ท่านอะฏออฺ กล่าวว่า ท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ เข้ามาทำอุมเราะฮฺแล้วเราก็นำท่านไปยังที่พักของท่าน มีคนพวกหนึ่งถามท่านในหลายๆ เรื่องต่อจากนั้น พวกเขาก็พูดถึงเรื่องมุตอะฮฺ ท่านกล่าวว่า

“ใช่แล้ว พวกเราเคยทำมุตอะฮฺกันในสมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และสมัยอะบูบักร และสมัยของอุมัร ดังนั้น ถ้าหากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ห้ามการทำมุตอะฮฺจริง แน่นอนจะต้องไม่อนุญาตให้พวกเขาทำมุตอะฮฺกันมาจนถึงสมัยอะบูบักรฺ และอุมัรหรอก ดังที่ท่านก็เห็นๆอยู่”

จึงเป็นอันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มิได้ห้ามเรื่องนี้และมิได้สั่งฮะรอมเรื่องนี้ หากแต่การห้ามมีขึ้นในสมัยของอุมัร บินค็อฏฏอบ เช่นเดียวกับที่มีรายงานในศ่อฮีฮฺบุคอรี

จากท่านมุซัดดัด ได้รายงานว่า ท่านยะฮฺยา ได้รายงานจากท่านอิมรอน อะบีบักร ได้เล่าเราว่า อะบู ได้เล่าเราว่า จากอิมรอน บินฮุศ็อยน์(ร.ฎ.) กล่าวว่า : โองการว่าด้วยการมุตอะฮฺถูกประทานลงมาในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นเราก็ได้ทำกันในสมัยท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และอัล-กุรอานมิได้ลงคำสั่งมาว่าห้ามเรื่องนี้ และท่านก็มิได้ห้ามเรื่องนี้จนกระทั่งตาย ชายคนหนึ่งได้กล่าวไปตามความเห็นของเขา ตามที่เขาต้องการ

ท่านมุฮัมมัด(ศ)กล่าวว่า “คนที่ถูกกล่าวถึงนั้น คือ อุมัร” (260)

ท่านผู้อ่านสังเกตดูเองเถิด ท่านจะเห็นว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)มิได้ห้ามเรื่องนี้ จนกระทั่งตายตามที่ศ่อฮาบะฮฺท่านนี้เปิดเผย และท่านก็เห็นแล้วว่า การห้ามเรื่องนี้ ถูกอ้างไปถึงท่านอุมัร อย่างชัดแจ้งไม่มีความคลุมเครือใดๆ ประกอบยังได้เสริมเข้าไปอีกว่า เขาได้กล่าวไปตามทัศนะของเขา ในสิ่งที่เขาต้องการ

นี่คือหลักฐานที่ท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮฺได้เปิดเผยไว้ โดยท่านได้กล่าวว่า : เราได้ทำมุตอะฮฺกันด้วยอินทผลัมและแป้งกำมือหนึ่งในสมัยของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) และสมัยอะบูบักรฺ จนกระทั่งอุมัรได้ห้ามในกรณีของอัมรฺ บินฮุร็อยษ์(261)

ส่วนกรณีที่มีหลักฐานว่าศ่อฮาบะฮฺบางท่านถือตามทัศนะของอุมัร อันนี้มิได้เป็นเรื่องแปลก ในเมื่อที่ผ่านมาเรายังถกเถียงกันถึงเรื่องเหตุการณ์อัปโยคในวันพฤหัสบดีมาแล้วว่าบางคนในหมู่สาวกก็มีความเห็นตรงกับท่านอุมัรที่กล่าวว่า

“ฮัซบุนา กิตาบัลลอฮฺ (อัล-กุรอาน เพียงพอแล้วสำหรับเรา) ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เพ้อไปแล้ว”

ในเมื่อพวกเขาลำดับเรื่องราวให้เห็นว่า มีการลบหลู่ท่านศาสน-ทูต(ศ)ได้ แล้วจะเป็นอย่างไรที่พวกเขาจะไม่เห็นพ้องกับท่านในหลักวินิจฉัยความบางเรื่องของท่าน เราควรจะได้รับฟังคำพูดของพวกเขาคนหนึ่งที่ว่า : ข้าพเจ้าเคยอยู่กับท่านญาบิร บินอับดุลลอฮฺ แล้วมีคนพวกหนึ่งเข้ามาหาท่าน เขาได้กล่าวว่า : ท่านอิบนุ อับบาซ และท่านอิบนุซุบัยรฺ ขัดแย้งกันในเรื่องมุตอะฮฺ

ท่านญาบิรกล่าวว่า “มุตอะฮฺทั้งสองอย่างนั้น เราเคยกระทำกันพร้อมกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) หลังจากนั้น อุมัรก็ได้ห้ามเรา แล้วเราก็มิได้หวนกลับไปกระทำอีกเลย”(262)

