เช่นเดียวกับที่มีบันทึกไว้ในหนังสือ “อะกออิด อิมามียะฮฺ” ของท่านเชคมุฮัมมัด ริฎอ อัล-มุซ็อฟฟัร ว่า :

ในปัญหานี้ชีอะฮฺดำเนินตามสิ่งที่ครอบครัวของท่านศาสดา(ศ)กล่าวไว้ว่า องค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทำให้ประชาชาติกลับมายังโลกนี้ในรูปเดียวกับที่เขาเคยเป็นอยู่แต่ก่อน แล้วพระองค์จะทรงให้เกียรติคนพวกหนึ่ง และจะทรงลงโทษแก่คนอีกพวกหนึ่ง และจะทรงแยกคนที่กดขี่กับคนที่ถูกกดขี่ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อถึงสมัยของท่านอิมามมะฮฺดี(อฺ)

องค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่ทรงทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดกลับมา เว้นแต่ผู้ที่บรรลุระดับความศรัทธาอันสูงส่ง หรือผู้ที่จมดิ่งอยู่ในความทุจริต คดโกง หลังจากนั้นพวกเขาจะต้องตายอีกครั้งหนึ่ง และในวันฟื้นคืนชีพพวกเขาจะถูกทำให้เป็นขึ้นมาอีก เพื่อรับรางวัล หรือรับการลงโทษ เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกล่าวไว้ในอัล-กุรอาน ถึงความต้องการของประชาชาติเหล่านั้น ผู้ซึ่งได้กลับมายังโลกนี้ได้ สองครั้ง เพื่อจะกลับมาอีกเป็นครั้งที่สาม แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเพื่อชำระบาปของพวกเขา มีความว่า

“พวกเขาจะกล่าวว่า โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา พระองค์ทรงทำให้เราตายสองครั้ง และพระองค์ทรงทำให้เรามีชีวิตอยู่สองครั้ง บัดนี้เราขอสารภาพผิดต่อความบาปของเรา จะมีหนทางเพื่อจะออกไปสู่ไหม ?” (อัล-มอฺมิน / 11 )

กล่าวได้ว่า เมื่อ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ไม่เชื่อร็อจอะฮฺ ก็ถือว่าพวกเขามีสิทธิอย่างสมบูรณ์แต่ก็มิใช่ว่า พวกเขาจะถือสิทธิอันนั้นบริภาษแก่คนที่เชื่อเรื่องนั้น เพราะมีหลักฐานจากข้อบัญญัติอยู่ที่คนเหล่านั้น กล่าวคือ มิใช่ว่าผู้ไม่รู้หลักฐานะจะมีสิทธิเหมือนว่าคนที่รู้หลักฐาน คนที่ไม่มีความรู้ ย่อมไม่มีข้ออ้างใดๆ กล่าวหาคนมีความรู้ และมิใช่ว่า การไม่ศรัทธาในเรื่องหนึ่งๆ เป็นหลักฐานลบล้างความเชื่อของคนอื่นได้ เพราะว่าบรรดามุสลิมเรามีหลักฐานอันลึกซึ้ง ชัดเจนตั้งเท่าไหร่ที่พวกอะฮฺลุลกิตาบ เช่น พวกยิว และนะศอรอ มิได้เชื่อถือด้วยเลย

อีกตั้งเท่าไรจากความเชื่อและริวายะฮฺ ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เกี่ยวกับเรื่องเอาลิยาอ์ และคนศอลิฮีน และบรรดาพวกที่เชื่อแนวทางศูฟีที่มีลักษณะว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ และน่ารังเกียจ แต่ก็มิได้เป็นข้ออ้างในการที่จะประณาม และเหยียดหยามความเชื่อของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ

เมื่อเรื่อง “ร็อจอะฮฺ” มีหลักฐานในอัล-กุรอาน และซุนนะฮฺนบี(ศ) ก็หมายความว่า มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ซึ่งพระองค์ทรงยกอุทาหรณ์เกี่ยวกับเรื่องนั้น ให้แก่เราไว้ในอัล-กุรอาน ดังโองการที่ว่า

“หรืออุปมาเช่นที่ผู้ผ่านเมืองหนึ่ง และมันพังทรุดลงมาทั้งหลังคาของมัน เขากล่าวว่า เมื่อใดหนออัลลอฮฺจึงจะฟื้นฟูเมืองนี้ขึ้นมาอีก หลังจากที่มันได้ตายไปแล้ว ครั้นแล้วอัลลอฮฺก็ทำให้เขาตายไปหนึ่งร้อยปี หลังจากนั้นพระองค์ก็ให้เขาฟื้นขึ้นมาอีก” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 259 )

หรือโองการที่ว่า

“เจ้าไม่รู้ดอกหรือ เกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ออกจากเมืองของพวกตน โดยมีจำนวนนับพันคน เพราะกลัวความตาย แต่แล้วอัลลอฮฺก็ตรัสแก่พวกเขาว่าพวกเจ้าจงตายเถิด ครั้นต่อมา พระองค์ ก็ชุบชีวิตพวกเขา” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 243)

