้น ก็โปรดนำเขาไปพบกับอะลี : เพื่อที่อะลีจะได้ขจัดข้อสงสัยให้กับเขา เพราะฉันเคยได้ยินท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงประสาทพรแด่ท่านและวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ของท่าน) เคยกล่าวเกี่ยวกับอะลี อิบนุอบีฏอลิบ : ว่า :-“โอ้ อัลลอฮฺ โปรดชี้นำดวงใจของเขา และทรงทำให้ลิ้นของเขายืนหยัดอย่างมั่นคง (บนหนทางแห่งสัจธรรม) ด้วยเทอญ”

อบูบักรฺและผู้ที่อยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นจึงได้พร้อมใจเดินทางไปพบท่านอิมามอะลี :

เมื่อไปถึง อบูบักรฺจึงกล่าวกับท่านอิมามอะลี ว่า :-
“โอ้ อบัลหะสัน คำถามของยะฮูดีย์ผู้นี้เหมือนกับพวกซินดีก (พวกปฏิเสธพระเจ้า) หรือพวกที่ไม่มีศาสนา”

อิมามอะลี : จึงได้หันไปถามชาวยิวผู้นั้นว่า “ท่านมีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรหรือ ?”

ยะฮูดีย์ : “ข้อสงสัยของฉันไม่มีใครสามารถจะขจัดมันได้ นอกจากศาสดาและผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของเขาเท่านั้น”

อิมามอะลี : “ถ้าเช่นนั้น โปรดถามมาเถิด”

ยะฮูดีย์ผู้นั้นจึงได้ทวนคำถามที่เคยถามท่านอบูบักรฺ

อิมามอะลี :“สิ่งที่อัลลอฮฺไม่ทรงรู้ก็คือ สิ่งที่พวกท่านชาวยะฮูดีย์ทั้งหลายพากันกล่าวว่า “อุซัยร์” เป็นบุตรชายของพระองค์” อัลลอฮฺไม่ทรงรับรู้ว่าพระองค์ทรงมีบุตร”
“และสิ่งที่ไม่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺ ก็คือความอยุติธรรมและความฉ้อฉล ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้จะไม่ปรากฏอยู่ในพระองค์อย่างสิ้นเชิง”
“และสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ทรงมี ก็คือ ภาคี เพราะพระองค์คือผู้ทรงดำรงอยู่อย่างเอกะปราศจากภาคีใด ๆ ทั้งสิ้น”

ภายหลังจากที่ยะฮูดีย์ผู้นั้นได้รับฟังคำตอบทั้งสามแล้ว เขาจึงได้กล่าวคำปฏิญาณตน (ชะฮาดะตัยน์) เข้ารับอิสลามทันที ในขณะเดียวกัน อบูบักรฺและผู้ที่อยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นต่างเห็นพ้องต้องกันให้ตั้งฉาญานามอิมามอะลี : ว่า :-
“ผู้ขจัดความวิตกกังวล”

6. อิมามศอดิกกับพวกลัทธิวัตถุนิยม

ประเด็นสนทนา :ปรัชญาและวิชาการ

นักปราชญ์แนววัตถุนิยมและปฏิเสธสิ่งพ้นญาณวิสัยคนหนึ่งได้ไปพบท่านอิมามศอดิก : และได้หยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาสนทนากับท่านอย่างมากมาย ซึ่ง ณ ที่นี้ เราจะขอหยิบยกมานำเสนอเพียงบางส่วนเท่านั้น

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- “ผู้คนเหล่านี้เคารพภักดีพระเจ้าที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นกันได้อย่างไร ?”

