อัล-บะดาอฺ การเปลี่ยนกฎเกณฑ์โดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

อัล-บะดาอฺ หมายความว่า การจะเริ่มกิจการใดกิจการหนึ่งสักอย่างที่ทรงประสงค์จะกระทำ ต่อจากนั้น ทรงเปลี่ยนแปลงความคิดในกิจการนั้นๆเสีย แล้วทรงกระทำในกิจการนั้นในลักษณะอื่นที่มิใช่จากเจตนารมณ์ที่จะกระทำในคราวก่อน

สำหรับการอธิบายเรื่อง อัล-บะดาอฺ ว่าเป็นผลสรุปของความโง่เขลา หรือบั่นทอนเกียรติคุณของพระองค์ให้บกพร่อง ดังที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺให้ความหมายในลักษณะนี้ และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกล่าวหาต่อชีอะฮฺว่าเป็นผู้กล่าวอย่างความหมายนี้ หมายความว่า พวกเขากล่าวหาว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงโง่เขลา ทุกประการเหล่านี้ ก็เพราะการจงเกลียดจงชังต่อพวกเขา และลบหลู่ความเชื่อของพวกเขา

ดังนั้น การอธิบายความหมายอย่างนี้ถือว่า เป็นความผิดพลาดและชีอะฮฺเองก็มิได้กล่าวอย่างนั้นโดยเด็ดขาด ฉะนั้นใครๆ ที่กล่าวหาว่า พวกเขาเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับใส่ร้ายพวกเขา นี่คือคำสอนของพวกเขาทั้งในอดีต ปัจจุบัน เป็นหลักฐานยืนยันสำหรับพวกเขา

เชคมุฮัมมัด ริฎอ อัล-มุซ็อฟฟัร ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อะกออิด อิมามียะฮฺ” ว่า

“อัล-บะดาอฺ ตามความหมายอย่างนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ สำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะว่า ความโง่เขลาและความบกพร่องคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และบรรดาอิมามิยะฮฺจะไม่พูดอย่างนี้”

ท่านอิมามศอดิก(อฺ) กล่าวว่า

“ผู้ใดอ้างว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) นั้น ได้มีการเปลี่ยนกิจการใดกิจการหนึ่งโดยที่ได้เริ่มกิจการหนึ่งๆ ไปแล้ว ด้วยความไม่สมตามเจตนารมณ์ เท่ากับผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)ผู้ทรงยิ่งใหญ่”

ท่าน(อฺ) กล่าวอีกว่า

“ผู้ใดที่อ้างว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงเปลี่ยนแปลงกิจการหนึ่ง เป็นอีกอย่างหนึ่งโดยที่เมื่อวันก่อน พระองค์ยังไม่ทรงล่วงรู้เกี่ยวกับกิจการนั้นๆ ถือว่าเขาปฏิเสธพระองค์อย่างสิ้นเชิง”

ดังนั้น เรื่อง “บิดาอฺ” ตามที่ชีอะฮฺกล่าวถึง มิได้ออกนอกขอบข่ายโองการ อัล-กุรอานที่พระองค์ มีโองการว่า

“อัลลอฮฺทรงลบไปเสียตามที่ทรงประสงค์ และทรงบันดาลให้ปรากฏ และอยู่ ณ พระองค์ คือ แม่บทแห่งคัมภีร์” (อัร-เราะอฺดุ / 39 )

คำพูดนี้ อะฮฺลิซซุนนะฮฺก็จะกล่าวเช่นเดียวกับที่ชีอะฮฺก็กล่าว แล้วทำไมความจงเกลียดจงชังจึงเกิดขึ้นแก่ฝ่ายชีอะฮฺ แต่ความจงเกลียดจงชังมิได้เกิดขึ้นกับฝ่ายซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ โดยทั้งสองฝ่ายกล่าวว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติ เปลี่ยนแปลงสภาวการณ์และทรงเปลี่ยนแปลงริซกี

จะมีสักคนไหม ที่ถามพวกเขาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอันนี้ ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงดำเนินการในกิจการของงานสร้างสรรค์ของพระองค์ หลังจากที่ได้ทรงบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่พวกเขาไว้แล้วในกาลก่อน หรือที่บันทึกอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ตามที่พวกเขากล่าว

ท่านอิบนุ มัรดะวียะฮฺ และท่านอิบนุซากิร ได้รายงานจากท่านอะลี(ร.ฎ.)ว่า : ได้ถามท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เกี่ยวกับความหมายโองการนี้

“อัลลอฮฺทรงลบไปเสียตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงบันดาลให้ปรากฏ และอยู่ ณ พระองค์ คือแม่บทแห่งคัมภีร์”