“และเมื่อครั้งที่พวกเขาได้กล่าวว่า โอ้ มูซา เราจะไม่ศรัทธาในตัวท่าน จนกว่า เราจะได้เห็นอัลลอฮฺอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นสายฟ้า ก็ได้คร่าชีวิตของพวกสูเจ้า ซึ่งขณะนั้นพวกสูเจ้าก็เฝ้ามองดูอยู่ หลังจากนั้นเราได้ให้พวกสูเจ้าฟื้นชีพอีก หลังจากที่พวกสูเจ้าตายไปแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อพวกสูเจ้าจะได้ขอบพระคุณ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 55-56)

พระองค์ตรัสในเรื่องชาวถ้ำที่อาศัยในถ้ำแล้วตายไปกว่า 300 ปี ดังนี้

“หลังจากนั้น เราได้ทำให้พวกเขาฟื้นชีพขึ้นมา เพื่อเราจะทำให้รู้ว่าคนสองฝ่ายใดที่สามารถนับเวลาที่พวก เขาพำนักอยู่” (อัล-กะฮฺฟุ / 12)

ดังกล่าวนี้คือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่อง “ร็อจอะฮฺ” ว่าเคยเกิดขึ้นแก่ประชาชาติรุ่นก่อนมาแล้ว ในครั้งกระโน้น มันมิได้หมายความว่า จะเป็นไปไม่ไดในอันที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ) ได้รายงานไว้ เพราะพวกเขาเป็นผู้มีความสัตย์จริง มีความรู้มากที่สุด

ส่วนคำกล่าวของบรรดาผู้อ่อนเยาว์ทางด้านความรู้บางคน ถือว่าคำสอนในเรื่อง “ร็อจอะฮฺ” เป็นคำสอนที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งเป็นคำพูดของบุคคลที่มีความดื้อด้านบางกลุ่มนั้น ถือว่า เป็นคำพูดที่ยังแต่ความเสียหายและผิดพลาด พวกเขามีจุดมุ่งหมาย เบื้องหลังการกล่าวอย่างนั้น คือการประณามและเหยียดหยามต่อชีอะฮฺ

โดยที่บรรดาผู้ที่กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ถูกยกเลิกไปแล้วนั้น เขาไม่กล่าวว่า มนุษย์เรานั้นจะกลับมายังโลกนี้ด้วยเรือนร่างเดิม และวิญญาณเดิม ลักษณะเดิมทุกประการ หากแต่พวกเขาจะกล่าวว่า วิญญาณจะออกจากมนุษย์คนหนึ่ง แล้วเข้าไปสิงสถิตอยู่ในตัวมนุษย์อีกคนหนึ่ง ที่เกิดมาใหม่ หรือแม้กระทั่งเข้าไปสิงสถิตอยู่ในสัตว์ อันนี้ถือว่า เป็นความเชื่อที่ห่างไกลจนสุดกู่ จากความเชื่อของบรรดามุสลิมที่กล่าวว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบันดาลให้ผู้ที่อยู่ในสุสานฟื้นชีพในเรือนร่างและวิญญาณของพวกเขาเอง

ดังนั้นเรื่อง “ร็อจอะฮฺ” จึงมิได้เป็นเรื่องยกเลิกแต่อย่างใด และถือว่าเป็นคำพูดของคนที่ยังไม่รู้จักแยกแยะความแตกต่างระหว่างชีอะฮฺกับคอมมิวนิสต์



อัล-ฆุลุว์ : ในความรักต่อบรรดาอิมาม

อัล-ฆุลุว์ ในที่นี้เรามิได้หมายถึง รักอย่างคลั่งไคล้จนออกนอกขอบเขตแห่งสิทธิและทำตามอารมณ์จนถือเลยไปว่า คนที่ตนรักเป็นพระเจ้าที่ต้องเคารพภักดี เพราะอันนี้ ถือว่าเป็นกาฟิรและเป็นการชิร์ก (ตั้งภาคีต่อองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)) ไม่มีมุสลิมคนใดที่เชื่อถือต่อคำสอนของอิสลาม และนบีมุฮัมมัด(ศ) จะมีคำกล่าวอย่างนั้น

แน่นอน ท่านศาสนทูต(ศ)ได้วางขอบเขตการแสดงความรักนี้ เมื่อท่าน(ศ)กล่าวแก่ท่านอิมามอะลี(อฺ)ว่า “ในเรื่องของเจ้านั้นจะมีผู้เสียหายอยู่สองกลุ่ม คือ คนที่รักอย่งเกินเลย และคนที่โกรธอย่างชิงชัง”

