ข้าพเจ้าขอบพระคุณท่านซัยยิดบาเก็ร อัศ-ศ็อดรฺ และถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะยอมรับตลอดทุกอย่างแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ทำนมาซฟัรฎูทั้งสองรวมกันเลย หลังจากที่อำลาจากท่านมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อข้าพเจ้ามาถึงตูนีเซีย ข้าพเจ้าก็ตกลงใจทำตามคำอธิบายและยอมรับในแนวทาง

นี่คือเรื่องราวของข้าพเจ้ากับท่านชะฮีด อัศ-ศ็อดรฺ(ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแด่ท่าน)ในหัวข้อการสนทนาเรื่องการนมาซรวม ข้าพเจ้าเล่าขึ้นตรงนี้ ก็เพื่อให้ท่านพี่น้องอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺของข้าพเจ้าจะได้เห็นอย่างชัดเจนว่า

1. จริยธรรมของนักปราชญ์ศาสนาเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาวางตัวอย่างสุภาพ ถ่อมตน กระทั่งพวกเขาเป็นผู้มีสิทธิในตำแหน่งทายาทของบรรดานบีทั้งในด้านวิชาการและจริยธรรม

2. เป็นไปได้อย่างไรที่เราโง่ ไม่รู้เรื่องที่มีในตำราศ่อฮีฮฺของเราเอง และเรากำลังประณามต่อหลายสิ่งหลายประการที่เราเชื่อถือในความถูกต้องของมันเพราะว่ามันคือซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)ที่เที่ยงแท้จริงๆ ประการต่อมาก็คือเราหมิ่นประมาท ลบหลู่ดูแคลน ในสิ่งที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กระทำ แต่ในเวลาเดียวกันนั้น เราก็อ้างตนเองว่าเป็นอะฮฺลิซซุนนะฮฺ

ขอย้อนกลับมาเข้าเรื่องต่อไป ดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไปแล้วว่า เมื่อเราจะตั้งข้อกล่าวหาใดๆ กับคำสอนของชีอะฮฺ นั้น เราต้องศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน เพราะว่าพวกเขาจะอ้างหลักฐานในทุกๆ เรื่อง กลับไปหาบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) บางทีบรรดาอิมามเหล่านั้น ปลอดพ้นจากข้อกล่าวหานั้นๆ ก็ได้ นอกจากนั้นแล้ว เราจะสุดความสามารถเสียเองในการตั้งข้อสงสัยกับตำราศ่อฮีฮฺของเราเองที่เรายึดถืออยู่ด้วยตัวเราเอง ถ้าเราสังสัยในเรื่องใดๆ เข้า ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ว่า อะไรบ้างจากศาสนาที่หลงเหลืออยู่กับเรา ?

นักวิเคราะห์ที่แท้จริงจะต้องมีความเป็นธรรม และมุ่งที่จะให้การวิเคราะห์ของตนเป็นไปเพื่อองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และความพึงพอพระทัยของพระองค์เท่านั้น บางทีพระองค์จะทรงนำทางเขาสู่หนทางอันเที่ยงตรง จะทรงอภัยโทษแก่ความบาปของเขา และจะทรงนำเขาเข้าสวนสวรรค์อันบรมสุข

หน้าที่ของท่านขณะนี้ ก็คือศึกษารายงานที่ท่านนักปราชญ์ในสายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺบันทึกไว้ ในเรื่องการนำนมาซรวม สองฟัรฎูในเวลาเดียวกัน จนกระทั่งท่านจะหมดความสงสัยที่ว่ามันมิใช่เรื่องบิดอะฮฺของพวกชีอะฮฺเลย

อิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล ได้บันทึกไว้ในหนังสือมุซนัดของท่าน(279) จากรายงานของอิบนุอับบาซว่า ท่านได้นมาซกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในเมืองมะดีนะฮฺ โดยเป็นผู้พำนักอยู่กับที่ไม่เดินทางแต่อย่างใด ซึ่งนมาซเจ็ดกับแปด (เจ็ดหมายถึงมัฆริบกับอิชาอฺรวมกัน แปดหมายถึงดุฮฺริกับอัศริรวมกัน)

อิมามมาลิก รายงานไว้ในหนังสือ “อัล-มุวัฏเฏาะ”(280) จากรายงานของอับบาซว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้นมาซดุฮฺริและอัศริรวมกัน และมัฆริบกับอิชาอฺรวมกัน โดยไม่ใช่เพราะมีความกลัว และมิใช่เดินทางแต่อย่างใด