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ตอบท่านว่า

“แน่นอนการให้ความหมายโองการนี้ จะเป็นที่เย็นตาแก่เจ้า และเป็นที่เย็นตาแก่ประชาชาติของฉันภายหลังจากฉันด้วยการให้ความหมายโองการอย่างนี้กล่าวคือ การให้ทานบริจาคแก่ที่ของมัน การทำความดีต่อบิดามารดา การบำเพ็ญเพียรกับความดีนั้นจะทำให้ความชั่วร้ายจะกลายเป็นความสุข และช่วยเพิ่มอายุขัย และช่วยต่อต้านความชั่วได้อย่างแข็งขัน”

รายงานโดยอิบนุมันซูร อิบนุอะบีฮาติม และท่านบัยฮะกี รายงานไว้ในหนังสือ “อัช-ชุอฺบ” จากท่านกีส อับบาซ (ร.ฎ.) กล่าวว่า : อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีบัญชาในทุกๆ คืนที่สิบของเดือนฮะรอม สำหรับคืนที่สิบของเดือนเราะอฺญับนั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงลบออกไปเสียตามที่ทรงประสงค์ และจะทรงบันดาลให้ปรากฏ ท่านอับดุ บิน ฮะมีด ท่านอิบนุ ญะดีร ท่านอิบนุ มันซูร รายงานจากท่านอุมัร บิน ค็อฏฏอบ(ร.ฎ.) ว่าท่านกล่าวในขณะเวียนฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ ว่า

“ข้าแต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ถ้าหากพระองค์ทรงบันทึกไว้ แก่ข้าพเจ้าแล้วซึ่งความชั่วร้าย หรือความบาปใดๆ ขอได้โปรดลบมันออกไปเสีย เพราะแท้จริงพระองค์ทรงลบออกไปตามที่ทรงประสงค์ และทรงบันดาลให้ปรากฏ และอยู่ ณ พระองค์ คือแม่บทแห่งคัมภีร์ ดังนั้นโปรดบันดาลมันให้เป็นความสุข และการอภัยด้วยเถิด”(243)

รายงานโดยบุคอรี ในหนังสือศ่อฮีฮฺ เกี่ยวกับประวัติที่น่าประหลาดตอนหนึ่งที่เล่าเกี่ยวกับการขึ้นมิอฺรอจของท่านนบี(ศ)ว่า : ท่าน(ศ)ได้พบกับพระผู้อภิบาลของท่าน(243)

ท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวในเรื่องนี้ว่า จากนั้น ฉันได้รับบทบัญญัติให้ทำนมาซห้าสิบครั้ง เมื่อฉันรับมาแล้วก็พบกับมูซา(อฺ)

ท่าน(อฺ)ถามว่า “ท่านได้ ทำอะไรบ้าง ?”

ฉันตอบว่า “นมาซห้าสิบครั้งได้ถูกกำหนดแก่ฉัน”

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า “ฉันรู้จักประชาชนยิ่งกว่าท่าน ฉันเคยพร่ำสอนบะนีอิซรอเอล ด้วยการเยียวยารักษาอย่างรุนแรง มาแล้ว แท้จริงประชาชาติของท่าน ทำตามไม่ได้หรอก ขอให้กลับไปหาพระผู้อภิบาล แล้วขอต่อพระองค์เถิด”

แล้วฉันก็ย้อนกลับไปขอต่อพระองค์ ซึ่งทรงกำหนดมาเป็น สี่สิบ จากนั้น ก็เหมือนเดิมอีก หลังจากนั้นก็ขออีก ได้ลดเป็นสามสิบ จากนั้นก็เหมือนเดิมอีก ได้ลดเป็นยี่สิบ จากนั้นก็เหมือนเดิมอีก ได้ลดเป็นสิบ เมื่อมาพบกับมูซา(อฺ)

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า “ก็เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ พระองค์ก็ทรงลดให้อีกเป็นห้า”

เมื่อฉันได้พบกับมูซา(อฺ)

ท่าน(อฺ)กล่าวว่า “เจ้าได้ทำอะไรบ้าง ?”

ฉันตอบว่า “ได้ทำนมาซห้าครั้ง”

ท่าน(อฺ)ก็กล่าวเหมือนเดิมอีก

ฉันกล่าวว่า “ฉันได้ยอมจำนนแล้วเพราะฉันถูกเรียกแล้ว แท้จริงบทบัญญัติได้ถูกกำหนดให้แก่ฉันแล้ว และฉันได้ขอผ่อนผันแก่ประชาชาติของฉันแล้ว และจะได้รับผลบุญเป็นสิบเท่า” (245)

อีกรายงานหนึ่ง ท่านบุคอรีได้ถ่ายทอดไว้อีกเช่นกัน หลังจากที่มุฮัมมัด(ศ) ย้อนกลับไปหาพระผู้อภิบาลอยู่หลายเที่ยวและหลังจากได้ลดมาเหลือห้านมาซแล้ว มูซา(อฺ)ยังขอให้มุฮัมมัด(ศ)กลับไปทูลต่อพระผู้อภิบาลว่าให้ลดหย่อนลงไปอีก

