การสนทนาเกี่ยวกับพระเจ้า
แปลและเรียบเรียงโดย เชค อบูนัสรีน
 
1. อิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม)กับหมอชาวอินเดีย

ประเด็นสนทนา :การทำความรู้จักพระเจ้า

“มุฟัฎฎ็อล” สาวกคนหนึ่งของท่านอิมามศอดิก (อลัยฮิสลาม) ได้เขียนจดหมายถึงท่านอิมามโดยมีเนื้อหาสาระพอสรุปได้ดังนี้
บัดนี้ ในสังคมของเรามีชนกลุ่มหนึ่งกำลังสำแดงความปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า และยังพยายามชี้นำผู้คนให้คล้อยตามแนวทางของพวกเขาอีกด้วย ในตอนท้ายของจดหมาย มุฟัฎฎ็อลยังได้ขอร้องให้ท่านอิมามเขียนตำราขึ้นมาสักเล่มหนึ่งเพื่อเป็นหลักฐานหักล้างความคิดที่เต็มไปด้วยอันตรายดังกล่าว

ท่านอิมามศอดิก (อ) ได้ตอบจดหมายของสหายรักของท่านดังนี้ :-
“...ความโปรดปราน ความเมตตาและความเอื้ออาทรอันยิ่งใหญ่ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานแก่มนุษยชาติก็คือ ความคิดและสติปัญญาซึ่งถือเป็นสื่อหรือเครื่องมือที่จะทำให้พวกเขาสามารถทำความรู้จักพระองค์ และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองที่พระองค์ทรงประทานคัมภีร์ ซึ่งในนั้นมีสารัตถะที่ควรค่าต่อการพิจารณาใคร่ครวญ และจะต้องยอมจำนนในการมีอยู่ของพระองค์ นอกจากนั้น มันยังบรรจุไปด้วยโอสถขนานเอกที่จะใช้เยียวยารักษาและขจัดโรคร้ายแห่งความเคลือบแคลงสงสัยทั้งหลายให้สูญสลายไปได้ ....

ขอสาบานด้วยตัวของข้าฯว่า พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงเพิกเฉยละเลยต่อกลุ่มชนที่โง่เขลาเบาปัญญาในการที่จะทำให้พวกเขาทำความรู้จักพระองค์ ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาสามารถที่จะพิจารณาใคร่ครวญถึงระบบการสรรสร้างที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และพิถีพิถันทั้งฟากฟ้าและแผ่นดินซึ่งล้วนต่างสำแดงให้ประจักษ์ถึงการมีอยู่ของผู้ทรงบริหารและสรรสร้างอย่างเป็นระบบระเบียบของมันทั้งสิ้น

“สำหรับประชาชนที่พากันปฏิเสธพระเจ้า พวกเขาจะต้องพิจารณาใคร่ครวญถึงปรัชญาในการมีอยู่ของเขาเอง”

ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มชนที่ประกอบความผิดบาป ก่อกรรมทำเข็ญ และสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากความเคยชินในการทำความผิดบาป จนในที่สุดพวกเขาไม่อาจที่จะควบคุมเจตนารมณ์เสรีของตนมิให้โน้มเอียงไปสู่การฝ่าฝืนและหลงผิดได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้สร้างความอธรรมจนทำให้ซาตานมารร้ายเข้าครอบงำและเอาชนะพวกเขาในที่สุด ด้วยเหตุนี้เองที่พวกเขาจึงไม่เหมาะสมและคู่ควรที่จะได้รับสัจธรรมและทางนำที่เที่ยงตรงจากพระผู้เป็นเจ้า

เป็นที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่สิ่งถูกสรรสร้างดังกล่าวเข้าใจและคิดกันไปว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะทำความรู้จักพระผู้เป็นเจ้าได้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาต่างได้เห็นเป็นพยานถึงการเป็นผู้ถูกสร้างที่พรั่งพร้อมไปด้วยระบบที่ละเอียดพิถีพิถันในตัวของพวกเขาเองซึ่งสติปัญญาของพวกเขาจะต้องพิศวงงงงัน และการปฏิเสธของพวกเขาจะต้องกลับกลายเป็นสิ่งโมฆะ
ขอสาบานต่อชีวิตของฉัน มาตรว่าผู้คนเหล่านั้นได้พิจารณาใคร่ครวญถึงระบบที่เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่และน่ามหัศจรรย์ของการสรรสร้างสรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงจากสารัตถะหนึ่งไปสู่สารัตถะหนึ่ง จากภาพลักษณ์หนึ่งไปสู่อีกภาพลักษณ์หนึ่ง จนกระทั่งได้พัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบของมันแล้ว พวกเขาก็จะประจักษ์ถึงผู้ทรงสร้างและผู้คอยควบคุมให้โลกและจักรวาลนี้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนเต็มไปด้วยองค์ประกอบและระเบียบแบบแผนที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของผู้สรรสร้างที่เป็นผู้คอยควบคุมบริหารที่เต็มไปด้วยวิทยปัญญาและชาญฉลาดอย่างแท้จริง

