ท่านลองสอบถามพ่อค้าวานิชในเมืองนี้ (มะดีนะฮฺ) เถิดว่า ในเมืองอิศฟะฮานก็ดี อัซนะตุรฺโรมก็ดี (ชื่อเมืองหรือแคว้นหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประเทศตุรกีกับประเทศอาเซอร์บัยจันปัจจุบัน = ผู้แปล) หรือกีลีกีย์ก็ดี ว่าเมืองเหล่านี้มีสินค้าส่งออกที่สำคัญใดบ้างซึ่งในทัศนะของพ่อค้าชั้นแนวหน้าถือว่าจะให้ผลกำไรอย่างมหาศาลถ้าหากนำเข้ามาขายในคาบสมุทรอาหรับ ?

ฉันมั่นใจว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะให้คำตอบแก่ท่านอย่างถูกต้องแม่นยำอย่างแน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากพ่อค้าวานิชเหล่านี้จะรู้จักเฉพาะสินค้าที่มาจากเมืองชาม (ซีเรีย) มิศรฺ (อียิปต์) คาบสมุทร (ญะซีเราะฮฺ)(หมายถึงอาณาเขตทางทิศเหนือของอาณาจักร Mesopotamia เนื่องจากในอดีตมีแม่น้ำ 3 สายไหลผ่านทางตอนเหนือของอาณาจักรดังกล่าว ชาวอาหรับจึงขนานนามว่า “คาบสมุทร”) และบัยนันนะฮฺรัยน์ (เมโสโปเตเมีย) เท่านั้น พวกเขาไม่มีข้อมูลข่าวสารว่ามีสินค้าใดบ้างจากประเทศดังกล่าวที่สามารถสร้างผลกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำถ้าหากนำเข้ามาจำหน่ายในคาบสมุทรอาหรับ ในขณะที่ฉันรู้ในสิ่งเหล่านั้น และยังรู้อีกด้วยว่าควรจะเคลื่อนกองคาราวานสินค้าตามเส้นทางใดที่จะสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งให้ต่ำกว่าเส้นทางอื่น ๆ

ที่ท่านกล่าวหาว่าฉันเรียกร้องเชิญชวนผู้คนให้เคารพภักดีพระผู้เป็นเจ้าโดยมีเป้าหมายที่จะหลอกลวงพวกเขาเพียงเพื่อหวังในทรัพย์ศฤงคาร ฉันขอตอบท่านว่า นับตั้งแต่วันแรกที่ฉันเริ่มเรียกร้องเชิญชวนประชาชนจนกระทั่งถึงวันนี้ ฉันไม่เคยได้รับรางวัลตอบแทนใด ๆ จากพวกเขา นอกจากผลไม้เพียงเล็กน้อยที่พวกเขาหยิบยื่นให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ...ท่านมีความเชื่อหรือว่าจะมีมนุษย์คนใดที่ขันอาสาเข้ามาแบกรับภารกิจเรียกร้องเชิญชวนผู้คนให้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าตลอดชั่วชีวิตของเขาเพียงเพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนในทุก ๆ ปีซึ่งมีแค่ผลทับทิมหรืออินทผลัมเพียงน้อยนิด

ฉันทราบมาว่าบิดาของท่านเป็นพ่อค้าวานิชขายไข่มุก บางทีท่านอาจได้รับประสบการณ์ในการทำความรู้จักไข่มุกจากบิดาของท่านบ้างก็ได้...ฉันรู้จักและมีความเชี่ยวชาญด้านอัญมณีทุกชนิดเป็นอย่างดี ไม่มีอัญมณีชนิดใดที่ฉันไม่รู้ถึงคุณค่าหรือราคาของมัน
มาตรว่าฉันเป็นผู้ทีละโมบโลภมากอยากมั่งมีศรีสุขแล้วไซร้ ด้วยเหตุผลกลใดที่ฉันจะต้องแสวงหาความมั่งคั่งด้วยวิถีทางแห่งการเชิญชวนผู้คนให้ศรัทธาพระผู้เป็นเจ้าด้วยเล่า ฉันควรจะยึดอาชีพเป็นพ่อค้าอัญมณีไม่ดีกว่าหรือ ?
ท่านทราบไหมว่าในโลกนี้มีเพชรกี่ชนิด ?

อบูชากิรฺ : ไม่ทราบ

อิมาม : แล้วท่านทราบไหมว่าในโลกนี้มีทับทิมกี่ชนิด ?