แต่มุฮัมมัด(ศ) ตอบว่า “ฉันละอายพระผู้อภิบาลของฉันแล้ว” (246)

ใช่แล้วยิ่งอ่านก็ยิ่งประหลาดใจกับความเชื่ออันนี้ที่นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺวัล-ญะมาอะฮฺกล่าวไว้ และพร้อมกันนั้นพวกเขาก็ก่นด่าชีอะฮฺ ผู้ปฏิบัติตามอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ว่ากล่าวถึงอัล-บะดาอฺ

พวกเขาเอง ตามเรื่องราวที่เล่ามานี้ เชื่อถือว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงกำหนดการนมาซแก่ มุฮัมมัด(ศ)และประชาชาติ จำนวน 50 นมาซ ต่อจากนั้น พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงให้หลังจากที่ มุฮัมมัด(ศ) ย้อนกลับไปหาพระองค์โดยให้ลดเหลือ 40 ต่อจากนั้นก็ทรงเปลี่ยนแปลงอีก หลังจากได้กลับไปหาเป็นครั้งที่สอง โดยลดลงเหลือ สามสิบ ต่อมาก็ทรงเปลี่ยนแปลงอีก หลังจากกลับไปหาเป็นครั้งที่สาม โดยลดลงมาเหลือ 20

ต่อมาทรงเปลี่ยนแปลงอีก หลังจากกลับไปหาเป็นครั้งที่สี่ โดยลดลงมาเหลือ 10 ต่อมาทรงเปลี่ยนแปลงอีก หลังจากกลับไปเป็นครั้งที่ ห้า โดยลดลงมาเหลือ 5

ใครจะไปรู้ ถ้าหากมุฮัมมัด(ศ)ไม่ละอายต่อพระผู้อภิบาล อาจลดลงเหลือ 1 ก็ได้ หรือไม่แน่ บางทีอาจยกเลิกจนหมดไปเลยก็ได้

อัซตัฆฟิรุลลอฮฺ อัล-อะลียุล-อะซีม จากการกล่าวในเชิงดูหมิ่นอย่างนี้ แต่ข้าพเจ้ามิได้ดูหมิ่นพวกเขาในฐานะที่พวกเขากล่าวถึงเรื่องบิดาอฺ หามิได้ เพราะอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงลบออกไปเสียตามที่ทรงประสงค์ และทรงบันดาลให้ปรากฏ และ ณ พระองค์ คือ “แม่บทแห่งคัมภีร์”

ในตอนที่ผ่านมา เราได้กล่าวไปแล้วว่า ความเชื่อของอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั้น ถือว่า การบริจาคทาน การทำความดีต่อบิดามารดา และการบำเพ็ญเพียรความดี สามารถเปลี่ยนความเลวร้ายเป็นความผาสุกได้ และยังเป็นการเพิ่มพูนอายุขัย อีกทั้งยังช่วยเสริมแรงต้านทานความชั่วได้ยิ่งขึ้น

อันนี้ เป็นที่ยอมรับของข้าพเจ้า และมันก็คือความเชื่อถือที่ยอมรับกับแนวทางและความรู้ทางศาสนาอิสลามและเป็นหัวใจของอัล-กุรอานที่ว่า

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพของคนกลุ่มใด จนกระทั่งพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตัวของเขาเอง”

และถ้าหากความเชื่อของพวกเราทั้งซุนนะฮฺและชีอะฮฺ ไม่ถือว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเปลี่ยนแปลงได้แล้วไซร้ แน่นอน การนมาซและการขอดุอาอฺของเราก็ปราศจากมรรคผลใดๆ ไม่มีเหตุผล และไม่มีความหมายใดๆ ขณะเดียวกันเราทั้งหมดเชื่อถือว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเปลี่ยนกฏเกณฑ์ได้ทรงยกเลิกบทบัญญัติที่เคยมีมาในสมัยท่านนบี(ศ)ก่อนๆ ยิ่งกว่านั้น แม้กระทั่งในชะรีอะฮฺ(กฎเกณฑ์ทางศาสนา) แห่งนบีของเรา(ศ) ก็ยังมีนาซิค-มันซูค (ของใหม่ที่มายกเลิกของที่ได้รับการยกเลิก)

ดังนั้นการกล่าวถึงอัล-บะดาอฺ จึงมิใช่กาฟิร และมิใช่เรื่องที่ออกนอกศาสนา และไม่ใช่เรื่องที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺจะลบหลู่ดูหมิ่นต่อชีอะฮฺ เพราะสาเหตุที่มีความเชื่อนี้ ขณะเดียวกัน ชีอะฮฺก็ไม่มีสิทธิที่จะลบหลู่ต่ออะฮฺลิซซุนนะฮฺอีกด้วย

