อย่างไรก็ตาม พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงบิดพลิ้วพันธสัญญาและบ่ายเบี่ยงจากการบริหารกิจการโลกนี้ให้แปรเปลี่ยนเป็นอื่นอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากโลกและจักรวาลถูกบริหารอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่แน่นอนและสม่ำเสมอ และด้วยความรอบรู้อย่างแท้จริงของพระองค์นั่นเองที่ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ในการบริหารโลกอย่างมีระเบียบแบบแผนและสม่ำเสมอ พระองค์ทรงบัญญัติกฎเกณฑ์ทุกอย่างขึ้นมาเพื่อเป็นคุณประโยชน์โดยรวมของชาวโลกทั้งสิ้น ไม่มีกฎเกณฑ์ใดที่ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างไร้สาระ

ปรัชญาของความตาย

กฎเกณฑ์หนึ่งตามทัศนะของกลุ่มชนที่โง่เขลาเบาปัญญาเชื่อว่ามิได้ให้สารประโยชน์และคุณค่าใด ๆ แก่มนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังถือว่ามีแต่จะก่อให้เกิดโทษต่อมนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย นั่นก็คือ “ความตาย”
แต่โดยสารัตถะแล้ว ความตายสามารถให้คุณค่าและสาระประโยชน์อย่างแน่นอน ถ้าปราศจากความตาย มนุษยชาติจะต้องสูญพันธ์อย่างแน่นอน นักวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยโบราณต่างเคยประสบความผิดหวังมามากแล้วที่ไม่สามารถสกัดกั้นมนุษย์มิให้พบกับความตายได้ และฉันขอกล่าวเตือนนักวิทยาศาสตร์ในอนาคตข้างหน้าว่าจงอย่าได้ใช้ความเพียรพยายามใด ๆ ในการที่จะยับยั้งความตายให้รอดพ้นไปจากมนุษย์เลย ( จากคำเตือนของท่านอิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) นี่เอง ทำให้เราได้รำลึกถึง “อเลกซิส คาร์ล” ที่เขาได้ใช้ความพยายามเพื่อหยุดยั้งความตายจากมนุษย์ ถึงแม้ว่าความพยายามดังกล่าวจะมีคุณค่าอยู่บ้างก็ตาม แต่ทว่า เขาไม่สามารถที่จะบรรลุสู่เป้าหมายนั้นได้ ในที่สุด เขาต้องสิ้นหวังและล้มเลิกความคิดที่จะทำลายความตายให้อันตรธานหายไปจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง !)

โอ้ อบูชากิรฺ ขอให้ท่านหยุดคิดสักนิดหนึ่งเถิด
ขอให้ท่านตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า มาตรแม้นว่าไม่มีความตายอยู่ในโลกนี้ และมนุษย์รู้ว่าพวกเขาจะมีชีวิตอย่างอมตะนิรันดรกาล ในสภาพเช่นนี้ (มนุษย์จะยิ่งเต็มได้ด้วยความหยิ่งผยองลำพองตน) พวกกดขี่ฉ้อฉลก็จะยิ่งตักตวงและกอบโกยผลประโยชน์อย่างอธรรม เพื่อที่จะได้เสวยสุขบนกองทุกข์ของผู้ยากไร้อย่างยาวนานตลอดไป และเมื่อใดก็ตามที่บรรดาผู้ยากไร้ที่อ่อนแอกล้าที่จะขัดขืนลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและต่อสู้ พวกเขาจะต้องปราบปรามให้หมอบราบคาบ...และด้วยสาเหตุที่ผู้คนเหล่านั้นสามารถสั่งสมอำนาจบารมีเอาไว้อย่างเหลือล้น พวกเขาจึงต้องคิดวางแผนการที่จะทำลายกลุ่มชนที่มีอำนาจบารมีที่ด้อยกว่าหรือลดหลั่นลงมา (เข้าทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก) หลังจากนั้น พวกที่มีอำนาจบารมีทัดเทียมกันก็จะฟาดฟันและห้ำหั่นกันจนกว่าจะคงเหลือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และท่านลองตั้งสมมุติฐานต่อไปอีกว่าเมื่อบุคคลผู้นั้นสามารถมีชีวิตยืนยาวตราบเท่าอายุขัยของโลกนี้จะหาไม่แล้ว ในที่สุด มนุษยชาติทั้งหลายก็จะต้องสูญพันธ์อย่างไม่ต้องสงสัย