อบูชากิรฺ : ไม่ทราบเช่นกัน

อิมาม : แล้วท่านทราบไหมว่าในโลกนี้มีมรกตกี่ชนิด ?

อบูชากิรฺ : นี่ก็ไม่ทราบเช่นกัน

อิมาม : ฉันทราบดีถึงอัญมณีเหล่านี้ว่ามีกี่ชนิด และยังสามารถรู้ถึงราคาค่างวดในแต่ละชนิดดีอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่ฉันมิได้เป็นพ่อค้าวานิชแต่อย่างใด

อิมาม : ท่านทราบไหมว่าแสงอันสุกใสส่องสกาวแวววาวของเพชรนั้นเกิดจากอะไร ?

อบูชากิรฺ : จะให้ฉันรู้ได้อย่างไรเล่าในเมื่อทั้งตัวฉันและบิดาของฉันมิได้เป็นพ่อค้าเพชร ?

อิมาม : แสงอันสุกใสส่องสกาวแวววาวของเพชรนั้นเนื่องจากมันได้ผ่านการเจียระไนนั่นเอง แล้วท่านทราบไหมว่าผู้คนได้เพชรมาอย่างไร ?

อบูชากิรฺ : ไม่ทราบ

อิมาม : พวกเขาได้มันมาจากแหล่งที่เคยเป็นแม่น้ำลำคลองมาก่อน (เราได้รับความรู้จากคำกล่าวของท่านอิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) ว่าในปัจจุบันผู้คนค้นพบเพชรจากสถานที่ที่เคยเป็นต้นแม่น้ำลำธารที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก่อน แต่มันได้เหือดแห้งไม่ทิ้งร่องรอยของแม่น้ำให้หลงเหลืออีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปอัฟริกา จะมีก็เพียงเพชรจากเทือกเขาโอราลในประเทศรัสเซียเท่านั้นที่ถือเป็นกรณียกเว้น แต่ถึงกระนั้น มันก็หาใช่เพชรแท้แต่อย่างใดไม่)

ที่ฉันหยิบยกประเด็นดังกล่าวนี้ขึ้นมาสนทนากับท่านก็เพื่อให้ท่านได้ตระหนักว่าถ้าฉันปรารถนาที่จะแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยแล้วไซร้ ฉันสามารถที่จะแสวงหามันมาโดยวิถีทางแห่งการเป็นพ่อค้าอัญมณี หรือประกอบอาชีพเป็นนักเคมีไม่ดีกว่าหรือ ?

ความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น

ต่อไปนี้ ฉันจะขอตอบข้อกล่าวหาลำดับต่อไปของท่าน

ท่านกล่าวว่าฉันนำนิยายปรัมปราขึ้นมาเพื่อเรียกร้องเชิญชวนประชาชนให้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าที่ไม่อาจไม่เห็นได้
ท่านปฏิเสธพระเจ้าที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตา อยากถามว่าแล้วท่านสามารถมองเห็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกายของท่านกระนั้นหรือ ?

อบูชากิรฺ : ไม่

อิมาม : ถ้าหากท่านสามารถมองเห็นอวัยวะภายในตัวของท่านเอง ท่านคงจะไม่กล้ากล่าวออกมาหรอกว่า เพราะพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ ดังนั้น ความเชื่อในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่ไร้สาระอย่างสิ้นเชิง

อบูชากิรฺ : การมองเห็นอวัยวะภายในร่างกายไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อในพระเจ้าที่ท่านกล่าวอ้างว่ามี แต่ไม่สามารถมองเห็นได้อย่างไร ?

อิมาม : ท่านได้กล่าวมิใช่หรือว่าสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู สัมผัสด้วยมือ ดมกลิ่นด้วยจมูก ชิมด้วยลิ้น ย่อมไม่มีอยู่ในโลกนี้ ดังนั้น เมื่อไม่มีอยู่ จึงไม่คู่ควรต่อการเชื่อถือศรัทธาและเคารพภักดี ?

อบูชากิรฺ : ใช่ ฉันกล่าวเช่นนั้นจริง

การไหลเวียนของโลหิต

อิมาม : ท่านเคยได้ยินเสียงโลหิตที่ไหลเวียนภายในร่างกายของท่านบ้างไหม ?

อบูชากิรฺ : เลือดมีการเคลื่อนไหวในร่างกายของเราด้วยหรือ ?