อิมามศอดิก :- “ดวงใจที่ใสสว่างด้วยรัศมีแห่งศรัทธา จะสามารถมองเห็นพระองค์”
“ปัญญาที่ตื่นตลอดเวลา จะสามารถพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระองค์ ประหนึ่งดวงตาที่มองเห็นพระองค์กระนั้น”
“ยิ่งไปกว่านั้น ดวงตาที่มองเห็นระบบแห่งการสรรสร้างที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนพิถีพิถันของโลกและจักรวาลจะ (ใคร่ครวญจนกระทั่ง) สามารถมองเห็นพระองค์”
“นอกจากนี้ บรรดาศาสดาที่ถูกประทานมาพร้อมกับเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์แห่งการเป็นศาสนทูตของพระองค์ และคัมภีร์แห่งฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยสารธรรมคำสอนอันลึกซึ้งตรึงใจ ถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า”

“เพียงแค่ปวงปราชญ์ ปัญญาชน และผู้มีสติปัญญาทั้งหลายได้คิดใคร่ครวญถึงผลงานแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พวกเขาจะต้องยอมจำนนถึงการมีอยู่ของพระองค์ โดยไม่จำเป็นต้องมองเห็นพระองค์”

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- “พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงเดชานุภาพที่จะสำแดงอาตมันของพระองค์ให้มนุษย์ได้ประจักษ์ เพื่อพวกเขาจะได้มองเห็นและรู้จักพระองค์ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเคารพภักดีพระองค์จากผลแห่งความศรัทธาและเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมนั้นหรืออย่างไร ?”

อิมามศอดิก :- “เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (มะหาล) และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ย่อมไม่มีคำตอบแต่อย่างใด” ( ปรากฏการณ์หรือสิ่ง ๆ หนึ่งจะอุบัติขึ้นมาได้ จะต้องอาศัยองค์ประกอบและเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก สิ่งนั้นจะต้องมีความเป็นไปได้หรือมีศักยภาพที่จะบังเกิดขึ้นมา ประการที่สอง อำนาจที่สามารถทำให้สิ่งนั้นบังเกิดขึ้นมาได้จะต้องควบคู่กับศักยภาพ ดังนั้น การมีอยู่ของอำนาจที่ปราศจากศักยภาพที่จะทำให้สิ่งหนึ่งบังเกิดขึ้นมา ย่อมไม่มีผลที่จะทำให้ปรากฏการณ์อุบัติขึ้นมาได้ ดังนั้น สิ่งที่สติปัญญาไม่อาจจะยอมรับได้ถึงการบังเกิดขึ้นมาของสิ่งนั้น สาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากมันไม่มีศักยภาพและความเป็นไปได้ที่จะบังเกิดขึ้นมา หาใช่ว่าพระผู้เป็นเจ้ามิทรงมีเดชานุภาพแต่อย่างใดไม่)

ตำแหน่งศาสดา

นักลัทธิวัตถุนิยม :- “ท่านจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานศาสดาและศาสนทูตของพระองค์ลงมา ?”

อิมามศอดิก :- ด้วยกับข้อพิสูจน์ที่เป็นหลักตรรกะเบื้องต้นดังต่อไปนี้คือ :-
ก. จะต้องมีผู้สร้างทั้งมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย และผู้สร้างจะต้องเป็นผู้ที่มีพลังอำนาจและเดชานุภาพอย่างแท้จริง
ข. ผู้ที่สร้างโลกและจักรวาลจะต้องเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งวิทยญาณ พระองค์จะไม่ทรงปฏิบัติภารกิจใด ๆ ที่เหลวไหลและไร้สาระ
ค. ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มนุษย์ทั้งหมดติดต่อเพื่อขอรับคัมภีร์ที่เป็นธรรมนูญสูงสุดจากพระผู้เป็นเจ้าเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตให้เกิดความสันติสุขอย่างแท้จริงได้

ด้วยหลักตรรกะข้างต้น จำเป็นอย่างยิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าจะต้องเลือกสรรศาสนทูตเพื่อทำหน้าที่เรียกร้องเชิญชวนและชี้นำประชาชนให้บรรลุสู่ความสูงส่งและสมบูรณ์ เพราะมิฉะนั้นแล้ว เป้าหมายและเจตนารมณ์ที่แท้จริงในการสรรสร้างมนุษย์ของพระองค์จะประสบกับความล้มเหลว และการสรรสร้างของพระองค์ก็จะกลายเป็นสิ่งเหลวไหลและไร้สาระ”

ความเสื่อมสลายของวัตถุ

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- สรรพสิ่งทั้งหลายถูกสร้างจากอะไร ?