ท่าน(ศ) กล่าวอีกว่า “โอ้ อะลี แท้จริงในเรื่องของเจ้านั้นเหมือนกับอีซา บุตรของมัรยัม คือพวกยิวจะโกรธเกลียดเขาจนกระทั่งใส่ร้ายต่อมารดาของเขา ส่วนพวกนะศอรอจะจงรักภักดีต่อเขาจนยกตำแหน่งที่มิใช่ของเขาให้แก่เขา”(292)

กล่าวคือ ความหมายที่ถูกตั้งขึ้นมาแก่คำว่า “ฆุลุว์” อันหมายถึง การละเมิดขอบเขตความรัก จนกระทั่งยกคนรักของตนขึ้นเป็นพระเจ้า แล้วมอบตำแหน่งที่ไม่เป็นความจริงให้ หรือการโกรธเกลียดจนถึงขั้นปรักปรำ ใส่ร้ายอย่างผิดๆ

ชีอะฮฺนั้นในเรื่องความรักที่มีต่อท่านอะลี(อฺ) และบรรดาอิมามจากลูกหลานของท่าน มิได้เกินเลยแต่อย่างใด หากแต่พวกเขามอบฐานะตามเหตุผลแห่งสติปัญญาให้แก่พวกเขา ซึ่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้จัดตั้งไว้แก่พวกเขา เพราะพวกเขาคือทายาทและคอลีฟะฮฺของท่าน นบี(ศ) และไม่เคยมีสักคนจะกล่าวว่า พวกท่านมีสภาวะเป็นนบี(ศ)อย่าว่าจะมีสภาวะเป็นพระเจ้าเลย โปรดสลัดออกพ้นไปจากท่านเสียเถิด สำหรับคำกล่าวของบรรดาผู้บิดเบือนที่อ้างว่าชีอะฮฺถือเอาท่านอะลี(อฺ)เป็นพระเจ้าและสอนว่าท่านมีสภาวะแห่งความเป็นองค์อภิบาล

เพราะคนเหล่านี้ ถ้าหากมีคำบอกเล่าที่เป็นจริงแล้ว พวกเขาจะไม่เป็นก๊ก เป็นเหล่า และจะไม่แบ่งมัซฮับกันหรอก จะไม่มีทั้งชีอะฮฺและจะไม่มีค่อวาริจญ์ แล้วอะไรคือความผิดของชีอะฮฺ ในเมื่อพระผู้อภิบาล ผู้ทรงเกียรติตรัสไว้ว่า

“จงกล่าวเถิด ฉันไม่ขอรางวัลใดๆ จากพวกท่านสำหรับเรื่องนั้น นอกจากความจงรักภักดี (มะวัดดะฮฺ) ในวงศ์ญาติ อันใกล้ชิด”

คำว่า “อัล-มะวัดดะฮฺ” ตามที่รู้กันอยู่นั้น ถือว่ายิ่งใหญ่เป็นพิเศษกว่าคำว่า “อัล-ฮุบบุ” ในความหมายว่าความรัก และเมื่อท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวไว้ว่า “คนหนึ่งคนใดก็ตามในหมู่พวกท่านยังไม่ศรัทธา จนกว่าเขาจะรัก(ยุฮิบบะ)ที่จะให้ได้แก่พี่น้องของเขา ในสิ่งที่เขารัก (ยุฮิบบุ) ที่จะให้ได้แก่ตัวเขาเอง”

ดังนั้น ความจงรักภักดี (มะวัดดะฮฺ) จำเป็นสำหรับท่านที่จะต้องเสียบางอย่างด้วยตัวท่านเอง โดยเสียสละให้แก่คนอื่น

อะไรจะเป็นความบาปของชีอะฮฺ เมื่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า

“โอ้ อะลีเอ๋ย เจ้าคือประมุขทั้งในโลกนี้และประมุขในปรโลก ใครรักเจ้า ก็เท่ากับรักฉัน และใครที่ให้เจ้าโกรธ ก็เท่ากับทำให้ฉันโกรธ และผู้เป็นมิตรของเจ้า คือ มิตรของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และผู้ที่เป็นศัตรูกับเจ้าก็เท่ากับว่า เขาเป็นศัตรูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และความวิบัติจะประสบกับผู้ที่เป็นศัตรูกับเจ้า”(293)

ท่าน(ศ)ได้กล่าวอีกว่า “ความรักที่มอบให้อะลี ถือเป็นอีหม่าน และความโกรธที่มีต่อเขา ถือเป็นความกลับกลอก (นิกาฟ)” (294)

ท่าน(ศ)ได้กล่าวอีกว่า “คนใดที่ตายลงโดยมีความรักต่อวงศ์วาน(อาลิมุฮัมมัด)เท่ากับตายในฐานะชะฮีด

ใช่แล้ว คนใดที่ตายลงโดยมีความรักต่อวงศ์วานมุฮัมมัด(ศ) เท่ากับตายในฐานะได้รับการอภัย