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า ศ่อฮาบะฮฺบางคนต้องอ้างให้เรื่องการห้ามมิให้ทำมุตอะฮฺ เป็นการห้ามของท่านนบี(ศ)ทั้งนี้เพื่อ สนับสนุนให้เข้าทางของอุมัร บินค็อฏฏอบ และทำให้การออกความเห็นของเขามีความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ไม่เคยห้ามในสิ่งที่อัล-กุรอานอนุญาต เพราะเราไม่เคยพบว่าจะมีกฏข้อใดแม้สักข้อเดียว ในทุกๆกฎของอิสลามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)อนุญาตให้ แล้วศาสนทูตของพระองค์(ศ)ทรงห้ามเสีย จะไม่มีใครกล้าพูดอย่างนี้ นอกจากคนอวดดื้อถือดี ถ้าหากเรายอมรับว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ห้ามเรื่องนี้ แล้วทำไมท่านอิมามอะลี(อฺ) ซึ่งนับว่าเป็นคนใกล้ชิดที่สุดของท่าน และรู้ในกฏเกณฑ์ศาสนามากที่สุดในหมู่พวกเขาได้กล่าวว่า

“แท้จริงการทำมุตอะฮฺเป็นความเมตตาอย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงเมตตาแก่ปวงบ่าวของพระองค์ และถ้าหากอุมัรไม่ห้ามไว้ การทำซินาจะไม่มี นอกจากคนเลวจริงๆ เท่านั้น”(263)

โดยเหตุที่ท่านอุมัร บิน ค็อฏฏอบเองอ้างว่า การห้ามเรื่องมุตอะฮฺนั้นมิได้มาจากท่านศาสนทูต(ศ)โดยท่านกล่าวด้วยถ้อยคำที่ชัดเต็มรูปแบบว่า

“การทำมุตอะฮฺทั้งสองอย่างเคยมีในสมัยศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แต่ข้าพเจ้าได้ห้ามสองอย่างนั้น นั่นคือทั้งมุตอะฮฺฮัจญ์ และมุตอะฮฺสตรี” (264)

และนี่คือ “มุซนัดอะฮฺมัด” ของอะฮฺมัด บินฮัมบัล ซึ่งเป็นพยานที่ดียิ่งแก่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ผู้ขัดแย้งในปัญหานี้ด้วยการขัดอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือในส่วนของพวกเขามีบางกลุ่มที่ปฏิบัติตาม ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) คือยังถือว่าฮะลาลอยู่ อีกส่วนหนึ่ง มีคนที่ถือปฏิบัติตามท่านอุมัร บิน ค็อฏฏอบ กล่าวคือได้ถือว่าเป็นฮะรอม ท่านอะฮฺมัดรายงานว่า : อิบนุอับบาซ ได้กล่าวว่า ท่านนบี(ศ)ได้ทำการมุตอะฮฺ ดังนั้นท่านอุรวะฮฺ และท่านซุบัยร์กล่าวว่า

“อะบูบักรฺและอุมัรได้ห้ามเรื่องการทำมุตอะฮฺ”

ท่านอิบนนุอับบาซกล่าวว่า “สิ่งที่อุรวะฮฺพูดนั้น ท่านกล่าวว่าอะบูบักรฺและอุมัร ได้ห้ามการทำมุตอะฮฺ”

ท่านอิบนุอับบาซว่า : “ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเขาจะเสียหายที่กล่าวว่าท่านศาสนทูต(ศ)กล่าว แล้วพวกเขากล่าวว่า อะบูบักรฺและอุมัร กล่าวว่า “ต้องห้าม”(265)

ในหนังสือศ่อฮีฮฺติรมีซีมีรายงานว่า อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร ได้ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องมุตอะฮฺอัล-ฮัจญ์ เขาตอบว่า มันเป็นเรื่องที่อนุญาต มีคนพูดว่า บิดาของท่านได้ห้ามเสียแล้ว

เขากล่าวว่า “ท่านเห็นด้วยหรือว่า หากบิดาของข้าพเจ้าห้ามเรื่องนี้ แต่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กระทำ คำสั่งบิดาของข้าพเจ้า หรือคำสั่งศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กันแน่ที่จะต้องปฏิบัติตาม ?”

ชายคนนั้นจึงกล่าวว่า “ต้องคำสั่งท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)”(266)

อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ปฏิบัติตามอุมัรในเรื่องการมุตอะฮฺต่อสตรี แต่ขัดแย้งกับเขาในการทำมุตอะฮฺฮัจญ์ โดยเหตุที่ว่า การห้ามทั้งสองอย่างนี้ เกิดขึ้นจากเขาในเหตุการณ์เดียวกัน แต่จุดสำคัญสำหรับเรื่องนี้คือว่าบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) และบรรดาชีอะฮฺทั้งหลายขัดแย้งกับเขาและปฏิเสธเขา อีกทั้งกล่าวว่าทั้งสองอย่างฮะลาล จนถึงวันกิยามะฮฺได้มีนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺบางส่วนเหมือนกันที่ปฏิบัติตามพวกเขาในเรื่องนี้

ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงท่านหนึ่ง คือนักปราชญ์ชาวตูนีเซีย ผู้มีเกียรติ เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยซัยตูนียะฮฺ ท่านเชคฏอฮิร บินอาซูร (ขอความเมตตาจากอัลลอฮฺพึงประสบแด่ท่าน) ท่านได้กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นที่อนุญาตในตัฟซีรของท่าน คือ “อัต-ตันวีร” เมื่อท่านอธิบายถึงโองการที่ว่า

“ดังนั้น เมื่อพวกสูเจ้าแสวงหาความสุขกับพวกนาง ก็จงมอบให้แก่พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางตามจำนวนที่แน่นอน”(267)

นี่เองนักปราชญ์จะต้องเป็นคนมีความอิสระทางความคิดอย่างนี้ มิใช่ถือตามอำเภอใจ และมิได้ถือตามทัศนะของพรรคพวกอย่างมีอคติในเรื่องของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)แล้ว พวกเจ้าจะไม่รู้สึกแคร์อะไรกับการติฉินนินทา

หลังจากอธิบายเป็นสังเขปอย่างนี้แล้ว อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ก็คงจะไม่มีการลบหลู่ ดูแคลนต่อชีอะฮฺอีก ในกรณีที่อนุญาตในการทำนิกะฮฺมุตอะฮฺ เว้นแต่การถือฝักฝ่ายกันอย่างปิดหูปิดตา และพูดกันด้วยอารมณ์

คงเหลือแต่หลักฐานอันชี้ชัด และข้อพิสูจน์ที่แข็งแกร่งของฝ่ายชีอะฮฺ กล่าวคือสัจธรรมนั้น จะเปล่งวาจาออกมาอย่างเที่ยงธรรมและชัดเจน สัจธรรมนั้นจะต้องอยู่เหนือกว่าเสมอ และจะไม่มีอะไรอยู่เหนือกว่าอีก

สำหรับคนมุสลิมลองพิจารณาดูคำพูดของท่านอิมามอะลี(อฺ) ดูเถิด

ท่าน(อฺ)ได้กล่าวว่า “การทำมุตอะฮฺ คือ เราะฮฺมัต (ความเมตตา)อย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานความเมตตาแก่ปวงบ่าวของพระองค์เพราะมัน”

ในความเป็นจริง “เราะฮฺมัต” อันใดเล่าที่จะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก นั่นคือ การดับไฟของความต้องการทางเพศ ที่มันได้ประดังเพิ่มขึ้นมาให้แก่มนุษย์ไม่ว่าชายหรือหญิงก็ตาม ดังนั้น ก็จะกลายเป็นสัตว์ดุร้าย ตั้งเท่าไหร่มาแล้ว ที่ผู้หญิงต้องกลายเป็นเหยื่อของความใคร่ เธอถูกสังหารโหด หลังจากที่ถูกสำเร็จความใคร่แล้ว

สำหรับบรรดามุสลิมโดยทั่วไป และสำหรับคนหนุ่ม โดยเฉพาะที่รู้ว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดโทษแก่คนทำซินา (ผิดประเวณี) ด้วยการประหารชีวิต มีการขว้างก้อนหินจนตายสำหรับผู้มีคู่ครองแล้ว ไม่ว่าชายหรือหญิง ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะละทิ้งปวงบ่าวของพระองค์ไว้โดยไม่ประทานความเมตตาใดๆ ในเมื่อพระองค์ทรงสร้างพวกเขามา และทรงเป็นผู้สร้างสัญชาติญาณโดยธรรมชาติของพวกเขามา และทรงรู้แจ้งว่าอะไรคือหนทางแก้ไขให้กับพวกเขา

ในเมื่อพระองค์คือผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ พระองค์ทรงเมตตาแก่ปวงบ่าวของพระองค์ โดยการอนุญาตให้พวกเขาในการทำมุตอะฮฺ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่เข้าสู่การทำซินากันภายหลังจากนั้นอีก นอกจากคนชั่วจริงๆเท่านั้น เช่น กฎเกณฑ์การตัดมือโจร ดังนั้นตราบใดที่มีบัยตุลมาล สำหรับนคนยากไร้ และคนที่มีความจำเป็น จึงไม่มีใครเป็นขโมย นอกจากความชั่วช้าจริงๆ

มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ ข้าแต่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขออภัยต่อพระองค์และขอกลับตัวต่อพระองค์ เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังอยู่ในวัยหนุ่ม ข้าพเจ้ารู้สึกอคติต่อศาสนาอิสลาม และมีความรู้สึกในจิตใจว่ากฏเกณฑ์ของศาสนานี้ทารุณและไม่เป็นธรรมเลย เพราะวางกฎไว้ว่าให้ประหารชีวิตผู้ชายผู้หญิง โดยสาเหตุพฤติกรรมทางเพศอันเป็นผลของความรักความชอบพอจากทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นแล้ว อะไรคือการประหารชีวิต?