อิมามมุสลิมรายงานไว้ในศ่อฮีฮฺของท่าน(281) บทว่าด้วยการรวมระหว่างสองนมาซในยามพำนักที่ภูมิลำเนาว่า จากท่านอิบนุอับบาซ กล่าวว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ทำนมาซดุฮฺริและอัศริรวมกัน และนมาซมัฆริบกับอิชาอฺร่วมกัน โดยปราศจากเพราะความกลัวใดๆ และมิใช่เดินทาง

เช่นเดียวกัน ท่านอิบนุอับบาซยังได้รายงานอีกว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้รวมดุอฺริกับอัศริ และรวมมัฆริบกับอิชาอฺ ที่เมืองมะดีนะฮฺ โดยที่ไม่มีความกลัวใดๆ และมิใช่เพราะฝนตก

เขาได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้ถามอิบนุอับบาซว่า “ท่านทำเช่นนั้นทำไม ?”

ท่านกล่าวว่า “เพื่อประชาชาติของท่านจะไม่มีอุปสรรค” (282)

จากรายงานเหล่านี้แหละ ท่านผู้อ่านที่รัก จะเห็นว่า นี่คือซุนนะฮฺที่ยอมรับกันในหมู่ศ่อฮาบะฮฺ และพวกเขาก็ปฏิบัติกันอย่างนั้น ท่านมุสลิมได้รายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน บทเดียวกันนั้นอีกเช่นกันว่า : อิบนุอับบาซได้ปราศรัยกับพวกเราในวันหนึ่งหลังจากนมาซอัศริ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก ดวงดาวเริ่มปรากฏ มีประชาชนกล่าวขึ้นว่า อัศ-ศ่อลาฮฺๆ เขาได้กล่าวอีกว่า มีชายคนหนึ่งจากตระกูลตะมีมมาหาท่าน แล้วกล่าวว่า

“อัศ-ศ่อลาฮฺ ๆ”

ท่านอิบนุอับบาซกล่าวว่า “ท่านจะสอนซุนนะฮฺอะไรแก่ข้าพเจ้าหรือ” หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)รวมดุฮฺริกับอัศริ และรวมมัฆริบกับอิชาอฺ”

ในอีกริวายะฮฺหนึ่ง อิบนุอับบาซ กล่าวกับชายคนนั้นว่า

“เจ้าผู้ไม่มีมารดาเอ๋ย เจ้าจะสอนเรื่องนมาซแก่เรากระนั้นหรือ ในขณะที่เรานี้ เคยรวมระหว่างสองนมาซในสมัยที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)” (283)

อิมามบุคอรี ได้รายงานไว้ในศ่อฮีฮฺของท่าน (284) บทที่ว่าด้วยเรื่องเวลามัฆริบ ท่านกล่าวว่า : ท่านอาดัมได้เล่าเราว่า ชุอฺบะฮฺได้เล่าเราว่า อัมร์ บินดีนารได้เล่าเราว่า ฉันได้ยินท่านญาบีร บินซัยด์ รับรายงานจากอิบนุ อับบาซกล่าวว่า

“ท่านนบี(ศ)ได้นมาซเจ็ด(ร็อกกะอัต)รวมกัน และแปด(ร็อกกะอัต)รวมกัน”

ท่านบุคอรีได้รายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่านเช่นกัน (285) ในบทที่ว่าด้วยเรื่องเวลาอัศริ ท่านกล่าวว่า ฉันได้ยินอะบูอุมามะฮฺ ได้กล่าวว่า : พวกเราได้นมาซกับท่านอุมัร บิน อับดุลอะซีซ ในเวลาดุฮฺริ หลังจากนั้นเราก็ได้ออกไป จนกระทั่งเราได้เข้ามาพบกับท่านอะนัซ บินมาลิก แล้วเราก็ได้พบว่าเขานมาซอัศริอยู่

ฉันได้กล่าวว่า “โอ้ลุง นมาซที่ท่านได้นมาซอยู่นี้เป็นนมาซอะไร”

ท่านตอบว่า “อัศริและนี่คือนมาซของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ที่เราได้เคยทำนมาซกับท่าน”

หลังจากที่ได้แสดงหลักฐานฮะดีษต่างๆ ที่ถูกต้องจากทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺแล้ว เราฉุกคิดขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเราได้ไต่ถามกันอยู่ตลอดมาว่า ทำไมอะฮฺลิซซุนนะฮฺ จึงประณามต่อชีอะฮฺ ?