แต่ทว่า การตำหนิของข้าพเจ้า ก็มีเพียงในเรื่องประวัตินี้เท่านั้นเอง นั่นคือ การที่มุฮัมมัด(ศ)ต่อรองกับพระผู้อภิบาลของท่านในเรื่องบทบัญญัติการนมาซ เพราะในความหมายนี้ แสดงให้เห็นถึงการมอบความไม่รู้ให้แก่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) และแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของบุคคลสำคัญที่สุดเท่าที่ประวัติของมนุษยชาติรู้จักมา นั่นคือนบีมุฮัมมัด(ศ) ของเรา ขณะที่ผู้รายงานกล่าวว่า :

มูซา(อฺ) ได้กล่าวแก่มุฮัมมัด(ศ)ว่า “ฉันรู้เรื่องของประชาชนดีกว่าท่าน”

ริวายะฮฺนี้กำลังถือว่าเกียรติยศอันวิเศษสุดเป็นของนบีมูซา(อฺ) ซึ่งถ้าหากไม่มีท่านแล้วไซร้ แน่นอนอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะไม่ผ่อนผันแก่ประชาชาติของมุฮัมมัด(ศ)เลย

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า มูซา(อฺ)จะรู้เรื่องความเป็นไปของประชาชาติมุฮัมมัด(ศ)ได้อย่างไรว่าไม่สามารถรับภาระได้จนกระทั่งลดลงมาเหลือ 5 ครั้งแล้วก็ตาม ในขณะที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ยังไม่รู้เช่นนี้เลย และทรงวางภาระหนักแก่ปวงบ่าวของพระองค์ในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถรับได้ โดยกำหนดการนมาซแก่พวกเขา 50 นมาซ

ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณพร้อมกับข้าพเจ้าดูเถิดว่า การทำนมาซ 50 ครั้ง ในวันหนึ่งๆ นั้น จะเป็นอย่างไร คงจะไม่มีการประกอบอาชีพ ไม่มีการทำงานใดๆ ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องแสวงหาริซกี และไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งใดๆ อีก ดังนั้น มนุษย์ก็จะกลายเป็นมะลาอิกะฮฺที่มีความรับผิดชอบเพียงเรื่องทำนมาซและทำอิบาดะฮฺเท่านั้น ท่านไม่ต้องใช้หลักเกณฑ์อะไรมาก นอกจากเพียงวิชาคำนวณขั้นพื้นฐาน ท่านก็จะรู้ทันทีว่า ริวายะฮฺดังกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง

เพราะถ้าเราจะคิดว่าเวลาสิบนาทีจะเป็นเวลาปกติ สำหรับการทำนมาซฟัรฎู 1 นมาซที่เป็นญะมาอะฮฺ เมื่อคูณด้วย 50 นมาซ ก็เป็นอันว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ท่านจะไม่มีอะไรเหลืออีกแล้วนอกจากมีความอดทนหรือไม่ก็จะต้องปฏิเสธศาสนานี้ เพราะได้สร้างภาระอันหนักหน่วงให้แก่ผู้ปฏิบัติเกินกว่าความสามารถที่จะรับได้ บางที่พวกอะฮฺลุลกิตาบเช่นพวกยิว และนัศรอนีจะมีข้อแก้ตัวในเรื่องที่ได้ปฏิเสธต่อนบีมูซา(อฺ)และนบีอีซา(อฺ)ก็ได้

แต่ทว่าจะมีข้อแก้ตัวอันใดสำหรับพวกเขาในการปฏิบัติตามท่านนบีมุฮัมมัด(ศ) ซึ่งได้วางขอบเขตจำกัดแก่พวกเขาไปแล้ว ดังนั้นในเมื่อชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺลบหลู่พวกชีอะฮฺในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับอัล-บะดาอฺว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้นทรงแปรเปลี่ยนกิจการใดกิจการหนึ่งให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ดังนั้นทำไมพวกเขาจึงไม่ลบหลู่ตัวเองบ้างที่พวกเขาก็พูดเหมือนกันว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงแปรเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงกิจการใดกิจการหนึ่งที่ได้ทรงดำเนินไปแล้ว นั่นคือการนมาซ 5 เวลา ซึ่งเหตุการณ์อันนี้ได้เกิดขึ้นในคืนคืนหนึ่ง นั่นคือคืนแห่งการมิอฺรอจญ์

ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสาปแช่งการ “ตะอัศศุบ” (การถือฝักฝ่ายอย่างมีอคติ) อย่างไม่ลืมหูลืมตา และการจงเกลียดจงชังที่ทำให้กลบเกลื่อนความเป็นจริงต่างๆ แล้วพลิกความจริงให้กลับกลายไปเป็นอื่น ผู้มีความคิดถือฝักฝ่ายอย่างมีอคติต่างก็จะตั้งข้อหาแก่ผู้ซึ่งมีความคิดเห็นขัดแย้งกับตน และตั้งข้อรังเกียจทั้งๆ ที่เป็นเรื่องราวที่ชัดแจ้ง และได้ดำเนินบทบาทการลบหลู่และแพร่หลายให้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในเชิงต่อต้าน การลบหลู่ที่กระทำไปโดยหลักเกณฑ์อันผิวเผินตามที่เขาได้กล่าวกันอยู่นั้นมีมากมาย