อิมาม : ถูกต้อง แล้วท่านเคยได้กลิ่นคาวเลือดที่กำลังสูบฉีดและไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของท่านบ้างไหม ?

อบูชากิรฺ : ไม่เคย

อิมาม : ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีเลือดจะไหลเวียนทั่วสรรพางกายของท่านหนึ่งครั้ง และถ้ามันหยุดทำงานเพียงไม่กี่นาที ท่านจะต้องตายทันที

อบูชากิรฺ : ฉันไม่อาจจะยอมรับได้ว่าในร่างกายของฉันมีการไหลเวียนและสูบฉีดของเลือดอยู่ตลอดเวลา

อิมาม : อุปสรรคที่ขัดขวางมิให้ท่านยอมรับถึงการสูบฉีดและไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายของท่านเองนั้นก็คือความไม่รู้นั่นเอง และด้วยความไม่รู้ดังกล่าวนี้ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางมิให้ท่านยอมรับในการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะ
การทำงานและการกระตุ้นของเซลล์ในร่างกาย

ท่านทราบเกี่ยวกับสิ่งถูกสร้างที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบรรจุอยู่ภายในร่างกายของท่านเพื่อให้มันได้ทำหน้าที่ให้ท่านสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้บ้างไหม ?

อบูชากิรฺ : ไม่ทราบ

อิมาม : เพราะท่านเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ท่านสามารถมองเห็นเท่านั้น ท่านจึงไม่สามารถรับรู้ในการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ได้
ถ้าท่านเป็นนักวิชาการ ท่านจะทราบว่าภายในร่างกายของท่านนั้นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างมากมาย ซึ่งมีปริมาณเทียบเท่ากับก้อนกรวดที่อยู่ตามถนนหนทางทีเดียว สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นถือกำเนิดขึ้นมาในร่างกายของท่าน และจะเจริญเติบโตและให้กำเนิดลูกหลานอย่างต่อเนื่อง มันจะยุติการทำงานหรือตายลงภายหลังจากวันเวลาได้ผ่านพ้นไประยะหนึ่ง โดยที่ท่านไม่สามารถจะมองเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู สัมผัสด้วยมือ ดมกลิ่นด้วยจมูก หรือไม่สามารถรับรู้ถึงรสชาติของมันด้วยลิ้นได้ มันจะถือกำเนิดขึ้นมา และจะเจริญเติบโต และจะตายลง เพื่อให้ท่านได้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ในขณะที่ท่านอวดอ้างอย่างผู้ที่ทรงความรอบรู้ และปฏิเสธถึงการมีอยู่ของมัน ทั้ง ๆ ที่สาเหตุในการปฏิเสธนั้นเกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของท่านเอง...

มาตรว่าท่านได้รู้จักตัวตนของท่านเอง และรู้ว่ามีสิ่งใดบังเกิดขึ้นในตัวท่านบ้าง ท่านจะไม่มีวันกล่าวออกมาว่าเพราะฉันไม่เห็นพระเจ้า ฉันจึงไม่ยอมรับในการมีอยู่ของพระองค์ และถือว่าพระเจ้าผู้ทรงเอกะที่ไม่อาจมองเห็นได้นั้นเป็นเพียงนิทานปรัมปราที่ไร้สาระเท่านั้น

อะตอมที่เคลื่อนไหวภายในก้อนหิน

ท่านเห็นก้อนหินที่วางอยู่ข้างระเบียงนี้ไหม ?

ท่านคิดว่ามันเป็นวัตถุที่ไม่เคลื่อนไหว เพราะสายตาของท่านไม่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของมันได้ ถ้ามีใครก็ตามมาบอกท่านว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่ภายในหินก้อนนี้ ซึ่งเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวหรือการขยับตัวของเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ประหนึ่งว่าเราหยุดนิ่งหรือมิได้เคลื่อนไหวใด ๆ เลย ท่านจะไม่มีวันยอมรับคำพูดของเขาอย่างแน่นอน และท่านจะต้องกล่าวหาว่าคำพูดของเขาเป็นสิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ และคิดว่าตัวท่านเท่านั้นที่ฉลาดปราดเปรื่อง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เนื่องจากการไม่ตระหนักถึงความไม่รู้ในสิ่งนี้ ท่านจึงไม่ปรารถนาที่จะศึกษาว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไรในหินก้อนนั้น และสักวันหนึ่ง เมื่อแวดวงวิทยาการได้พัฒนาและก้าวล้ำไกลไปกว่านี้ ประชาชนจะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวที่อยู่ภายในหินได้ ( นิตยสารวิชาการของประเทศอเมริกา ฉบับเดือนมิถุนายน 1973 เขียนไว้ว่า มนุษย์สามารถที่จะมองเห็นโมเลกุลที่กำลังเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน และพวกเขาสามารถมองเห็นอะตอมในทุก ๆ โมเลกุลได้อย่างเลือนรางด้วยการอาศัยแสงเลเซอร์)