สมมุติฐานอีกประการหนึ่งก็คือ ในกรณีที่ความตายไม่สามารถจะเข้ามาแผ้วพานพวกเขา และมนุษยชาติก็ไม่สูญพันธ์ไปจากโลกนี้ แน่นอนว่าในระยะเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปีเท่านั้นจำนวนประชากรจะต้องล้นโลกอย่างแน่นอน และไม่เพียงแต่พวกเขาจะทำสงครามเพื่อแย่งชิงสิงสาราสัตว์ทุกชนิดมาเป็นอาหารเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อส่ำสัตว์ต้องสูญพันธ์ไปจากโลกนี้จนหมดสิ้นแล้ว มนุษย์จะต้องหันหน้าเข้ามาห้ำหั่นกันเพื่อเย่งชิงเนื้อมนุษย์ด้วยกันมาเป็นอาหารประทังความหิวโหย !

อบูชากิรฺ : คำพูดของท่านเกี่ยวกับความตาย ทำให้ฉันต้องฉงนและมึนงงยิ่งนัก !!

อิมาม : เพราะเหตุใดหรือ ?

อบูชากิรฺ : นัยและความหมายของมันก็คือ เราจะต้องรีบเร่งฆ่าตัวตายให้เร็วไวที่สุด เพราะเจตนารมณ์และความพึงพอพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้าก็คือการสิ้นสุดหรือจบชีวิตของมนุษย์ ฉะนั้น ยิ่งเราประสบกับความตายรวดเร็วมากเท่าไร ก็จะยิ่งสร้างความพึงพอพระทัยให้พระองค์มากขึ้นเท่านั้น ? !

ความตายอย่างปัจจุบันทันด่วน

อิมาม : ผู้ที่ฆ่าตัวตาย เท่ากับเขาได้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์และบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า เพราะพระองค์ทรงบัญชาให้มนุษย์พยายามรักษาชีวิตของตนเท่าที่กำลังความสามารถของเขาจะพึงมี ทั้งนี้เพื่อให้ดำเนินไปตามปรัชญาแห่งการสรรสร้างมนุษยชาติ และเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง และหนทางหนึ่งที่จะรักษาชีวิตของเราให้ยืนยาวก็คือการไม่สร้างความสุดโต่งในด้านการบริโภค เพราะสิ่งนี้จะช่วยทำให้อายุขัยโดยปกติของมนุษย์ยืนยาว ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ ปู่ทวดผู้เป็นบรรพชนของฉันได้วจนะไว้ว่า :-จงอย่าสร้างท้องของท่านให้เป็นสุสานของส่ำสัตว์”

อบูชากิรฺ : อะไรคือความหมายของประโยคดังกล่าว ?

อิมาม : หมายถึงท่านทั้งหลายจงอย่าบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากมาย

อบูชากิรฺ : โดยส่วนตัวแล้ว ฉันเป็นคนที่ชอบรับประทานเนื้อเป็นอย่างมาก และไม่อาจจะละเว้นได้เลย

อิมาม : ฉันไม่ได้กล่าวว่ามิให้บริโภคเนื้ออย่างสิ้นเชิง เพียงแต่จงอย่าพยายามรับประทานในปริมาณที่มากเท่านั้น

อบูชากิรฺ : เพราะเหตุใดหรือ ?

อิมาม : เพราะการรับประทานเนื้อในปริมาณมาก ๆ สำหรับบางคน อาจจะทำให้เขาต้องประสบกับความตายอย่างปัจจุบันทันด่วนได้ (เช่นโรคหัวใจวาย (Heart Attack) หรือโรคเส้นโลหิตในสมองแตก (Apoplectic) เป็นต้น = ผู้แปล)

อบูชากิรฺ : นับเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องราวทำนองนี้

อิมาม : ฉันไม่ได้กล่าวว่าการรับประทานเนื้อจะมีผลทำให้มนุษย์ประสบกับความตายอย่างปัจจุบันทันด่วน สิ่งที่ฉันกล่าวข้างต้นก็คือการรับประทานเนื้อในปริมาณมาก ๆ สำหรับคนส่วนหนึ่ง ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่าการบริโภคเนื้ออย่างมากมาย แต่ไม่ทำให้บุคคลผู้นั้นต้องตายอย่างกะทันหันก็ได้

อบูชากิรฺ : ความตายอย่างปัจจุบันทันด่วนที่ท่านกล่าวมานั้นหมายความว่าอย่างไร ?