อิมามศอดิก :- ทุกสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นมาจากความเป็นศูนย์ พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากที่ไม่เคยมีมาก่อน

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- เป็นไปได้อย่างไรกันที่สรรพสิ่งทั้งหลายจะถือกำเนิดขึ้นมาจากความเป็นศูนย์หรือไม่เคยมีมาก่อน ?

อิมามศอดิก :- สรรพสิ่งที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้จะไม่ออกนอกเหนือไปจากข้อสันนิษฐาน 2 ประการต่อไปนี้
1. สรรพสิ่งทั้งหลายบังเกิดขึ้นมาจากสสารหรือวัตถุหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม หรือ
2. สรรพสิ่งทั้งหลายเพิ่งจะบังเกิดขึ้นภายหลังจากที่โลกได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว

สันนิษฐานแรกนั้น ไม่อาจเป็นไปได้ด้วยเหตุผลและข้อพิสูจน์ 3 ประการต่อไปนี้คือ
1. มาตรว่าทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้มีมาแต่ดั้งเดิมและจะดำรงอยู่อย่างจีรังยั่งยืนโดยไม่เสื่อมสลายแล้วไซร้ ย่อมขัดแย้งกับความเป็นสิ่งที่ถูกถือกำเนิดขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากนั้น ทุกสรรพสิ่งยังต้องการผู้สร้างหรือผู้ให้กำเนิด (สาเหตุหรืออิลละฮฺ) ที่เป็น “วาญิบุลวุญูด” (สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีและดำรงอยู่ หรืออัตภาวะ ซึ่งในที่นี้หมายถึงพระผู้เป็นเจ้า) ผู้ทรงดำรงอยู่ด้วยอาตมัน (ซาต) ของพระองค์เอง และความสูญสลายไม่อาจจะแผ้วพานพระองค์ได้

2. วัตถุธาตุหรือสรรพสิ่งทั้งหลายมิใช่อื่นใด นอกจาก “สสาร” (เญาฮัรฺ หรือ Substance) และไม่มากไปกว่าหนึ่งสี ดังนั้น รูปลักษณ์และสีสันอันหลากหลายเหลือคณานับที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? (ผู้ที่สนใจจะศึกษาเพิ่มเติม สามารถค้นหาได้จากหนังสือ “ปรัชญาของเรา” (ฟัลสะฟะตุนา) ในหัวข้อ “วัตถุธาตุที่อยู่ภายใต้กรอบของฟิสิกส์” ตั้งแต่หน้า 542 – 555)

3. มาตรว่าสสารหรือสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงคงอยู่เคียงคู่กับโลกนี้มาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้วไซร้ เหตุใดความตายหรือความเสื่อมสลายจึงสามารถแผ้วพานมันได้ แต่มาตรว่าโดยสารัตถะ สรรพสิ่งทั้งหลายมิได้มีชีวิตดำรงอยู่คู่กับโลกตั้งแต่ดั้งเดิมแล้วไซร้ ชีวิตจะจุติหรือถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร ?
และมาตรว่าสิ่งมีชีวิตบังเกิดมาจากองค์ประกอบที่มีชีวิต ส่วนสิ่งไม่มีชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาจากองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต กรณีเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งที่ไม่อาจมีชีวิตด้วยตัวของมันเอง จะสามารถมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมได้อย่างไร ทั้งนี้เนื่องจากสิ่งที่ไร้ชีวิตและจิตวิญญาณไม่อาจดำรงคงอยู่ได้ และจะต้องประสบกับความสูญสลายอย่างแน่นอน (และความหมายข้างต้นขัดแย้งกับนัยของคำว่า “มีมาแต่ดั้งเดิม” กล่าวคือ การดำรงอยู่กับการไม่จำเป็นต้องอาศัยผู้ให้กำเนิด (อิลละฮฺ) เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง) (โปรดคิดใคร่ครวญและตริตรอง)

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- มาตรว่าคำอธิบายของท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไซร้ เหตุใดจึงกล่าวกันว่าสรรพสิ่งที่มีอยู่บนโลกนี้จะต้องมีวันสูญสลาย ?