ใช่แล้ว คนใดที่ตายลงโดยมีความรักต่อวงศ์วานมุฮัมมัด(ศ) เท่ากับตายอย่างผู้กลับตัว

ใช่แล้ว คนใดที่ตายลงโดยมีความรักต่อวงศ์วานมุฮัมมัด(ศ) เท่ากับตายในฐานะผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านสมบูรณ์

ใช่แล้ว คนที่ตายลงโดยมีความรักต่อวงศ์วานมุฮัมมัด(ศ) มะลาอิกะฮฺ(ทูตที่จะมารับดวงวิญญาณ) จะมาแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับสวรรค์ให้แก่เขา...” (295)

จะเป็นบาปอะไรของชีอะฮฺ ถ้าเขารักคนๆ หนึ่ง ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวในเรื่องของเขาว่า

“พรุ่งนี้ แน่นอน ฉันจะมอบธงของฉันให้แก่ชายคนหนึ่งที่เขารักอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ) และอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ)รักเขา” (296)

ดังนั้น คนรักอะลี คือคนรักของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์(ศ) และเขาคือผู้ศรัทธา คนซึ่งเป็นที่โกรธเคืองของท่านอะลี ก็คือคนซึ่งเป็นที่โกรธเคืองของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และของศาสนทูตของพระองค์(ศ)และเขาคือคนกลับกลอก (มุนาฟิก)

อิมามชาฟีอีเองได้กล่าวไว้ในเรื่องความรักต่อพวกเขาว่า

“โอ้ อะฮฺลุลบัยตฺของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ความรักที่มีต่อพวกท่านเป็นฟัรฎูในอัล-กุรอาน ซึ่งพระผู้อภิบาลประทานมา เพียงพอสำหรับพวกท่านแล้ว จากความยิ่งใหญ่แห่งเกียรติยศ เพราะแท้จริงพวกท่านนั้น ถ้าใครมิได้ขอพร(ศอละวาต) ให้แก่พวกท่าน เท่ากับไม่มีการนมาซแก่เขา”

แน่นอนท่านกวี ฟัรซะดัก ได้กล่าวบทกวีว่าด้วยเรื่องความรักต่อพวกเขา ในหนังสือมัยมีตของท่านที่มีชื่อเสียงดังนี้

“เป็นหมู่ชนหนึ่ง ซึ่งความรักที่มีต่อพวกเขา เป็นศาสนา และการโกรธเคืองพวกเขาเป็นกาฟิร การแสวงหาความใกล้ชิดต่อพวกเขา ถือเป็นทางปลอดภัย และถูกคุ้มครอง หากจะถือว่า ใครเป็นเจ้าแห่งการมีตักวา คำตอบก็คือ พวกเขานั่นเอง หรือถ้าหากว่าใครคือคนประเสริฐที่สุดในโลกคำตอบก็คือ พวกเขานั่นเอง”

ดังนั้นพวกชีอะฮฺมีความรักต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ) และอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และท่านศาสนทูตของพระองค์(ศ)ก็รักพวกเขา พระองค์ทรงวางข้อกำหนดให้รักต่ออะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) คือ ฟาฏิมะฮฺ อะลี ฮะซัน และฮุเซน ฮะดีษที่ให้ความหมายอย่างนี้มากมายเหลือคณานับ แน่นอนนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ได้รายงานเรื่องเหล่านี้ไว้ ในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขา และเราก็ได้กล่าวถึงบางส่วนไปแล้วโดยสังเขป

เมื่อความรักต่อท่านอะลี (อฺ) และอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) มีลักษณะที่เป็นเหมือนความรักที่มีต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ถึงแม้ว่าจะเป็น “ฆุลุว์” เหมือนอย่างที่พวกเขาอ้างกัน

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า “คนใดก็ตามในหมู่พวกท่านยังไม่ศรัทธา จนกระทั่งฉันได้เป็นที่รักของเขายิ่งกว่าบุตรและบิดาของเขาเองและยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งมวล”(297)

บนพื้นฐานอันนี้ จำเป็นที่มุสลิมจะต้องรักท่านอะลี(อฺ)และลูกหลานของท่าน บรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์มากกว่ามนุษย์ทั้งมวล อันประกอบด้วยบริวาร บุตรหลาน และถือว่า ยังมีอีหม่านไม่สมบูรณ์ นอกจากจะต้องให้ได้อย่างนี้ เพราะท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า

“คนใดในหมู่พวกท่านยังไม่ศรัทธา จนกว่าฉันจะได้เป็นที่รักที่สุดของเขา”

ดังนั้น ชีอะฮฺมิได้เป็นพวกที่ทำเกินเลย หากแต่พวกเขาให้สิทธิตามความเป็นจริงแก่ผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธินั้นๆ และแน่นอน ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้สั่งให้พวกเขามอบตำแหน่งหนึ่งแก่ท่านอะลี(อฺ)นั่นคือ ตำแหน่งศีรษะที่มีต่อรางกาย และตำแหน่งตาทั้งสองที่มีต่อศีรษะ หรือว่ามนุษย์มีอยู่แล้ว สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งตาสองข้างของเขาและศีรษะของเขา ?