โอ้ อบูชากิรฺ : ท่านกล่าวว่าทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ล้วนถือกำเนิดขึ้นมาด้วยตัวของมันเองทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดไปสร้างมันขึ้นมา เช่นวัชพืชหรือต้นหญ้าตามท้องทุ่งนา เป็นต้น มาตรว่าท่านได้ใช้ความคิดและตรึกตรองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านจะประจักษ์ว่า ถ้าวัชพืชเหล่านั้นไม่มีเมล็ดและองค์ประกอบหรือเงื่อนไขที่จะทำให้มันสามารถเจริญเติบโตได้แล้ว มันจะไม่มีวันงอกเงยขึ้นมาอย่างแน่นอน

มาตรว่าท่านเป็นนักศึกษาที่ใฝ่หาวิชาความรู้แล้วไซร้ ท่านจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอนว่าจิตใต้สำนึกไม่อาจจะยอมรับได้ว่าปรากฏการณ์หรือสรรพสิ่งทั้งหลายจะถือกำเนิดเกิดขึ้นมาโดยตัวของมันเอง แต่ทว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยผู้สร้าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุที่ไร้ชีวิตจิตใจ หรือสิ่งที่มีชีวิตจิตวิญญาณ เช่นมนุษย์ สัตว์ หรือพืชก็ตาม
มาตรว่าท่านเป็นนักปราชญ์ ท่านจะต้องทราบดีว่าไม่มีปราชญ์คนใดในระหว่างปวงปราชญ์ของสำนักคิดทั้งหลายที่จะเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งไม่มีผู้สร้างมันขึ้นมา เพียงแต่ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผิน สิ่งที่ทำให้เข้าใจว่านักปราชญ์บางส่วนไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับผู้สร้างนั้น เนื่องจากพวกเขามิได้เรียกขานหรือยอมรับในผู้สร้างว่าคือพระเจ้า หรือ “อัลลอฮฺ” เท่านั้นเอง มิฉะนั้นแล้ว จิตใต้สำนึกของผู้ที่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าโดยทั่วไปต่างมีความเชื่อในจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ให้กำเนิดหนึ่ง และเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่สรรพสิ่งจะบังเกิดขึ้นมาโดยปราศจากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ( บทสรุปสุดท้ายของหลักความเชื่อของพวกวัตถุนิยม (Materialism) ก็คือ ในโลกนี้มีสิ่งหนึ่งที่ดำรงอยู่ตลอดเวลาซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้กำเนิดโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายในรูปลักษณ์ปัจจุบัน ซึ่งพวกเขาขนานนามว่าวัตถุ (Material) หรือพลังงาน (Energy) ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่าพวกวัตถุนิยมก็มีความเชื่อในพระเจ้าเช่นเดียวกัน กล่าวคือพวกเขาเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่ดำรงอยู่ตลอดเวลา และสิ่งดังกล่าวคือผู้ที่ให้กำเนิดโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง เพียงแต่สิ่งนั้นปราศจากสติปัญญา ความรู้สึก และเจตนารมณ์ใด ๆ ซึ่งพวกเขาเรียกขานมันว่า “พลังงาน” (Energy)) ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้ากับพวกวัตถุนิยมก็คือ คนกลุ่มแรกเชื่อว่าพระเจ้ามีคุณลักษณะแห่งความรอบรู้และเจตนารมณ์ ในขณะที่คนกลุ่มที่สองเชื่อว่าพระองค์ปราศจากสำนึกและเจตนารมณ์ (วัตถุหรือพลังงาน) แต่ทั้งสองกลุ่มต่างเชื่อในพระเจ้าเหมือนกัน
ความไม่รู้คือสาเหตุแห่งการปฏิเสธพระเจ้า

