รายงานโดย อิบนุ ญะรีร และอิบนุ มันซูร และท่านอิบนุ อะบะฮาติม และท่านบัยฮะกีได้บันทึกไว้ในหนังสือซุนันของท่าน โดยสายสืบจากท่านอะลี(อฺ) รายงานจากอิบนุ อับบาซเกี่ยวกับโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า :

“ผู้ใดที่ได้ปฏิเสธต่ออัลลอฮฺ...”

ท่าน(ศ)กล่าวว่า “องค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสในทำนองที่ว่า แท้จริงผู้ใดที่ได้ปฏิเสธต่ออัลลอฮฺ หลังจากที่มีความศรัทธาแล้ว ดังนั้นความกริ้วจากอัลลอฮฺก็จะเกิดขึ้นแก่เขา และสำหรับเขานั้นคือการลงโทษอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ถูกบังคับ แล้วเขาได้พูดไปด้วยลิ้นของเขาแต่ขัดแย้งกับ หัวใจของเขาที่มีความศรัทธาอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ปลอดภัยจากศัตรูของตน ก็ถือว่าไม่มีบาป แก่เขาแต่ประการใดๆ เพราะว่าอัลลอฮฺนั้น ที่จริงแล้ว พระองค์จะถือโทษต่อปวงบ่าวก็แต่เพียงเรื่องที่ผูกพันโดยหัวใจของพวกเขาเท่านั้น” (252)

ท่านอิบนุ อะบีชัยบะฮฺ ท่านอิบนุ ญะรีร ท่านอิบนุ มันซูร ท่านอิบนุฮาติม ได้บันทึกมาจากรายงานของท่านมุญาฮิดว่า :

โองการนี้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องของชนชาวมักกะฮฺกลุ่มหนึ่งที่ศรัทธา ได้มีศ่อฮาบะฮฺบางคนเขียนจากเมืองมะดีนะฮฺไปถึงพวกเขาว่าให้อพยพ และว่าเราไม่ถือว่า พวกท่านจะเป็นพวกเดียวกับเราจนกว่าจะอพยพมาอยู่กับเรา ดังนั้นพวกเขาก็ออกไปเพื่อให้ถึงยังเมืองมะดีนะฮฺ แต่พวกกุเรชตามจับพวกเขาไว้ได้ทันทีกลางทาง แล้วพวกกุเรชก็ทำการทรมานคนเหล่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงถูกบังคับให้ปฏิเสธ ดังนั้นโองการนี้จึงถูกประทานลงมาในเรื่องราวของพวกเขาว่า

“เว้นแต่ผู้ที่ถูกบังคับ แต่หัวใจของเขานั้นมีความสงบมั่นด้วยความศรัทธา” (253)

ท่านบุคอรี ได้รายงานไว้ในหนังสือของท่าน “บทอัล-มุดาเราะฮฺ มะอัน-นาซ” และกล่าวถึงท่านอะบีดารดาอฺว่า : แท้จริงเราทำทีว่ามีไมตรีต่อพวกข้าศึกโดยสีหน้า แต่ในหัวใจของเรานั้นสาปแช่งพวกเขาอยู่(254)

ท่านฮะละบีได้รายงานไว้ในซีเราะฮฺของท่านว่า : เมื่อท่านนบี(ศ)ได้เอาชนะเมืองค็อยบัรได้นั้น ฮัจญาจ บินอะลาจญ์ ได้กล่าวกับท่านว่า : โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แท้จริงข้าพเจ้ามีทรัพย์สินจำนวนหนึ่งที่มักกะฮฺ และข้าพเจ้าเป็นเจ้าของสิ่งนั้นๆ และข้าพเจ้าต้องการไปหาพวกเขา ดังนั้นข้าพเจ้าก็ถูกวางแผนล่อลวง ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าข้าพเจ้าจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อตำหนิติเตียนท่าน ? ดังนั้นท่านนบี(ศ)ก็ได้อนุญาตให้แก่เขาว่า

“เขาจะพูดอย่างไรก็ได้ตามความประสงค์” (255)

ในหนังสือ “อิฮฺยาอุล-อุลูม” ของอิมามเฆาะซาลี กล่าวว่า : แท้จริงแล้ว ความคุ้มครองเลือดเนื้อของมุสลิมถือเป็นวาญิบ ดังนั้นตราบใดที่ความประสงค์เพื่อปกป้องการหลั่งเลือดของมุสลิมคนหนึ่งที่หลบซ่อนจากคนอธรรม ถือว่าวาญิบให้โกหกเพื่อคนมุสลิมนั้น(256)