อิมาม : บุคคลที่เมื่อมองดูผิวเผินเพียงรูปกายภายนอก เขาอาจจะเป็นคนที่มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เขาป่วยเป็นโรคบางชนิดและจะต้องเป็นลมสิ้นสติก่อนที่จะประสบกับความตายอย่างปัจจุบันทันด่วนในที่สุด

อบูชากิรฺ : เป็นไปได้อย่างไร ?

อิมาม : มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่มีโรคอยู่ภายในโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บเหล่านั้นมิได้สำแดงผลข้างเคียงใด ๆ ออกมาก่อนหน้าที่ความตายจะมาเยือนพวกเขา

อบูชากิรฺ : ฉันไม่อาจจะยอมรับได้ว่ามนุษย์จะต้องตายอย่างปัจจุบันทันด่วน ทั้ง ๆ ที่ (เมื่อพิจารณาจากภายนอก) เขามิได้มีโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ อาจจะเป็นไปได้สำหรับในกรณีของผู้ที่ตายในสนามรบ หรือกรณีทะเลาะวิวาทกัน

อิมาม : ตราบเท่าที่ยังมิได้เห็นด้วยตา ท่านก็ยังคงปฏิเสธถึงการมีอยู่ของมันอยู่นั่นเอง และเนื่องจากท่านยังไม่เคยได้ประสบพบเห็นผู้ที่ตายอย่างปัจจุบันทันด่วนนี่เอง ทำให้ท่านไม่เชื่อในสิ่งดังกล่าว ดังนั้น ขอให้ท่านรับรู้ด้วยเถิดว่าความตายดังกล่าวนั้นเกิดจากสาเหตุ 3 ประการด้วยกันคือ จากสมอง หัวใจ และเลือด ( วิทยาการด้านการแพทย์ปัจจุบันยอมรับกันอย่างแพร่หลายแล้วว่าความตายอย่างปัจจุบันทันด่วนนั้นมี 3 ประการใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ :-
ก. สมอง เช่นเส้นเลือดตีบตันในสมองจนเลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของสมองได้ หรือกรณีที่เลือดคั่งในสมอง
ข. เส้นเลือดของหัวใจตีบ ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้ หรือเซลล์หัวใจไม่มีอาหารมาหล่อเลี้ยงเนื่องจากการฉีกขาดของเส้นเลือด
ค. เกิดจากตัวของเลือดเอง กล่าวคือในกรณีที่ก้อนเลือดเข้าไปอุดตันภายในเส้นเลือด ทำให้มันไม่สามารถไหลเวียนและเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ได้


อบูชากิรฺ : เหตุใดที่สมอง หัวใจ และโลหิตจึงมีผลทำให้มนุษย์ต้องตายอย่างปัจจุบันทันด่วน ?

อิมาม : ขั้นสุดท้ายของความตายอย่างปัจจุบันทันด่วนทุกชนิดเกิดจากกรณีที่เลือดมีความเข้มข้นเกินกว่าภาวะปกติทั่วไป และสาเหตุที่ทำให้เลือดข้นเกินภาวะปกติก็เนื่องจากการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ รวมทั้งอาหารจำพวกที่ให้พลังงานสูง (Calory) ในปริมาณที่มากกว่าปกติ และเมื่อสภาวะของเลือดมีความข้นสูงแล้ว ความตายอย่างกะทันหันจะอุบัติขึ้นในสมอง หัวใจ หรือในส่วนของเลือดนั่นเอง
เราจะไม่พบความตายในลักษณะเช่นนี้ในหมู่ชาวอาหรับเบดูอิน ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาไม่ค่อยบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารจำพวกที่ให้พลังงานสูงนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบางเผ่าพันธุ์จะรับประทานเนื้อสัตว์เพียงปีละครั้งเท่านั้น กล่าวคือในพิธีหัจญ์ที่มักกะฮฺ...
ในนครมะดีนะฮฺนี้ ท่านรู้จักใครบ้างที่มีอายุถึงหนึ่งร้อยปี ?