สาเหตุที่มนุษย์ปฏิเสธพระเจ้านั้นมิใช่เกิดจากความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องและรอบรู้แต่อย่างใด ในทางกลับกัน ความไม่รู้และความโง่เขลาเบาปัญญาต่างหากเล่าที่ทำให้พวกเขาพากันปฏิเสธพระองค์ มนุษย์ที่มีสติปัญญาที่แท้จริงนั้น แค่เพียงเขาได้พิจารณาใคร่ครวญระบบการทำงานภายในร่างกายของเขาเองเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เขาจะประจักษ์ว่าการที่มันสามารถทำงานอย่างเป็นระบบอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ขาดตกบกพร่องได้นั้น ย่อมจะต้องมีผู้ที่คอยควบคุมบัญชาอยู่ และผู้ที่คอยควบคุมบัญชานั้นก็คือบุคคลเดียวกันกับผู้ที่กำลังควบคุมบริหารโลกและจักรวาลอยู่นั่นเอง

โอ้ อบูชากิรฺ : ตามที่ท่านกล่าวกับฉันว่าเราทั้งสองสามารถที่จะสร้างพระเจ้าขึ้นมาเองก็ได้ นัยและความหมายของท่านในที่นี้ก็คือพระเจ้าของเราถือกำเนิดขึ้นมาด้วยการสร้างของเรานั่นเอง จะต่างกันก็ตรงที่ท่านสร้างพระเจ้าของท่านด้วยหินหรือไม้พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องมือแกะสลัก ในขณะที่ฉันพิสูจน์พระเจ้าด้วยความคิดและจินตนาการของฉัน

ระหว่างพระเจ้าของท่านกับพระเจ้าของฉันนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ พระเจ้าของท่านจะยังไม่บังเกิดขึ้นมาจนกว่าท่านจะลงมือสร้างและแกะสลักเสียก่อน ในขณะที่พระเจ้าของฉันทรงดำรงอยู่และมีมาก่อนที่ฉันจะใช้ความคิดและจินตนาการถึงพระองค์เสียอีก
การที่ฉันไม่ได้สร้างพระเจ้าด้วยความคิดและจินตนาการของฉันก็เนื่องจากพระองค์ทรงดำรงมาก่อนที่ความคิดและจินตนาการของฉันจะมีนั่นเอง สิ่งเดียวที่ฉันสามารถจะทำได้ก็คือความพยายามที่จะทำความรู้จักถึงความยิ่งใหญ่ ความเกริกเกียรติเกรียงไกรของพระองค์ให้มากยิ่งขึ้น
เมื่อท่านเดินทางไปในท่ามกลางท้องทุ่งทะเลทรายและได้เห็นได้สัมผัสกับภูเขาที่สูงใหญ่ และตัดสินใจว่าจะต้องใช้เวลาทำความรู้จักกับมันให้มากที่สุดนั้น ฉันจะกล่าวได้ไหมว่าภูเขาลูกนั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือทั้งสองของท่าน หรือมันได้ถูกบังเกิดขึ้นมาจากจินตนาการของท่าน ?

ภูเขาย่อมมีมาก่อนที่ท่านจะได้ไปเห็นมัน และมันก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปภายหลังจากที่ท่านได้จากไปแล้ว สิ่งที่ท่านสามารถจะทำได้ก็คือการพยายามที่จะทำความรู้จักมันให้มากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ท่านจะสามารถทำความรู้จักกับมันได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและความสามารถของตัวท่านเองเป็นประการสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ท่านไม่อาจที่จะทำความรู้จักภูเขาได้อย่างถ่องแท้ถี่ถ้วนหรอก ทั้งนี้เนื่องจากมาตรฐานความรู้ของท่านนั้นมิได้อยู่ในระดับขั้นที่จะทำให้ท่านสัมผัสหรือเข้าถึงรากเหง้า จุดกำเนิด หรือที่มาของมันได้ ในทำนองเดียวกัน ท่านก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าจุดสิ้นสุดของมันจะมีมาเมื่อไร และภายในภูเขาลูกนั้นมีส่วนผสมหรือองค์ประกอบอะไรบ้าง มีแร่ธาตุหรือสิ่งมีค่าอันใดซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความลึกล้ำและสลับซับซ้อนของขุนเขานั้นบ้าง และแร่ธาตุเหล่านั้นจะให้คุณค่าอย่างมหาศาลแก่มนุษย์อย่างไรบ้าง ?....