ท่านซะยูฏีได้รายงานไว้ในหนังสือ “อิชบาอฺ วัน-นะซออิร” ว่า : อนุญาตให้กินสัตว์ที่ตายเอง เพื่อปกป้องชีวิต และจุ่มปลายปากลงในสุรา และเปล่งถ้อยคำแบบคนกาฟิร และถึงแม้ต้องกระทำให้สิ่งต้องห้ามเพียงเล็กน้อยในกรณีที่ไม่มีของฮะลาล ก็ถือว่าอนุญาตให้เขากระทำได้ตามความจำเป็น

ท่านอะบูบักรฺ อัร-รอซี ได้กล่าวในหนังสือ “อะฮฺกามุล-กุรอาน” ตอนอธิบายโองการว่า “ยกเว้นกรณีสูเจ้ากลัวต่อเขาเหล่านั้น โดยการกลัวอย่างจริงจัง”

หมายความว่า พวกสูเจ้ากลัวอันตรายจะเกิดแก่ชีวิตหรือบางส่วนของอวัยวะ ดังนั้น เพราะกลัวพวกเขาจึงได้แสดงออกว่ายอมรับในอำนาจโดยปราศจากความเชื่อถือใดๆ อันนี้ได้แก่การกล่าววาจาออกมาอย่างเปิดเผยสำหรับเรื่องนี้กลุ่มนักปราชญ์ส่วนใหญ่ว่าไว้อย่างนั้น ดังคำอธิบายจากท่านเกาะตาดะฮฺ ต่อโองการที่ว่า

“บรรดาผู้ศรัทธาอย่าเอาพวกกาฟิรเป็นพันธมิตรนอกเหนือจากอัลลอฮฺ”

ท่านอธิบายว่า ไม่อนุญาตให้มุอฺมินเอาคนกาฟิรเป็นพันธมิตรทางศาสนาของตน แล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.)กล่าวว่า “ยกเว้นที่พวกสูเจ้ากลัวต่อพวกเขา ด้วยการกลัวอย่างหนึ่ง” (257)

ท่านบุคอรี ได้รายงานในศ่อฮีฮฺของท่าน จากรายงานของกุตัยบะฮฺ บินซะอีด จากซุฟยาน จากอิบนุมุกันดัร เล่าว่า ท่านได้รับรายงานจากอุรวะฮฺ บิน ซุบัยรฺ ว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺได้เล่าแก่เขาว่า : มีชายคนหนึ่งมาขออนุญาตจากท่านนบี(ศ)เพื่อขออนุญาตกล่าวคำพูดที่ไม่เหมาะสมแก่ตัวของพี่น้องและเครือญาติ

ท่าน(ศ)กล่าวว่า “อนุญาต”

ฉันกล่าวว่า “โอ้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ถ้าฉันกล่าวอย่างนั้นแก่ท่าน เพื่อเอาตัวรอด”

ท่านนบี(ศ)กล่าวว่า “โอ้ อาอิชะฮฺเอ๋ย คนเลวที่สุดในทัศนะของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)คือคนที่มนุษย์ละทิ้งและต้องการจะตีตนออกจากเขาโดยความกลัวว่า ความชั่วร้ายของเขาจะเกิดขึ้น” (258)

หลักฐานเหล่านี้ สามารถยืนยันให้เราได้ทราบแล้วว่า อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เชื่อถือว่า หลักตะกียะฮฺ เป็นเรื่องที่ได้รับอนุญาตมาก่อน อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด และถือว่า เป็นเรื่องที่อนุญาตกันจนถึงวันกิยะมะฮฺ ดังที่ท่านอ่านผ่านมาแล้ว และถือว่า การกล่าวเท็จเป็นวาญิบ ดังที่ท่านเฆาะซาลีว่าไว้ และการแสดงอาการเป็นคนพิการ ถือว่าอยู่ในแนวทางของผู้รู้ ดังที่ท่านอัร-รอฎีได้ยอมรับไว้เองในเรื่องนี้อนุญาตให้ยิ้มแย้มเปิดเผย แต่ในใจซ่อนเร้นการสาปแช่งไว้

ดังเช่นที่ท่านบุคอรียอมรับในเรื่องนี้ และอนุญาตให้คนเรากล่าวอะไรก็ได้และจะกล่าวล่วงเกินท่านศาสนทูต(ศ) ก็ได้ ถ้ามีความหวาดกลัวอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่ง อันที่เจ้าของตำรา “ซีเราะฮฺ ฮะละบียะฮฺ” กล่าวไว้ และให้พูดในสิ่งที่ละเมิดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) เนื่องด้วยมีความหวาดกลัวต่อมนุษย์ ดังที่ท่านซะยูฏีได้ยอมรับ