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงถ้อยคำของท่านนบีอีซา(อฺ)ที่พูดกับพวกยิวครั้งหนึ่งว่า

“พวกท่านมองเห็นเศษขยะในสายตาของคนอื่น แต่ท่านมองไม่เห็นท่อนไม้ที่อยู่ในตาของพวกท่านเอง”

หรือดังสุภาษิตที่กล่าวกันว่า “ในตอนแรกท่านขว้างข้าพเจ้าก่อน แต่แล้วท่านนั่นแหละเป็นเป้าของมัน”

บางครั้งอาจจะมีบางคนขัดแย้งว่าตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺไม่ได้ถือว่าเรื่องนี้เป็นไปตามความหมายของคำว่าบิดาอฺ โดยเหตุที่ว่าประวัติของเรื่องนี้ จริงอยู่ถึงแม้ความหมายของมันบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงในกฏเกณฑ์นั้น แต่เรายังไม่ได้ตัดสินเลยว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ตั้งกฏเกณฑ์นั้นไว้แล้ว

ข้าพเจ้าพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าอีกหลายเรื่องที่ข้าพเจ้าจะเสนอมาเป็นหลักฐานในเรื่องราวของประวัติการมิอฺรอจญ์ว่า มีคำกล่าวในเรื่องบิดาอฺจากทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ได้มีพวกเขาบางคนได้แสดงความเห็นกับข้าพเจ้าในเรื่องนี้ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ยอมรับ ในเมื่อพวกเขามีความเห็นสอดคล้องกันกับริวายะฮฺอื่นๆ จากหนังสือศ่อฮีฮฺบุคอรี ที่กล่าวถึงอัล-บะดาอฺ ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้ง อันมิได้ถูกปรุงแต่งขึ้นมาในนั้นแต่ประการใด

ท่านบุคอรี ได้รายงานว่า : จากท่านอะบูฮุร็อยเราะฮฺ แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวว่า :

แท้จริงมี 3 ประการ จากพวกบะนีอิสรออีล คือ โรคเรื้อน ตาบอด และหัวโกร๋น ซึ่งในตอนแรกอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ที่จะให้มาเพื่อเป็นบททดสอบสำหรับพวกเขา ครั้นแล้วพระองค์ก็ได้ส่งมะลาอิกะฮฺไปยังเขาเหล่านั้น

แล้วมะลาอิกะฮฺก็ได้ไปหาคนที่เป็นโรคเรื้อน โดยกล่าวว่า “ท่านชอบอะไรมากที่สุด”

เขาตอบว่า “ชอบมีผิวที่สวยงาม และมีหนังที่สวยงาม แน่นอนมนุษย์พากันชิงชังข้าพเจ้า”

ดังนั้น มะลาอิกะฮฺก็ได้ลูบไปที่ตัวของเขา ฉับพลันโรคเรื้อนก็หายไปจากเขา ครั้นแล้ว เขาก็ได้ถูกประทานผิวที่สวยงาม และหนังที่สวยงาม

หลังจากนั้นมะลาอิกะฮฺได้ถามอีกว่า “ท่านชอบทรัพย์สินอันใดมากที่สุด”

เขาตอบว่า “อูฐ”

ดังนั้นเขาก็ได้ถูกมอบอูฐตัวเมียให้หนึ่งฝูง

แล้วมะลาอิกะฮฺ ก็ได้มาคนที่เป็นโรคหัวโกร๋น

แล้วกล่าวว่า “ท่านชอบอะไรมากที่สุด”

เขาตอบว่าเส้นผมอันสวยงาม และให้อาการเช่นนี้หมดไปจากข้าพเจ้า เพราะคนทั้งหลายรังเกียจข้าพเจ้ามากเหลือเกิน แล้วมะลาอิกะฮฺก็ได้ลูบไปที่เขา ดังนั้นอาการดังกล่าวก็หมดสิ้นไป และเขาได้ถูกประทานให้มีเส้นผมอันสวยงาม

หลังจากนั้นมะลาอิกะฮฺ ได้ถามเขาอีกว่า “ท่านอยากได้ทรัพย์สินอะไรมากที่สุด”

เขาตอบว่า “อยากได้วัวตัวเมีย”

ครั้นแล้ว เขาก็ได้ถูกประทานวัวตัวเมียที่ท้องแก่หนึ่งตัว

แล้วมะลาอิกะฮฺก็ได้ไปหาคนตาบอด โดยได้กล่าวว่า “ท่านชอบอะไรมากที่สุด”

เขาตอบว่า “ขอให้อัลลอฮฺ(ซ.บ.)คืนสายตามาให้แก่ข้าพเจ้า”