จดหมายของท่านได้มาถึงฉันแล้ว ดังนั้น ฉันใคร่ที่จะหยิบยกเรื่องราวหนึ่งที่ฉันได้สนทนาและถกเถียงกับผู้ที่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมาเพื่อใช้เป็นคำตอบตามที่ท่านได้เรียกร้องฉันมา”

ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ :

หมอชาวอินเดียคนหนึ่งมักจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนฉันครั้งแล้วครั้งเล่า เขาชอบที่จะสนทนาและถกเถียงกับฉันเกี่ยวกับความเชื่อถือศรัทธาของตน
วันหนึ่ง เขาได้มาหาฉันตามปกติ ในขณะที่เขากำลังหมกมุ่นอยู่กับการตำลูกสมอเพื่อตระเตรียมตัวยาอยู่นั้น เขาได้หยิบยกประเด็นที่เคยสนทนาก่อนหน้านั้นมาคุยกับฉันอีก โดยเริ่มกล่าวว่า :-

“โลกนี้ดำรงมาตั้งแต่ดั้งเดิม และจะดำรงต่อไปอย่างถาวร ต้นไม้จะเจริญงอกงามและจะเหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด ทารกหนึ่งจะถือกำเนิดขึ้นมา ในขณะที่คนอื่น ๆ จะค่อยทยอยตายจากไป”

นอกจากนี้ หมอผู้นี้ยังเชื่อว่าไม่มีหลักฐานและข้อพิสูจน์ใด ๆ ที่บ่งบอกว่าพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่จริง และความเชื่อดังกล่าวได้กลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดติดต่อกันมาจากบรรพชนคนรุ่นก่อนจนตกทอดมาถึงยุคปัจจุบัน โดยผู้อาวุโสน้อยกว่าจะเชื่อตามผู้ที่อาวุโสมากกว่า โดยเขาเชื่อว่าเฉพาะประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้นที่จะใช้พิสูจน์และทำความรู้จักกับสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา

หลังจากนั้น เขาได้กล่าวว่า “เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าวิธีที่จะรู้จักสรรพสิ่งทั้งหลาย ต้องอาศัยการสัมผัสเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น ท่านยังจะมีวิธีอื่นใดที่จะใช้ทำความรู้จักกับพระเจ้าของท่านหรือ ?
อิมาม : สติปัญญา หลักฐาน และข้อพิสูจน์ทางสติปัญญา

หมอชาวอินเดีย : ลำพังสติปัญญาโดยปราศจากประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถจะใช้พิสูจน์หรือสัมผัสสิ่งใด ๆ ได้หรอก ดังนั้น สติปัญญาของท่านจะยอมจำนนว่าพระเจ้ามีอยู่จริงได้จะต้องอาศัยตามอง หรือใช้หูฟัง หรือไม่ก็ประสาทสัมผัสส่วนอื่น

อิมาม : เอาละ ก่อนที่เราจะเข้าสู่ประเด็นหลัก ฉันมีคำถามที่จะถามท่านอยู่ข้อหนึ่ง ในขณะที่ท่านปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า แต่ฉันเป็นผู้ที่เชื่อและศรัทธาว่าพระเจ้ามีอยู่จริง ดังนั้น กล่าวโดยสรุปก็คือคนใดคนหนึ่งในระหว่างเราทั้งสองจะต้องเป็นฝ่ายถูก และอีกคนหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายผิด จะไม่มีสมมติฐานหรือทางเลือกที่สามอื่นจากนี้ ใช่ไหม ?

หมอ : แน่นอน

อิมาม : มาตรว่าความเชื่อของท่านถูกต้อง ท่านจะยอมรับหรือไม่ว่าสาเหตุแห่งความเชื่อที่ผิดพลาดของฉันจะไม่กระทบกระเทือนและเป็นภยันตรายกับตัวฉันแม้แต่น้อย ทว่า ถ้าความเชื่อของท่านผิดพลาด ท่านจะยอมรับหรือไม่ว่า ด้วยการปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า ท่านจะกลายเป็นผู้ที่โชคร้ายและประสบกับความวิบัติอย่างแน่นอน ?

หมอ : ใช่

อิมาม : ฉะนั้น ระหว่างเราทั้งสอง ใครกันเล่าที่จะปลอดภัย และใครกันเล่าที่จะประสบกับความพินาศ ?