ช่างเป็นการสังหารอะไรที่โหดเช่นนั้น การขว้างด้วยก้อนหิน เท่าที่ได้ยิน ได้ฟังมาจากผู้รู้ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น เมื่อคนหนุ่มมุสลิมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนสมัยใหม่ที่พวกเขาคลุกคลีกับหญิงสาวในโรงเรียน ตามท้องถนนและในทุกสถานที่ ที่อยู่ในกฎของการอยู่ร่วมกัน เดินทางด้วยกัน และตามประเพณีที่เราเติบโตมาอย่างนั้น

อย่าไปนึกถึงการจะเปรียบเทียบคนมุสลิมที่อยู่ในเฮาเซะฮฺ(สถาบันศาสนา) ซึ่งถูกฝึกฝนให้อยู่ในกรอบของอิสลามกับคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศที่เจริญ และอยู่กับวัฒนธรรมตะวันตกทุกๆ ด้าน

ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่เหมือนคนหนุ่มมุสลิมส่วนใหญ่ที่มีความรู้สึกขัดแย้งกันอยู่เสมอระหว่างความคิดแบบตะวันตกหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ต่อสู้กันระหว่างความต้องการทางเพศกับความเชื่อที่เกรงกลัว อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในปรโลก เพราะความกลัวกฎลงโทษในประเทศของเรานั้นหมดไปแล้ว กล่าวคือไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขวางหน้ามุสลิมอีกแล้ว นอกจากจิตใจตัวเอง ดังนั้น เขาอาจใช้ชีวิตอยู่อย่างคนเก็บกด จนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคจิต ซึ่งนับว่าอันตรายมาก หรือบางทีเขาอาจหลอกพระผู้อภิบาล และหลอกตัวเองจนในบางครั้งต้องตกไปอยู่ในหนทางที่ต่ำทราม

จริงๆ แล้ว สามารถจะกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่เข้าใจนักปรัชญาของอิสลาม และบทบัญญัติอิสลามอันสูงส่ง นอกจากเมื่อข้าพเจ้าได้รู้จักชีอะฮฺแล้วเท่านั้น

ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกหลักความเชื่อของชีอะฮฺนั้น เป็นเราะฮฺมัต(ความเมตตา)อันกว้างขวาง และเป็นทางแก้ปัญหาชีวิตทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า ทั้งหมดในความเชื่อถือของชีอะฮฺนั้น เป็นศาสนาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อันเรียบง่าย และไม่เป็นอุปสรรคเลย เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ไม่ทรงกระทำเรื่องที่เป็นอุปสรรคไว้ในศาสนานี้ ดังนั้น การมีอิมาม คือเราะฮฺมัต หลักตะกียะฮฺ ก็คือ “เราะฮฺมัต” การแต่งงานมุตอะฮฺ ก็คือ เราะฮฺมัตอันยิ่งใหญ่ พูดอย่างสรุปก็คือว่า สัจธรรมที่ มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮฺ(ศ) ผู้ซึ่งถูกแต่งตั้งเป็นเราะมัตแก่สากลโลกนั่นเอง

พระผู้อภิบาลของเราโปรดอย่าถือโทษเรา ถ้าหากเราหลงลืม หรือได้ทำผิด โอ้พระผู้อภิบาลของเราโปรดอย่าให้เราแบกภาระหนัก เหมือนอย่างที่ทรงวางให้แบกแก่พวกที่มาก่อนเรา โอ้พระผู้อภิบาลของเราอย่าให้เราแบกภาระที่เราไม่มีกำลังจะรับมันได้ โปรดอภัยเรา และโปรดยกโทษให้เรา และโปรดเมตตาเรา พระองค์ทรงเป็นผู้คุ้มครองเรา ดังนั้นโปรดช่วยเหลือเราให้มีชัยชนะเหนือพวกปฏิเสธ



การตะฮฺรีฟอัล-กุรอาน : การดัดแปลงในอัล-กุรอาน

จากคำกล่าวนี้ อยู่ในระดับที่น่าชิงชังจนไม่มีมุสลิมคนใดที่ศรัทธาต่อคำสอนของมุฮัมมัด(ศ) ยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นซุนนีหรือชีอะฮฺก็ตาม เพราะคัมภีร์อัล-กัรอานนั้น ถือว่า อยู่ในความรับรองอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ดังที่ตรัสว่า

“แท้จริงเราได้ประทานข้อเตือนสติ และแท้จริงเราย่อมเป็นผู้พิทักษ์รักษามันไว้อย่างแน่นอน”

จึงไม่มีใครคนใดสามารถจะทำให้มันบกพร่องหรือจะทำให้มันเพิ่มขึ้นแม้อักษรสักตัวเดียว นับว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของนบีมุฮัมมัด(ศ) อันอมตะนิรันดร์ เพราะว่า ไม่มีความผิดพลาดเข้าไปกล้ำกลายไปเลยไม่ว่าจากทางเบื้องหน้าเบื้องหลัง อันเป็นคัมภีร์ที่ได้ประทานมาจากผู้ทรงวิทยปัญญา ทรงรับซึ่งการสรรเสริญ