แต่ในทางตรงกันข้าม ได้มี “ฆุลุว์” อยู่ในพวกอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ในเรื่องความรักต่อศ่อฮาบะฮฺและเทิดทูนพวกเขาทั้งๆ ที่ไม่มีตำแหน่งอย่างนั้น อันที่จริงแล้ว เป็นเพียงการกระทำที่ตอบโต้กับชีอะฮฺที่มิได้ยอมรับความเที่ยงธรรมของศ่อฮาบะฮฺทั้งหมดทั้งมวล กล่าวคือ พวกตระกูลอุมัยยะฮฺได้เชิดชูยกย่องฐานะของศ่อฮาบะฮฺให้สูงส่ง และขีดเส้นจำกัดความสูงส่งของอะฮฺลุลบัยตฺแห่งนบี(ศ)

จนกระทั่งว่า พวกเขาศ่อละวาตแก่มุฮัมมัด(ศ)และวงศ์วาน แล้วพวกเขาก็ผนวกศ่อฮาบะฮฺทั้งหมดเข้าไปด้วย

เพราะว่า การศ่อลาวาตแก่อะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้น ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ไม่มีใครล้ำหน้า และต่อท้ายด้วยเพราะไม่มีสิทธิ ดังนั้น พวกเขาต้องการจะยกย่องศ่อฮาบะฮฺให้อยู่ในฐานะภาพอันสูงส่งนั้น แต่พวกเขาลืมไปว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบัญชาแก่บรรดามุสลิม และบัญชาลงมายังพวกเขาแต่ในทางตรงกันข้าม ได้มี “ฆุลุว์” บรรดาศ่อฮาบะฮฺทั้งมวลว่าให้ศ่อละวาตแก่ มุฮัมมัด อะลี ฟาฏิมะฮฺ ฮะซัน และฮุเซน และใครที่ไม่ศ่อละวาตแก่พวกเขาถือว่านมาซของเขาเป็นโมฆะ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ทรงรับ หากตัดการศ่อละวาตให้เหลือเพียงมุฮัมมัด(ศ)คนเดียว ดังเช่นที่มีหลักฐานยืนยันอยู่ในศ่อฮีฮฺบุคอรีและมุสลิม

ที่เรากล่าวว่าพวกเขาทำเกินเลยกับศ่อฮาบะฮฺนี้ ก็เป็นเพราะว่าพวกเขากำหนดขอบเขตทางด้านคำพูด เมื่อกล่าวถึงความเที่ยงธรรมของเขาเหล่านั้นเสมอเหมือนกันหมด แน่นอน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์(ศ) ทรงยืนยันไว้ว่า ในหมู่เขาเหล่านั้น มีทั้งคนฟาซิก (ละเมิดศาสนา) พวกที่ทรยศต่ออิสลาม มีพวกวางตัวระหว่างกลาง มีทั้งพวกมุนาฟิก มีทั้งคนที่ออกนอกศาสนา และมีคนที่ต้องการเปลี่ยนหลักการไปเป็นแบบเก่า

“อัล-ฆุลุว์” (การให้ความรักอย่างเกินเลย) ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือพวกเขาจะกล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มีความผิดพลาด แต่ถือว่าศ่อฮาบะฮฺมีความถูกต้อง หรือความเชื่อที่ว่า ชัยฏอนมาเล่น และหยอกเย้ากับท่านนบี(ศ) แต่จะกลัวต่ออุมัร และที่ “ฆุลุว์” อย่างชัดเจนอีกประการหนึ่ง ในคำพูดของพวกเขาก็คือ ถ้าหากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะให้มวลมุสลิมประสบกับเภทภัยสักอย่างหนึ่ง ทั้งๆ ที่มีศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) อยู่ในพวกเขาด้วย ก็จะไม่มีใครปลอดภัยจากมันเลย นอกจากบุตรของค็อฏฏอบเท่านั้น

และ “อัล-ฆุลุว์” อันชัดแจ้งอีกอย่างหนึ่งที่พวกเขาคลั่งไคล้กับศ่อฮาบะฮฺก็คือ ผนวกซุนนะฮฺกับการให้ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของศ่อฮาบะฮฺ โดยเฉพาะค่อลีฟะฮฺรอชิดีน ซึ่งเราได้สรุปในเรื่องนี้ไปบางส่วนแล้ว และที่เป็น “อัล-ฆุลูว์” อย่างถึงขนาดของ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ ก็คือ ห้ามมิให้พูดในเรื่องศ่อฮาบะฮฺ หรือวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ขอให้ศึกษาดูได้