มาตรว่าท่านได้รู้หรือตระหนักถึงก้อนหินที่ท่านได้นำมันมาแกะสลักเป็นรูปปั้นหรือเจว็ดเพื่อใช้เป็นสิ่งสักการะบูชาว่ามันมิได้มีคุณค่าใด ๆ แล้วละก้อ ท่านจะไม่มีวันปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าที่แท้จริงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้แน่นอน และท่านจะไม่มีวันกล่าวกับฉันหรอกว่า “ฉัน (อิมาม) ได้สร้างพระเจ้าจากจินตนาการของฉันเอง” ด้วยสาเหตุที่ท่านไม่รู้จักคุณสมบัติของหินอย่างแท้จริงนั่นเอง ท่านจึงเข้าใจว่ามันเชื่อฟังปฏิบัติตามมือทั้งสองของท่าน โดยที่ท่านสามารถจะแกะสลักให้มีรูปลักษณ์ต่าง ๆ ตามที่ท่านต้องการได้ ทั้ง ๆ ที่สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ท่านสามารถแกะสลักหินได้นั้น เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าได้สร้างมันขึ้นมาจากของเหลวชนิดหนึ่ง จนกระทั่งท่านได้แกะสลักมันขึ้นมาในวันนี้ มิฉะนั้นแล้ว เมื่อท่านเริ่มลงมือแกะสลัก หินนั้นจะแตกกระจัดกระจายไม่ต่างจากสภาพของการนำกระจกมาแกะสลักแต่อย่างใดหรอก

อบูชากิรฺ : ท่านเชื่อว่าหินถือกำเนิดมาจากของเหลวกระนั้นหรือ ?

อิมาม : ถูกต้อง

อบูชากิรฺได้ระเบิดหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดังจนทำให้สานุศิษย์คนหนึ่งของท่านอิมาม : (อลัยฮิสลาม) มีความโกรธเคืองเป็นอย่างมาก แต่ท่านอิมามได้ปรามเขาไว้ และกล่าวว่า ปล่อยให้เขาหัวเราะไปเถิด

หลังจากนั้น เขาได้กล่าวขึ้นว่า ที่ฉันไม่สามารถกลั้นหัวเราะเอาไว้ได้ก็เพราะคำพูดของท่านที่ว่า หินที่เต็มไปด้วยความแข็งแรงนั้นถูกสร้างมาจากน้ำ !

อิมาม : ฉันไม่เคยกล่าวเลยว่าหินถูกสร้างมาจากน้ำ สิ่งที่ฉันกล่าวก็คือ จุดเริ่มต้นของหินนั้นมาจากของเหลว

อบูชากิรฺ : ไม่เห็นว่าจะแตกต่างกันตรงไหนเลย เพราะของเหลวก็คือน้ำนั่นเอง

อิมามจึงกล่าวออกมาด้วยความอดทนว่า สรรพสิ่งมากมายที่เป็นของเหลว แต่มิใช่น้ำ หรือถ้าเป็นน้ำ ก็เป็นน้ำผสม มิใช่น้ำบริสุทธิ์ (เช่นน้ำผลไม้ น้ำซุป น้ำแกง เป็นต้น)....

ในกรณีของหินก็เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านั้นมันเคยเป็นของเหลวมาก่อน แต่มิใช่น้ำตามที่ท่านเข้าใจ เพียงแต่เป็นของเหลวชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำ ภายหลังจากที่ความร้อนได้ลุกเดือดพล่าน ด้วยเดชานุภาพและอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า ความร้อนได้ค่อย ๆ เย็นลงและจับตัวกันเป็นวัตถุที่แข็งหรือเป็นหินดังรูปลักษณ์ที่เราได้เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง และถ้าหากนำมันไปวางไว้ในความร้อนที่อุณหภูมิถึงขีดสูงสุด มันจะเปลี่ยนรูปทรงและหลอมละลายกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง

พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ?

อบูชากิรฺ : พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะที่ไม่อาจมองเห็นได้นี่นะหรือที่ทรงสถิตอยู่ภายในหิน ?