ดังนั้น มะลาอิกะฮฺก็ได้ลูบไปที่เขา แล้วอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็ได้คืนสายตาที่ดีกลับมาให้แก่เขา

มะลาอิกะฮฺถามอีกว่า “ท่านอยากได้ทรัพย์สินอะไรมากที่สุด”

เขาตอบว่า “อยากได้แพะ”

ดังนั้นเขาก็ได้รับแพะที่มีลูกดก

ต่อมามะลาอิกะฮฺก็ย้อนกลับมาอีกหลังจากที่เขาเหล่านั้นมีทั้งอูฐ ทั้งวัว ทั้งแพะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากมาย จนกระทั่งแต่ละคนในหมู่พวกเขาได้กลายเป็นผู้มีทรัพย์สินครอบครอง ครั้นแล้วมะลาอิกะฮฺก็ได้มาหาคนที่เป็นโรคเรื้อน และคนหัวโกร๋นและคนตาบอด ทุกคนตามรูปลักษณ์ของเขา และได้ขอทรัพย์สินจากแต่ละคน

ปรากฏว่าคนหัวล้านกับคนเป็นโรคเรื้อนปฏิเสธไม่ยอมให้ ดังนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จึงได้บันดาลให้คนทั้งสองคืนกลับสู่สภาพเดิมที่เคยเป็นมาแต่ก่อน แต่คนตาบอดได้ส่งมอบให้โดยดี ดังนั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จึงเพิ่มพูนให้แก่เขา และบันดาลให้เขามีสายตาที่ดีตลอดไป(247)

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้า จะขอกล่าวกับพี่น้องทั้งหลายว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย อย่าให้คนพวกหนึ่งดูหมิ่นเหยียดหยามคนอีกพวกหนึ่งเลย เพราะบางทีอาจจะเป็นไปได้ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นคนดีกว่าพวกเขาก็ได้ และอย่าให้สตรีดูหมิ่นเหยียดหยามสตรีด้วยกัน เผื่อว่านางอาจจะเป็นสตรีที่ดีกว่าพวกนางก็ได้ และพวกเจ้าอย่าได้ประจานซึ่งกันและกัน และอย่าเรียกขานกันด้วยสมญาชื่อที่น่าเกลียดภายหลังจากศรัทธา นับเป็นความเลวอย่างยิ่ง และผู้ใดไม่สารภาพผิด แน่นอนพวกเขาเหล่านั้นเป็นพวกที่ฉ้อฉลโดยแท้จริง” (อัล-ฮุญุรอต / 11)

ขณะเดียวกันข้าพเจ้าเชื่อมั่นจากทุกส่วนของหัวใจว่า มวลมุสลิมนั้นจะต้องแสวงหาหนทางที่ถูกต้อง และจะต้องปฏิเสธการถือฝักฝ่ายอย่างมีอคติ และจะต้องละทิ้งความคิดเข้าข้างตัวเอง เพื่อที่จะให้สติปัญญาเข้ามาอยู่ในที่ตั้งของมันในทุกๆหัวข้อการวิเคราะห์ แม้กระทั่งกับศัตรูของพวกเขา เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้จากอัล-กุรอานอันทรงเกียรติ ซึ่งมีวิธีการวิเคราะห์ วิธีการถกเถียงในลักษณะที่ดียิ่ง แน่นอนได้มีโองการถูกประทานลงมาแก่ศาสนทูตของพระองค์(ศ)ว่าให้กล่าวกับคนที่ดื้อดึงว่า

“และแท้จริง เราหรือพวกท่านทั้งหลายหวังว่าบางทีจะได้อยู่ในทางนำที่ถูกต้อง หรืออยู่ในความหลงผิดที่ชัดแจ้ง” (ซะบะอ์ / 24 )

กล่าวคือ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) มีฐานภาพอันสูงส่งยิ่งกว่าพวกมุชริกีนเหล่านั้นมากมายจนไม่รู้กำหนดได้ แต่ท่านก็ยังลดตัวลงมาอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา เพื่อให้ความเป็นธรรมกับพวกเขา เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้แสดงหลักฐานอันชัดแจ้ง ถ้าหากพวกเขาเป็นผู้มีความสัตย์จริง แล้วไหนเล่าจริยธรรมอันสูงส่งอันนี้ในหมู่พวกเรา



หลักตะกียะฮฺ

ดังที่เราได้กล่าวผ่านมาแล้วในเรื่อง “อัล-บะดาอฺ” เรื่องการ “ตะกียะฮฺ” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นเดียวกัน ที่ได้รับการรังเกียจเดียดฉันท์จากอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ พวกเขาบริภาษพี่น้องชีอะฮฺของพวกเขา และถือว่า พวกชีอะฮฺเป็นมุนาฟิกีน เพราะแสดงออกมาในสิ่งที่มิได้อยู่ภายในความเป็นจริง

มีจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนเสียแล้วสำหรับการสนทนาเชิงวิเคราะห์กันในหมู่พวกเขา และได้มีการพยายามทำความเข้าใจกับพวกเขาว่า หลักตะกียะฮฺนั้นมิใช่ลักษณะของการหน้าไหว้หลังหลอก แต่บรรดาพี่น้องซุนนะฮฺก็มิได้ยอมรับ ทั้งนี้ก็เพราะทัศนคติในเชิงถือฝักถือฝ่ายในเรื่องมัซฮับเข้ามามีอิทธิพลกับพวกเขา

และเป็นเพราะบรรดาผู้อาวุโสของพวกเขาได้พยายามทุกวิถีทางจนสุดความสามารถในการกลบเกลื่อนความเป็นจริงจากผู้ทำการวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง ที่พวกเขาตั้งข้อหาว่าเป็นวิชาการของพวกชีอะฮฺ และเป็นความเชื่อของพวกชีอะฮฺ เขาเหล่านั้นยังได้โจมตีพวกชีอะฮฺด้วยประโยคคำพูดต่อไปนี้ว่า

“แท้จริงแล้ว พวกชีอะฮฺ ก็คือสมัครพรรคพวกของอับดุลลอฮฺ อิบนุซะบา ชาวยิว แท้จริงแล้วพวกชีอะฮฺเชื่อถือในเรื่องร็อจอะฮฺ(การคืนชีพ) อัล-บะดาอฺ อัตตะกียะฮฺและอิศมะฮฺ อีกทั้งมุตอะฮฺ ตลอดจนสิ่งเหลวไหลไร้สาระอีกมากมาย เช่นความเชื่อในเรื่องอัล-มะฮฺดีผู้ถูกรอคอยอย่างนี้เป็นต้น”

ท่านจะได้ยินได้ฟังคำพูดในลักษณะทิ่มแทงอย่างนี้อยู่เสมอ และที่น่าแปลกใจอยู่เสมออีกประการหนึ่งนั้นก็คือ เขาคิดว่าความเชื่อถือเหล่านี้เป็นสิ่งอุตริขึ้นมาใหม่ในอิสลาม และเชื่อถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องอุปโลกน์และอุตริที่พวกชีอะฮฺสรรสร้างขึ้นมา

แต่ถ้านักวิเคราะห์ได้ศึกษา และได้ใช้ดุลยพินิจอย่างผู้มีใจเป็นธรรม ก็จะพบว่าความเชื่อถือเหล่านี้ทั้งหมดเป็นกระดูกสันหลังของอิสลาม มันคือผลิตผลจากอัล-กุรอานอันทรงเกียรติ และซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)ผู้ประเสริฐ ยิ่งไปกว่านั้นอุดมการณ์ของอิสลามอันน่าสรรเสริญ และบทบัญญัติอันเที่ยงธรรมมิอาจจะดำรงอยู่ได้ ถ้าหากปราศจากความเชื่อเหล่านี้

สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดในหมู่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ก็คือว่าพวกเขาแสดงอาการเกลียดชังหลักความเชื่อหนึ่งๆ ที่พวกเขาเองก็กล่าวถึงเรื่องนั้นอยู่ ตำราศ่อฮีฮฺและมุซนัดของพวกเขาได้บรรจุเรื่องเหล่านี้ และยืนยันเรื่องเหล่านี้ไว้แก่พวกเขาอย่างพร้อมสรรพ แล้วยังจะมีหนทางใดสำหรับบรรดาหมู่ชนผู้ซึ่งได้พูดในสิ่งที่ไม่กระทำ หรือแท้จริงแล้ว พวกซุนนะฮฺวัล-ญะมาอะฮฺ ได้ดูหมิ่นเหยียดหยามและเยาะเย้ยสิ่งที่พวกเขาก็เชื่อถืออยู่นั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าชีอะฮฺเป็นผู้นำเอาเรื่องนั้นๆ มาปฏิบัติ

เหมือนอย่างกับที่ท่านได้อ่านในหัวข้อ เรื่องอัล-บะดาอฺ ผ่านมาแล้ว จนในที่สุดเราก็สามารถชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาเหล่านั้นก็ยืนยันในเรื่องนี้อยู่ด้วยเช่นเดียวกัน แต่พวกเขากลับปฏิเสธสิ่งนั้นๆ ในเมื่ออยู่กับบุคคลอื่น

ขอท่านผู้อ่านได้ติดตามไปพร้อมกับข้าพเจ้า ณ บัดนี้ ว่าพวกอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺเองก็ได้กล่าวถึงเรื่องการใช้หลักตะกียะฮฺที่พวกชีอะฮฺยึดถืออยู่ ทั้งๆที่ สิ่งนี้ตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺถือว่าเป็นการหน้าไหว้หลังหลอก

