ส่วนริวายะฮฺที่สองซึ่งอิมามอะฮฺหมัดได้รายงานไว้ในซุนันของท่านและที่มีการพูดกันว่า ซูเราะฮฺอะฮฺซาบนั้น ขาดไปถึง 3 ใน 4 เพราะ ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺมีทั้งหมด 286 โองการ ในขณะที่ซูเราะฮฺ อัล-อะฮฺซาบมีเพียง 73 โองการเท่านั้น และถ้าหากเราจะถือว่าอัล-กุรอานแบ่งซูเราะฮฺนี้ออกเป็นภาค ในเมื่อซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ มีข้อความมากกว่า เกือบห้าเท่าของซูเราะฮฺอะฮฺซาบ ก็แสดงว่าซูเราะฮฺอะฮฺซาบที่มีอยู่ในขณะนี้ มีเพียงภาคเดียวเท่านั้น

คำพูดของอุบัยด์ บินกะอับที่ว่า

“ข้าพเจ้าได้เคยอ่านซูเราะฮฺนี้กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) โดยมีข้อความเท่าๆกันกับซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ หรือมากกว่า”

ท่านคือคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงว่าเป็นนักอ่านที่ท่องจำอัล-กุรอานในสมัยของท่านนบี(ศ) และท่านเองคือคนที่ท่านอุมัรคัดเลือกขึ้นมา(272) เพื่อนำนมาซตะรอวิฮฺดังนั้น คำพูดของท่านในที่นี้ทำให้บังเกิดความสงสัยและความพะวักพะวงอย่างไม่มีปัญหา

อิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล ได้รายงานไว้ในหนังสือมุซนัดของท่านจากท่านอุบัยด์ บินกะอับ กล่าวว่า แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงบัญชาให้ฉันอ่านอัล-กุรอานให้แก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ท่านก็ได้อ่านว่า “พวกอะฮฺลุลกิตาบยังไม่เป็นพวกปฏิเสธ” แล้วท่านได้อ่านในโองการนั้นว่า “ถ้าหากลูกหลานของอาดัมร้องขอขุมทรัพย์สักขุมหนึ่ง แล้วเขาก็ได้รับตามที่ขอ

แน่นอน เขาจะต้องขอเป็นครั้งที่สอง ดังนั้นถ้าหากเขาได้ขอเป็นครั้งที่สองแล้วเขาได้รับอีก แน่นอนเขาจะต้องขอเป็นครั้งที่สาม เพราะในกระเพาะของลูกหลานอาดัมนั้น มิอาจจะเต็มได้ นอกจากด้วยดินเท่านั้น

และอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงให้คนที่กลับตัว ได้รับการอภัย นี่แหละคือศาสนาอันเที่ยงธรรม ณ อัลลอฮฺ(ซ.บ.) อันเป็นแนวทางบริสุทธิ์ไม่ใช่ของพวกตั้งภาคี และมิใช่ของพวกยิว และมิใช่ของพวกนะศอรอ และผู้ใดที่กระทำความดี พระองค์จะไม่ลบล้างมันเลย”(273)

ท่านฮาฟิซ อิบนุ อะวากิร ได้รายงานไว้ในตอนที่กล่าวถึงท่านอุบัยด์ บินกะอับว่า : อะบูดัรดาอ์ ได้ขี่พาหนะไปยังเมืองมะดีนะฮฺในกลุ่มของชาวซีเรีย แล้วได้อ่านอัล-กุรอานโองการนี้ให้ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบฟัง

“แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธนั้น ในหัวใจของพวกเขามีความเร่าร้อน ดุจความเร่าร้อนของพวกสมัยงมงาย และถ้าหากพวกสูเจ้าเร่าร้อนเหมือนกับพวกเขาเร่าร้อนแล้ว แน่นอนมัสญิดอัล-ฮะรอมจะถูกทำลาย”

ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ กล่าวว่า “คนใดในหมู่พวกท่านที่อ่านข้อความนี้ ?”

พวกเขากล่าวว่า “อุบัยด์ บินกะอับ”

ดังนั้น ท่านจึกเรียกเขาแล้วกล่าวกับพวกเขาว่า

“พวกท่านทั้งหลาย จงอ่านโองการนี้เถิด (ข้อความ)”

แล้วพวกเขาก็อ่านกัน ดังนั้น ท่านอุบัยด์ บินกะอับ ได้กล่าวแก่ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบว่า “ใช่แล้ว ข้าพเจ้าได้สอนให้พวกเขาอ่าน”

แล้วท่านอุมัรก็ได้กล่าวแก่ ซัยด์ บินซาบิตว่า “โอ้ซัยด์ จงอ่านเถิด”

ดังนั้น ซัยด์ ก็อ่านเหมือนกับที่อ่านกันทั่วไป

แล้วท่านอุมัรได้กล่าวว่า “ข้าแต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ฉันไม่รู้ นอกจากอย่างนี้เท่านั้น”

ดังนั้น อุบัยดฺ บินกะอับ จึงกล่าวว่า

“โอ้ อุมัร ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ แท้จริงท่านก็รู้ดีว่า ฉันประจำถิ่นอยู่เสมอ ส่วนพวกเขามักจะหายลับไปเสมอ (ไม่อยู่ประจำ) ส่วนฉันอยู่เปิดเผยเสมอ แต่พวกเขามักจะไม่ปรากฏตัวเสมอ ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ถ้าท่านต้องการ ฉันจะอยู่แต่กับบ้านจะไม่พูดอะไรสักอย่างเดียว และไม่สอนอ่านให้ใครสักคนเดียว จนกว่าจะตาย”