อบูชากิรฺ : ฉันไม่รู้จักบุคคลใดในเมืองนี้ที่มีอายุถึงหนึ่งร้อยปี

อิมาม : ก่อนหน้านี้ ในสมัยที่ชาวเมืองนี้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์และอาหารที่ให้พลังงานสูงในปริมาณที่มากกว่าปกติทั่วไปนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งชายและหญิงต่างมีอายุยืนยาวถึงหนึ่งร้อยปี...อย่างไรก็ตาม ถ้าหากท่านได้เดินทางออกไปในชนบทที่อยู่นอกเมืองมะดีนะฮฺซึ่งเป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชนเผ่าต่าง ๆ แล้ว ท่านจะได้พบเห็นผู้คนทั้งหญิงชายที่มีอายุถึงหนึ่งร้อยปีมีจำนวนมากมาย
การอุดตันของเส้นเลือดที่เกิดขึ้นกับผู้คนบางส่วนจะกลายเป็นสาเหตุของความตายอย่างกะทันหัน หรือมิฉะนั้นประชาชนโดยส่วนใหญ่มักจะประสบกับความแก่ชราเร็วกว่าผู้คนโดยทั่วไป และในที่สุด พวกเขาจะประสบกับความตายก่อนวัยอันสมควรเสมอ

สาเหตุแห่งความตาย

อบูชากิรฺ : อะไรคือสาเหตุแห่งความตายหรือ ?

อิมาม : สาเหตุแห่งความตายมีอยู่ด้วยกัน 2 ประการใหญ่ ๆ คือ
1. ความเจ็บไข้ได้ป่วย (โรคภัยไข้เจ็บ) ดังที่ฉันได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าผู้คนที่ประสบกับปัญหาเส้นเลือดอุดตัน ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเข้าใจว่าตนเองมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ แต่พวกเขาต้องประสบกับความตายเนื่องจากโรคภัยภายในที่มิได้สำแดงออกมาให้พวกเขาได้ทราบล่วงหน้านั่นเอง

2. ความชรา ถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์เพียงไรก็ตาม แต่ทว่า ความเฒ่าชะแรแก่ชราก็จะเข้ามาพรากชีวิตของพวกเขาไปในที่สุด เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวนี้ Hippocrates (ฮิพพอคราทีซ) แพทย์ชาวกรีก (หรือยูนาน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์) เคยกล่าวเอาไว้ว่าความชราถือเป็นโรคภัยไข้เจ็บชนิดหนึ่ง และในวันหนึ่งข้างหน้าถ้าหากมนุษย์สามารถค้นพบโอสถที่ใช้บำบัดโรคชรานี้ได้ พวกเขาจะไม่ประสบกับความตาย

อบูชากิรฺ : แต่แพทย์ในยุคปัจจุบันก็ยังไม่สามารถสกัดกั้นโรคนี้ได้

อิมาม : ใช่แล้ว และฉันมีความเชื่อมั่นว่าแพทย์ทุกยุคทุกสมัยจะไม่มีวันค้นพบโอสถเพื่อใช้สกัดกั้นโรคชรานี้ได้อย่างสิ้นเชิง

อบูชากิรฺ : ท่านทราบได้อย่างไรว่าโรคชราจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ?

อิมาม : เพราะความตายเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และวิทยปัญญา ความรอบรู้ และเดชานุภาพของพระองค์ จึงทรงประทานให้มนุษย์เกิดมา และให้พวกเขาประสบกับความตายในที่สุด...

อบูชากิรฺ : ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ผู้คนพากันกล่าวว่าศาสดาบางท่านก่อนหน้านี้มีอายุเป็นอมตะนิรันดร หมายความว่าอย่างไร ?

อิมาม : ท่านจงอย่าได้หลงเชื่อคำพูดดังกล่าว ตราบเท่าถึงปัจจุบัน ยังไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดมาแล้วไม่ประสบกับความตาย หรือถ้าหากว่าบุคคลผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่จนถึงขณะนี้ และจะไม่มีวันประสบกับความตายแล้ว คำพูดเหล่านั้นมิใช่อื่นใดนอกจากนิยายปรัมปราที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง...

อบูชากิรฺ : ฉันกำลังยับยั้งชั่งใจว่าถ้าหากฉันยอมจำนนในพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่อาจมองเห็นได้แล้ว ฉันจะยอมรับศาสดาของท่านด้วย แต่ในขณะที่ฉันยังไม่ศรัทธาในศาสดาของท่าน ฉันเคยได้ยินคัมภีร์อัลกุรฺอานบางโองการที่พระผู้เป็นเจ้าของท่านทรงดำรัสขัดแย้งกับคำพูดสุดท้ายของท่านที่กล่าวว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ๆ จะมีผลทำให้เลือดอุดตันและประสบกับความตายอย่างกะทันหัน ซึ่งฉันเชื่อมั่นว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเชื่อในคัมภีร์อัลกุรฺอานอย่างแน่นอน ?