หมอ : แน่นอน ท่านจะเป็นผู้ที่ปลอดภัย แต่ในเมื่อความเชื่อในพระเจ้าของท่านตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคลุมเครือ ในขณะที่ความเชื่อในการไม่มีพระเจ้าของฉัน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเชื่อมั่นที่เต็มไปด้วยข้อพิสูจน์ กล่าวคือ ทุกสรรพสิ่งที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าสัมผัสได้ จะถือว่ามีอยู่ได้อย่างไร และพระเจ้าเป็นสิ่งที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถสัมผัสและพิสูจน์ได้ ดังนั้น จึงสรุปได้อย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ว่า “ไม่มีพระเจ้า”

อิมาม : ด้วยเหตุผลที่ท่านไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้านี้เองที่ทำให้ท่านปฏิเสธพระองค์ ตรงกันข้าม ในขณะที่ฉันไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าพิสูจน์ถึงการมีอยู่จริงของพระเจ้าได้ แต่ฉันกลับเป็นผู้ที่ยอมจำนนและศรัทธาในการมีอยู่ของพระองค์ !

หมอ : ท่านหมายความว่าอย่างไร ?

อิมาม : เหตุผลก็คือสรรพสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า (เช่น เรือนร่าง สีสัน แสง เสียง) นั้น ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงและไม่คงทนถาวรทั้งสิ้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ทรงสร้างจะอยู่ในฐานะเดียวกับสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง ที่พระองค์จะเปลี่ยนสภาพและเสื่อมสลายดังเช่นสรรพสิ่งทั้งมวล”

หมอ : นี่เป็นคำตอบที่ไม่อาจจะใช้เป็นหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้าได้ เพราะฉันเชื่อมั่นว่าหนทางที่จะทำความรู้จักกับสรรพสิ่งทั้งหลายได้ก็คือประสาทสัมผัสทั้งห้าเท่านั้น ถ้าปราศจากสิ่งดังกล่าวแล้ว สติปัญญาไม่สามารถที่จะสัมผัสหรือเข้าถึงสิ่งใดได้”

อิมาม : สิ่งที่ท่านหยิบยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งกับฉันกำลังย้อนกลับไปหาตัวท่านเอง เพราะท่านเป็นผู้ยืนยันมิใช่หรือว่าสิ่งที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าพิสูจน์ได้ย่อมไม่มีอยู่จริง ?

หมอ : ฉันไม่เข้าใจในความหมายของท่าน ?

อิมาม : ท่านโต้แย้งว่าคำพูดของฉันเกี่ยวกับการมีอยู่ของพระเจ้านั้นไม่มีหลักฐานและข้อพิสูจน์ใด ๆ คำโต้แย้งดังกล่าวได้ย้อนกลับไปหาตัวท่านเอง ก็เพราะท่านมิได้มีหลักฐานและข้อพิสูจน์ถึงการไม่มีอยู่ของพระเจ้า

สมมุติว่าความเชื่อของท่านเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (ที่กล่าวว่าทุกสิ่งที่ไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าพิสูจน์ได้ ย่อมไม่มีอยู่ในโลกนี้) หรือว่าท่านได้เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อพิสูจน์ถึงการไม่มีอยู่จริงของพระเจ้าแล้ว จึงทำให้ท่านกล่าวว่า “เพราะฉันไม่สามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าพิสูจน์พระเจ้าได้ ดังนั้น ฉันจึงกล้ากล่าวว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง”

(อิมามต้องการจะอธิบายว่า ประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่นตาที่ใช้มอง หรือหูที่ใช้ฟังนั้น มีขอบเขตหรือระยะทางที่จำกัด ดังนั้น ในเมื่อหมอผู้นี้ยังไม่ได้ออกไปสัมผัสทั่วทุกสารทิศ แล้วเขาจะอ้างได้อย่างไรว่าไม่มีพระเจ้า = ผู้แปล)

หมอ : ใช่ ฉันไม่เคยเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกมาก่อน

อิมาม : แล้วท่านจะทราบได้อย่างไร ? ในขณะที่ยังมีสรรพสิ่งอีกมากมายที่สติปัญญาของท่านไปไม่ถึง แต่ท่านรีบปฏิเสธมันนั้น เนื่องจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของท่านยังมิได้สัมผัสกับมันมาก่อน และความรู้ของท่านก็ไม่สามารถที่จะตัดสินได้ว่าสถานที่ที่ท่านไม่เคยไปสัมผัสนั้นมีสิ่งใดบ้าง ?