อุมัร กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)โปรดอภัย แท้จริง ท่านรู้ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้ประทานความรู้มายังพวกท่าน ดังนั้นจงสอนประชาชนในสิ่งที่ท่านรู้เถิด”

ท่านได้กล่าวว่า อุมัร ได้เดินผ่านเด็กชายคนหนึ่ง กำลังอ่านหนังสือบันทึกว่า :

“ท่านนบี(ศ)นั้น เป็นผู้มีอำนาจต่อบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง และภรรยาของเขานั้น เป็นมารดาของพวกเหล่านั้น ตัวเขาเองก็คือบิดาของพวกนั้น”

ท่านได้ถามเด็กชายคนนั้นว่า “โอ้เด็กน้อย บอกเรื่องของมันมาซิ”

เด็กตอบว่า “นี่คือบันทึกของอุบัยด์ บิน กะอับ”

แล้วท่านอุมัรก็ได้ไปหากะอับ เมื่อไปถึงก็ถามเขา

เขาได้บอกว่า “แท้จริงมันเป็นพราะอัล-กุรอานนั่นเอง ที่ทำให้ข้าพเจ้าเผลอไปอย่างนั้น เหมือนอย่างที่ท่านก็เคยเผลอเวลาไปทำธุระที่ตลาด”(274)

อิบนุ อัล-อะซีซ ก็ได้รายงานไว้อย่างนี้เช่นกันในหนังสือ “ญามิอุล-อุศูล” อะบูดาวูดก็ได้รายงานไว้ในซุนันของท่าน และท่านฮากีมก็ได้รายงานไว้ใน “อัล-มุซตัดร็อก”

ท่านผู้อ่านที่รัก ข้าพเจ้าจะขอฝากข้อคิดในครั้งนี้ให้แก่ท่านจากตัวอย่างทั้งหลายริวายะฮฺต่างๆ นี้ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดในหนังสือของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ แต่พวกเขาลืมคำนึงถึง แล้วก่นด่าบริภาษชีอะฮฺซึ่งในหนังสือของคนเหล่านี้ไม่ได้มีมากมายเช่นนั้นเลย

แต่มีผู้ขัดแย้งบางท่านจากอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺหลีกเลี่ยงจากริวายะฮฺเหล่านี้ โดยปฏิเสธเหมือนอย่างที่เคยเป็น แล้วยังปฏิเสธอิมามอะฮฺมัดที่นำรายงาน ที่เสียหายอย่างนี้มาบันทึก เขาถือว่าสายสืบของเรื่องอ่อนต่อหลักฐาน อีกทั้งยังถือว่า “มุซนัด” ของอิมาม อะฮฺมัด และ “ซุนัน” ของอะบูดาวูด มิได้ถือว่า เป็นหนังสือที่ศ่อฮีฮฺตามฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ เพราะเหตุว่าข้าพเจ้ารู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี

กล่าวคือทุกครั้งที่ข้าพเจ้าพูดถึงฮะดีษจากหนังสือเหล่านี้ซึ่งในฮะดีษเหล่านั้นล้วนเป็นข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดของชีอะฮฺ จะเห็นได้ว่าพวกเขาพยายามหลบหลีกและติเตียนหนังสือที่พวกเขาเรียกขานกันเองว่า เป็นหนังสือศ่อฮีฮฺทั้งหก นั่นคือ บุคอรี, มุสลิม, อะบีดาวูด, ติรมิซี, นะซาอี, อิบนุ มาญะฮฺ ส่วนหนึ่งของพวกเขายังได้นับ “ซุนันอัด-ดาเราะมี” และ “มุวัฎเฎาะ” ของอิมามมาลิก และ “มุซนัด” ของอิมามอะฮฺมัด รวมเข้าไปในจำนวนหกท่านนั้นด้วย

และสำหรับบรรดาผู้คัดค้านอย่างแข็งขันเหล่านั้น ข้าพเจ้าจะนำริวายะฮฺต่างๆ ทำนองนี้จากศ่อฮีฮฺบุคอรีและศ่อฮีฮฺมุสลิม อีกโสตหนึ่งมาเสนอให้ดูเผื่อพวกเขาจะถูกชี้นำยังความเป็นจริงและยอมรับทุกอย่างตามนั้น

อิมามบุคอรีได้รายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่านในบท(275) “มานากิบอัมมาร” และฮุซัยฟะฮฺ(ร.ฎ.) จาก “อุล-เกาะมะฮฺ” ได้กล่าวว่า : ข้าพเจ้าได้เข้าเมืองซีเรีย แล้วได้นมาซสองร็อกอะฮฺ หลังจากนั้นก็ได้กล่าวว่า

“ข้าแต่อัลลอฮฺ โปรดทำให้ข้าพเจ้าได้สะดวกในการได้นั่งร่วมกับผู้มีคุณธรรม”

ดังนั้น จึงมีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาแล้วข้าพเจ้าก็เข้าไปนั่งร่วมกับพวกเขา ครั้นเมื่อมีผู้อาวุโสคนหนึ่งเข้ามานั่งข้างข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ากล่าวขึ้นว่า “ท่านนี้ คือใคร ?”