อิมามศอดิก :- นั่นเป็นความเชื่อของกลุ่มชนที่ปฏิเสธว่าไม่มีผู้ที่คอยควบคุมบริหารโลกและจักรวาล และปฏิเสธบรรดาศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าต่างหากเล่า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังถือว่าคัมภีร์ที่พระองค์ทรงประทานมายังศาสนทูตทั้งหลายนั้นเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล และศาสนทูตเหล่านั้นได้เสกสรรปั้นแต่งศาสนาขึ้นมาตามอำเภอใจของตนเองต่างหาก

ในขณะที่สรรพสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏบนโลกนี้ล้วนถือเป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงการถูกบังเกิดขึ้นมาทั้งสิ้น การหมุนของโลกก็ดี กาลเวลาที่ผันเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามครรลองของมันก็ดี ฤดูกาลที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในรอบปีก็ดี ตลอดจนปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ เช่นปริมาณที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง (เช่น ปรากฏการณ์น้ำขึ้น – น้ำลง เป็นต้น) ความตาย ความสูญสลาย นอกจากนี้ จิตใต้สำนึกของมนุษย์เองที่ยอมจำนนว่าไม่มีใครสามารถลิขิตชีวิตของตนเองได้ สิ่งดังกล่าวข้างต้น ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าโลกใบนี้จะต้องถูกบังเกิดขึ้นมา และยังถือเป็นหลักฐานด้วยว่าจะต้องมีพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างอย่างแน่นอน

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้น ก่อนที่จะสร้างโลกนี้ขึ้นมา ผู้สร้างมีความรอบรู้ในสิ่งที่จะสร้างกระนั้นหรือ ?

อิมามศอดิก :- แน่นอน พระผู้เป็นเจ้าทรงรอบรู้ตั้งแต่ดั้งเดิม พระองค์จะทรงสร้างทุกสรรพสิ่งจากความรอบรู้อย่างอสงไขยของพระองค์

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- พระผู้เป็นเจ้ามีเรือนร่างและอวัยวะที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร ?

อิมามศอดิก :- คำถามหรือโจทย์ในทำนองนี้ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เนื่องจากโดยสารัตถะแล้ว คำว่าความแตกต่างหรือความเหมือนในพระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ปรากฏอยู่ในพระองค์ เพราะคำถามเกี่ยวกับความเหมือนหรือความต่างในด้านเรือนร่างและอวัยวะนั้นจะใช้ในกรณีของสรรพสิ่งที่มีคุณลักษณะเป็นส่วนสัดเท่านั้น เช่นคำถามที่ว่า “เรือนร่างหรืออวัยวะของสิ่งนั้นกับสิ่งนี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกัน ?”

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- ถ้าเช่นนั้น นัยของคำว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงเอกะหมายความว่าอย่างไร ?

อิมามศอดิก :- นัยของคำว่า “พระผู้เป็นเจ้าทรงเอกะ” หมายถึงอาตมันของพระองค์ทรงเอกะเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ ในขณะที่สรรพสิ่งทั้งหลายที่ท่านจินตนาการนั้น ล้วนประกอบไปด้วยเรือนร่างและอวัยวะทั้งสิ้น นอกจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะเท่านั้นที่ไม่มีจินตนาการใด ๆ ที่จะสามารถจำแนกพระองค์ออกเป็นเรือนร่างและอวัยวะได้อย่างสิ้นเชิง

ปรัชญาแห่งการสร้างสรรค์

พวกลัทธิวัตถุนิยม :- เมื่อพิจารณาถึงนัยของคำว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงพึ่งพาอาศัยสรรพสิ่งใด ๆ เพื่อให้พระองค์ได้บังเกิดขึ้นมา นอกจากนั้น พระองค์มิได้อยู่ภายใต้อิทธิพลและการบีบบังคับใด ๆ และพระองค์ไม่ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายโดยไร้เป้าหมาย ไร้ทิศทาง ถ้าเช่นนั้น อะไรคือปรัชญาแห่งการสรรสร้างของพระองค์ ?

อิมามศอดิก :- พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อที่จะสำแดงให้เป็นที่ประจักษ์ถึงเดชานุภาพ วิทยปัญญา และความรอบรู้ที่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนของพระองค์ และเพื่อที่จะทรงควบคุมบริหารให้เป็นไปตามครรลองแห่งระบบของพระองค์