อิมาม : แน่นอน เพราะมันคือพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า

อบูชากิรฺ : แล้วเหตุใดคำกล่าวของท่านจึงขัดแย้งกับพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าของท่านเองเล่า ?

อิมาม : ฉันได้กล่าวสิ่งใดที่ไปขัดแย้งกับพระดำรัสของพระองค์หรือ ?

อบูชากิรฺ : ฉันเคยได้ยินจากคัมภีร์อัลกุรฺอานว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องประสบกับความตายตามวาระที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ และพวกเขาจะไม่ถูกประวิงเวลาให้ล่าช้า หรือยืดเวลาให้เนิ่นนานแม้เพียงชั่วโมงเดียว (เกี่ยวกับวาระแห่งความตายนี้ คัมภีร์อัลกุรฺอานได้กล่าวไว้อย่างมากมายหลายโองการด้วยกัน ตัวอย่างเช่น “และในทุกประชาชาติมีวาระกำหนด (ที่ถูกลิขิตเอาไว้อย่างแน่นอน) ครั้นเมื่อวาระเวลาได้มาถึงพวกเขา พวกเขาจะหน่วงเหนี่ยวให้ล่าช้าสักชั่วโมงหนึ่งก็ไม่ได้ และจะรีบเร่งให้วาระนั้นมาถึงเร็วกว่ากำหนด (สักหนึ่งชั่วโมง) ก็ไม่ได้เช่นกัน” (อัลกุรฺอาน บทอัลอะอฺรอฟ 7 : 34 และนอกจากนี้ยังมีปรากฏอยู่ในบทยูนุส 10 : 49, อัลหิจญ์รฺ 15 : 5, อันนะหฺลุ 16 : 61, ฟาฏิรฺ 35 : 45)

อิมาม : ถูกต้อง นี่คือพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรฺอาน

อบูชากิรฺ : แล้วท่านมิได้กล่าวหรือว่า ใครก็ตามที่บริโภคเนื้อสัตว์และอาหารจำพวกไขมันในปริมาณมาก ๆ เขาจะประสบกับความตายก่อนที่วาระจะมาถึง ?

อิมาม : ถูกต้อง

อบูชากิรฺ : ด้วยเหตุนี้ คำพูดของท่านจึงขัดแย้งกับพระดำรัสของพระองค์

อิมาม : ประการแรก ฉันกล่าวว่าในหมู่ผู้คนจำนวนหนึ่งที่บริโภคเนื้อสัตว์และอาหารจำพวกไขมันในปริมาณมาก ๆ เป็นไปได้ที่พวกเขาจะประสบกับเลือดอุดตันและพบกับความตายในที่สุด ฉันมิได้หมายถึงผู้คนทั้งหมดแต่อย่างใด
ประการที่สอง อายุขัยที่เป็นไปตามธรรมชาติกับอายุขัยที่มนุษย์เป็นผู้ทำให้มันสั้นลงด้วยตัวของเขาเองนั้นย่อมมีความแตกต่างกัน พระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงตรัสว่า “ทุกชีวิตจะต้องลิ้มรสกับความตายตามที่พระองค์ทรงลิขิตวาระไว้” (1. เกี่ยวกับกรณีนี้ คัมภีร์อัลกุรฺอานได้กล่าวไว้ในหลายโองการด้วยกัน ตัวอย่างเช่น “ทุกชีวิตจะต้องลิ้มรสกับความตาย แล้วพวกเจ้าจะถูกนำกลับมายังเรา” (อัลกุรฺอาน บทอัลอังกะบูต 29 : 57 และนอกจากนี้ยังมีปรากฏในบทอาลิอิมรอน 3 : 185, บทอัลอัมบิยาอ์ 21 : 35) นั้น เกี่ยวข้องกับอายุขัยที่เป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนผู้ที่ทำลายหรือฆ่าตัวตาย มิได้อยู่ในเงื่อนไขของโองการที่พระองค์ทรงกล่าวถึงวาระสุดท้ายของอายุขัยที่ไม่มีผู้ใดจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่อย่างใด