พวกเขาตอบว่า “ท่านอะบูดัรดาอฺ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “แท้จริงข้าพเจ้าได้ขอต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ว่าให้มีโอกาสได้นั่งร่วมกับคนที่มีคุณธรรม ดังนั้น พระองค์ก็ประทานให้ข้าพเจ้ามีโอกาสนั่งกับท่าน”

เขาถามว่า “ท่านมาจากไหน ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “มาจากเมืองกูฟะฮฺ”

เขากล่าวว่า “ที่เมืองของพวกท่านมีบุคคลสำคัญอยู่มิใช่หรือ ในหมู่พวกท่านมีคนที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ป้องกันมิให้ชัยฏอนเข้าใกล้ ตามคำพูดของท่านนบี(ศ) ในหมู่พวกท่านมีคนที่รู้ความลับของท่านนบี(ศ) ที่ไม่มีใครรู้ได้ นอกจากเขาคนเดียว”

หลังจากนั้น เขากล่าวว่า “ท่านอับดุลลอฮฺ อ่าน “วัลลัยลิ อิซายัฆชา” อย่างไร ?”

ข้าพเจ้าอ่านให้เขาฟังว่า “วัลลัยลิ อิซา ยัฆชา วันนะฮา ริอิซา ตะญัลลา วัซ ซะกะ รอ วัล อุนษา”

ท่านกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)แน่นอนที่สุด ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) สอนอ่านให้แก่ฉันอย่างนี้แหละ ชนิดปากต่อปาก”

ในอีกริวายะฮฺหนึ่ง เขาได้เสริมไปอีกว่า : พวกเขาใช้ความพยายามตลอดเวลาที่จะให้ข้าพเจ้าสลัดทิ้งสิ่งหนึ่งที่ฉันเคยได้ยินมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)(276)

ในรายงานเหล่านี้ทั้งหมดให้ความหมายว่า อัล-กุรอานที่เรามีอยู่กันในปัจจุบันนี้ เพิ่มคำว่า “วะมา เคาะละกอ” เข้าไป

ท่านบุคอรี ได้รายงานในศ่อฮีฮฺของท่าน โดยสายสืบจากท่านอิบนุ อับบาซว่า : ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบ กล่าวว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงแต่งตั้งมุฮัมมัดมาแล้วด้วยสัจธรรม ดังนั้น พระองค์ก็ได้ประทานคัมภีร์มาให้แก่พวกเขา ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานมานั้น มีโองการว่าด้วยการขว้าง เราเคยได้อ่านโองการนี้ และได้จำจดกัน และได้นำมาปฏิบัติ ด้วยโองการนี้แหละที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ขว้าง และเราก็ได้ขว้างหลังจากสมัยท่าน ฉันหวั่นใจว่า ประชาชนในสมัยที่เนิ่นนานวันต่อไป จะกล่าวว่า :

ขอสาบานต่ออัลลอฮฺเราไม่ได้พบโองการว่าด้วยการขว้างในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เลย แล้วพวกเขาจะหลงผิด เพราะละเลยบทบัญญัติหนึ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานลงมา การขว้างตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ถือเป็นบทลงโทษสำหรับคนล่วงประเวณีที่มีคู่ครองแล้ว ทั้งชายหญิง ถ้าหากมีหลักฐานอันชัดแจ้งหรือถูกจับได้หรือรับสารภาพ หลังจากนั้น เราก็อ่านกันจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งมีโองการว่า

“พวกสูเจ้าอย่าได้ชิงชังบรรพบุรุษของสูเจ้า กล่าวคือ การชิงชังที่พวกสูเจ้ามีต่อบรรพบุรุษสูเจ้านั้น เป็นการปฏิเสธสำหรับพวกสูเจ้า” หรือ...

“แท้จริงการเป็นผู้ปฏิเสธสำหรับพวกสูเจ้า คือกรณีที่สูเจ้าชิงชังต่อบรรพบุรุษของพวกสูเจ้าเอง”(277)

อิมามมุสลิม ได้รายงานในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน(278) บทว่าด้วย (หากลูกหลานของอาดัมมีขุมทรัพย์สองหลุมแล้ว ก็ยังอยากได้แห่งที่สาม)

ท่านได้กล่าวว่า : อะบู มูซา อัล-อัซอะรี ได้ถูกส่งตัวไปสอนอัล-กุรอานให้แก่ชาวบัศเราะฮฺ ได้มีคนจำนวน 300 คน เข้ามาหาท่านซึ่งคนเหล่านั้นได้อ่านอัล-กุรอาน

ท่านได้กล่าวว่า “พวกท่านเป็นชาวบัศเราะฮฺที่มีการอ่านคัมภีร์ดีที่สุด แต่อีกไม่นาน หัวใจของพวกท่านจะแข็งกระด้าง เหมือนกับหัวใจของคนอื่นก่อน ที่เคยแข็งกระด้างมาแล้ว เพราะแท้จริง เราเคยได้อ่านข้อความในซูเราะฮฺหนึ่งที่ดูคลับคล้ายคลับคลาว่ามีความยาวและแข็งกร้าวคล้ายซูเราะฮฺอัล-บะรออะฮฺ ซึ่งมันได้ถูกลืมเลือนไปเสียแล้ว อย่างไรก็ดีฉันเองยังจำได้อยู่บ้างที่ว่า

ถึงแม้ว่า จะมีขุมทรัพย์สองขุม เป็นของลูกหลานอาดัมแล้วก็ตาม แน่นอนเขายังจะต้องแสวงหาขุมที่สามต่อไป และท้องของลูกหลานอาดัม นั้นจะไม่มีอะไรทำให้เต็มได้ นอกจากดิน”

เราเคยได้อ่านข้อความหนึ่งที่ดูคล้ายว่า เป็นซูเราะฮฺประเภทที่เริ่มต้นด้วยการสดุดี แต่มันก็ถูกลืมไปแล้ว อย่างไรก็ตามฉันยังจำได้อยู่บ้างคือ