ดังนั้นจึงไม่มีอะไรเป็นข้อได้เปรียบของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ในการประณามและปฏิเสธชีอะฮฺ ด้วยเหตุผลจากความเชื่อที่พวกเขาเองก็ยืนยันไว้ด้วยตัวเอง และรายงานไว้ในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขาเองว่า อนุญาตให้กระทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังถือเป็นวาญิบที่ต้องกระทำอีกด้วย และชีอะฮฺมิได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมสักอย่างเดียวนอกเหนือจากที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺได้กล่าวไปแล้ว นอกเหนือจากว่าพวกเขาจะถือปฏิบัติกันมากกว่าคนอื่นๆ ก็ตรงที่ในเวลาพบกับพวกอุมัยยะฮฺ และพวกอับบาซียะฮฺที่มีความอธรรม และมีอิทธิพลข่มขู่เท่านั้น

เพราะว่า ในสมัยนั้น มีการเล่าขานกันอย่างมากมายว่า คนที่ถือตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)จะต้องถูกสังหาร เข่นฆ่าอย่างทารุณ โดยน้ำมือของศัตรูอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ของท่านนบี(ศ)

จึงจำเป็นที่เขาต้องทำการตะกียะฮฺ อันเป็นหลักปฏิบัติตามการชี้แนะของอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ดังที่มีรายงานจากท่านอิมามศอดิก(อฺ)ว่า

“การใช้หลักตะกียะฮฺ คือศาสนาของฉัน และศาสนาบรรพบุรุษของฉัน”

และท่าน(อฺ)ยังกล่าวอีกว่า “คนใดไม่ใช้หลักตะกียะฮฺ คนนั้นจะไม่มีศาสนา”

หลักตะกียะฮฺจึงเป็นแนวปฏิบัติอันสำคัญยิ่งของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) เพื่อปกป้องอันตรายให้พ้นจากตัวเขา และผู้ปฏิบัติตามและคนที่รักพวกเขา และเป็นการรักษาชีวิตเลือดเนื้อของพวกเขา อันเป็นหนทางแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่งในยามที่บรรดามุสลิมถูกรังควานในเรื่องศาสนา ดังเช่นที่ อัมมาร บินยาซีร เคยได้ประสบมาแล้ว และมีมากไปกว่าสิ่งที่ประสบแก่อัมมาร ก็เช่นกัน

ส่วนอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น ห่างไกลจากเหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านี้ เพราะพวกเขาเข้ากันได้อย่างเต็มรูปแบบกับบรรดานักปกครองผู้อธรรม ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ประสบภัยจากการถูกสังหาร การริบทรัพย์สิน และถูกอยุติธรรม จึงจำเป็นเหลือเกินที่มีความรังเกียจเดียดฉันท์หลักตะกียะฮฺ และลบหลู่แก่บรรดาผู้ปฏิบัติอย่างนี้ และแน่นอนนักปกครองตระกูลอุมัยยะฮฺ และตระกูลอับบาซียะฮฺ ได้ดำเนินบทบาทอันยิ่งใหญ่กับพวกชีอะฮฺ โดยสาเหตุของการใช้ หลักตะกียะฮฺ แล้วพวกอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺก็ปฏิบัติตามพวกเขาในเรื่องนั้นด้วย

โดยเหตุที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงวางหลักการในเรื่องนี้ไว้ในคัมภีร์ และโดยที่ท่านนบี(ศ)ก็ได้กระทำด้วยตัวท่านเอง เหมือนอย่างที่มีระบุในหนังสือศ่อฮีฮฺบุคอรี และท่านเคยอนุญาตให้อัมมาร บินยาซีร ด่าท่านได้ และให้ปฏิเสธท่านได้ ถ้าหากศัตรูกลับมาหมายมุ่งทำร้ายอีก ก็ให้พูดได้ตามที่พวกนั้นต้องการ และโดยที่นักปราชญ์ของบรรดามุสลิมได้อนุญาตให้ทำในเรื่องนี้ได้ อันเป็นการปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺของท่านศาสนทูตของพระองค์(ศ)

ดังนั้น การลบหลู่ดูแคลนที่หมายมุ่งต่อชีอะฮฺ จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องได้อย่างไร เมื่อมีหลักฐานอย่างนี้แล้ว โอ้ บรรดาผู้มีใจเป็นธรรม

ในสมัยมีการปกครองโดยคนอธรรม เช่น สมัยอุมัยยะฮฺ บรรดาศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้ทำการตะกียะฮฺ ซึ่งปรากฏว่า คนเหล่านั้นที่ขัดขืนไม่ยอมทำตามในเรื่องการด่าประณามท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ) ต้องถูกสังหาร เรื่องราวของอิบนุ อะดี อัล-กินดี และสหายผู้มีชื่อเสียงของเขาก็ดี เช่น ยะซีด อิบนุซิยาด และฮัจญาจญ์ และอับดุลมาลิก บินมัรวาน และสมัครพรรคพวก ถ้าท่านต้องการจะรวบรวมหลักฐานเรื่องการใช้หลักตะกียะฮฺของศ่อฮาบะฮฺแล้ว