ตามความเป็นจริง สำหรับบรรดามุสลิมนั้น ได้ปฏิเสธเรื่องการตะฮฺรีฟในอัล-กุรอาน เพราะศ่อฮาบะฮฺเป็นส่วนมากที่สามารถจดจำได้จนขึ้นใจ พวกเขาแข่งขันกันท่องจำ และให้บรรดาลูกๆ ของพวกเขาท่องจำอยู่ทุกสมัย จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นจึงเป็นไปมิได้สำหรับมนุษย์คนหนึ่งคนใด และไม่ว่าจะเป็นคณะหนึ่งคณะใด และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด จะทำการเปลี่ยนแปลงหรือดัดแปลงอัล-กุรอานได้

ถ้าเราสามารถทำประเทศมุสลิมทั้งหลายมารวมกันได้ทั้งประเทศในทางตะวันออก ตะวันตก ทรงตอนเหนือ และทางตอนใต้ ในทุกๆ ส่วนของโลกนี้ เราก็จะพบว่ามีอัล-กุรอานเล่มเดียวกัน โดยไม่มีการต่อเติมและไม่มีความบกพร่องใดๆ ถึงแม้บรรดามุสลิมจะขัดแย้งกัน เป็นมัซฮับและกลุ่มต่างๆ เป็นนิกายต่างๆ กันก็ตาม กล่าวคือ อัล-กุรอานเป็นเสาหลักประการเดียวเท่านั้นที่รวบรวมพวกเขาไว้ได้ ซึ่งในเรื่องนี้บรรดาประชาชาติอิสลามมิได้ขัดแย้งแบ่งแยกออกจากกันเป็นสองฝักสองฝ่าย นอกจากกรณีที่เกี่ยวกับการอธิบายหรือการตีความเท่านั้น

กล่าวคือทุกๆ นิกายจะต้องมีหลักเกณฑ์ในการตีความของตนไปตามความเห็นชอบ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นข้ออ้างว่า พวกชีอะฮฺพูดถึงเรื่องการตะฮฺรีฟก็คือ การจงเกลียดจงชังและลบหลู่อย่างเดียวเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในความเชื่อของชีอะฮฺนั้นไม่มีเรื่องนี้อยู่เลย

ถ้าหากเราได้อ่านเกี่ยวกับหลักความเชื่อของชีอะฮฺในอัล-กุร อานอันทรงเกียรติแล้ว เราจะพบว่ามติโดยส่วนรวมของพวกเขาเหล่านั้นยืนยันถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ว่าปลอดพ้นจากการตะฮฺรีฟในทุกๆ ลักษณะ

เจ้าของหนังสือ “อะกออิด อิมามียะฮฺ” ท่านเชคมุศ็อฟฟัร ได้กล่าวไว้ว่า

“เราเชื่อมั่นว่าอัล-กุรอานคือวะฮฺยูของพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) บนปลายลิ้นของท่านนบี(ศ)ผู้ทรงเกียรติ ซึ่งในนั้นมีเรื่องราวเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างอธิบายไว้ มันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ทรงไว้ซึ่งความอมตะนิรันดร์กาล โดยที่ปุถุชนธรรมดาสุดวิสัยจากการที่จะแข่งขันในแง่ของความลึกซึ้งและคมคาย อีกทั้งในแง่ของเรื่องราวที่ประกอบด้วยสัจธรรมทั้งปวง และวิชาความรู้อันสูงส่ง จึงไม่สามารถที่จะนำหลักเกณฑ์ในการเปลี่ยนแปลงดัดแปลง และการตะฮฺรีฟเข้าไปเกี่ยวข้องได้ นี่คือคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้าเราซึ่งเราได้อ่านมันอยู่เสมอ

มันคืออัล-กุรอานเล่มเดียวกันกับที่ถูกประทานให้แก่ท่านนบี(ศ) ส่วนผู้ใดก็ตามที่อ้างถึงอัล-กุรอานในลักษณะอื่นที่นอกเหนือจากนี้ เขาก็คือคนพิสดาร หรือคนที่มีความคิดผิดพลาด หรือไม่ก็จะต้องเป็นคนที่มีแต่ความสงสัยเท่านั้น และเขาเหล่านั้นทั้งหมดจะไม่ได้อยู่กับทางนำ ดังนั้นอัล-กุรอานคือพจนารถของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่ไม่อาจจะมีความผิดพลาดกล้ำกลายเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย ไม่ว่าจากทางด้านหน้าและจากทางด้านหลังก็ตาม”

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แสดงว่าทุกประเทศที่มีชีอะฮฺอันเป็นที่รู้จักกันอยู่และหลักเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติของพวกเขาในแง่ของวิชาฟิกฮฺ ก็เป็นที่ปรากฏอย่างเด่นชัดต่อสายตาของคนทั้งหมดอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าหากว่าพวกเขายังมีอัล-กุรอานอยู่อีกเล่มหนึ่งนอกเหนือจากเล่มที่เรามีอยู่ แน่นอนที่สุดคนทั้งหลายย่อมรู้ ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเยือนประเทศชีอะฮฺครั้งแรก ในความเชื่อของข้าพเจ้าขณะนั้นมีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับคำเล่าลือเหล่านี้อยู่