หมอ : ถึงแม้ว่าฉันไม่สามารถล่วงรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นได้ ถึงกระนั้น เป็นไปได้ว่าในแต่ละสถานที่นั้นอาจจะมีผู้บริหาร หรืออาจจะไม่มีผู้บริหารก็ได้ ( ในกรณีดังกล่าว ออกุสต์ กองต์ นักปรัชญาผัสสนิยมร่วมสมัย ได้กล่าวว่า “เนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้ว่านับตั้งแต่โลกอุบัติขึ้นมาว่ามันมีภารกิจใดบ้าง ดังนั้น จึงไม่อาจที่จะปฏิเสธถึงการมีอยู่ของสิ่งเก่าก่อนและสิ่งที่ติดตามมาในภายหลังได้ เสมือนดังที่เราก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์มันได้เช่นกัน”

อิมาม : ดังนั้น ท่านกำลังสับสนในคำพูดของท่านเองที่กล่าวว่า “ฉันเชื่อมั่นว่าไม่มีพระเจ้า” แต่บัดนี้ ท่านกลับกล่าวว่า “พระเจ้าอาจจะมี หรืออาจจะไม่มี” เท่ากับท่านกำลังก้าวออกจากอาณาเขตแห่งการปฏิเสธพระเจ้า เข้ามาสู่อาณาจักรแห่งความคลางแคลงสงสัยแล้ว ด้วยเหตุนี้ ทำให้ฉันมั่นใจว่าท่านจะต้องก้าวพ้นออกจากอาณาจักรแห่งความสงสัยไปสู่การทำความการรู้จักพระเจ้าในที่สุด

หมอ : ในเมื่อประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถใช้พิสูจน์พระเจ้าได้ แล้วยังจะมีวิถีทางใดอีกเล่าที่จะใช้พิสูจน์ ?

อิมาม : จากลูกสมอที่ท่านกำลังบดทำยาอยู่ในขณะนี้

หมอ : ถ้าเป็นดังเช่นที่ท่านกล่าวจริง ย่อมเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะถือเป็นการพิสูจน์ด้วยวิถีแห่งประสบการณ์และการทดลอง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในเชิงวิชาการอีกด้วย

อิมาม : ใช่แล้ว ที่ฉันจะพิสูจน์ด้วยสิ่งนี้ก็เพราะฉันได้พิจารณาแล้วว่าท่านเป็นผู้ที่สัมผัสและคุ้นเคยกับมันกว่าสิ่งอื่นใด เพราะมาตรว่ามีสิ่งอื่นที่ท่านคุ้นเคยมากกว่านี้แล้วไซร้ ฉันจะใช้สิ่งนั้นพิสูจน์ถึงการมีอยู่ของพระเจ้ากับท่านทันที ทั้งนี้เนื่องจากทุกสิ่งที่ท่านจินตนาการนั้น ล้วนมีที่มาและองค์ประกอบเฉพาะที่บ่งบอกถึงความเป็นสิ่งถูกสร้างของมันทั้งสิ้น

อิมาม : ท่านมองเห็นลูกสมอนี้ใช่ไหม ?

หมอ : ใช่

อิมาม : แล้วท่านทราบไหมว่าภายในลูกสมอใบนี้มีสิ่งใดซ่อนอยู่บ้าง ?

หมอ : ตราบเท่าที่ฉันยังไม่ผ่ามันออกมา ฉันจะไม่มีวันทราบได้เลย

อิมาม : ท่านยอมรับใช่ไหมว่ามีเมล็ดอยู่ภายในลูกสมอใบนี้ ซึ่งในขณะนี้ท่านไม่สามารถมองเห็นมันได้ ? ( อิมามศอดิก (อ) ต้องการที่จะพิสูจน์ให้หมอชาวอินเดียผู้นี้ได้ตระหนักว่า สรรพสิ่งที่มีอยู่ตั้งมากมายก่ายกองในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ทว่า ประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถจะสัมผัสมันได้ แต่หมอผู้นี้พยายามจะเลี่ยงบาลีเพื่อจะไม่ให้ตนต้องเข้าสู่มุมอับ ด้วยเหตุนี้เอง บางครั้งเขากล้าที่จะปฏิเสธในสิ่งที่เป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันโดยทั่วไป)

หมอ : ตราบเท่าที่ฉันยังไม่เห็น ฉันจะทราบได้อย่างไรเล่า อาจจะเป็นไปได้ว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ในนั้นเลยก็ได้

อิมาม : ท่านยอมรับไหมว่าภายใต้เปลือกของมันมีเนื้อเยื่อหรือสิ่งอื่นซ่อนอยู่ ?

หมอ : ตราบเท่าที่ฉันยังไม่เห็น ฉันไม่มีวันที่จะทราบได้ อาจจะมี หรืออาจจะไม่มีก็ได้

อิมาม : ท่านยอมรับไหมว่าลูกสมอใบนี้เติบโตมาจากดิน ?