พระผู้เป็นเจ้าอาจจะทรงกำหนดวาระแห่งอายุขัยของบุคคลหนึ่งไว้ที่ 80 , 90 หรือ 100 ปี แต่เนื่องจากเขาตัดสินใจใช้กริชหรือมีดสั้นจบชีวิตของตนตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม
เช่นเดียวกับผู้คนที่บริโภคเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มีปริมาณไขมันสูงเป็นประจำจนทำให้เลือดไปอุดตันในสมองหรือหัวใจหรือในเส้นเลือด ในกรณีเช่นนี้ก็เท่ากับเขาได้ตระเตรียมการที่จะสังหารตัวของเขานั่นเอง (การสนทนาในประเด็นข้างต้นทั้งหมด และในประเด็นที่ 4 (อินชาอัลลอฮฺ สำหรับท่านที่สนใจคงจะได้ติดตามอ่านเมื่อถึงประเด็นนี้) ที่คัดมาจากหนังสือ “มันสมองของนักคิดชีอะฮฺ” ซึ่งได้รวบรวมทฤษฎีและแนวคิดของนักปราชญ์ ปัญญาชนและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จำนวน 25 ท่าน ซึ่งถูกถ่ายทอดเป็นภาษาเปอร์เซียโดย “ซะบีหุลลอฮฺ มันศูรีย์” ส่วนหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่ได้นำเสนอ ณ ที่นี้ ล้วนได้รับการตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องและเชื่อถือได้ ถึงแม้ว่าสายรายงานบางส่วนจะมีปัญหาอยู่บ้างก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากประเด็นสนทนาทั้งสองมิได้ถูกบันทึกอยู่ในตำราหะดีษชั้นนำแต่อย่างใดนั่นเอง)



3. อิมามริฎอ (อลัยฮิสลาม)กับซินดีก(ผู้ปฏิเสธพระเจ้า)

ประเด็นสนทนา : ผู้สร้างโลก

สาวกคนหนึ่งของท่านอิมามอะลี ริฎอ (อลัยฮิสลาม) กล่าวว่า วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านอิมามริฎอกำลังนั่งสนทนากับประชาชนอยู่นั้น ได้มีซินดีกคนหนึ่งเข้ามาพบท่าน หลังจากกล่าวต้อนรับทักทายและรู้ถึงเป้าหมายในการมาของเขาแล้ว ท่านอิมามจึงกล่าวขึ้นว่า

“มาตรว่าการปฏิเสธพระเจ้าของท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ท่านจะยอมรับไหมว่าผลลัพธ์บั้นปลายของเราทั้งสองย่อมเสมอเหมือนกัน การเคารพภักดี การนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต (ทานภาคบังคับ) และการเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าและโลกหน้าจะไม่สร้างความเสียหายและอันตรายใด ๆ แก่เราแม้แต่น้อย ? !”

ซินดีกผู้นั้นนิ่งเงียบ

ท่านอิมาม : จึงกล่าวต่อไปว่า “แต่มาตรว่าความเชื่อในการมีพระเจ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ท่านจะยอมรับไหมว่า ท่านจะต้องประสบกับความหายนะ ในขณะที่เราจะเป็นผู้ที่รอดปลอดภัย ? !”

นอกจากผู้ปฏิเสธพระเจ้า (ซินดีก) คนนี้จะไม่ตอบคำถามที่สองของท่านอิมามแล้ว เขายังเลี่ยงไปกล่าวในทำนองเย้ยหยันและย้อนกลับว่า “ขอให้ท่านได้รับความเมตตาจากพระเจ้าของท่านเถิด ! ไหนท่านลองบอกฉันซิว่า พระเจ้าของท่านเป็นอย่างไร และอยู่ที่ไหน ?”

อิมามริฎอ : “ท่านเข้าใจผิดแล้วละ
ท่านจะนำพระเจ้าไปไว้ที่ไหนหรือ ?

เพราะพระองค์ทรงดำรงโดยไม่ต้องอาศัยสถานที่
และท่านจะให้พระองค์มีสภาวะเช่นไรหรือ ?