อีกเช่นเคยที่ข้าพเจ้าจะขอกล่าวว่า พวกเขาพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่กระทำ และพวกเขาสบประมาทในสิ่งที่พวกเขาเชื่อถือกันว่าถูกต้อง

ท่านอิมามในเมืองฟักเซาะฮฺ ได้ยืนขึ้นต่อหน้าพวกเราเพื่อด่าว่าเราและประจานเราท่ามกลางผู้นมาซว่า

“พวกท่านเห็นแล้วใช่ไหม นี่คือศาสนาที่พวกเขาเหล่านั้นนำมาใหม่ แท้จริงพวกเขาจะลุกขึ้นนมาซอัศริ หลังจากนมาซดุฮฺริแล้ว อันนี้คือศาสนาใหม่ มิใช่เป็นศาสนาของมุฮัมมัด(ศ)ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)พวกเขาขัดแย้งกับอัล-กุรอานที่ได้กล่าวว่า

“แท้จริง การนมาซได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาตามเวลาที่ได้วางไว้”

แล้วท่านก็ได้ปล่อยคำสบประมาทต่างๆ แก่ผู้เข้าสู่แนวทางชีอะฮฺ อย่างหมดเปลือก ไม่เหลืออะไรไว้เลย

มีบุคคลหนึ่งที่เพิ่งเข้ารับแนวทางมาพบกับข้าพเจ้า เขาเป็นคนหนุ่มที่มีวิชาการอยู่ในระดับสูง เขาได้เล่าให้ข้าพเจ้ารับทราบถึงเรื่องราวที่อิมามได้กล่าวซึ่งล้วนแต่ยังความเจ็บปวดและขมขื่น ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้ฝากหนังสือศ่อฮีฮฺบุคอรี และศ่อฮีฮฺมุสลิมให้เขาพาไปมอบแก่ท่านอิมาม เพื่อที่จะได้พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าการทำนมาซรวมนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นซุนนะฮฺหนึ่งของท่านนบี(ศ) เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ต้องการจะโต้เถียงกับเขา กล่าวคือเมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้าได้เคยโต้แย้งกับเขาด้วยวิธีการที่ดียิ่ง แต่เขากลับมอบการดูหมิ่นเหยียดหยามด่าประณาม และตั้งข้อหาอย่างผิดๆ

จุดสำคัญก็คือว่า เพื่อนของข้าพเจ้าคนนี้ยังทำนมาซตามหลังเขาอยู่ ครั้นหลังจากเสร็จนมาซ ท่านอิมามก็จะนั่งสอนตามปกติ เพื่อนของข้าพเจ้าก็ได้เสนอคำถามเกี่ยวกับเรื่องการทำนมาซฟัรฎูทั้งสองรวมกัน

เขาได้ตอบว่า “มันเป็นเรื่องอุตริขึ้นมาของพวกชีอะฮฺ”

เพื่อนของข้าพเจ้าพูดกับเขาว่า “แต่มันมีปรากฏอยู่ในหนังสือ ศ่อฮีฮฺ บุคอรี และมุสลิม”

เขากล่าวว่า “ไม่จริง”

เมื่อนั้นเองเพื่อนของข้าพเจ้าก็ได้นำหนังสือศ่อฮีฮฺบุคอรี และศ่อฮีฮฺมุสลิมออกมามอบให้แก่เขา แล้วเขาก็ได้อ่านในบทที่ว่าด้วยการทำรวมระหว่างนมาซทั้งสอง เพื่อนของข้าพเจ้ากล่าวว่า ครั้นพอเขาได้เผชิญกับความจริงต่อหน้าบรรดาผู้นมาซที่มาฟังบทเรียนของเขาแล้ว เขาก็ปิดหนังสือทันที แล้วยื่นกลับมาให้แก่ข้าพเจ้าทั้งสองเล่ม

เขากล่าวว่า “นี่มันเป็นงานเฉพาะของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เท่านั้น เอาไว้ให้เธอได้เป็นศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เสียก่อนแล้วเธอจึงสามารถที่จะนำนมาซอย่างนั้นได้”

เพื่อนของข้าพเจ้าคนนี้กล่าวว่า “ฉันได้รู้แล้วว่าท่านเป็นคนโง่เขลาที่มีความคิดถือฝักฝ่ายอย่างมีอคติ ฉันขอสาบานว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจะไม่ยอมนมาซตามหลังท่านอีก”