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ทำไมพวกสูเจ้าพูดในสิ่งที่สูเจ้าไม่กระทำ กล่าวคือ สูเจ้าถูกกำหนดมาเป็นสักขีพยานแก่ตัวของพวกสูเจ้าเองแล้วพวกสูเจ้าจะต้องถูกสอบถามในเรื่องนั้น เมื่อถึงวันฟื้นคืนชีพ”

สองซูเราะฮฺนี้ ตามที่ถูกอ้างขึ้นมาว่า ท่านอะบูมูซา อัช-อารี ลืมไปแล้วว่าหนึ่งนั้นคล้ายกับซูเราะฮฺบะรออะฮฺ หมายความว่า มี 129 โองการ สองนั้นคล้ายกับซูเราะฮฺที่เริ่มต้นด้วย “ซับบะฮะลิลลาฮฺ” หมายความว่า มี 20 โองการ ทั้งสองซูเราะฮฺไม่มีปรากฏ นอกจากในจิตสำนึกของท่านมูซา

ท่านจงอ่านและจงวิเคราะห์ดูเถิด มันน่าประหลาดใจและน่าหัวเราะ หรือ ร้องไห้กันแน่ ข้าพเจ้าขอปล่อยเป็นหน้าที่ของท่านตัดสินใจกันเอง

โอ้ ท่านนักวิเคราะห์ที่มีใจธรรม

ดังนั้น ถ้าหากตำราของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ และมุซนัดของพวกเขาก็ดี ศ่อฮีฮฺของพวกเขาก็ดี มีความแปลกปลอมริวายะฮฺอย่างนี้ซึ่งเท่ากับอ้างว่า อัล-กุรอานมีการบกพร่องในบางแห่ง และว่ามีการเพิ่มในบางแห่ง แล้วทำไมการดูหมิ่นดูแคลนอย่างนี้จึงตกแก่ฝ่ายชีอะฮฺที่ร่วมกันกล่าวว่าข้ออ้างเหล่านี้ ล้วนเป็นความผิดพลาดทั้งสิ้น

ถ้าหากเจ้าของหนังสือ “ฟัศลุล-คิฏอบ” ชีอะฮฺคนหนึ่งซึ่งตายในปี ฮ.ศ. 1320 เขียนหนังสือเล่มหนึ่งประมาณร้อยปีมานี้ ในเรื่อง “ตะฮฺรีฟ” แล้วคนซุนนีเล่าเขียนมาก่อน นั่นคือ เจ้าของหนังสือ “อัล-ฟุรกอน” โดยรัฐบาลได้เผยให้เห็นข้อเท็จจริง เพราะการเรียกร้องของมหาวิทยาลัย อัซฮัร ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งเราต้องยอมรับว่า ของทุกอย่างที่ถูกสั่งห้าม ย่อมได้รับความสนใจ

ดังนั้นถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะถูกสั่งห้ามในอียิปต์ แต่ก็มิได้ห้ามในประเทศอื่นๆ ของอิสลาม ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่า หนังสือ “ฟัศลุล-คิฏอบ” ของนักเขียนชีอะฮฺ ก็คือผลพวงของหนังสือ “อัล-ฟุรกอน” ของซุนนีนั้นเอง เพราะออกเผยแพร่ช้ากว่าของซุนนีถึง 4 ศตวรรษ

จุดสำคัญที่สุดในทุกประการเหล่านี้ก็คือว่า นักปราชญ์ซุนนะฮฺ และนักปราชญ์ชีอะฮฺ ที่เป็นนักวิเคราะห์และได้ศึกษารายงานเหล่านี้แล้ว ต้องเชื่อถือว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญอย่างหนึ่ง และพวกเขาต้องยอมรับว่า อัล-กุรอานที่เรามีอยู่นี้แหละ คือ อัล-กุรอานเล่มเดียวกับอัล-กุรอานที่ถูกประทานมาแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) ของเราซึ่งไม่มีอะไรต่อเติม และบกพร่องในนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และดัดแปลงใดๆ เลย

ดังนั้น อะฮฺลิซซุนนะฮฺจะก่นด่าชีอะฮฺอยู่อีกทำไม กับเพราะรายงานต่างๆ ที่เป็นโมฆะในทัศนะของชีอะฮฺและพวกเขาเองก็ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงด้วย ขณะเดียวกันกับที่ตำราศ่อฮีฮฺของซุนนะฮฺเองนั้น กลับยืนยันว่ารายงานเหล่านี้มีความถูกต้องศ่อฮีฮฺ

โอ้ มวลมุสลิม อย่างนี้มิใช่ความเป็นธรรม และไม่เป็นความยุติธรรมเลย ท่านนบีอีซา(อฺ) ได้กล่าวความจริงไว้แล้วว่า

“พวกเขามองเห็นเศษขยะในตาของคนพวกหนึ่ง แต่กลับมองไม่เห็นท่อนไม้ที่อยู่ในตาของพวกเขาเอง”

ข้าพเจ้าเมื่อคิดถึงรายงานริวายะฮฺเหล่านี้หลายครั้งหลายหน ก็มีความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะในทุกวันนี้ การที่เราจะนิ่งเงียบอย่างเดียวนั้น ไม่พอเพียงแก่เราเสียแล้ว สำหรับแผนการ และกับดักต่างๆ ที่ถูกวางไว้

เพราะได้มีการกล่าวถึงคำขวัญต่างๆ ที่กุขึ้นโดยหนังสือบางเล่ม และนักเขียนบางคนที่เรียกร้องเชิญชวนว่าให้ยึดถือตามซุนนะฮฺนบี(ศ) และมีผู้อยู่เบื้องหลังพวกเขาเหล่านั้น ที่รู้กันดีอยู่ว่า คอยให้กำลังใจและสนับสนุนนักเขียนเหล่านั้น ให้ประณาม ปรักปรำว่าชีอะฮฺเป็นกาฟิร โดยเฉพาะหลังจากการปฏิวัติอิสลามเกิดขึ้นในอิหร่าน