อัล-มะฮฺดี : ผู้ถูกรอคอย

นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ทำการประณามเหยียดหยามชีอะฮฺ บางคนในหมู่พวกเขากล่าวด้วยการเยาะเย้ย และลบหลู่ อย่างรุนแรง เพราะพวกเขาถือว่าห่างไกลจากความเป็นจริงหรือเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์คนหนึ่งจะยังคงอยู่นานถึง 12 ศตวรรษ ในสภาพที่ยังมีชีวิต และซ่อนเร้นจากการมองเห็นของมนุษย์ทั้งหลาย จนมีนักเขียนบางท่านในยุคปัจจุบันกล่าวว่า

“สาเหตุที่ชีอะฮฺต้องสร้างแนวคิดเกี่ยวกับอิมามที่หายตัวไปว่า จะมาปลดปล่อยพวกเขานั้น ก็เพราะเขาได้ประสบกับนักปกครองที่อธรรมเป็นจำนวนมาก ตลอดมาหลายยุคสมัย ดังนั้น พวกเขาจึงปลอบใจตัวเองด้วยการให้ความมั่นใจอย่างหนึ่ง กับอัล-มะฮฺดี ผู้ถูกรอคอย ซึ่งจะมาทำให้แผ่นดินมีความยุติธรรมและเที่ยงธรรม แล้วเขาจะมาแก้แค้นต่อศัตรูของพวกเขา”

ในปีหลังๆ นี้นับจากมีการปฏิวัติอิสลามในอีหร่าน ได้มีการพูดถึงเรื่อง “อัล-มะฮฺดี” ผู้ถูกรอคอยกันมาก เพราะกลุ่มพิทักษ์การปฏิวัติได้ถือเป็นคำขวัญที่สำคัญในการประกาศของพวกเขาว่า

“ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงพิทักษ์ปกป้องท่านอิมามโคมัยนี จนกว่าอัล-มะฮฺดีจะมาปรากฏ”

จึงทำให้บรรดาชาวมุสลิม โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวปัญญาชนทุกหนแห่งพากันถามถึงความจริงของ “อัล-มะฮฺดี” ว่ามันเป็นความจริง และมีอยู่ในหลักความเชื่อของอิสลามจริงหรือไม่ หรือเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาจากพวกชีอะฮฺ

แม้ว่านักปราชญ์ชีอะฮฺ ทั้งรุ่นก่อนและรุ่นใหม่(298) เขียนถึงเรื่อง “อัล-มะฮฺดี” กันอย่างมากมายมหาศาล และถึงแม้ว่าพี่น้องซุนนีและชีอะฮฺจะได้ติดต่อกันมากครั้งในที่ประชุมสัมมนาหลายๆ ที่ และได้มีการสนทนากันถึงเรื่องความเชื่อในด้านต่างๆ แต่ปัญหาก็ยังคงคลุมเครืออยู่ในพวกเขาเป็นส่วนมากเพราะพวกเขาไม่เคยชินกับการได้ยิน ได้ฟังรายงานบอกเล่าทำนองนี้นั่นเอง

ดังนั้น อะไรคือความจริงของ “อัล-มะฮฺดี” ผู้ถูกรอคอย ในหลักความเชื่อของอิสลาม ? การวิเคราะห์เรื่องนี้ ต้องแยกออกเป็นสองส่วน

ส่วนที่หนึ่ง จะต้องวิเคราะห์เรื่อง “อัล-มะฮฺดี” จากหลักฐานคัมภีร์และซุนนะฮฺ

ส่วนที่สอง จะต้องวิเคราะห์เกี่ยวกับการมีชีวิต การหายตัว และการปรากฏตัวของท่าน

ในการวิเคราะห์ส่วนแรกนี้ ทั้งชีอะฮฺและซุนนะฮฺ มีความเชื่อตรงกันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้แจ้งข่าวดีในเรื่องนี้ และสอนให้ศ่อฮาบะฮฺรู้ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงให้เขาปรากฏในยุคสุดท้าย ฮะดีษเกี่ยวกับ “อัล-มะฮฺดี” ได้ถูกรายงานไว้โดยทุกฝ่าย ทั้งชีอะฮฺและซุนนะฮฺ ในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขา และมุซนัดของพวกเขา ข้าพเจ้าจะดำเนินการวิเคราะห์ไปตามที่เคยปฏิบัติมา คือจะไม่แสดงหลักฐานใดๆ นอกจากที่สอดคล้องตรงตามที่ยืนยันว่า ศ่อฮีฮฺจากอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ดังที่มีรายงานใน “ซุนัน” ของอะบูดาวูด ดังนี้(299)