แน่นอน จะต้องเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งต่างหาก แต่เท่าที่ข้าพเจ้าบันทึกจากหลักฐานอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เท่านี้ ก็ถือว่า เพียงพอแล้ว อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ

ในโอกาสนี้ จะละเว้นเสียมิได้ สำหรับการจะกล่าวถึงเรื่องๆ หนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อได้พบกับชายคนหนึ่งที่เป็นคนมีความรู้ ระดับนักปราชญ์ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เราได้พบกันบนเครื่องบิน และเราต่างคนก็ได้รับเชิญไปในงานสัมมนาเกี่ยวกับอิสลามที่สหราชอาณาจักร เราได้คุยกันถึงเรื่องซุนนะฮฺ ชีอะฮฺในปัจจุบันนี้ จะต้องละทิ้งความเชื่อต่างๆ ที่นำไปสู่ความขัดแย้งในหมู่มุสลิม และการประณามซึ่งกันและกัน

ข้าพเจ้าถามเขาว่า “มีอะไรบ้าง ?”

เขาตอบทันทีว่า “เช่น การทำมุตอะฮฺ การใช้หลักตะกียะฮฺ”

ข้าพเจ้าพยายามจะทำให้เขายอมรับต่อข้าพเจ้าอย่างสุดความสามารถว่า การทำมุตอะฮฺก็คือ การมีคู่ครองตามหลักศาสนา และการใช้หลักตะกียะฮฺ คือข้ออนุโลมประหนึ่งจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แต่เขาก็ยังยืนกรานตามความคิดของเขา และไม่ยอมรับฟังคำพูดของข้าพเจ้า และไม่สนใจต่อหลักฐานที่ข้าพเจ้าได้หยิบยกขึ้นอ้างอิง เขาอ้างว่า หลักฐานที่ข้าพเจ้าหยิบยกมานั้นถือว่าถูกต้อง แต่จำเป็นจะต้องงดเว้น เพื่อสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือรักษาสภาพสังคมและความเป็นเอกภาพในหมู่มุสลิม

ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจต่อเหตุผลของเขาข้อนี้ที่สั่งให้ละทิ้งกฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เพื่อรักษาเอกภาพของมุสลิม

ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเขาดีๆ ว่า “ถ้าท่านเห็นด้วยกับเอกภาพของมวลมุสลิมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอน ข้าพเจ้าเป็นบุคคลแรกที่พูดอย่างนั้น”

แล้วเราก็ลงจากเครื่องบินด้วยกันที่สนามบินกรุงลอนดอน ข้าพเจ้าเดินตามหลังเขา ครั้นเมื่อเราเข้าไปถึงที่ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน

เขาก็ถูกถามว่า “มาทำไมที่ประเทศสหราชอาณาจักร”

เขาตอบว่า “มาเพื่อรักษาตัว”

ส่วนข้าพเจ้าอ้างว่า “มาเพื่อเยี่ยมมิตรสหายบางคน”

แล้วเราก็ผ่านไปโดยสวัสดี ไม่มีการถูกปิดกั้น เพื่อไปยังห้องรับกระเป๋าเดินทาง

ตอนนั้น ข้าพเจ้ากระซิบกับเขาว่า “ท่านเห็นไหมว่า การใช้หลักตะกียะฮฺเป็นผลดีในทุกสมัย ?”

เขาถามว่า “อะไร ?”

ข้าพเจ้ากล่าวว่า “เพราะเราพูดโกหกกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ข้าพเจ้าบอกว่ามาเยี่ยมเพื่อน ส่วนท่านบอกว่ามาเพื่อรักษาตัว ในขณะที่เราต่างก็มาเพื่อสัมมนา”

เขายิ้มรับเป็นเวลานาน และยอมรับว่าเขาโกหกมากกว่าข้าพเจ้า

เขากล่าวว่า “ก็การจัดสัมมนาอิสลามถือว่าเป็นการบำบัดรักษาอย่างหนึ่งสำหรับจิตใจของเรามิใช่หรือ ?”

ข้าพเจ้ายิ้มตอบรับแล้วกล่าวว่า “หรือว่าในการสัมมนามิใช่การเยี่ยมเยียนพี่น้องของเรา ?”