รายงานโดยอิบนุญะรีด และอิบนุ อะบีฮาติม จากสายสืบของอัล เอาฟี จากรายงานของอิบนุอับบาซ ในโองการที่ว่า

“ยกเว้นในกรณีที่พวกเขาหวาดกลัวต่อพวกเขาในกรณีของความน่ากลัวอย่างใดอย่างหนึ่ง” (อาลิอิมรอน / 26 )

ท่านอิบนุอับบาซ อธิบายว่า คำว่า “ตะกียะฮฺ” ในภาษาพูดหมายถึงบุคคลที่มีความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะต้องพูดออกมาในสิ่งที่เป็นความละเมิดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) โดยเขาได้พูดออกมาด้วยความกลัวต่อมนุษย์ แต่ในหัวใจของเขานั้นมีความสงบมั่นกับความศรัทธา กล่าวคือ หากเป็นเช่นนี้ ไม่ถือว่าเขาจะได้รับอันตรายใดๆ

“อันที่จริงแล้ว หลักตะกียะฮฺให้ใช้เพียงกับวาจาเท่านั้น”(248)

ท่านฮากิม ได้รายงานไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน ท่านบัยฮะกีได้บันทึกไว้ในซุนันของท่านโดยสายสืบของท่านอะฏออ์ จากรายงานของอิบนุอับบาซ ในโองการที่ว่า

“ยกเว้นในกรณีที่พวกเขาหวาดกลัวต่อพวกเขาในกรณีของความน่ากลัวอย่างใดอย่างหนึ่ง”

ท่านกล่าวว่า “อัต-ตุกอฮฺ” หมายถึงการพูดด้วยวาจาโดยหัวใจมีความสงบมั่นกับความศรัทธา(249)

รายงานจากอับดุ บินฮะมีด จากท่านฮะซัน(อฺ) กล่าวว่า “หลักตะกียะฮฺเป็นที่อนุญาตจนถึงวันฟื้นคืนชีพ”

ท่านอับดุ บินอะบีเราะอฺญาอฺ รายงานว่า ท่านเองเคยอ่านโองการนี้ว่า “เว้นแต่พวกเจ้าจะหวาดกลัวต่อพวกเขาในฐานะตะกียะฮฺ” (250)

ท่านอับดุรร็อซซาก ท่านอิบนุซะอัด ท่านอิบนุญะรีร ท่านอิบนุอะบี ฮาติม และท่านอิบนุมัรดูวียะฮฺ ได้รายงานไว้ และท่านฮากิมก็ได้ถือว่าเป็นฮะดีษศ่อฮีฮฺ ดังปรากฏอยู่ใน “มุซตัดร็อก” และท่านบัยฮะกีก็ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “อัด-ดะลาอิล” ว่า : พวกมุชริกได้จับตัวท่านอัมมาร บินยาซิร แล้วไม่ยอมปล่อยตัวท่าน จนกว่าท่านอัมมารจะได้ประณามท่านนบี(ศ) ท่านจึงได้กล่าวเพื่อเอาใจพวกเขาเหล่านั้นโดยดี ต่อจากนั้นพวกเขาก็ได้ปล่อยท่าน ครั้นแล้วท่านก็ได้มาหาท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ท่าน(ศ)กล่าวว่า “มีอะไรอยู่ข้างหลังท่านกระนั้นหรือ ?”

ท่านยาซิร ตอบว่า “ความชั่วร้าย ฉันมิอาจถูกปล่อยตัวออกมาได้จนกระทั่งฉันได้ประณามต่อท่าน และกล่าวถึงพระเจ้าของพวกเขาด้วยถ้อยคำที่ดีงาม”

ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “แล้วในหัวใจของท่านเป็นอย่างไร ?”

ท่านอัมมาร ตอบว่า “เป็นหัวใจที่สงบมั่นกับความศรัทธา”

ท่านศาสนทูต(ศ)กล่าวว่า “ถ้าหากพวกนั้นกลับมาทำอีก ท่านก็จงทำอย่างนั้นอีก”

ดังนั้น ได้มีโองการหนึ่งถูกประทานลงมาว่า

“นอกจากผู้ที่ถูกบังคับแต่หัวใจของเขานั้นยังสงบมั่นอยู่กับความศรัทธา” (อัน-นะฮัล / 106 )

รายงานโดยท่าน อิบนุซะอัด จากมุฮัมมัด บินซีรีน กล่าวว่า : ท่านนบี(ศ) ได้พบท่านอัมมารในขณะที่กำลังร้องไห้อยู่ ท่าน(ศ)ได้ซับน้ำตาทั้งสองข้างของเขาแล้วกล่าวว่า

“พวกกาฟิรได้จับตัวท่านไปแล้วกดตัวท่านลงในน้ำ ดังนั้นท่านจึงได้พูดไปเช่นนั้น และเช่นนั้น ดังนั้นถ้าหากพวกเขาได้หวนกลับมาทำอีก เจ้าก็จงพูดกับเขาอย่างนั้น” (251)