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า “หากโลกนี้จะไม่คงอยู่อีกแล้ว นอกจากเพียงวันเดียว แน่นอน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงยืดเวลาวันนั้นให้นาน เพื่อพระองค์จะส่งชายคนหนึ่งจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ของฉันมา ชื่อของเขาจะตรงกับชื่อฉัน ชื่อบิดาของเขาจะตรงกับชื่อของบิดาของฉัน เขาจะมาทำให้แผ่นดินนี้เต็มไปด้วยความเป็นธรรมและยุติธรรม เหมือนอย่างที่ความอธรรม และความชั่วเคยเต็มมาก่อน”

มีรายงานใน “ซุนัน” ของ อิบนุมาญะฮฺ(300) ว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า

“แท้จริงพวกเรา อะฮฺลุลบัยตฺ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกปรโลกให้แก่พวกเราเหนือกว่าโลกนี้ และแท้จริงอะฮฺลุลบัยตฺของฉันจะประสบการทดสอบอย่างรุนแรงภายหลังจากฉันจะถูกขับไล่ จนกระทั่งจะมีคนพวกหนึ่งจากทางตะวันออกมาพร้อมกับถือธงดำ พวกเขาจะถามหาความดี แต่พวกเขาไม่ได้รับความดีนั้น แล้วพวกเขาก็ต่อสู้จนได้ชัยชนะ พวกเขาจึงได้รับสิ่งที่พวกเขาถามหา แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับ จนกระทั่งพวกเขามุ่งไปหาชายคนหนึ่งจากอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ซึ่งเขาจะทำให้แผ่นดินนี้เต็มไปด้วยความเที่ยงธรรม เหมือนที่ความอธรรมเคยเต็มมาก่อน”

ท่านอิบนุมาญะฮฺ ได้กล่าวใน “ซุนัน” ว่า :

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กล่าวว่า “อัล-มะฮฺดี มาจากเรา อะฮฺลุลบัยตฺ อัล-มะฮฺดี มาจากลูกหลานของฟาฏิมะฮฺ”

และท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “ในประชาชาติของฉันจะมีอัล-มะฮฺดี หากว่าใช้เวลาน้อย(ในการปกครอง) ก็เจ็ดปี ถ้าไม่เช่นนั้นก็เก้าปี นอกจากนี้ เขาจะทำให้ประชาชาติของฉันได้รับความโปรดปราน ชนิดที่ไม่เคยได้รับมาก่อน การบริโภคจะมีมาพรั่งพร้อม ทรัพย์สินในวันนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ถึงขนาดว่าถ้าชายคนหนึ่งยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า โอ้ มะฮฺดี โปรดให้ข้าพเจ้าเถิด เขาจะกล่าวว่า จงรับเอาไป”(301)

ในศ่อฮีฮฺติรมีซีระบุว่า(302) ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า “จะมีชายคนหนึ่งจากอะฮฺลุลบัยตฺของฉันมาปรากฏ ชื่อของเขาจะตรงกับชื่อของฉัน และแม้นว่า โลกนี้จะไม่คงเหลืออยู่ต่อไปอีก นอกจากวันเดียว แน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะยืดวันนั้นให้นานจนกระทั่งเขาจะมาปรากฏ”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวว่า “โลกนี้ยังไม่สลายไป จนกว่าชายคนหนึ่งแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของฉันมาปกครองคนอรับ ชื่อของเขาจะตรงกับชื่อของฉัน”

อิมามบุคอรี ได้รายงานในศ่อฮีฮฺของท่าน(303) ว่า บินบะกีรได้เล่าเราว่า “อัล-ลัยษ์” รับรายงานมาจากยูนุซรับรายงานมาจากอิบนุชิอาบ จากท่านนาฟิอฺ คนใช้ของอะบี เกาะตาดะฮฺ อัล-อันศอร กล่าวว่า ท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ(ร.ฎ.) รายงานว่า :

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า “พวกท่านจะรู้สึกอย่างไร ถ้าหากว่าบุตรของมัรยัมจะลงมาในหมู่พวกท่าน และอิมามของพวกท่านมาจากพวกท่านเอง”

ท่านฮาฟิซกล่าวไว้ใน “ฟัตฮุล-บารี” ว่า :

“สายสืบเรื่องนี้สอดคล้องตรงกันว่า “อัล-มะฮฺดี” จากประชาชาตินี้ และอีซา บุตรมัรยัมจะลงมา และจะนมาซตามหลังเขา”(304)

อิบนุฮะญัร อัล-ฮัยษุมี ได้กล่าวไว้ใน “อัศ-ศ่อวาอิก” ว่า :

“ฮะดีษที่กล่าวถึงเรื่องการมาปรากฏของ “อัล-มะฮฺดี” นั้น สอดคล้องตรงกันมาก”(305)

เจ้าของหนังสือ “ฆอยะตุล –มะมูล” กล่าวว่า :