จึงขอให้พวกเขา จงยำเกรงอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ในเรื่องพี่น้องของพวกสูเจ้า และจงยึดเหนี่ยวสายเชือกแห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้มั่นคงโดยพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน และจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่มีต่อพวกท่าน ขณะที่พวกท่านเป็นศัตรูกัน แล้วทรงสมานฉันท์จิตใจของพวกสูเจ้า จนพวกสูเจ้าได้เป็นพี่น้องกันด้วยความโปรดปรานของพระองค์



การนมาซรวม

อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกนำมากล่าวถึงเพื่อลบหลู่ชีอะฮฺก็คือ การทำนมาซดุฮฺริกับอัศริรวมกัน และทำมัฆริบกับอิชาอฺรวมกัน อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น ได้มีการลบหลู่ดูหมิ่นชีอะฮฺอย่างมาก ตามที่พวกเขาคิดในใจกันเองว่า พวกเขารักษาการนมาซ เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“แท้จริงการนมาซได้ถูกกำหนดมาแก่บรรดาผู้ศรัทธาตามเวลาที่วางไว้”

และส่วนมากแล้วพวกเขาจะกล่าวหาว่า พวกชีอะฮฺทำเฉยเมยกับนมาซ และขัดแย้งกับคำสั่งของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และคำสั่งของท่านศา-สนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ก่อนที่เราจะตัดสินอะไรลงไปแก่พวกเขา จำเป็นที่เราจะต้องวิเคราะห์หัวข้อเรื่องนี้จากแง่มุมต่างๆ และเราจะเห็นคำสอนของทั้งสองฝ่าย ตามปกติ และเราได้ยินฟังคำให้การทั้งของฝ่ายโจทย์และจำเลย และเราจะศึกษาข้อพิสูจน์หลักฐานของสองฝ่าย เพื่อเราจะได้เข้าใจอย่างชัดเจน กล่าวคือเราจะไม่รีบสรุปเพื่อปรักปรำพวกเขาตามสภาพการณ์ของพวกเขา

สำหรับอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั้น พวกเขามีความเชื่อถือตรงกันว่า อนุญาตให้รวมได้ ที่อะเราะฟะฮฺ ระหว่างดุฮฺริ กับอัศริ และเรียกชื่อนมาซนี้ว่า ญัมอุ ตักดีม และอนุญาตให้รวมที่มุซดะลิฟะฮฺได้ในเวลาอิชาอฺ ระหว่างอิชาอฺกับมัฆริบ และให้ชื่อเรียกว่า ญัมอฺ ตะคีร นี่คือเรื่องหนึ่งที่มุสลิมทุกฝ่ายทั้งซุนนะฮฺและชีอะฮฺ ตลอดทั้งชาวอิสลามทุกหมู่เหล่ามีความเชื่อถือตรงกันอย่างไม่มีข้อแม้

ความขัดแย้งระหว่างชีอะฮฺ กับอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ก็คืออนุญาตให้ทำนมาซรวมได้ระหว่างฟัรฎูทั้งสอง คือดุฮฺริ กับอัศริ และมัฆริบกับอิชาอฺ ในทุกวันตลอดปี โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ และไม่เดินทาง

สำหรับพวกที่ถือตามมัซฮับฮะนะฟีนั้นกล่าวว่า ไม่อนุญาตให้กระทำแม้กระทั่งในยามเดินทาง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีข้อบัญญัติอันชัดแจ้งว่า อนุญาตให้ทำได้โดยเฉพาะในการเดินทาง และในเรื่องนี้พวกเขาขัดแย้งกับมติโดยส่วนรวมของประชาชาติทั้งซุนนะฮฺ และชีอะฮฺ

ส่วนมัซฮับมาลิกี ชาฟีอี นั้น พวกเขากล่าวว่า อนุญาตให้รวมระหว่างนมาซฟัรฎูทั้งสองได้ ในยามเดินทาง แต่พวกเขามีความเห็นขัดแย้งกันในกรณีที่เวลามีอุปสรรค ที่น่าหวาดกลัว เวลามีฝนตกและดินแฉะ

ส่วนชีอะฮฺ อิมามียะฮฺนั้น พวกเขามีความเชื่อถือตรงกันว่า อนุญาตให้ทำอย่างนั้นได้โดยสิ้นเชิง โดยไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องฝนตก ไม่ต้องป่วย และไม่มีสิ่งที่น่ากลัวใดๆ ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาปฏิบัติตามคำสอนที่รายงานมาจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) เชื้อสายผู้บริสุทธิ์(อฺ)

ในที่นี้ จำเป็นที่เราจะต้องนำเอาจุดยืนของพวกเขามาทำความเข้าใจสำหรับการตั้งข้อกล่าวหา และให้ความสงสัย เพราะทุกครั้ง อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จะยกหลักฐานมาหักล้างพวกเขา เพียงเพราะการที่ชีอะฮฺปฏิบัติตามนั้น ก็โดยที่บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ได้สอนพวกเขา อธิบายให้พวกเขารู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขา และเขาเหล่านั้นภาคภูมิใจว่า บรรดาอิมามเหล่านั้นเป็นมะอฺศูม และรอบรู้ในเรื่องอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ

ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าทำนมาซดุฮฺริ กับอัศริรวมกันนั้น ได้ทำตามการเป็นอิมามของท่านชะฮีดมุฮัมมัด บาเก็ร อัศ-ศ็อดร์(ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานความยินดีแก่ท่าน) ขณะนั้นข้าพเจ้าอยู่ที่เมืองนะญัฟ ข้าพเจ้าทำนมาซดุฮฺริกับอัศริ แยกเวลามาก่อน จนกระทั่งถึงวันอันจำเริญวันนั้น ซึ่งข้าพเจ้าได้ออกมาที่มัสญิด พร้อมกับท่านชะฮีด มุฮัมมัด บาเก็ร อัศ-ศ็อดร์ ออกจากบ้านของท่าน โดยท่านได้นำนมาซผู้ปฏิบัติตามท่าน

ในวันนั้นพวกเขาให้เกียรติข้าพเจ้าด้วยการที่จัดที่ข้างหลังท่านให้แก่ข้าพเจ้าโดยตรงกันเลยทีเดียว เมื่อข้าพเจ้านมาซดุฮฺริเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นทำนมาซอัศริอีก ในจิตใจของข้าพเจ้ามืดตื้อไปหมด แต่ก็ยังอุ่นใจได้ด้วยเหตุสองประการ คือ

1. บุคลิกท่าทางของท่านซัยยิดอัศ-ศ็อดร์ และความสำรวมของท่านในนมาซ

2. จิตใจของข้าพเจ้าในสถานที่แห่งนี้ ขณะที่ข้าพเจ้าเป็นคนใกล้ท่านที่สุด ข้าพเจ้ารู้สึกว่าจิตใจถูกดึงดูดด้วยพลังอันทรงอำนาจให้ทำตามท่าน เมื่อเรานมาซอัศริเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าได้ยินผู้คนเข้ามาซักถามท่าน ข้าพเจ้าซึ่งยังนั่งอยู่ข้างหลังท่าน จึงได้ยินคำถามและคำตอบพอสมควร นอกจากบางคำที่พูดกันเบามาก ข้าพเจ้ารู้สึกเกรงต่อท่านอย่างยิ่ง หลังจากนั้น ท่านก็นำข้าพเจ้าไปยังบ้านของท่านเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

วันนั้น ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองเป็นแขกที่มีเกียรติมาก ข้าพเจ้าถือเอาโอกาสนั้นเรียนถามท่านถึงเรื่องการรวมนมาซทั้งสอง

ท่านซัยยิดมุฮัมมัด บาเก็ร อัศ-ศ็อดร์ กล่าวว่า

เรามีรายงานมากมายจากสายอิมามผู้ชี้ทางนำ(อฺ) ว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ทำนมาซรวมกันคือหมายถึงนมาซดุฮฺริ และอัศริรวมกัน เช่นเดียวกันนมาซมัฆริบและอิชาอฺรวมกัน โดยไม่มีความน่ากลัวใดๆ ไม่ใช่เวลาเดินทาง หากแต่ท่านกระทำเพื่อยกภาระอุปสรรคไปจากอุมมะฮฺของท่าน

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอุปสรรค เมื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“พระองค์ไม่ทรงกระทำสิ่งใดๆ แก่พวกสูเจ้าในศาสนาจากเรื่องที่เป็นอุปสรรค”

ท่านกล่าวว่า “เมื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทรงรู้ว่าในยุคสุดท้าย จะปรากฏในยุคต่อไปคือที่เราเรียกกันหมู่พวกเราว่าพนักงาน เจ้าหน้าที่ราชการ หน่วยรักษาความปลอดภัย ทหาร ตำรวจ คนทำงานเอกชน และองค์กรต่างๆ จนกระทั่งครู นักเรียน ทุกหมู่เหล่านั้น จะลำบากกับศาสนาของพวกเขา ถ้าหากทรงวางภาระให้ดำรงนมาซห้าครั้งในห้าเวลาที่แยกเป็นช่วงๆ

ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) จึงนมาซฟัรฎูสองอย่างในเวลาเดียวกัน เพื่อให้นมาซมีสามช่วงเวลา ซึ่งอันนี้จะอำนวยความสะดวกแก่มวลมุสลิม และไม่มีอุปสรรคใดๆ ในการทำเช่นนี้”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “แต่ซุนนะฮฺนบี(ศ)จะยกเลิกอัล-กุรอานไม่ได้”

ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้ายังไม่ได้พูดเลยว่าซุนนะฮฺยกเลิก อัล-กุร อานได้ แต่ซุนนะฮฺอธิบายอัล-กุรอาน และให้ความกระจ่างในสิ่งที่เราเป็นปัญหากันอยู่”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ก็องค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“แท้จริงการนมาซ ได้ถูกกำหนดมาแก่บรรดาผู้ศรัทธาตามเวลาที่วางไว้”

เป็นที่รู้กันในซุนนะฮฺว่าญิบรีล(อฺ) ได้มาหาท่านนบี(ศ) และนมาซกับท่าน 5 ครั้งในวันกับคืนหนึ่ง และให้ชื่อนมาซนั้นๆ ว่าดุฮฺริ อัศริ มัฆริบ อิชาอฺ และศุบฮฺ”

ท่านกล่าวว่า “จากโองการที่ว่า “แท้จริงการนมาซ ได้ถูกกำหนดมาแก่บรรดาผู้ศรัทธาตามเวลาที่ถูกวางไว้” นั้น ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้อธิบายไว้ทั้งวิธีแยกช่วงเวลา และทำรวมกันระหว่างฟัรฎูทั้งสอง ดังนั้นโองการนั้นแสดงให้เห็นว่า การแยกเวลานมาซออกเป็นห้าเวลา หรือรวมมันเข้ามาเป็นสามเวลา ก็คือเวลาที่ถูกต้อง ตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงพอพระทัยแล้ว”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “โอ้ ท่านซัยยิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ ทำไมอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า “กำหนดตามเวลาที่วางไว้” ถ้าเป็นเช่นนั้น ?”