เพราะพระองค์ทรงดำรงโดยไม่มีสภาวะ
มนุษย์ไม่อาจรู้จักพระผู้เป็นเจ้าด้วยกับ (การนำไปเปรียบเทียบกับ) สภาวการณ์และสถานที่ได้หรอก และไม่อาจจะรู้จักพระองค์ด้วยกับประสาทสัมผัสทั้งห้า กล่าวโดยสรุป เราไม่อาจที่จะนำสิ่งใดไปเปรียบเทียบกับพระองค์ได้”

ซินดีก : ในเมื่อไม่มีประสาทสัมผัสใด ๆ สามารถทำความรู้จักกับพระองค์ได้ ดังนั้น จึงสรุปว่าไม่มีพระเจ้า

อิมามริฎอ : เพราะประสาทสัมผัสของท่านไม่สามารถทำความรู้จักพระองค์ได้ใช่ไหมที่ทำให้ท่านปฏิเสธพระองค์ ?
ตรงกันข้ามกับเรา ด้วยเหตุที่ประสาทสัมผัสของเราไม่สามารถที่จะทำความรู้จักพระเจ้านี้เองที่ทำให้เราศรัทธาว่าพระองค์ทรงมีและทรงดำรงอยู่ และเชื่อว่าพระองค์คือพระผู้อภิบาลของเรา เนื่องจากพระองค์ไม่ทรงเหมือนสรรพสิ่งใดในโลกนี้นั่นเอง !”(“ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์” (อัลกุรฺอาน บทชูรอ (การปรึกษาหารือ) 42 : 11)

ซินดีก : ถ้าเช่นนั้น ไหนท่านลองบอกฉันซิว่าพระองค์ทรงเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไร ?

อิมามริฎอ ก่อนอื่น ขอให้ท่านบอกฉันก่อนได้ไหมว่าพระองค์ไม่ทรงมีมาตั้งแต่เมื่อไร ? เพื่อฉันจะตอบท่านได้ว่าพระองค์ทรงเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไร ?

ซินดีก : ท่านมีหลักฐานอะไรที่กล่าวว่าพระองค์ทรงมี ?

อิมามริฎอ : หลักฐานก็คือคราใดที่ฉันครุ่นคิดใคร่ครวญในตัวฉันเองว่าฉันไม่สามารถที่จะเพิ่มหรือลดสรีระเรือนร่างของฉันทั้งในด้านความสูงและความกว้าง และไม่สามารถที่จะขจัดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาออกไป หรือเสริมเติมแต่งสิ่งที่ฉันพึงพอใจเข้ามาในตัวฉันได้ จากบทสรุปนี้เองที่ทำให้ฉันประจักษ์ว่าจะต้องมีผู้ทรงสร้างฉันขึ้นมา ด้วยเหตุดังกล่าวที่ทำให้ฉันจำนนว่ามีพระเจ้า
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงก้อนเมฆ กระแสลมที่พัดผ่าน ระบบสุริยจักรวาล ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวต่าง ๆ ตลอดจนสรรพสิ่งที่อยู่ล้อมรอบตัวเราซึ่งถือเป็นเครื่องหมายหรือสัญญาณที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และช่วยเสริมสร้างความมั่นใจแล้ว ทำให้ฉันตระหนักว่าสรรพสิ่งเหล่านี้จะต้องมีผู้สร้างและอยู่ภายใต้การควบคุมบริหารของผู้สร้างอย่างแน่นอน

ซินดีก : ถ้าพระเจ้ามีจริง แล้วเหตุใดดวงตาทั้งสองของฉันจึงมองไม่เห็นพระองค์ ?

อิมามริฎอ : ผู้สร้างกับสรรพสิ่งถูกสร้างย่อมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในเมื่อพระผู้เป็นเจ้าคือผู้สรรสร้างสรรพสิ่งทั้งมวล พระองค์จึงย่อมแตกต่างกับสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์ทรงอยู่เหนือการมองเห็น หรือเหนือสมองและสติปัญญาอันมีขอบเขตจำกัดของเราที่จะทำความเข้าใจพระองค์ได้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้ได้

ซินดีก : ถ้าเช่นนั้น ไหนท่านลองสาธยายมิติและขอบเขตของพระองค์ให้ฉันได้รับความกระจ่างหน่อยซิ

อิมามริฎอ : มิติและขอบเขตของพระองค์ทรงอสงไขย

ซินดีก : หมายความว่าอย่างไร ?