หมอ : ใช่ เพราะฉันได้ประสบพบเห็นด้วยตัวฉันเอง

อิมาม : ลูกสมอใบนี้จะไม่เป็นเครื่องยืนยันหรอกหรือว่ายังมีลูกสมอใบอื่น ๆ ที่ท่านยังมิได้เห็นมัน ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดที่ต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งทำให้มีลูกสมอใบนี้ขึ้นมา ?

หมอ : (เพื่อหลีกให้พ้นจากการจนตรอก เขาจึงพยายามเลี่ยงบาลีด้วยการกล่าวว่า) ฉันจะทราบได้อย่างไรเล่า เพราะเป็นไปได้ว่านอกจากลูกสมอใบนี้แล้ว อาจจะไม่มีลูกสมออื่นใดอยู่ในโลกใบนี้เลยก็ได้ ตราบเท่าที่ฉันยังไม่เห็นลูกสมออื่น ๆ ด้วยตาของฉัน จะให้ฉันยอมรับว่ามันมีอยู่จริงได้อย่างไรเล่า ?!

อิมาม : ท่านยอมรับไหมว่าลูกสมอใบนี้ถือกำเนิดจากต้นของมัน หรือท่านจะโต้แย้งว่ามันเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องอาศัยต้น ?

หมอ : แน่นอน ต้องเกิดจากต้นของมัน

อิมาม : เอาละ บัดนี้ท่านยอมรับแล้วว่าต้นสมอที่ท่านไม่เคยเห็นมันมาก่อนนั้นจะต้องมีอย่างแน่นอน ในขณะที่ก่อนหน้านี้ท่านเคยกล่าวว่า “ตราบเท่าที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของฉันยังมิได้สัมผัสกับสิ่งนั้น ฉันจะไม่มีวันยอมรับว่ามันมี”

หมอ : ถูกต้องที่ว่าฉันยังไม่เคยเห็นมันมาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ฉันขอยืนยันว่า ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ต้นสมอต้นนั้น ตลอดจนกระทั่งสรรพสิ่งที่มีอยู่จริงในโลกนี้จะต้องสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่ในกรณีที่ท่านอ้างถึงการมีอยู่ของพระเจ้านี่ซิ กลับไม่มีประสาทสัมผัสส่วนใดสามารถพิสูจน์และให้คำตอบแก่มนุษย์ทั้งหลายได้ ท่านจะขจัดข้อสงสัยของฉันในเรื่องนี้อย่างไร ?

อิมาม : หมายความว่าวันหนึ่งท่านได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่เคยมีต้นสมอมาก่อน หลังจากนั้นไม่นานท่านได้ไปยังสถานที่แห่งนั้นเป็นคำรบสอง แล้วท่านได้เห็นต้นสมอ ? เพราะเท่ากับว่าท่านได้เห็นต้นสมองอกเงยขึ้นมาทั้ง ๆ ที่มันไม่เคยมีมาก่อนหน้านั้นใช่ไหม ?

หมอ : แน่นอน ฉันไม่ปฏิเสธถึงการงอกเงยของต้นสมอนั้น แต่ฉันใคร่ที่จะกล่าวว่า ก่อนที่จะงอกเงยขึ้นเป็นต้นสมอขึ้นมาได้ ย่อมมีเงื่อนไขและองค์ประกอบต่าง ๆ กระจัดกระจายอยู่ภายใต้ต้นไม้นั้นมาก่อน

อิมาม : ไหนท่านลองบอกมาซิว่าท่านเคยเห็นลูกสมอมาก่อนที่ต้นของมันจะงอกเงยขึ้นมาหรือ ?

หมอ : ใช่ ฉันเคยเห็น

อิมาม : ท่านเคยตั้งข้อสันนิษฐานมาก่อนใช่ไหมว่าต้นสมอต้นนี้ถือกำเนิดขึ้นมาจากราก ลำต้น กิ่งก้านสาขา เปลือก ลูกสมอที่ได้รับการเก็บเกี่ยว และใบสมอที่ร่วงหล่นลงมา ?

หมอ : แน่นอนว่าสติปัญญาไม่อาจจะยอมรับในข้อสันนิษฐานนี้ได้

อิมาม : ฉะนั้น สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือตัวก่อกำเนิดต้นสมอใช่ไหม ?

หมอ : ใช่ แต่ท่านจะสามารถพิสูจน์ได้อย่างไรว่า มีผู้ทำให้ต้นสมอนั้นถือกำเนิดเกิดขึ้นมา ?

อิมาม : แน่นอน แต่ก่อนที่จะพิสูจน์ ท่านจะให้สัญญาไหมว่าท่านจะยอมจำนนเมื่อได้ประจักษ์ถึงผลงานด้านบริหารว่าจะต้องมีผู้บันดาลบริหาร เสมือนกับการได้เห็นผลงานด้านศิลปะ ว่าจะต้องมีศิลปินอย่างแน่นอน ?