ท่านตอบข้าพเจ้าด้วยอาการยิ้มแย้มว่า “ท่านเชื่อว่าบรรดามุสลิมในเวลาทำพิธีฮัจญ์ มิได้นมาซในเวลาของมันใช่ไหม และว่าพวกเขาขัดขืนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ใช่ไหม เมื่อพวกเขาชุมนุมกันที่อะเราะฟะฮฺ เพื่อทำนมาซดุฮฺริกับอัศริรวมกัน และที่มุซดะลีฟะฮฺ โดยนมาซมัฆริบและอิชาอฺรวมกัน และนี่คือการทำตามสิ่งที่ท่านศาสนทูต(ศ)ได้กระทำ”

ข้าพเจ้าคิดอยู่เล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะบางทีอาจเป็นอุปสรรค ในขณะที่คนทำฮัจญ์ต้องเหนื่อยเพลีย ดังนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จึงประสงค์ที่จะผ่อนผันให้พวกเขา”

ท่านกล่าวว่า “นี่ก็เช่นเดียวกัน อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ที่จะยกภาระอันเป็นอุปสรรค ออกจากคนรุ่นหลังในหมู่ประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ) เพื่อศาสนาจะได้เป็นเรื่องสะดวกแก่พวกเขา”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “โอ้ ซัยยิดของข้าพเจ้า ขอกลับไปที่คำพูดของท่านเถิด ที่ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีวะฮฺยูแก่นบี(ศ)ของพระองค์ว่า ให้นมาซกับพวกเขาสองฟัรฎูรวมกัน เพื่อนมาซมีสามเวลา แทนที่จะเป็นห้าเวลา ในโองการใดบ้างที่กล่าวอย่างนี้ ?”

ท่านตอบทันทีทันใดเลยว่า “และในโองการอะไรที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)สั่งให้รวมนมาซสองฟัรฎูที่อะเราะฟะฮฺ และที่มุซดะลีฟะฮฺ ? และโองการไหนที่กล่าวถึงเรื่องห้าเวลา ?”

ข้าพเจ้านิ่งเงียบ และมิได้แสดงความเห็นใดๆออกมา ข้าพเจ้ายอมรับคำตอบของท่านก็ตรงนี้

ท่านได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “มิใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีวะฮฺยูลงมายังท่านนบี(ศ)ของพระองค์จำเป็นจะต้องเป็นอัล-กุรอาน ดังโองการที่ว่า

“จงกล่าวเถิด มาตรว่า ทะเลเป็นน้ำหมึกสำหรับพจนารถของพระผู้อภิบาลของฉัน ทะเลจะเดือดแห้งก่อนที่พจนารถของพระผู้อภิบาลของฉันจะแห้ง และถึงแม้ว่าเราจะนำน้ำหมึกปริมาณเท่านั้นมาเติมอีกก็ตาม” (อัล-กะฮฺฟุ / 109 )

อันที่จริงแล้ว ทุกเรื่องที่เราให้ชื่อเรียกว่าซุนนะฮฺนบี(ศ) นั้นเป็นเพียงวะฮฺยูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทั้งสิ้น แก่นบีของพระองค์(ศ) ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“อันใดก็ตามที่ศาสนทูตนำมา ดังนั้นพวกสูเจ้าก็จงรับมันไว้และอันใดที่เขาห้ามพวกสูเจ้าก็จงหยุดยั้ง” (อัล-ฮัชรฺ/ 7 )

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศ่อฮะบะฮฺ ไม่มีสิทธิที่จะขัดขืนท่านนบี(ศ) เมื่อท่านออกคำสั่งแก่พวกเขา หรือห้ามพวกเขา โดยการที่จะขอดูหลักฐานจากถ้อยคำของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ต่อท่าน อันที่จริง พวกเขามีเพียงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ และคำห้ามของพระองค์ โดยถือว่า ทุกอย่างที่ออกมาจากท่านเป็นวะฮฺยูของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

ท่านซัยยิด มุฮัมมัด อัศ-ศ็อดร์ ทำให้ข้าพเจ้ายอมรับตามที่ท่านได้อธิบายออกมา และข้าพเจ้ายังโง่เขลาต่อความจริงเหล่านี้ จึงกล่าวต่อไปเพื่อขอความเข้าใจในเรื่องทำนมาซทั้งสองรวมกัน

“โอ้ ท่านซัยยิดของข้าพเจ้า สำหรับมุสลิมสามารถจะทำนมาซรวมกันสองฟัรฎูในเวลาที่มีความจำเป็นใช่ไหม ?”

ท่านกล่าวว่า “สามารถที่จะทำนมาซสองฟัรฎู รวมกันได้ทุกๆ โอกาสโดยไม่มีความจำเป็นใดๆ”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “แล้วท่านมีหลักฐานอย่างไรบ้าง ?”