อิมาม : พระองค์ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกสถานที่จะมีพระองค์

อบูชากิรฺ : สติปัญญาของฉันไม่อาจจะยอมรับได้ว่าสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นจะสถิตอยู่ในทุกสถานที่

อิมาม : ถ้าเช่นนั้น สติปัญญาของท่านก็ไม่อาจจะยอมรับเช่นกันซิว่าอากาศที่ไม่สามารถจะมองเห็นด้วยตาก็มีอยู่ทั่วไป ? ( เป็นคำตอบในเชิงปฏิปักษ์หรือย้อนถามคู่สนทนาให้ตระหนักในสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเด็นที่กำลังสนทนา)

อบูชากิรฺ : ถึงแม้ว่าอากาศจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ แต่เราสามารถที่จะสัมผัสและรู้สึกได้เมื่อลมพัดผ่าน ในขณะที่เราไม่สามารถสัมผัสพระเจ้าของท่านไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

อิมาม : ในกรณีที่ไม่มีกระแสลมพัดผ่าน ท่านสามารถที่จะรับรู้และสัมผัสกับอากาศได้ไหม ?

อบูชากิรฺ : ไม่ได้

อิมาม : ท่านยอมรับใช่ไหมว่าสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นและไม่อาจสัมผัสได้นั้นมีอยู่ในทุกสถานที่ ?

อบูชากิรฺ : ใช่

อิมาม : ในทำนองเดียวกัน พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะที่เราไม่สามารถจะมองเห็นพระองค์ แต่พระองค์ทรงสถิตอยู่ในทุกสถานที่ ที่ฉันกล่าวมาข้างต้นก็เพื่อนำเสนอเป็นตัวอย่างเท่านั้น เพราะโดยสารัตถะแล้ว ระหว่างอากาศที่ถือเป็นธาตุชนิดหนึ่งนั้น ย่อมไม่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงอย่างสิ้นเชิงกับพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสรรสร้างสรรพสิ่งทั้งมวล...

การศรัทธาในพระเจ้ากับคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

หลังจากนั้น ท่านอิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) ได้เริ่มกล่าวถึงผลลัพธ์บั้นปลายของผู้ที่ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกะว่า :-
สำหรับมนุษย์ที่มีชีวิตโดยมิได้ศรัทธาและปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้านั้น พวกเขามีสภาพที่ไม่ต่างไปจากผู้ที่การมอง การฟัง และการสัมผัสได้อันตรธานและสูญสิ้นไปจากตัวของเขาชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ไม่อาจจะรู้ได้ว่า :-เขาจะไปสู่ทิศทางใด ?
เขาจะทำเช่นไร ?
เขาจะพึ่งพิงสิ่งใด ? ( ทั้งนี้เนื่องจากโลกที่ปราศจากพระผู้เป็นเจ้าย่อมไม่ต่างไปจากซากศพหรือโครงกระดูกที่ไร้ชีวิตจิตวิญญาณ ไร้ความรู้สึก ไร้ทิศทางและเป้าหมายนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์หรือปวงปราชญ์ที่มีโลกทัศน์แบบวัตถุนิยม เช่น ซาร์เตอร์ พวกเขาจะให้ความหมายของคำว่า “โลก” ว่าเป็นสิ่งที่ไร้แก่นสาร ไร้สาระ และหาสารัตถะใด ๆ มิได้ จากนิยามและคำจำกัดความดังกล่าวนี้เอง พวกเขาจึงถือว่ามนุษย์ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางหรือเป้าหมายใด ๆ ในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้พบเห็นมนุษยชาติในศตวรรษที่ 20 ที่พวกเขาประสบความสำเร็จทั้งทางด้านวิทยาการ ปรัชญา และอุตสาหกรรม ฯลฯ จึงใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย ไร้ทิศทาง และไร้แก่นสารอย่างสิ้นเชิง)

การศรัทธาในพระเจ้า ไม่เพียงแต่จะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เท่านั้น เพราะแม้แต้ในหมู่สัตว์เดรัจฉานก็ยังศรัทธาต่อพระองค์ และพวกมันไม่อาจที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการศรัทธาต่อพระองค์ได้เช่นกัน มาตรว่าเราสามารถเข้าใจในภาษาของมัน เราจะประจักษ์ว่าในท่ามกลางเดรัจฉานนั้นก็มีการเคารพภักดีและรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน
การศรัทธาในพระเจ้าของสัตว์และพืช

...ฉันมิได้กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายมีความเชื่อศรัทธาเช่นเดียวกับที่มนุษย์ศรัทธา แต่ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าพวกมันต่างยอมจำนนและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เป็นคำบัญชาของพระองค์อย่างไม่อิดเอื้อน