หมอ : แน่นอน ย่อมไม่มีหนทางอื่นนอกจากนี้

อิมาม : ท่านทราบดีว่าลูกสมอใบนี้มีขนาด รูปทรง องค์ประกอบที่เฉพาะของมัน สีสันอันหลากหลาย สีขาวที่อยู่ภายใต้สีเหลือง เนื้อที่อ่อนนุ่มที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้เปลือกที่แข็งแรง แต่ละชั้นแต่ละชิ้นส่วนล้วนแล้วแต่มีองค์ประกอบเฉพาะของมันทั้งสิ้น

เนื้อสมอที่สามารถให้น้ำ ลำต้นที่มีน้ำหล่อเลี้ยงหมุนเวียนตลอดเวลา ใบที่สามารถพิทักษ์รักษาให้รอดพ้นทั้งจากอากาศที่หนาวเหน็บและร้อนระอุ และยังให้ความคุ้มครองป้องกันจากสายลมมิให้ความสดชื่นแข็งแรงต้องอันตรธานหายไปจากต้นสมอ

หมอ : ไม่เป็นการดีกว่าหรือที่จะให้ใบปกคลุมต้นเสมอ ?

อิมาม : การบันดาลบริหารของพระผู้เป็นเจ้าย่อมดีกว่า เพราะถ้าเป็นดังเช่นที่ท่านกล่าวมา มันจะไม่มีวันที่จะได้รับความกระชุ่มกระชวยจากพระพายสายลม และไม่อาจจะปกป้องจากความหนาวเหน็บของคิมหันต์ฤดูได้ ในที่สุด มันจะต้องเหี่ยวเฉา ในขณะที่อีกด้านหนึ่งถ้าปราศจากแสงตะวัน มันจะไม่มีวันเจริญเติบโตและให้ผลที่สุกปลั่งได้

ในยามกลางวันที่มันได้รับแสงตะวัน ในบางช่วงเวลาที่มันได้รับสายลม และในบางฤดูกาลที่ความหนาวเหน็บได้เข้ามาปกคลุม จนกลายเป็นเงื่อนไขและองค์ประกอบที่ทำให้มันไปสู่จุดที่สมบูรณ์ และนี่คือผลงานการสรรสร้างของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงกรุณาปรานี และผู้ทรงบันดาลบริหารที่เต็มไปด้วยวิทยปัญญา

หมอ : ที่ท่านสาธยายมานั้น ถือว่าเพียงพอที่จะทำความรู้จักถึงความเป็นมาของลูกสมอ ต่อไปนี้ขอให้ท่านอธิบายตามที่ท่านได้สัญญาไว้ซิว่าการบันดาลบริหารนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

อิมาม : ท่านเคยเห็นลูกสมอก่อนที่มันจะสุกปลั่งซึ่งในนั้นจะเป็นเพียงผลเล็ก ๆ ที่ไม่มีทั้งเมล็ด เนื้อ เปลือก สี รสชาติ และความแข็ง นอกจากน้ำอยู่ในท่ามกลางมันเท่านั้นไหม ?

หมอ : ใช่ ฉันเคยเห็น

อิมาม : ถ้าเช่นนั้น ไหนท่านลองบอกมาซิว่า ถ้าปราศจากผู้ออกแบบที่ทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญา ปรีชาญาณ และทรงรอบรู้ที่ได้บันดาลบริหารให้เมล็ดเล็ก ๆ ที่ปราศจากสิ่งอื่นใดนอกจากน้ำตามที่เราได้สาธยายไปแล้ว จะสามารถทำให้องค์ประกอบที่หลากหลายของลูกสมอบังเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

ถ้าปราศจากผู้ออกแบบที่เต็มไปด้วยปรีชาญาณ ผลลัพธ์ก็คือต้นสมอจะเต็มไปด้วยน้ำ แต่มันจะไม่มีวันให้ผลตามมาอย่างแน่นอน

หมอ : จากที่ท่านได้สาธยายมานั้น ฉันยอมรับว่าต้องมีผู้ที่ออกแบบและสร้างลูกสมอขึ้นมา และเป็นที่ชัดเจนว่าไม่เพียงแต่ลูกสมอเท่านั้น แต่ทว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนต่างเกิดขึ้นโดยผ่านผู้ออกแบบและสรรสร้างทั้งสิ้น แต่ทว่ามันมิได้บ่งบอกถึงการมีอยู่ของพระเจ้าแต่อย่างใด เพราะจะทราบได้อย่างไรว่าลูกสมอหรือสรรพสิ่งทั้งหลายจะมิได้เกิดขึ้นมาจากการออกแบบและสรรสร้างของพวกมันเอง ? !