ท่านกล่าวว่า “เพราะท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ทำนมาซสองฟัรฎูรวมกันในเมืองมะดีนะฮฺโดยที่มิได้เดินทาง ไม่มีสิ่งน่ากลัวใดๆ และไม่มีฝนตก และไม่มีอะไรเป็นเรื่องเร่งด่วน มีเพียงอย่างเดียวคือขจัดปัญหาอุปสรรคให้พ้นไปจากเรา นี่คือสิ่งที่ต้องสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ซึ่งเป็นหลักฐานอันมั่นคงจากพวกเรา โดยสายรายงานจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) และยืนยันจากพวกท่านเองอีกด้วย”

ข้าพเจ้าแปลกใจมาก เป็นไปได้อย่างไร ที่ว่ามีการยืนยันจากฝ่ายเราในเมื่อข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อนวันนี้เลย และไม่เคยเห็นใครในหมู่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ สักคนเดียวที่ทำอย่างนั้น หากตรงกันข้ามพวกเขากล่าวว่า นมาซนั้นโมฆะ ถ้าหากกระทำขึ้นแม้เพียงนาทีเดียวก่อนอะซาน จะเป็นอย่างไรสำหรับคนที่ทำนมาซอัศริก่อนตั้งหลายชั่วโมง พร้อมกับดุฮฺริ หรือนมาซอิชาอฺพร้อมกับมัฆริบ อันนี้ พวกเราถือว่า ต้องปฏิเสธและเป็นโมฆะ

ท่านซัยยิด มุฮัมมัด บาเก็ร เข้าใจในอาการงุนงงของข้าพเจ้า และการแสดงความประหลาดใจ ท่านกระซิบคนที่นั่งอยู่ด้วยบางท่าน แล้วเขาก็ลุกไปอย่างรวดเร็ว และได้นำหนังสือสองเล่มมาด้วย ข้าพเจ้ารู้เลยว่ามันเป็นหนังสือศ่อฮีฮฺบุคอรี และศ่อฮีฮฺมุสลิม ท่านซัยยิดอัศ-ศ็อดรฺ มอบหมายให้นักศึกษาผู้นั้นเปิดให้ข้าพเจ้าดูฮะดีษต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนมาซสองฟัรฎูรวมกัน

ข้าพเจ้าอ่านด้วยตัวเองในหนังสือศ่อฮีฮฺบุคอรีถึงวิธีการทำนมาซรวมที่ท่านนบี(ศ)รวมฟัฎูดุฮฺริกับอัศริ และเช่นกัน สำหรับนมาซมัฆริบกับอิชาอฺเหมือนกันกับที่ข้าพเจ้าอ่านในศ่อฮีฮฺมุสลิมหนึ่งบทโดยสมบูรณ์ ในเรื่องการรวมระหว่างสองนมาซเมื่ออยู่ในถิ่นพำนัก โดยไม่มีเหตุอันน่ากลัว และไม่มีฝนและมิได้เดินทาง

ข้าพเจ้ามิอาจซ่อนความรู้สึกแปลกใจ และตื่นตะลึงได้ จะมีบ้างก็คือความสงสัยในใจว่า บุคอรี และมุสลิมสองเล่มที่พวกเขามีอยู่นี้ ถูกปลอมแปลงขึ้นมา และข้าพเจ้าก็เก็บความรู้สึกว่าค่อยกลับไปเปิดหนังสือสองเล่มนี้ที่ตูนีเซีย

ท่านซัยยิด มุฮัมมัด บาเก็ร อัศ-ศ็อดรฺ ถามข้าพเจ้าถึงความเห็นหลังจากได้ดูหลักฐานนี้แล้ว

ข้าพเจ้าตอบว่า “ท่านทั้งหลายอยู่กับสัจธรรม และพวกท่านเป็นผู้มีความสัตย์ในสิ่งที่พวกท่านกล่าว แต่ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าถามท่านสักคำถามหนึ่งเถิด ?”

ท่านตอบว่า “เชิญเลย”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “อนุญาตให้ทำนมาซรวมกันระหว่างนมาซทั้งสี่เหมือนอย่างที่พวกเราส่วนมากทำกันเมื่อเวลากลับมาถึงบ้านกลางคืน คือพวกเขาจะนมาซดุฮฺริ อัศริ มัฆริบ อิชาอฺ ชดเชย”

ท่านกล่าวว่า “อันนี้ไม่อนุญาต นอกจากด้วยความจำเป็นจริงๆ เพราะความเดือดร้อน ถือว่ามีหลักการอนุโลมได้ในยามขับขัน เพราะการนมาซถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาตามเวลาที่วางไว้”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ท่านบอกข้าพเจ้ามาก่อนว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้ทำทั้งแยกเวลา และรวมด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าเวลาของนมาซต่างๆนั้น เป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)”

ท่านกล่าวว่า “แท้จริงฟัรฎูดุฮฺริ กับฟัรฎูอัศรินั้น มีเวลาร่วมกัน โดยนับเริ่มแต่ตอนดวงอาทิตย์คล้อยจนดวงอาทิตย์ตก และฟัรฎูมัฆริบ กับฟัรฎูอิชาอฺ นั้นก็เช่นกัน คือมีเวลาร่วมกัน และนับเริ่มจากดวงอาทิตย์ตกจนถึงเที่ยงคืนสำหรับนมาซศุบฮฺนั้นมีเวลาเดียวคือ นับเริ่มจากตอนแสงอรุณจริงปรากฏจนถึงตอนที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ดังนั้น ผู้ใดที่ทำแตกต่างจากเวลานี้ ถือว่าขัดแย้งกับโองการอันทรงเกียรติที่ว่า

“แท้จริงการนมาซได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ศรัทธาตามเวลาที่ถูกวางไว้”

กล่าวคือ เราไม่สามารถนมาซศุบฮฺก่อนแสงอรุณจริงปรากฏได้ ไม่สามารถจะทำหลังดวงอาทิตย์ขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ก็ไม่อนุญาตให้เรานมาซดุฮฺริและอัศริก่อนตะวันคล้อย หรือหลังดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว เช่นเดียวกับที่ไม่อนุญาตให้เรานมาซฟัรฎูมัฆริบ อิชาอฺก่อนมัฆริบ และหลังเที่ยงคืนแล้ว”