“เป็นที่รู้กันอยู่ในระหว่างอุละมาอฺ รุ่นซะลัฟ(บรรพชน) และรุ่นเคาะลัฟ(รุ่นถัดมา)ว่า แน่นอน การมาปรากฏของชายคนหนึ่งจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้นจะ ต้องมีขึ้นในยุคสุดท้าย ชื่อว่า “อัล-มะฮฺดี” รายงานฮะดีษเรื่อง “อัล-มะฮฺดี” ได้ถูกบันทึกมาโดยศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติกลุ่มหนึ่ง และนำมาบันทึกโดยนักฮะดีษระดับอาวุโส (เช่น อะบูดาวูด, ติรมีซี, อิบนุมาญะฮฺ ฏ็อบรอนี, อะบียะอฺลา, ท่านบัซซาซ, อิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล และท่านฮากิม(ร.ฎ.) แน่นอน คนที่ถือว่าฮะดีษเกี่ยวกับเรื่องอัล-มะฮฺดีอ่อนต่อหลักฐาน ถือว่า มีความผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง”

เช่นเดียวกับนักปราชญ์ร่วมสมัยท่านมุฟตี แห่งอิควานมุสลิมีน ซัยยิด ซาบิก ได้รายงานเรื่อง “อิมามมะฮฺดี” ไว้ในหนังสือ “อัล-อะกออิด อิซลามียะฮฺ” ท่านถือว่า ความคิดในเรื่อง “อัล-มะฮฺดี” เป็นความเชื่อหนึ่งของอิสลามที่จำเป็นจะต้องเชื่อถือ

หนังสือของชีอะฮฺก็เช่นเดียวกัน ฮะดีษต่างๆ เกี่ยวกับ “อัล-มะฮฺดี” ได้ถูกนำมารายงานไว้เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งกล่าวกันว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่รับรายงานมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มากกว่าเรื่องนี้ที่รายงานเกี่ยวกับท่านอิมามอัล-มะฮฺดี

โดยนักวิชาการท่านหนึ่งคือท่าน ลุฏฟุลลอฮฺ ซอฟี ได้ทำการบันทึกไว้ในผลงานชิ้นหนึ่งของเขาเองชื่อ “มุนตะค็อบ อัล-อะษัร” เกี่ยวกับเรื่อง “อัล-มะฮฺดี” ซึ่งมีมากกว่า 60 เล่ม จากตำราอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ อันประกอบด้วยศ่อฮีฮฺทั้งหกเล่ม และมากกว่า 90 เล่มจากตำราชีอะฮฺ อันประกอบด้วยตำราสำคัญทั้งสี่

ส่วนการวิเคราะห์ขั้นที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดของ “อัล-มะฮฺดี” การมีชีวิต การหายตัวและการยังไม่วะฟาตของท่านนั้น ในส่วนนี้ก็เช่นกัน นักปราชญ์บางส่วนของอะฮฺลิซซุนนะฮฺที่ไม่ลบหลู่ต่อพวกเขา ก็ไม่ปฏิเสธและเป็นพวกที่เชื่อว่า “อัล-มะฮฺดี” นั้นคือ มุฮัมมัด บินฮะซัน อัล-อัซกะรี(อฺ) อิมามที่ 12 จากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ท่านได้เกิดแล้ว และท่านยังมีชีวิตอยู่ และจะมาปรากฏในยุคสุดท้าย เพื่อทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรม และความยุติธรรม

และอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะทรงสนับสนุนศาสนาของพระองค์ เพราะท่านนี้เองบรรดาอะฮฺลิซซุนนะฮฺ เหล่านั้นเชื่อถือตรงกับคำพูดของชีอะฮฺ อิมามิยะฮฺ ได้แก่

1. มุฮฺยิดดีน บินอัรบี ในหนังสือ “ฟุตูฮาต มักกียะฮฺ”

2. ซิบฏ์ อิบนุ เญาซี หนังสือ “ตัซกิเราะฮฺตุลคิวาศ”

3. อับดุล-วะฮาบ ชะอ์รอนี หนังสือ “อะกออิด อะกาบิร”

4. อิบนุ ค็อชชาบ หนังสือ “ตะวารีค มะวาลีด อะอิมมะฮฺวะวุฟฟิยาติฮิม”

5. มุฮัมมัด อัล-บุคอรี ฮะนะฟี หนังสือ “ฟัศลุล-คิฏ็อบ”

6. อะฮฺมัด บิน อิบรอฮีม บะลาซุรี หนังสือ “ฮะดีษมุตะซัลลุล”

7. อิบนุ ศิบาฆ มาลิกี หนังสือ “ฟูศูลุล-มุฮิมมะฮฺ”

8. อัล-อาริฟ อับดุร-เราะฮฺมาน หนังสือ “มิรอาตุล อิซรอร”

9. กะมาลุดดีน บิน ฏ็อลฮะฮฺ หนังสือ “มะฏอลิบุซซุอูล ในเรื่องมะนากิบร่อซูล”

10. อัล-ก็อนดูซี อัล-ฮะนะฟี หนังสือ “ยะนาบีอุล-มุวัดดะฮฺ”