ข้าพเจ้าขอย้อนกลับมาพูดในหัวข้อเรื่องว่า : การใช้หลักตะกียะฮฺ มิได้เหมือนกับที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺอ้าง นั่นคือ ถือว่าเป็นการกระทำแบบหน้าไหว้หลังหลอก แต่ตรงกันข้ามถือว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพราะหน้าไหว้หลังหลอก หมายถึงการแสดงออกว่ามีอีหม่าน แต่ซ่อนเร้นการปฏิเสธไว้ ในขณะที่ตะกียะฮฺนั้นคือ การแสดงออกว่าเป็นกาฟิร แต่ซ่อนเร้นความศรัทธาไว้ สองลักษณะนี้ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ความหมายของการหน้าไหว้หลังหลอกจะต้องตรงกับโองการที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสไว้ดังนี้

“และในเมื่อพวกเขาพบกับบรรดาผู้ศรัทธา พวกเขาก็กล่าวว่า เราศรัทธา แต่เมื่อเขาอยู่ตามลำพังกับพวกชัยฏอนมารร้ายของพวกเขา พวกเขาจะกล่าวว่า แท้จริงเราอยู่กับพวกท่าน อันที่จริงแล้ว เราเพียงเยาะเย้ยเท่านั้น”

ดังกล่าวนี้แหละ หมายถึงการแสดงออกว่ามีอีหม่านแต่ภายนอก ทั้งๆที่ปฏิเสธเป็นทวีคูณอยู่ภายในจิตใจ คือ เท่ากับหน้าไหว้หลังหลอก

ส่วนแนวทางที่สอง หมายถึงการใช้หลักตะกียะฮฺ ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)มีโองการไว้ในอัล-กุรอานว่า

“ชายผู้ศรัทธาคนหนึ่งจากพวกพ้องของฟิรเอาว์น กล่าวโดยที่เขาซ่อนเร้นความศรัทธาของเขาไว้”

อันนี้หมายความว่า เขาแสดงออกด้วยการปฏิเสธอันเป็นการเพิ่มพูนความศรัทธาไว้ภายในจิตใจ คือเท่ากับการใช้หลักตะกียะฮฺ เพราะว่ามุอฺมิน เป็นพวกพ้องของฟิรเอาว์น เขาปิดบังความศรัทธาไว้ภายในจิตใจ ซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเขาจะแสดงออกต่อฟิรเอาว์น และกับคนทั้งหมดว่าเขายังอยู่กับศาสนาของฟิรเอาว์น(แน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงนำเรื่องของเขามากล่าวถึงในอัล-กุรอาน เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เขา)

มาเถิด ท่านผู้อ่าน มาทำความเข้าใจกับคำกล่าวของชีอะฮฺในเรื่องตะกียะฮฺ เพื่อที่ว่าท่านจะได้ไม่ปรักปรำในสิ่งที่พวกเขาถูกกล่าวหา ในลักษณะการป้ายความเท็จ และใส่ร้าย

เชคมุฮัมมัด ริฎอ อัล-มุซ็อฟฟัร กล่าวไว้ในหนังสือ “อะกออิด อิมามียะฮฺ” ของเขาว่า :

สำหรับการใช้หลักตะกียะฮฺนั้น มีกฏเกณฑ์ตั้งแต่วาญิบให้ปฏิบัติและไม่วาญิบ สุดแล้วแต่สภาวการณ์นั้นๆ ว่าจะเกิดอันตรายเพียงใด ดังที่มีกล่าวไว้ในตำราของนักปราชญ์ฝ่ายศาสนบัญญัติ มิใช่เรื่องที่วาญิบอยู่ตลอดเวลาทุกโอกาส ยิ่งไปกว่านั้น ความหมายของคำว่า อนุญาตหรือวาญิบ ก็มีความแตกต่างกัน ในบางโอกาส เช่นในกรณีที่ถ้าหากจะแสดงสัจธรรม และเผยความจริงออกมา จะเป็นผลร้ายต่อศาสนา และต่อการรับใช้อิสลาม และต่อการญิฮาดในวิถีทางนั้น

กล่าวคือเมื่อการกระทำอย่างนั้น เป็นเหตุให้ทรัพย์สินถูกทำลายและบั่นทอนจิตใจอย่างร้ายแรง แต่จะห้ามมิให้ใช้หลักตะกียะฮฺในการกระทำสิ่งที่ก่อให้เกิดการประหัตประหารชีวิตของผู้บริสุทธิ์ หรือในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายในศาสนา หรือเป็นอันตรายต่อมวลมุสลิมโดยความหลงผิดของพวกเขา หรือการแพร่หลายความอธรรมในหมู่พวกเขา

อย่างไรก็ตาม การใช้หลักตีกะยะฮฺตามทัศนะของอิมามิยะฮฺ มิได้หมายถึงการตั้งกลุ่มขึ้นมาลับๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อความเสียหายและบ่อนทำลาย ดังที่พวกศัตรูที่ไม่มีความจริงใจในการรับรู้ความเป็นไปที่แท้จริง ต้องการจะวาดภาพให้ และไม่มีอะไรที่พวกเขาจะต้องรับผิดชอบอะไรเลย อันนี้ถือว่าถูกต้องตามทัศนะของพวกเรา