อิมามริฎอ : เพราะสรรพสิ่งที่มีมิติและขอบเขตจำกัดย่อมจะต้องมีจุดสิ้นสุด และสมมุติฐานของขอบเขตจำกัดมีค่าเท่ากับสมมุติฐานของการเพิ่มหรือลดนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ พระองค์มิได้มีมิติและขอบเขตจำกัด และไม่ทรงเพิ่มหรือลด ไม่อาจจำแนกหรือแบ่งพระองค์ออกเป็นสัดส่วนต่าง ๆ ได้ พระองค์ทรงอยู่เหนือความคิด จินตนาการและทรงดำรงอยู่พ้นญาณวิสัย

ซินดีก : ได้โปรดอธิบายคำว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงอ่อนโยน ทรงได้ยิน ทรงมองเห็น ทรงวิทยปัญญาซิว่าหมายความว่าอย่างไร ? เพราะเราจะรู้สึกถึงความอ่อนโยนได้นั้น จำต้องอาศัยมือเป็นสื่อสัมผัส เราจะได้ยินเสียงหนึ่งได้ จำต้องจำต้องอาศัยหู จะมองเห็นสิ่งหนึ่งได้ จำต้องอาศัยดวงตาเป็นสื่อสัมผัส และเราจะได้รับวิทยปัญญาหรือเต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญได้นั้น จำต้องผ่านประสบการณ์ในการประดิษฐ์คิดค้น ถ้าปราศจากสิ่งดังกล่าวแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้นั้นจะมีความอ่อนโยน ได้ยิน มองเห็น และมีวิทยปัญญาได้

อิมามริฎอ : นัยและความหมายในสิ่งที่ฉันกล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงอ่อนโยนและละเอียดอ่อนก็คือ พระองค์ทรงเต็มไปด้วยความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่ง ท่านไม่เคยประสบพบพานบ้างหรอกหรือเมื่อใครก็ตามที่มีอุปนิสัยในการเลือกสรรด้วยความพิถีพิถันก่อนที่เขาจะตัดสินใจซื้อสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป ผู้คนที่รู้จักมักคุ้นกับเขาจะพากันกล่าวว่าเขาเป็นคนที่ละเอียดอ่อนและพิถีพิถัน แล้วมีอุปสรรคอันใดที่เราไม่สามารถจะนำความหมายดังกล่าวมาใช้กับพระผู้ทรงสรรสร้างสรรพสิ่งที่เต็มไปด้วยความสวยสดงดงามวิจิตรตระการตาเล่า ?

และเมื่อเรากล่าวว่าพระองค์ทรงได้ยิน ความหมายก็คือไม่มีเสียงของสรรพสิ่งใดที่จะซ่อนเร้นไปจากการได้ยินของพระองค์...และพระองค์จะทรงจำแนกทุกถ้อยคำหรือภาษาอย่างถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงเป็นผู้ทรงได้ยิน แต่มิใช่ด้วยสื่อของหูแต่อย่างใด
เมื่อเรากล่าวว่าพระองค์ทรงมองเห็น นัยก็คือพระองค์ทรงเห็นแม้กระทั่งรอยเท้าของมดที่มีขนาดเล็กที่สุดที่เดินบนหินสีดำท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนข้างแรม พระองค์คือผู้ทรงมองเห็น แต่มิใช่สื่อแห่งดวงตาเฉกเช่นสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสรรสร้างไม่
การสนทนาได้ดำเนินต่อไปอย่างยาวนานจนกระทั่งซินดีกหรือผู้ปฏิเสธพระเจ้าผู้นั้นยอมจำนนและกล่าวปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามในที่สุด



4. อิมามริฎอ (อลัยฮิสลาม)กับอบูกุรฺเราะฮฺ

ประเด็นสนทนา :พระเจ้าอยู่ที่ไหน ?

มีชายคนหนึ่งชื่อ “อบูกุรฺเราะฮฺ” ได้มาพบท่านอิมามอะลี ริฎอ เพื่อสนทนาและถามปัญหาต่าง ๆ จากท่าน การสนทนาได้ดำเนินไปอย่างยาวนานจนกระทั่งมาถึงประเด็นเกี่ยวกับเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า (เตาฮีด) เขาได้ถามว่า :-
“พระผู้เป็นเจ้าอยู่ที่ไหน ?”

อิมามริฎอ : คำว่า “ที่ไหน” นั้นเป็นมิติหนึ่งที่มีนัยผูกพันกับสถานที่ และนัยของคำถามทำนองนี้เกี่ยวข้องกับการอยู่หรือไม่อยู่ ตัวอย่างเช่น เมื่อท่านไปหาเพื่อนที่บ้านของเขา แต่ไม่พบเขา ท่านจะถามสมาชิกในบ้านว่า “เพื่อนของฉันไม่อยู่หรือ ?