เพราะฉะนั้นทุกครั้งคราวที่ข้าพเจ้าเห็นหนังสือเล่มใหญ่ๆ ข้าพเจ้าจะรีบมาเปิดดูทันที โดยสำคัญผิดว่าน่าจะเป็นอัล-กุรอานเล่มที่เล่าขานกัน แต่ความสงสัยอันนี้ก็สลายไปอย่างรวดเร็ว เพราะในภายหลังข้าพเจ้าได้รู้ว่า นี่คือความพยายามที่จะยัดเยียดเรื่องราวที่เป็นเท็จประการหนึ่งเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายหลีกห่างเสียจากชีอะฮฺ แต่ถึงกระนั้นคนที่พยายามจะลบหลู่และตั้งข้อกล่าวหาแก่ชีอะฮฺก็ยังคงมีอยู่เรื่อยมา โดยหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “ฟัศลุล-คิฏ็อบ” ของมุฮัมมัด ตะกี อันนูรี อัฏ-ฏ็อบรอซี ผู้เสียชีวิตในปี 1320 เขาเป็นชีอะฮฺ

บุคคลเหล่านั้นที่พยายามจะยัดเยียดต้องการจะตั้งข้อกล่าวหาให้พวกชีอะฮฺเป็นผู้รับผิดชอบต่อหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมเลย

มีอีกตั้งเท่าไหร่สำหรับหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นมาในลักษณะที่ให้เหตุผลไม่ตรงกับความเป็นจริง นอกจากเป็นเพียงทัศนะของผู้เขียนและผู้รวบรวมเท่านั้น ซึ่งในหนังสือนั้นๆ อาจจะมีการต่อเติมเสริมแต่ง อาจจะมีทั้งความจริงและความเท็จ อาจจะมีทั้งเรื่องที่ถูกต้องและเรื่องที่ผิดพลาด ซึ่งในลักษณะเช่นนี้เราสามารถจะพบได้จากทุกๆ นิกายของอิสลาม ไม่เฉพาะกับชีอะฮฺฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเรื่องแบบนี้ค่อนข้างที่จะเกิดขึ้นกับอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺมากกว่าที่เกิดขึ้นกับชีอะฮฺ(268) เสียด้วยซ้ำ

แต่เป็นการสมควรแก่เรากระนั้นหรือในอันที่จะมอบความรับผิดชอบให้แก่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺสำหรับสิ่งต่างๆ ที่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยรัฐมนตรียุติธรรมของอียิปต์ และอะมีดุล อะดับ อัล-อะรอบี ดร.ฏอฮา ฮุเซน โดยนำเอาอัล-กุรอานมาเปรียบเทียบกับบทกวีของคนในยุคญาฮิลี ?

หรือว่าเรื่องราวต่างๆ ที่ท่านบุคอรีได้รายงานไว้ในขณะที่เป็นหนังสือศ่อฮีฮฺตามทัศนะของพวกเขาว่าในอัล-กุรอานนั้นมีทั้งส่วนที่ขาดไป และส่วนที่ต่อเติมเข้ามา และเช่นเดียวกันนี้สำหรับศ่อฮีฮฺมุสลิมและเล่มอื่นๆ

แต่เพื่อเราจะได้ตีตัวออกจากเรื่องเหล่านี้ และยอมรับแต่สิ่งที่ดีแทน สิ่งที่ผิดพลาด เราก็น่าที่จะยอมรับข้อความที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งได้กล่าวไว้โดยท่านอุซตาซ มุฮัมมัด มะดะนี หัวหน้าคณะกฎหมายมหาวิทยาลัยอัซฮัร โดยท่านได้เขียนไว้ว่า

“สำหรับในส่วนที่ว่าพวกอิมามิยะฮฺ เชื่อถือว่ามีความบกพร่องอยู่ในอัล-กุรอาน จะต้องขอกล่าวว่า “อะฮุซุบิลละฮฺ” (ไม่เป็นความจริง) เพียงแต่มันเป็นรายงานบอกเล่าจำนวนหนึ่งที่ถูกบอกเล่ากันมาในตำราของพวกเขา เช่นเดียวกันกับที่ถูกรายงานมาในตำราของเราในลักษณะที่เหมือนๆ กัน แต่นักวิชาการผู้คงแก่เรียนของทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธเรื่องเหล่านี้โดยสิ้นเชิง และถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดพลาด และไม่ใช่เป็นเรื่องที่อยู่ในความเชื่อของชีอะฮฺอิมามิยะฮฺ หรือซัยดียะฮฺแต่ประการใดเลย เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีความเชื่ออย่างนี้อยู่ในซุนนะฮฺด้วย”

ผู้ใดต้องการที่จะศึกษาก็สามารถตรวจสอบได้ เช่น ในหนังสือ “อัล-อิตกอน” ของท่านซะยูฏี เพื่อจะได้แลเห็นว่ามีรายงานต่างๆ ในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งเราก็ปฏิเสธเช่นเดียวกัน