โปรดตรองดูให้ดีเถิดท่านผู้อ่านทั้งหลาย นี่คือการถือฝักฝ่ายอย่างมีอคติจนหน้ามืดตามัว จนหัวใจถูกใส่สลักแบบปิดตาย ดังนั้นเขาจึงถูกปิดกั้นมิให้มองเห็นสัจธรรม ทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งของพวกเรา ซึ่งมีชื่อว่า “กวางก็บินได้”(286)

ข้าพเจ้าขอร้องให้เพื่อนของข้าพเจ้ากลับไปหาเขาอีกที เพื่อที่จะให้บทเรียนแก่เขาว่า ท่านอิบนุอับบาซ ก็เคยทำนมาซนั้น และเช่นเดียวกัน ท่านอะนัซ บินมาลิก และบรรดาศ่อฮาบะฮฺจำนวนมากก็เช่นเดียวกันด้วย แล้วทำไมเขาจึงให้ความหมายว่านมาซนี้ทำได้ก็เฉพาะแต่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เท่านั้น ในตัวของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มิได้เป็นแบบอย่างที่ดีเลิศสำหรับพวกเรากระนั้นหรือ ? แต่เพื่อนของข้าพเจ้าได้ออกตัวต่อข้าพเจ้าว่า

“อย่าเรียกร้องให้ข้าพเจ้าทำอย่างนี้เลย เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ยอมรับหรอก ต่อให้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มาบอกเขาด้วยตัวของท่านเองก็ตาม”

มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ทว่ามันก็เป็นไปแล้ว และเป็นความจริงที่ปรากฏให้สัมผัสอย่างชัดเจนอยู่เสมอๆ สำหรับคนประเภทนั้น ซึ่งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ให้เหตุผลในเรื่องนี้ไว้ว่า

“ดังนั้นแท้จริงเจ้าไม่สามารถจะทำให้คนตายได้ยินดอก และเจ้าไม่สามารถจะทำให้คนหูหนวกได้ยินเสียงเรียกได้เลย เมื่อนั้น พวกเขาก็ได้ผินหลังกลับ และเจ้าไม่มีหน้าที่ชี้นำคนตาบอดให้ออกจากความหลงผิดของพวกเขา เพียงแต่เจ้าสามารถจะทำให้ได้ยินได้ก็คือ ผู้ศรัทธาต่อโองการทั้งหลายของเรา เพราะพวกเขาเป็นผู้สวามิภักดิ์” (อัร-รูม / 53 )

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ หลังจากที่คนหนุ่มจำนวนมากได้รู้ความจริงเหล่านี้ นั่นคือการทำรวมกันระหว่างนมาซทั้งสอง พวกเขาส่วนใหญ่ก็ได้หันกลับมานมาซ หลังจากที่เคยละทิ้งไปนาน เพราะว่าพวกเขาตั้งใจว่า นมาซต่างๆที่ขาดไปในเวลาของมันนั้น พวกเขาค่อยกลับมาทำรวมกันคราวเดียวทั้งสี่นมาซในยามกลางคืน เพื่อความอบอุ่นในหัวใจของพวกเขา

เขาเหล่านั้นเข้าถึงฮิกมะฮฺ(วิทยปัญญา) ในเรื่องการทำนมาซสองฟัรฎูรวมกัน เพราะว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำงานราชการและนักศึกษา ตลอดถึงประชาชนทั่วไปก็สามารถจะทำการนมาซในเวลาของมันได้โดยที่พวกเขามีความสงบมั่นทางจิตใจ และพวกเขาได้เข้าใจในคำสอนของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ที่ว่า

“เพื่อประชาชาติของฉันจะได้ไม่มีอุปสรรค”



การซุญูดบนดิน

นักปราชญ์ชีอะฮฺมีความเชื่อถืออย่างเป็นเอกฉันท์ว่า การซุญูดบนดินมีความประเสริฐอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาได้รับรายงานมาจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ว่า เป็นคำสอนของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ปู่ทวดของพวกเขาว่า การซุญูดบนดินนั้นมีความประเสริฐที่สุดและในริวายะฮฺอื่นก็ยังมี อีกว่า