ขณะเดียวกันก็มิได้หมายความว่าจะทำให้ศาสนา และกฎเกณฑ์ทางศาสนาเป็นความลับ ความมืดมนไม่อนุญาตให้เปิดเผยแม้แต่กับคนที่ไม่มีศาสนา จะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อตำราในสายอิมามียะฮฺ และข้อเขียนต่างๆ โดยเฉพาะวิชาฟิกฮฺ และการอภิปรายปัญหาต่างๆ อีกทั้งหลักการทางด้านความเชื่อถือ ถูกตีพิมพ์ออกมาเต็มไปหมด จนสามารถเข้าถึงหมดไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มใดก็สามารถศึกษาแนวทางศาสนานี้ได้

ท่านก็เห็นแล้วว่า มันมิใช่เรื่องการหลอกหลวง ฉ้อฉล อำพราง ไม่ใช่เรื่องโกหก ตามที่พวกศัตรูของพวกเขาเข้าใจกันอย่างนั้นเลย



หลักมุตอะฮฺ : การแต่งงานในกำหนดเวลา

มุตอะฮฺ หมายถึงการนิกาฮฺเพื่อแสวงหาความสุขหรือการแต่งงานชั่วคราวหรือการแต่งงานตามกำหนดเวลาชั่วระยะหนึ่ง หมายความว่า เหมือนกับการแต่งงานถาวร คือถือว่ายังไม่ถูกต้อง นอกจากต้องมีการกล่าวคำอักดฺ ประกอบด้วยประโยคเสนอ และประโยคตอบรับ เช่น

ผู้หญิงจะต้องกล่าวกับผู้ชายว่า

“เซาวัจตุกะ นัฟซี บิมะฮฺริน.....วะลิมุดดะติน.....”

แล้วฝ่ายชายก็ตอบรับว่า “เกาะบิลตุ” หรือ “เราะฎิตุ”

การแต่งงานประเภทนี้ มีเงื่อนไขหลายประการตามที่ถูกกำหนดไว้ในตำราวิชาฟิกฮฺของสายอิมามิยะฮฺ เช่น วาญิบต้องระบุจำนวนมะฮัร และระยะเวลาที่แน่นอน กล่าวคือความถูกต้องอยู่ที่ความพอใจต่อกันจากทั้งสองฝ่ายขณะเดียวกัน ก็มีข้อห้ามมิให้ทำมุตอะฮฺกับคนที่มีสามี เช่นเดียวกับห้ามในเวลาแต่งงานแบบถาวร และสำหรับหญิงที่แต่งงานมุตอะฮฺนั้น จะต้องผ่านพ้นอิดดะฮฺ โดยผ่านการมีรอบเดือนสองวาระ และถ้าหากสามีตายจะต้องผ่านสี่เดือนสิบวันก่อน

คนที่ทำมุตอะฮฺกันถือว่า ไม่มีมรดกตกทอดให้แก่กัน ไม่มีการจ่ายค่าเลี้ยงดู ลูกที่ถือกำเนิดมาจากการแต่งงานชั่วคราว ก็เหมือนดังลูกที่เกิดจากการแต่งงานถาวรครบถ้วนทุกประการในสิทธิเรื่องมรดก การส่งค่าเลี้ยงดู และสิทธิในด้านต่างๆ ครบถ้วนอันขึ้นอยู่กับบิดา

นี่คือ การทำมุตอะฮฺ ที่มีเงื่อนไขต่างๆ มีขอบเขต ตามที่สังเกตดูแล้ว จะเห็นได้ว่า มิใช่เรื่องการสำส่อนทางเพศแต่อย่างใด ดังที่พวกใส่ร้ายบางกลุ่มกล่าวหาเลย อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺก็เหมือนกับพี่น้องชีอะฮฺของเขานั่นเอง คือมีความเชื่อตรงกันว่า การวางหลักการแต่งงานอย่างนี้ มีมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในโองการที่ 24 ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ ความว่า

“ดังนั้น การที่พวกสูเจ้าแสวงหาความสุขจากพวกนางในข้อนี้ พวกสูเจ้าจะต้องมอบแก่พวกนาง ซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางจำนวนหนึ่ง และไม่มีบาปอันใดแก่พวกสูเจ้า ในกรณีที่พวกสูเจ้าพึงพอใจในข้อนี้ หลังจากที่มีการกำหนดอย่างแน่นอน แท้จริงอัลลอฮฺ ทรงรู้ ทรงมีวิทยะปัญญา”