ในปี 1498 ชาวอียิปต์คนหนึ่งได้เขียนหนังสือ “อัล-ฟุรกอน” เขาได้หยิบยกรายงานริวายะฮฺที่อ่อนหลักฐาน อันอยู่ในข่ายที่จะต้องปฏิเสธมาเสนอไว้เป็นจำนวนมาก โดยอ้างอิงริวายะฮฺเหล่านั้นมาจากตำราเล่มสำคัญจากฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺทั้งสิ้น ทางมหาวิทยาลัยอัซฮัรได้ขอจากทางรัฐบาลให้เปิดเผยข้อเท็จจริงหนังสือเล่มนี้ออกมา

หลังจากที่ได้ทำการอธิบายแยกแยะด้วยหลักฐานและการวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยให้ข้อมูลถึงความผิดพลาดและความเสียหายที่ปรากฏอยู่ในนั้น ทางรัฐบาลก็ได้ยอมรับข้อเสนอนี้ และได้เปิดเผยข้อเท็จจริงออกมาได้ ดังนั้น เจ้าของหนังสือได้ยื่นข้อเสนอเรียกร้องค่าทดแทน ดังนั้น คณะผู้พิพากษาจึงได้ลงมติในที่ประชุมของรัฐบาลให้ปฎิเสธ

จะพูดกันได้หรือไม่ว่า อะฮฺลิซซุนนะฮฺลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของอัล-กุรอาน ? หรือเชื่อมั่นว่า ความบกพร่องอยู่ในอัล-กุรอาน โดยรายงานบอกเล่าจากคนนั้นคนนี้ หรือโดยหนังสือที่เขียนขึ้นโดยบุคคลนั้นบุคคลนี้ ?

เช่นเดียวกันกับชีอะฮฺอิมามิยะฮฺ อันที่จริงแล้วมันเป็นเพียงรายงานริวายะฮฺในหนังสือบางเล่มของพวกเขาเท่านั้น เช่นเดียวกับริวายะฮฺต่างๆ ที่มีอยู่ในหนังสือบางเล่มของเรา ในเรื่องนี้ท่านอิมามอัลลามะฮฺ ซะอีด อะบุลฟัฎล์ บินฮะซัน ฏ็อบเราะซี นักปราชญ์อาวุโสของฝ่ายอิมามียะฮฺในศตวรรษที่ 6 แห่งฮิจญเราะฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “มัจมะอุล-บะยาน” ว่า

“สำหรับการกล่าวว่า ในอัล-กุรอานมีการต่อเติมนั้น นักปราชญ์ทั้งหมดลงมติว่าเป็นความผิดพลาด และสำหรับการกล่าวว่า ในอัล-กุร อานมีความบกพร่องนั้น ปรากฏว่ามีนักปราชญ์ของเรากลุ่มหนึ่ง และนักปราชญ์ของฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺอีกกลุ่มหนึ่ง ได้รายงานบอกเล่าไว้ว่า : ในอัล-กุรอานนั้น มีการเปลี่ยนแปลง และมีความบกพร่อง ความเชื่อถือที่ถูกต้องจากนักปราชญ์ในมัซฮับของเราก็คือ ขัดแย้งกับคำกล่าวเหล่านี้ ท่านมุรตะฎอ (ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ประทานความบริสุทธิ์แด่ดวงวิญญาณของท่าน)

ท่านได้ยุติคำพูดในเรื่องนี้ด้วยคำตอบที่คมคายอย่างยิ่ง ในหนังสือ “มะซาอิล ฏอรอบะลิซยาต” ในหัวข้อเรื่องต่างๆ ดังนี้ว่า แท้จริง เป็นทีรู้กันดีอยู่แล้วถึงความถูกต้องของการถ่ายทอดอัล-กุรอาน เช่น วิชาการที่อยู่ในบ้านเมืองหนึ่งๆ และเหมือนกับเหตุการณ์ใหญ่ๆ และเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง และเหนือกับตำราที่จะจดจำกันอย่างยิ่ง และจะมีการถ่ายทอดด้วยการพิทักษ์รักษาด้วยความรอบคอบอย่างพร้อมสรรพ จนกระทั่งเข้าถึงระดับที่เรื่องราวต่างๆ ตามที่พวกเราพูดถึงกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย

เพราะ อัล-กุรอานเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ของท่านนบี(ศ) เป็นที่มาแห่งวิชาการทางศาสนา เป็นกฎเกณฑ์ทางด้านศาสนบัญญัติ บรรดานักปราชญ์ของมวลมุสลิมต่างมีความลึกซึ้งในการจดจำ และถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของตน จนกระทั่งพวกเขาสามารถรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดความผิดพลาดขึ้นมาในอัล-กุรอาน เป็นต้นว่า เรื่องการผันคำ หลักเกณฑ์การอ่าน ตัวอักษร และโองการ ฉะนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรว่า อัล-กุร อานจะถูกเปลี่ยนแปลง หรือ ถูกทำให้บกพร่อง ในขณะที่มันเป็นเจตนารมณ์แห่งสัจธรรม และเป็นสิ่งที่มีความถูกต้องอย่างยิ่ง”(269)