“ไม่อนุญาตให้ซุญูด นอกจากบนดินเท่านั้น หรือบนสิ่งที่งอกเงยขึ้นมาจากดิน อันมิใช่สิ่งที่นำมารับประทาน และมิใช่สิ่งที่นำมาเพื่อสวมใส่”

เจ้าของหนังสือ “วะซาอิล ชีอะฮฺ” ได้รายงานจากมุฮัมมัด บิน อะลี บินฮุเซน(อฺ) ด้วยสายสืบจากท่านฮิชาม บินฮะกัม จากท่านอะบูอับดุลลอฮฺ(อฺ)กล่าวว่า

“การซุญูดบนดินนั้นประเสริฐที่สุด เพราะว่ามันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนอบน้อมอย่างลึกซึ้ง และเป็นการถ่อมตัวแด่องค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

อีกริวายะฮฺหนึ่งรายงานจากท่านมุฮัมมัด บินฮะซัน โดยสายสืบจากท่านอิซฮาก บินฟัฎล์ว่า แท้จริงท่านได้ถามอะบูอับดุลลอฮฺ(อฺ) เกี่ยวกับการซุญูดบนเสื่อกก

ท่านตอบว่า “ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้ซุญูดบนดินแล้วฉันชอบที่สุด เพราะท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ชอบในสิ่งนี้ ที่จะให้หน้าผากของท่านนบี(ศ)มีโอกาสได้สัมผัสกับดิน ซึ่งฉันเองก็ชอบที่จะให้ได้แก่ท่านในสิ่งเดียวกับที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ชอบ”

ส่วนบรรดานักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น ไม่ได้มีความเห็นว่าผิดแต่ประการใดกับการซุญูดบนผ้าไหมและผ้าพรม ถึงแม้ว่าตามทัศนะของพวกเขานั้นที่ประเสริฐที่สุดก็คือเสื่อกก ได้มีรายงานริวายะฮฺส่วนหนึ่ง ซึ่งท่านบุคอรี และมุสลิมได้นำมาบันทึกไว้ในศ่อฮีฮฺของท่านทั้งสอง โดยยืนยันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มีเครื่องใช้อย่างหนึ่ง(ค็อมเราะฮฺ) ที่ถูกสานมาจากกิ่งอินทผลัมและดินชื้น ท่านจะซุญูดลงไปบนนั้น

ท่านมุสลิมได้รายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน กิตาบว่าด้วย “เฮฎ” (ระดู) จากรายงานของยะฮฺยา บินยะฮฺยา และอะบูบักรฺ บินอะบีชัยบะฮฺ จากอะบูมุอาวิยะฮฺ จากอัล-อะมัซ จากซาบิต บินอะบีด จากกอซิม บินมุฮัมมัด จากอาอิชะฮฺได้กล่าวว่า :

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวกับข้าพเจ้า “จงนำค็อมเราะฮฺ จากมัสญิดให้แก่ฉันเถิด”

นางกล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้ตอบท่านว่า “แท้จริงข้าพเจ้ามีระดูอยู่”

ท่านกล่าวว่า “แท้จริงระดูของเธอมิได้อยู่ในเมือของเธอ”(287)

(ท่านมุสลิมได้กล่าวว่า “ค็อมเราะฮฺ” หมายถึง ซัจญดะฮฺที่รองซุญูดขนาดเล็ก ประมาณได้เท่ากับส่วนที่ซุญูดลงไป)

นับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ชอบซุญูดบนดิน นั่นคือรายงานที่ท่านบุคอรี ได้บันทึกไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน จากอะบีซะอีด อัล-คุดรี(ร.ฎ.)ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้อิอ์ติกาฟ (บำเพ็ญตนอยู่ในมัสญิด) ในสิบคืนตอนกลางของเดือนรอมฎอน แล้วท่านก็อยู่ประจำไปจนกระทั่งถึงคืนที่ 21 นั่นคือที่ท่านจะออกมาจากการอิอ์ติกาฟ

ท่านได้กล่าวว่า “คนใดที่อิอ์ติกาฟกับฉัน ก็ให้อยู่อิอ์ติกาฟในสิบคืนหลังต่อไป เพราะในคืนนี้ข้าพเจ้าได้ฝันไป แต่แล้วมันก็เลือนรางไปจากฉันเสียและแท้จริง ฉันได้ฝันว่าฉันได้ซุญูดในน้ำและดินชื้น ดังนั้นพวกท่านจงถือปฏิบัติในสิบคืนหลัง และจงถือปฏิบัติในทุกนมาซวิตร์ ครั้นแล้วฝนก็ได้ตกลงมาในคืนนั้น และมัสญิดอยู่บนที่ลุ่ม น้ำจึงไหลซึมเข้าไปในมัสญิด ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยสองตาของข้าพเจ้ายังท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ที่บนหน้าผากของท่านนั้นมีรอยน้ำและดินชื้นในตอนเช้าวันที่ 21”(288)