ขณะเดียวกันพวกเขาเชื่อถือตรงกันว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) เคยอนุญาตในเรื่องนี้ และศ่อฮาบะฮฺก็เคยทำการมุตอะฮฺในสมัยของท่าน

อย่างไรก็ดี พวกเขามีความขัดแย้งกันว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว หรือไม่ เท่านั้นเอง กล่าวคืออะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ กล่าวว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว และถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม หลังจากที่เคยเป็นเรื่องฮะลาลมาแล้ว และถือว่า การยกเลิกเกิดขึ้นโดยซุนนะฮฺ หาได้เกิดขึ้นโดยอัล-กุรอาน ส่วนชีอะฮฺนั้นถือว่า ยังมิได้ถูกยกเลิก และถือว่าเรื่องนี้เป็นฮะลาลจนถึงวันกิยามะฮฺ

ดังนั้น การวิเคราะห์จึงอยู่ตรงประเด็นว่า เรื่องนี้ถูกยกเลิกแล้วหรือไม่เท่านั้นเอง และการถกเถียงก็อยู่ที่คำพูดของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ผู้อ่านจะได้พิสูจน์ว่าฝ่ายไหนอยู่กับสัจธรรม แล้วให้ปฏิบัติ โดยปราศจากการถือฝักถือฝ่ายอย่างมีอคติ และไม่มีความคิดส่วนตัว

สำหรับทางด้านของชีอะฮฺนั้น กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการยกเลิก และยังเป็นเรื่องอนุญาตให้จนถึงวันกิยามะฮฺ ดังนั้น หลักฐานของพวกเขาก็มีอยู่ว่า สำหรับเรายังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ห้ามในสิ่งนั้น และบรรดาอิมามจากเชื้อสายบริสุทธิ์ ก็กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่อนุญาตและถ้าหากว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ยกเลิกจริง แน่นอนบรรดาอิมามจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะหัวหน้าสูงสุดของพวกเขาคือท่านอะลี(อฺ)

ดังนั้น อะลี(อฺ)ต้องรู้เรื่องนี้ดี แต่มีหลักฐานที่ยืนยันได้จากฝ่ายเราว่า ค่อลีฟะฮฺที่สอง คืออุมัร บินค็อฏฏอบนั่นเองที่เป็นคนห้าม โดยการใช้หลักวินิจฉัยความเอง ดังเช่นที่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺได้ยืนยันในเรื่องนี้ไว้ ด้วยตัวเขาเอง ส่วนเราไม่ยอมละทิ้งหลักเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์(ศ) เพื่อความเห็นและการวินิจฉัยความของอุมัร บินค็อฏฏอบ

นี่คือข้อสรุปของชีอะฮฺที่กล่าวถึงเรื่องการอนุญาตให้ทำมุตอะฮฺ อันเป็นคำกล่าวที่สมเหตุสมผล และเที่ยงธรรม หากจะถูกต้องก็เพราะว่า มุสลิมทั้งมวลเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ) และปฏิเสธสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าใครจะมีฐานะสูงส่งแค่ไหน ในเมื่อการวินิจฉัยความของเขาขัดแย้งกับข้อบัญญัติของอัล-กุรอานหรือของนบี(ศ)

ส่วนอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น กล่าวว่า การทำมุตอะฮฺ นั้น เคยเป็นเรื่องฮะลาล และได้ถูกประทานมาในอัล-กุรอาน และ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ก็เคยอนุญาตให้กระทำในเรื่องนั้น และศ่อฮาบะฮฺก็ได้กระทำกันแล้ว ต่อมาหลังจากนั้นได้มีการยกเลิก และพวกเขาก็ขัดแย้งกันในการยกเลิกเรื่องนี้ กล่าวคือ บางคนในหมู่พวกเขากล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้ห้ามไว้ก่อนตาย บางคนกล่าวว่า ท่านอุมัร บินค็อฏฏอบเป็นคนห้ามไว้เอง และหลักฐานข้ออ้างของเขาคือ ท่านศาสนทูต(ศ)เคยกล่าวว่า

“หน้าที่ของพวกท่านคือซุนนะฮฺของฉัน และซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺรอชิดีน ภายหลังจากฉัน พวกท่านจงยึดมั่นในเรื่องนี้ให้เข้มแข็ง”

ส่วนพวกที่กล่าวว่า สาเหตุที่มีการห้ามเรื่องนี้เป็นเพราะท่านอุมัร บินค็อฏฏอบห้ามไว้ และถือว่า การกระทำของท่านก็เป็นซุนนะฮฺประการหนึ่งที่ต้องยอมรับคนเหล่านี้ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องพูดกับเขา และไม่ต้องวิเคราะห์อะไรกันอีก เพราะนั่นคือ ผลิตผลของการถือฝักฝ่ายอย่างมีอคติ จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนมุสลิมจะละทิ้งคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และคำสอนของท่านศาสนทูต(ศ) โดยขัดแย้งกับสิ่งทั้งสองนี้ ไปปฏิบัติตามคำพูดของปุถุชนคนหนึ่ง ที่วินิจฉัยความผิดๆ มากกว่าถูกต้อง