อิมาม : หลังจากที่ท่านได้พิจารณาถึงระบบการสรรสร้างที่พิถีพิถันและเต็มไปด้วยวิทยปัญญา ท่านจะยังไม่ยอมจำนนอีกหรือว่าผู้ที่สรรสร้างลูกสมอและสรรพสิ่งทั้งหลายจะต้องทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญาและปรีชาญาณอย่างแท้จริง ?

หมอ : ไม่เลย

อิมาม : ท่านเคยได้เห็นปรากฏการณ์ของลูกสมอในขณะที่กำลังบังเกิดขึ้นมาตราบจนกระทั่งมันได้เน่าเปื่อยและสูญสลายบ้างไหม ?

หมอ : ใช่ ฉันยอมรับว่าลูกสมอเป็นสิ่งที่ถูกอุบัติขึ้นมา แต่ฉันมิได้กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้สร้างจะเป็นสิ่งที่ถูกอุบัติขึ้นมาอันจะเป็นผลทำให้ไม่สามารถให้กำเนิดตนเองขึ้นมาได้

อิมาม : ครั้งแรกท่านกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้สร้างที่ทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญาจะเป็นปรากฏการณ์ ต่อมาท่านยอมรับว่าลูกสมอเป็นปรากฏการณ์หรือสิ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมา บทสรุปของการยอมรับทั้งสองนี้ก็คือ ลูกสมอเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง และผู้ที่ทรงประดิษฐ์และทรงสร้างมันก็คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งและทรงเกริกเกียรติ เกรียงไกร นั่นเอง
บัดนี้ ถ้าหากท่านย้อนกลับมากล่าวว่าลูกสมอเป็นผู้สร้างตัวของมันเอง ก็เท่ากับว่าท่านกำลังยอมรับในสิ่งที่ท่านปฏิเสธ (การมีอยู่ของพระผู้สร้าง)นั่นเอง
นอกจากนี้ ท่านยังยอมรับถึงพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงวิทยปัญญา และทรงรอบรู้ เพียงแต่ท่านสับสนในการขนานนามและเรียกขานพระองค์เท่านั้นเอง

หมอ : หมายความว่าอย่างไร ?

อิมาม : เพราะท่านยอมรับในการมีอยู่จริงของผู้ที่ทรงไว้ซึ่งวิทยปัญญาและผู้ทรงบันดาลบริหารที่เต็มไปด้วยความพิถีพิถัน แต่เมื่อฉันได้ถามท่านว่าแล้วผู้นั้นคือใครเล่า ? ท่านกลับตอบว่า “ลูกสมอ” ด้วยเหตุนี้เอง เท่ากับท่านได้ยอมรับในการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า เพียงแต่ท่านยังสับสนในการเรียกขานโดยเรียกลูกสมอว่าเป็นพระเจ้า มาตรว่าท่านได้พิจารณาใคร่ครวญอย่างถ่องแท้แล้ว ท่านจะต้องยอมจำนนว่าลูกสมอมิได้มีพลังใด ๆ ที่จะสามารถสรรสร้างตัวของมันขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้นมันยังไม่อาจที่จะควบคุมและบันดาลบริหารตัวของมันเองได้

เมื่อหมอผู้นี้ไม่สามารถที่จะหยิบยกหลักฐานขึ้นมาโต้แย้งได้ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “นอกจากนี้ ท่านยังจะมีหลักฐานและข้อพิสูจน์อื่นอีกไหม ?”

อิมาม : ใช่แล้ว บรรทัดฐานจากคำพูดของท่าน ลูกสมอสามารถออกแบบและสร้างตัวของมันเอง และยังรู้ด้วยว่าสมควรจะสร้างตัวของมันอย่างไร ดังนั้น ด้วยเหตุผลกลใดเล่าที่มันไม่ยอมสร้างตัวเองให้ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยพลังความสามารถ แต่กลับสร้างตัวเองขึ้นมาในรูปทรงที่เล็ก ไร้ความสามารถ และเต็มไปด้วยข้อบกพร่องมากมาย และเหตุไฉนมันจึงไม่สามารถปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากการแตกสลายและถูกกลืนกินได้ ?
เหตุใดจึงสร้างตัวตนในรูปลักษณ์ที่ต่ำต้อยด้อยค่า ไร้กำลังวังชาและต้องเหี่ยวแห้งอับเฉา และยังเป็นสิ่งที่มีรสชาติขมฝาดด้วยเล่า ?