เพื่อเป็นที่อธิบายให้ชัดแจ้งแก่ท่านผู้อ่านว่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้ (เชื่อว่า อัล-กุรอานมีความบกพร่องและมีการต่อเติม) ค่อนข้างที่จะได้แก่อะฮฺลิซซุนนะฮฺมากว่าชีอะฮฺ จนกระทั่งจะได้รู้ว่าอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั้นได้ใส่ร้ายคนอื่นในสิ่งที่พวกเขาเองก็มีอยู่ ข้ออ้างเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องทบทวนความเชื่อถือทุกประการของข้าพเจ้า เพราะทุกครั้งที่ข้าพเจ้าพยายามจะวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ข้าพเจ้าจะต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน และพวกเขาเหล่านั้นได้ยืนยันว่าพวกเขาบริสุทธิ์จากข้อหาอันนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่า เขาเหล่านั้นพูดความจริง ยิ่งวันเวลาผ่านไปสำหรับการวิเคราะห์ ก็ยิ่งทำให้ข้าพเจ้ายอมรับ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ หวังว่าท่านผู้อ่านก็มีความปรารถนาเช่นกันที่จะรู้จักหลักฐานจากตำราอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ซึ่งสามารถทำให้ท่านยอมรับได้ว่า พวกเขานั่นเองแหละที่พูดถึงเรื่องการ ตะฮฺรีฟอัล-กุอานว่ามีทั้งบกพร่อง และมีทั้งต่อเติม ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาดูต่อไป

จากรายงานโดยท่านฏ็อบรอนี และบัยฮะกี : แท้จริงในอัล-กุร อานมีอยู่ 2 ซูเราะฮฺ

ดังซูเราะฮฺที่ 1 คือ

“ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ แท้จริงเราขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ และขอการอภัยโทษต่อพระองค์ และเราสดุดีต่อพระองค์ด้วยความดีงามทุกประการ และเราจะไม่ทรยศต่อพระองค์ และเราจะถอนตัวออกจาก และละทิ้งผู้ที่ฉ้อฉลพระองค์”

และซูเราะฮฺที่ 2 คือ

“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ ข้าแต่อัลลอฮฺ เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เรานมาซ และเราซุญูด เราแสวงหายังพระองค์ เราหวังความเมตตาของพระองค์ เราเกรงกลัวการลงโทษของพระองค์ แท้จริงการลงโทษของพระองค์ที่มีต่อคนกาฟิรทั้งหลายนั้น คือสิ่งติดตามมา”

ทั้งสองซูเราะฮฺนี้มีผู้รายงานว่าเป็นซูเราะฮฺกุนูต และทั้งสองบทนี้คือข้อความที่ท่านซัยยิดินาอุมัร บินค็อฏฏอบเคยนำมาอ่าน และทั้งสองบทนี้มีอยู่ในบันทึกของอิบนุอับบาซ และบันทึกของเซด บินซาบิต(270)

ท่านอิมามอะฮฺมัด บินฮัมบัล ได้รายงานไว้ในหนังสือมุซนัดของท่าน จากอุบัยด์ บินกะอับว่า

“พวกท่านอ่านซูเราะฮฺอัล-อะฮฺซาบกันกี่โองการ ?”

ท่านกล่าวว่า “ประมาณ 70 โองการ”

ท่านกล่าวว่า “แน่นอนข้าพเจ้าเคยได้อ่านกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) คล้ายกับซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ หรือมากกว่าด้วยซ้ำ และในซูเราะฮฺนี้มีโองการเกี่ยวกับเรื่องการขว้างอยู่ด้วย”(271)

ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตให้ถ่องแท้ว่า สองซูเราะฮฺที่ได้มีการกล่าวถึงไว้ในหนังสือ “อัล-อิดกอน” และในหนังสือ “อัด-ดุรรุล-มันซูร” และท่านซะยูฏี และที่ท่านฏ็อบรอนี กับท่านบัยฮะกี นำมารายงานไว้ และทั้งสองซูเราะฮฺที่มีชื่อเรียกว่า “กุนูต” นั้น ไม่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เลย

อันนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าอัล-กุรอานที่อยู่ในมือของเราขาดสองซูเราะฮฺนี้ไป ทั้งๆที่เคยอยู่ในบันทึกของอิบนุอับบาซ และบันทึกของซัยด์บิน ซาบิด ขณะเดียวกัน ก็ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ยังมีบันทึกอื่น นอกเหนือจากที่เรามีกันอยู่อีก อันนี้ได้ทำให้ข้าพเจ้าคิดอีกเช่นกันเกี่ยวกับการประณามว่า พวกชีอะฮฺนั้นมีบันทึกของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อฺ) แต่ข้าพเจ้าเข้าใจดี

แท้จริงอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ อ่านสองซูเราะฮฺนี้ในดุอาอฺกุนูตทุกๆนมาซในตอนเช้า ข้าพเจ้าเองก็เป็นคนหนึ่งที่ท่องจำข้อความทั้งสองนี้ และเคยอ่านในกุนูตนมาซซุบฮฺ