อันนี้หมายความว่า ถึงแม้การวินิจฉัยความของเขาในปัญหาหนึ่งๆ ที่ไม่มีข้อบัญญัติใดๆ ไว้ในอัล-กุรอาน แต่ในกรณีที่ถ้าหากว่ามีข้อบัญญัติอยู่แล้วเขาก็ยิ่งไม่มีสิทธิทำอะไรเลย เพราะ

“ดังนั้น ไม่มีสิทธิสำหรับผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง ถ้าอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ ทรงตัดสินเรื่องใดไปแล้ว ที่เขาจะเลือกได้เองอีกจากกิจการของพวกเขา และผู้ใดที่ละเมิดต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ก็เท่ากับหลงผิดอย่างชัดแจ้ง” (อัล-อะฮฺซาบ / 36 )

ผู้ใดที่ไม่เห็นด้วยกับข้าพเจ้าในหลักเกณฑ์อันนี้ ก็ให้เขาย้อนกลับไปพิจารณาดูข้อมูลต่างๆ จากความรู้ทางด้านการวางกฏเกณฑ์ของอิสลาม และคำสอนของอัล-กุรอานและซุนนะฮฺนบี (ศ) เพราะอัล-กุรอานให้หลักฐานไว้ชัดในโองการดังกล่าว และในอัล-กุรอานมีโองการทำนองนี้อีกมากมาย ที่ให้ความหมายว่า เป็นพวกปฏิเสธและเป็นพวกหลงผิด สำหรับคนที่ไม่ยึดถือตามอัล-กุรอานและซุนนะฮฺนบี(ศ)

ส่วนหลักฐานจากซุนนะฮฺนบี(ศ)อันทรงเกียรตินั้น มีมากมายอีกเช่นกัน แต่เราถือว่าเพียงพอได้ด้วยคำพูดนี้ของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ว่า

“ฮะลาลของมุฮัมมัดย่อมฮะลาลจนถึงวันกิยามะฮฺ และฮะรอมของมุฮัมมัดย่อมฮะรอมจนถึงวันกิยามะฮฺ”

กล่าวคือ บุคคลใดก็ตามไม่มีสิทธิจะกำหนดว่าอะไรเป็นของฮะลาลและฮะรอม ในประเด็นใดก็ตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ)วางข้อบัญญัติมาแล้ว และตัดสินมาแล้วในเรื่องนั้นๆ

ทั้งหลายเหล่านี้เราจะขอกล่าวกับบรรดาผู้ที่ต้องการจะให้เรายอมรับว่าการกระทำของค่อลีฟะฮฺรอชิดีนและการใช้หลักวินิจฉัยความของพวกเขาเป็นกฏที่จำเป็นสำหรับเรา โดยโองการที่ว่า

“พวกท่านจะถกเถียงกับเรา ในเรื่องของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ ในเมื่อพระองค์เป็นองค์อภิบาลของเราและองค์อภิบาลของพวกท่าน ในส่วนของเราก็คืองานของเรา และในส่วนของท่านก็คือ งานของพวกท่าน และเราเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 139 )

โดยเหตุที่ว่า บรรดาผู้ที่กล่าวอ้างหลักฐานนี้ ชีอะฮฺมีความเห็นตรงกับข้ออ้างของพวกเขา ซึ่งพวกเขาเป็นข้ออ้างประการหนึ่งสำหรับพี่น้องอะฮฺลิซซุนนะฮฺของพวกเขา

ดังนั้นการวิเคราะห์ของเราจึงเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่กล่าวว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นคนห้ามเรื่องนี้เอง และท่านได้ยกเลิกคำสอนในอัล-กุรอานโดยฮะดีษเท่านั้น

พวกเขาเหล่านั้นหยิบยกคำพูดและหลักฐานอันเลื่อนลอยมาอ้าง โดยไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานอันมั่นคง ถึงแม้ว่าท่านมุสลิม จะรายงานบันทึกในศ่อฮีฮฺของท่านว่า ห้ามเรื่องนี้ก็ตาม เพราะถ้าหากการห้ามในคราวนั้นมาจากท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) จะต้องไม่เก็บเป็นความลับจากศ่อฮาบะฮฺที่ทำการมุตอะฮฺกันอยู่ในสมัยอะบูบักรฺ และส่วนหนึ่งจากสมัยอุมัรเองด้วย ดังเช่นที่ท่านมุสลิมได้รายงานไว้อย่างนี้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน(259)