หมอ : ก็เพราะมันมีพลังอำนาจเพียงเท่านั้น หรืออาจจะเป็นไปได้ว่ามันมีพลังอำนาจยิ่งไปกว่านั้น แต่ทว่ามันพึงพอใจที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาให้มีศักยภาพเพียงเท่านั้น

อิมาม : ท่านสามารถอธิบายได้ไหมว่าลูกสมอได้สร้างตัวมันขึ้นมาเมื่อไร และได้บริหารตัวเองอย่างไร ? มันได้สร้างและบริหารก่อนที่ตัวมันเองจะบังเกิดขึ้นมา ? หรือว่าภายหลังจากที่มันได้บังเกิดขึ้นมา ?
ถ้าท่านตอบว่าลูกสมอได้สร้างตัวมันขึ้นมาภายหลังจากที่มันได้บังเกิดขึ้นมาแล้ว ถือว่าคำตอบดังกล่าวเป็นสิ่งที่เหลวไหลและเหลือเชื่อและขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่สิ่งถูกสร้างหนึ่งจะสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น บทสรุปจากคำตอบดังกล่าวก็เท่ากับลูกสมอหนึ่งจะต้องบังเกิดขึ้นมาสองครั้งด้วยกัน (มีสรรพสิ่งใดบ้างในโลกนี้ที่สามารถบังเกิดขึ้นมาเกินกว่าหนึ่งครั้ง และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการบังเกิดขึ้นมาจากการสร้างของตัวมันเองด้วย ? ดังนั้น ขอให้วิญญูชนตั้งสติใคร่ครวญดูเถิด = ผู้แปล)

แต่ถ้าหากคำตอบของท่านออกมาว่า ลูกสมอได้สร้างและบริหารตัวของมันจนกระทั่งเจริญเติบโตก่อนที่มันจะบังเกิดหรือถือกำเนิดขึ้นมา ไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยคำอธิบายใด ๆ ถึงความเหลวไหลและเป็นโมฆะของคำตอบดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากก่อนที่ลูกสมอจะบังเกิดขึ้นมานั้น ยังไม่เคยมีมันมาก่อนหน้านั้น ฉะนั้น สิ่งที่ไม่มีมาก่อนจะสามารถสร้างให้สิ่งหนึ่งมีขึ้นมาได้อย่างไร ?
ในขณะที่ท่านหักล้างความเชื่อของฉันที่กล่าวกับท่านว่า :-
“สิ่งที่มีอยู่ (พระผู้เป็นเจ้า) ได้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากที่ไม่เคยมีมาก่อนให้มีขึ้นมา”

แต่ท่านกลับไม่พิจารณาและคิดที่จะหักล้างความเชื่อของตัวท่านเองที่ว่า :-
“สิ่งที่ไม่มีอยู่ (ลูกสมอก่อนที่มันจะบังเกิดขึ้นมา) สามารถสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน (ตัวมันเอง) ให้มีขึ้นมาได้”

ขอท่านได้โปรดพิจารณาใคร่ครวญเถิดว่าความเชื่อศรัทธาของใครที่ใกล้เคียงกับสัจธรรมความจริงยิ่งกว่า ?

หมอ : ความเชื่อของท่าน

อิมาม : แล้วยังจะมีอุปสรรคอันใดอีกหรือที่ขัดขวางมิให้ท่านมีความเชื่อเดียวกับฉัน ?

หมอ : บัดนี้ เป็นที่ชัดเจนสำหรับฉันแล้วว่าลูกสมอและสรรพสิ่งทั้งหลายมิได้เป็นผู้ออกแบบและสรรสร้างตัวของมันเอง แต่ขณะนี้มีคำตอบที่วิ่งเข้ามาสู่สมองของฉันแล้วว่า ต้นสมอนั่นไงเล่าที่เป็นผู้สร้างลูกสมอ เหตุผลก็เพราะมันได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากต้นของมันนั่นเอง

อิมาม : ถ้าเช่นนั้น ใครหรือคือผู้ที่ทำให้ต้นสมอบังเกิดขึ้นมา ?

หมอ : ต้นสมอก่อนหน้านั้นไงละ

อิมาม : แล้วมันจะไปสิ้นสุดตรงจุดใดกันเล่า ?
เท่ากับว่าเราจะต้องนับย้อนหลังเพื่อแสวงหาต้นสมอทั้งหมดจนกระทั่งไปถึงต้นสมอต้นแรกที่เป็นจุดกำเนิดต้นสมอต้นต่อ ๆ มา ซึ่งในที่สุด ท่านจะต้องยอมจำนนจนได้ว่าพระผู้เป็นเจ้านั่นเองที่เป็นผู้ทรงสร้างต้นสมอต้นแรกขึ้นมา หรือไม่เช่นนั้น ท่านจะต้องกล่าวว่าเราไม่สามารถนับคำนวณได้ เนื่องจากมันจะไม่มีที่สิ้นสุด (Infinity) ซึ่งถ้าหากท่านเลือกประเด็นที่สอง ฉันก็มีข้อข้องใจที่จะถามท่านต่อไป