โอ้ อบูชากิรฺ : แม้แต่วัชพืชหรือพฤกษาทั้งหลายก็ยังศรัทธาและเคารพเชื่อฟังพระเจ้า มันจะเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ด้วยสำนึกแห่งความเป็นพืชของมัน เพราะมิฉะนั้นแล้ว ท่านจะได้พบเห็นความไม่เป็นระบบของมันอย่างแน่นอน ในท่ามกลางพืชจำนวน 150 สายพันธ์ใหญ่ ๆ ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสรรสร้าง และในแต่ละสายพันธ์เหล่านั้นยังมีสายพันธ์ย่อย ๆ ถูกแยกออกมาอีกมากมายนั้น ท่านจะไม่พบพืชพันธ์ชนิดใดที่ใช้ชีวิตอย่างไร้ระเบียบแบบแผนแม้แต่สายพันธ์เดียว... (นักพฤกษศาสตร์ในยุคปัจจุบันได้จำแนกพืชออกเป็นสายพันธ์ใหญ่ ๆ ทั้งหมด 150 สายพันธ์ด้วยกัน ซึ่งในแต่ละสายพันธ์ ยังมีสายพันธ์ย่อยอีกหลากหลายชนิด)

ฉันทราบดีว่าท่านไม่อาจจะยอมรับในสิ่งที่ฉันกล่าวมาข้างต้นได้ หรือท่านอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันกล่าวด้วยซ้ำ ทั้งนี้เนื่องจากการที่มนุษย์จะทำความเข้าใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นั้น อย่างน้อยที่สุด เขาจะต้องมีพื้นฐานความรู้ในด้านนั้น ๆ อยู่บ้าง เพราะเมื่อสมองและสติปัญญาได้ผ่านกระบวนการบ่มเพาะองก์ความรู้มาในระดับหนึ่งแล้ว ความฉลาดปราดเปรื่องจะเข้าไปทดแทนความไม่รู้หรือความโง่เขลาเบาปัญญา หลังจากนั้นมันถึงจะสามารถรองรับความรู้และความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

สิ่งไม่มีชีวิตก็ศรัทธาในพระเจ้าเช่นกัน

ไม่เพียงแต่เดรัจฉานและพืชพันธ์ที่มีสัญชาติญาณแห่งการรับรู้ของสัตว์และพืชเท่านั้นที่รู้จักพระเจ้าและมีความศรัทธาในพระองค์ แม้กระทั่งวัตถุหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ยังรู้จักและศรัทธาต่อพระองค์ด้วยสัญชาติญาณแห่งการรับรู้ของมันด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นแล้ว มันจะประสบกับความโกลาหลอลหม่าน และอณูของวัตถุหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตเหล่านั้นจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างแน่นอน ( เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรฺอานว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะไม่สรรเสริญสดุดีพระผู้เป็นเจ้า เพียงแต่พวกเจ้าไม่เข้าใจใน (ภาษาแห่ง) การสรรเสริญสดุดีของมันเท่านั้น” (คัมภีร์อัลกุรฺอาน บทอิสรออฺ หรือบนีอิสรออีล 17 : 44))

แสงตะวันที่จุดกำเนิดของมันคือดวงอาทิตย์นั้น ก็สรรเสริญสดุดีพระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกัน มันจะเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่พระองค์ทรงบัญญัติอย่างซื่อสัตย์และเที่ยงตรง แสงของดวงอาทิตย์เกิดจากธาตุที่เป็นปัจจัยสำคัญสองประการที่ตรงข้ามกัน ในขณะที่ตัวมันเองมิได้มีแสงสว่างอยู่ แต่เมื่อมันได้รวมกัน มันจะก่อกำเนิดแสงสว่างขึ้นมา ( นิตยสาร “ชีวิตกับวิทยาศาสตร์” ได้ระบุว่าปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้เกิดแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็คือการรวมตัวกันระหว่างอะตอมของวัตถุธาตุ)

...มาตรว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงยุติการควบคุมบริหารโลกและจักรวาลเพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น โลกและสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่ในโลกนี้จะต้องประสบกับความหายนะในทันที กล่าวคือมันจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นอย่างอื่นจนหมดสิ้น ทั้งนี้เนื่องจากในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะสูญสลายไปอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง