ดังที่ท่านได้เห็นมาแล้วอย่างแจ่มชัดว่า นี่คือหลักฐานที่แสดงว่าบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้น คือผู้ได้รับการปกป้องให้พ้นจากความผิดบาป

1.เพราะเหตุว่า คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เป็นมะอฺศูม ไม่มีความผิดพลาดกล้ำกลาย ไม่ว่าจากทางเบื้องหน้า และไม่ว่าจากทางเบื้องหลังก็ตาม เพราะนั่นคือพจนารถของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และผู้ใดก็ตามสงสัยในเรื่องนี้เท่ากับเขาเป็นผู้ปฏิเสธศาสนา

2.เพราะเหตุว่าผู้ยึดถือสิ่งทั้งสองนี้ (คัมภีร์และเชื้อสายนบี) จะปลอดภัยจากความหลงผิด ดังนั้นฮะดีษนี้จึงเป็นหลักฐานที่แสดงว่า ทั้งคัมภีร์อัล-กุรอาน และเชื้อสายของท่านนบี(ศ)นั้น ไม่บังควรแก่สิ่งทั้งสองที่จะมีความผิดพลาด

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวว่า “อันที่จริงแล้ว อุปมาอะฮฺลุลบัยตฺของฉันในหมู่พวกท่าน อุปไมยดังเช่น ลำนาวาของ นบีนูฮฺ ผู้ใดที่ได้ขี่มันก็จะปลอดภัย และผู้ใดที่ขัดขืนจากมัน ก็จะจม” (232)

ตามที่ท่านได้เห็นอย่างชัดเจนมาแล้ว แสดงว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้น เป็นผู้ถูกปกป้องให้พ้นจากความบาป ด้วยเหตุนี้เอง ทุกคนที่ขึ้นขี่ลำนาวาของพวกเขาจะได้รับความปลอดพ้นและปลอดภัย แต่ทุกคนที่รั้งตัวเองไว้ไม่ยอมขึ้นขี่ลำนาวาของพวกเขาก็จะจมอยู่ในความหลงผิด

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“ผู้ใดรักที่จะใช้ชีวิตอย่างชีวิตของฉัน และได้ตายอย่างการตายของฉัน และได้เข้าสวรรค์ที่พระผู้อภิบาลของฉันได้สัญญากับฉันไว้ นั่นคือญันนะฮฺแห่งความเป็นนิรันดร์ เขาก็จงได้ให้การยอมรับในความเป็นผู้นำต่ออะลี และลูกหลานของเขา ภายหลังจากเขา เพราะแท้จริงเขาเหล่านั้นจะไม่นำพวกสูเจ้าออกจากประตูแห่งทางนำ และจะไม่นำพวกสูเจ้าเข้าประตูแห่งความหลงผิด” (233)

ดังที่ท่านได้เห็นอย่างชัดเจนไปแล้วนั้น แสดงให้เห็นว่าบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) อันประกอบด้วยท่านอะลี(อฺ) และเชื้อสายของท่าน ล้วนเป็นผู้ถูกคุ้มครองให้พ้นจากความผิด เพราะพวกเขาจะไม่นำมนุษย์ที่ปฏิบัติตามพวกเขาเข้าประตูแห่งความผิด จึงเป็นที่ควรแก่การยอมรับว่า ผู้ที่มีโอกาสที่จะกระทำความผิดนั้น เป็นไปมิได้สำหรับเขาที่จะให้ทางนำอันถูกต้องแก่มวลมนุษย์ได้

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“ฉันคือผู้ตักเตือนและอะลีคือผู้ชี้นำ โอ้อะลีเอ๋ย ภายหลังจากฉันแล้ว ผู้ที่จะได้รับทางนำก็จะถูกนำทางด้วยเจ้านี้แหละ” (234)

นี่คือฮะดีษอีกบทหนึ่งที่มีความชัดแจ้ง เกี่ยวกับเรื่องอิศมะฮฺของอิมามอย่างไม่มีความคลุมเครือแต่ประการใดเลยสำหรับผู้มีสติปัญญา

ท่านอิมามอะลี(อฺ)เองก็ยังได้ยืนยันถึงสภาพอิศมะฮฺของตัวท่านเองและของบรรดาอิมามจากลูกหลานของท่าน ในขณะที่ท่าน(อฺ)ได้กล่าวว่า

“พวกท่านจะไปทางไหนกัน พวกท่านจะแอบอ้างกันเองได้ไฉน ? ในเมื่อวิชาการที่ชัดแจ้งนั้นยืนหยัดอยู่แล้ว และโองการต่างๆ นั้น ก็ชัดแจ้งอยู่แล้ว และดวงประทีปที่ให้แสงสว่างนั้นก็ถูกแต่งตั้งไว้แล้ว ดังนั้น พวกท่านจะหลีกลี้กันไปทางไหน ยิ่งไปกว่านั้น เป็นอย่างไรที่พวกท่านเมินเฉยในขณะที่ระหว่างพวกท่านนั้นยังมีเชื้อสายของนบี(ศ)ของพวกท่านอยู่

พวกเขาคือสัญลักษณ์แห่งสัจธรรม และเป็นธงนำของศาสนา และปลายลิ้นเป็นสัจจะ ดังนั้น พวกท่านจงให้การยอมรับพวกเขาในฐานภาพที่ดีงามเยี่ยงฐานภาพของอัล-กุรอาน และจงย้อนกลับไปหาพวกเขาให้เหมือนกับอูฐที่กระหายน้ำย้อนกลับไปหาแอ่งน้ำ โอ้ประชาชนเอ๋ย จงยึดถือสิ่งนี้จากคอตะมุลนะบียีน(ศ)ด้วยเถิด แท้จริงท่านได้ตายไปแล้ว

บุคคลใดก็ตามในหมู่พวกเราที่ได้ตายไปแล้ว เขามิได้เหมือนกับคนตายทั่วไป และผู้ใดในหมู่พวกเราที่สูญสลาย ก็มิได้สูญสลายอย่างคนทั่วไป ดังนั้นพวกท่านจงอย่าพูดในสิ่งที่พวกท่านไม่รู้แจ้ง เพราะแท้จริงส่วนมากของสัจธรรมที่มีอยู่นั้น พวกท่านกลับปฏิเสธ พวกท่านแก้ตัวโดยปราศจากข้อพิสูจน์ใดๆ สำหรับพวกท่าน แต่ฉันเองคือข้อพิสูจน์นั้น ฉันยังมิได้กระทำตามสิ่งสำคัญอันเป็นหลักใหญ่ (อัล-กุรอาน) ในหมู่พวกท่าน แล้วได้ละทิ้งสิ่งสำคัญประการที่รองลงมาไว้ในหมู่พวกท่านกระนั้นหรือ และฉันได้ชูธงแห่งความศรัทธาไว้ในหมู่พวกท่าน” (235)

ผู้มีสติปัญญาคนใดบ้างที่ปฏิเสธสภาพอิศมะฮฺของบุคคลที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงเลือกให้เป็นผู้นำ ? คำตอบก็คือว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ที่ผู้มีสติปัญญาจะปฏิเสธเช่นนั้น ในทางตรงกันข้าม ผู้มีสติปัญญาจะกล่าวว่า จำเป็นจะต้องมีสภาพอิศมะฮฺเหล่านั้น เพราะผู้ใดก็ตามที่ถูกมอบหมายภารกิจอันสำคัญในด้านการนำและการชี้นำแนวทางที่ถูกต้องแก่มวลมนุษยชาตินั้น ไม่อาจจะเป็นคนธรรมดาที่มักจะมีอาการแสดงออกว่าผิดพลาด และหลงลืม และมิอาจจะเป็นคนที่มากไปด้วยความบาปได้เลย

เพราะจะเป็นที่ปฏิเสธและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของมนุษย์ หากแต่ผู้มีสติปัญญาจะต้องลงความเห็นว่า เขาผู้นั้นจะต้องเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในสมัยของตน และจะต้องเป็นคนที่มีความเที่ยงธรรมที่สุด มีความกล้าหาญที่สุด และมีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด นั่นคือคุณสมบัติต่างๆ ที่ถูกวางไว้เกี่ยวกับตัวของผู้นำ และผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือในสายตาของมนุษย์ และเป็นผู้ที่คนทั้งหมดยินดีที่จะให้เกียรติ และแสดงความนับถือต่อพวกเขาเหล่านั้น