ส่วนหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า ศ่อฮาบะฮฺก็นิยมซุญูดบนดินอีกด้วยเช่นกัน และนี้ก็เพราะได้อยู่ร่วมกับท่านนบี(ศ) รายงานที่บันทึกโดยอิมามนะซาอี ในซุนันของท่าน บทที่ว่าด้วยเรื่องการทำให้กรวดทรายเย็นเสียก่อนเพื่อซุญูดลงไปบนนั้น ท่านกล่าวว่า : ท่านกุตัยบะฮฺ ได้เล่าเราว่า ท่านอิบาดได้เล่าเราว่า ท่านมุฮัมมัด บินอัมรฺ รายงานจากท่านซะอีด บินฮัรษฺได้รายงานจาก ญาบิร บินอับดุลลอฮฺว่า พวกเราได้นมาซกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในเวลาศุบฮฺ

ดังนั้น ฉันได้กำกรวดทรายไว้ในกำมือเพื่อทำให้มันเย็น แล้วฉันก็ได้เปลี่ยนไปไว้ในกำมืออีกข้างหนึ่ง ครั้นเมื่อในเวลาฉันซุญูด ฉันก็ได้วางมันลงไปตรงที่หน้าผากของฉัน(289)

นอกเหนือไปจากนี้ก็คือ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวไว้เองว่า

“แผ่นดินได้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นสถานที่ซุญูดและทำความสะอาดสำหรับฉัน”(290)

ท่าน(ศ) ได้กล่าวอีกเช่นกันว่า

“แผ่นดินทั้งหมดได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นสถานที่ซุญูดสำหรับพวกเราและผิวดินของมันได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นที่ทำความสะอาดสำหรับเรา” (291)

บรรดาชาวมุสลิมยังจะดื้อด้านในการต่อต้านกับชีอะฮฺได้อย่างไร โดยสาเหตุที่ว่าพวกเขาซุญูดบนดิน แทนที่จะซุญูดบนผ้าไหม

เรื่องมันถึงขนาดที่จะต้องกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นกาฟิร และประณามอีกทั้งปรักปรำพวกเขาด้วยถ้อยคำติฉินนินทาและใส่ร้ายได้อย่างไร ? ว่าพวกเขาเคารพภักดีรูปปั้น

คนเหล่านั้นจะโจมตีพวกเขาที่ประเทศซาอุดีฯได้อย่างไร โดยสาเหตุเพียงการมีดินอยู่ในกระเป๋าเสื้อ หรือในกระเป๋าเดินทางของพวกเขา

นี่หรืออิสลาม ที่สั่งให้เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน และมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยามมุสลิมที่ปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ(ศ) และได้ดำรงนมาซ ได้จ่ายซะกาต ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน อีกทั้งบำเพ็ญฮัจญ์

ผู้มีสติปัญญายังจะคาดคิดได้อีกหรือว่าคนเป็นชีอะฮฺที่ได้ทุ่มเทความเหนื่อยยาก และยอมขาดทุนด้วยประการต่างๆ ทั้งปวงเหล่านั้น อีกทั้งยังได้มาบำเพ็ญฮัจญ์ที่บัยตุลลอฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ และได้ไปเยี่ยมเยือนสุสานของท่านนบี(ศ) แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เคารพภักดีต่อก้อนหินเหมือนอย่างที่คนบางกลุ่มมองว่าเขาเป็นอย่างนั้นได้หรือ ? อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ยังไม่ยอมรับคำพูดของท่านชะฮีด มุฮัมมัด บาเก็ร อัศ-ศ็อดร์ อีกหรือ ซึ่งข้าพเจ้าได้นำมาถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มแรก (ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ) ไปแล้ว

เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าได้ถามท่านในเรื่องดิน

ท่านตอบว่า “เราซุญูดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)บนดิน มันมีความแตกต่างกันมากเลยทีเดียวระหว่างการซุญูดบนดินกับการซุญูดดิน”

และในเมื่อคนเป็นชีอะฮฺมีความละเอียดถี่ถ้วนในการที่จะให้ซุญูดของตนเป็นไปด้วยความสะอาด และถูกยอมรับจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เขาจึงได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์จากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของเราปัจจุบันนี้ ทุกมัสญิดได้หันมานิยมใช้ผ้าพรมที่ทำมาจากใยไหมบ้าง ขนสัตว์บ้าง และในบางแห่งก็จะใช้สิ่งที่เรียกว่ากระเบื้องโมเสค นั่นคือ วัตถุที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันเลยว่า ผลิตมาจากชาวมุสลิม เพราะมันมิได้ถูกผลิตขึ้นในประเทศอิสลามแต่อย่างใดเลย

แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้มันทำการซุญูด อันเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้ซุญูดลงไปเลย เรามีสิทธิกระนั้นหรือในการที่จะตำหนิติเตียนคนเป็นชีอะฮฺเหล่านี้ ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องความถูกต้องของนมาซ และเราจะตั้งข้อกล่าวหาแก่เขาว่าเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา ทำชิริก เพียงเห็นลักษณะอย่างผิวเผินเช่นนั้น ?

คนเป็นชีอะฮฺนั้นก็คือ ผู้ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับกิจการในศาสนาของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนมาซ ที่ถือว่าเป็นเสาหลักของศาสนา ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าเขาจะถอดเข็มขัด ถอดนาฬิกาออก เพราะว่าในนั้นอาจจะมีหนังสัตว์ที่เขาไม่รู้ซึ้งถึงที่มาของมัน และในบางเวลาเขายังต้องถอดกางเกงที่ทำมาจากผ้าฝรั่งเศส แล้วนมาซด้วยการใช้กางเกงที่ทำมาจากผ้าด้ายธรรมดาๆ ทุกอย่างเหล่านี้ เป็นเรื่องของการใช้ความละเอียดถี่ถ้วน และการให้ความสำคัญกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ อันจะมีขึ้นเบื้องพระพักตร์แห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทั้งนี้ก็เพื่อเขาจะมิได้เข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลด้วยสิ่งของใดๆ ที่พระองค์ทรงรังเกียจ

เมื่อเป็นเช่นนั้น เรามีสิทธิอันใดในการที่จะเยาะเย้ยถากถาง หรือว่าเขาควรที่จะได้รับสิทธิในการให้เกียรติและยกย่อง เพราะว่าเขาให้เกียรติต่อสัญลักษณ์ต่างๆ แห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้ว ดังนั้นแท้จริง มันเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความตักวาให้เกิดขึ้นในหัวใน

โอ้ ปวงบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด และจงพูดด้วยวาจาที่มีเหตุมีผล

“และมาตรแม้นมิใช่เป็นเพราะความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และความเมตตาของพระองค์ที่ให้ไว้แก่สูเจ้าในโลกดุนยาและปรโลกแล้ว แน่นอน การลงทัณฑ์อันใหญ่หลวงจะได้สัมผัสเจ้าตามกรณีที่สูเจ้าได้ละเมิดในเรื่องนี้ ในขณะที่พวกสูเจ้าใช้ลิ้นของพวกสูเจ้าออกไป และพวกสูเจ้าก็พูดด้วยลมปากของสูเจ้าในสิ่งที่พวกสูเจ้าไม่มีความรู้ใดๆ เลย และสูเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับอัลลอฮฺ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก” (อัน-นูร / 14-15 )



อัร-ร็อจอะฮฺ : การคืนชีพ

ปัญหานี้เป็นเรื่องที่มีเพียงพวกชีอะฮฺเท่านั้น ที่มีคำสอนไว้ ข้าพเจ้าได้ค้นคว้าในตำราต่างๆ ของซุนนะฮฺ ก็ไม่พบร่องรอยการกล่าวถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด นอกจากในความเชื่อบางประการของพวกศูฟีซึ่งเป็นความเชื่อถือที่ลึกลับประการหนึ่ง ที่ไม่ถือว่าคนใดไม่เชื่อ จะมีความศรัทธาไม่สมบูรณ์ หรือจะต้องมีข้อแม้ใดๆ สำหรับข้อนี้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า ไม่มีโทษและไม่มีคุณประโยชน์สำหรับความเชื่อถือ และการไม่เชื่อถือเรื่องนี้ อันที่จริงมันเป็นเพียงคำบอกเล่า และริวายะฮฺที่ชีอะฮฺได้รับริวายะฮฺมาจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์(อฺ)ว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงชุบชีวิตของผู้ศรัทธาบางคน และคนชั่วช้าบางคน เพื่อให้บรรดาผู้ศรัทธาได้ชำระโทษต่อศัตรูของพวกเขา อันเป็นศัตรูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในโลกนี้ ก่อนจะถึงวันปรโลก

ถ้าหากรายงานบอกเล่านี้เป็นเรื่องจริง ซึ่งมันเป็นรายงานที่ศ่อฮีฮฺ และสอดคล้องตรงกันจากพวกชีอะฮฺ ก็ถือว่าไม่จำเป็นสำหรับอะฮฺลิซซุนนะฮฺ และเราก็มิได้กล่าวว่า สำหรับพวกเขาจำเป็นจะต้องมีความเชื่อนี้ เพราะบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ได้เล่าเรื่องนี้ต่อมาจากปู่ทวดของพวกเขา คือศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เปล่าเลย แต่เป็นเพราะเรายึดหลักการว่า ตัวของเราจะต้องให้ความเป็นธรรมในการวิเคราะห์ และไม่มีการถือฝักฝ่ายอย่างอคติ

ดังนั้นเราจึงไม่ตั้งข้อผูกมัดใดๆ แก่พวกอะฮฺลิซซุนนะฮฺ นอกจากโดยหลักฐานที่พวกเขายืนยันอยู่แล้วด้วยตัวของพวกเขาเอง และที่เป็นรายงานในศ่อฮีฮฺของพวกเขาเท่านั้น

และเป็นเพราะว่าเรื่อง “ร็อจอะฮฺ” มิได้ถูกกล่าวไว้ในตำราของพวกเขา เป็นอันว่า พวกเขามีเสรีภาพที่จะไม่ยอมรับเรื่องนี้และปฏิเสธเรื่องนี้ได้ ในกรณีที่ถ้าหากชีอะฮฺคนหนึ่งคนใดต้องการจะบังคับให้พวกเขาเชื่อถือรายงานบอกเล่าเหล่านี้

ในส่วนของชีอะฮฺนั้น พวกเขามิได้บังคับใครว่าต้องพูดถึงเรื่อง “ร็อจอะฮฺ” และพวกเขาจะไม่พูดว่าคนๆ นั้น เป็นกาฟิร ด้วยการปฏิเสธเรื่องนี้ กล่าวคือ ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะมาประณามและกล่าวหาพวกชีอะฮฺ เพราะพวกเขากล่าวถึงเรื่อง “ร็อจอะฮฺ” โดยรายงานบอกเล่าที่ยืนยันอยู่ในหมู่พวกเขา และโดยการตัฟซีรบางโองการจากอัล-กุอาน เช่น โองการที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“และวันนั้นเราจะจัดชุมนุมคนหมู่หนึ่ง จากทุกประชาชาติจากส่วนหนึ่งของผู้ปฏิเสธต่อโองการทั้งหลายของเรา ดังนั้น พวกเขาจะถูกกระจายแยกย้ายไป” (อัน-นัมลิ / 83 )

ในตัฟซีร “อัล-กุมมี” บันทึกไว้ว่า มีรายงานจาก อิบนุอุมัยรฺ รายงานจาก ฮัมมาด จากท่าน อะบูอับดุลลอฮฺ(ญะอฺฟัร) อัศ-ศอดิก (อฺ) กล่าวว่า

“คนทั่วไปอธิบายโองการนี้ว่าอย่างไร ? (และวันนั้น เราจะจัดชุมนุมคนหมู่หนึ่งจากทุกประชาชาติ) ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “พวกเขาอธิบายว่ามันเป็นเรื่องในวันกิยามะฮฺ”

ท่านกล่าวว่า “มิใช่อย่างที่พวกเขากล่าวหรอก แท้จริงมันเป็นเรื่องของการคืนชีพ(ร็อจอะฮฺ) ในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะจัดชุมนาคนหมู่หนึ่งจากประชาชาติ แล้วปล่อยบรรดาพวกที่เหลือกระนั้นหรือ ? อันที่จริงวันกิยะมะฮฺนั้น คือโองการหนึ่งอีก ได้แก่

“และเราได้จัดชุมนุมพวกเขา โดยมิได้ปล่อยพวกเขาไว้เลย แม้สักคนเดียว” (อัล-กะฮฺฟุ / 47 )