และในขั้นต่อมาก็จะให้การเชื่อฟังปฏิบัติตามพวกเขาด้วย โดยปราศจากความเคลือบแคลงและไม่มีความกระอักกระอ่วนใจแต่อย่างใด

ในเมื่อเรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมความจงเกลียดจงชังทุกๆอย่างเหล่านั้นจึงต้องตกแก่ผู้ที่มีความเชื่อถืออย่างนี้ ?

สมมุติว่าท่านจะฟังและอ่านวิพากษ์ของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ในหัวข้อเรื่องอิศมะฮฺว่าชีอะฮฺนั้นคือพวกที่เชื่อถือปฏิบัติตามและมอบความเป็นอิศมะฮฺให้แก่คนที่พวกเขารัก หรือคนที่พูดในเรื่องอิศมะฮฺเขาได้พูดในสิ่งที่เป็นความชั่วร้าย และในสิ่งที่ทำให้เป็นกาฟิร และเสมือนหนึ่งว่าผู้ที่พูดถึงสภาพอิศมะฮฺได้ยืนยันว่า มะฮฺศูมนั้นไม่มีความง่วงและไม่มีการหลับนอน ซึ่งก็ไม่ใช่อย่างนี้แต่ประการใดเลย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่เรื่องน่าพิศวง และไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้

หากแต่สภาพอิศมะฮฺตามทัศนะของชีอะฮฺนั้น หมายถึงผู้ถูกคุ้มครองปกป้องโดยเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า และโดยการพิทักษ์รักษาของพระผู้อภิบาล จึงไม่มีทางที่ชัยฏอนจะเข้าไปยั่วยุเขาได้ และไม่มีทางที่จิตอันถูกควบคุมไว้ด้วยความชั่วจะสามารถเอาชนะสติปัญญาเขาได้ ดังนั้นการเชื่อถือว่ามีผู้ที่สามารถเอาตัวรอดจากความละเมิดได้ มิได้ มิใช่เป็นเรื่องที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงหวงห้ามว่าสิ่งนั้นจะเกิดไม่ได้แก่ปวงบ่าวของพระองค์ผู้มีความยำเกรง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในโองการที่ว่า

“บรรดาผู้สำรวมตนนั้นในเมื่อแผนของชัยฏอนมาสัมผัสพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจะรำลึกได้ เมื่อนั้น พวกเขาก็จะเป็นผู้มองเห็นสัจธรรม”

สภาพอิศมะฮฺอันนี้ได้ถูกกำหนดให้แก่ปวงบ่าวของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ในสภาวการณ์หนึ่งๆ ที่ถูกจำกัดไว้อย่างแน่นอน ซึ่งมันจะสูญสลายไปก็ต่อเมื่อว่างเว้นจากสาเหตุของมัน สิ่งนั้นก็คือ การมีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า(ตักวา) กล่าวคือบรรดาปวงบ่าว ถ้าหากเป็นคนที่ห่างเหินจากการตักวาต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ก็จะไม่คุ้มครองปกป้องเขา แต่สำหรับอิมามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกเขาไว้นั้น เขามิได้หันเหและมิได้หย่อนยานจากการมีตักวาและความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)แต่ประการใด

ในโองการอัล-กุรอาน ได้มีตอนหนึ่งที่กล่าวถึงประวัติของท่านนบี ยูซุฟ(อฺ)ว่า

“แน่นอนยิ่ง นางก็ได้ครุ่นคิดเกี่ยวกับตัวเขาและเขาก็มีความครุ่นคิดในตัวนาง ถ้าหากไม่เป็นเพราะว่าเขาได้แลเห็นข้อพิสูจน์อันชัดเจนประการหนึ่งของพระผู้อภิบาลของเขา เช่นนั้นแหละ เพื่อเราจะได้ผันแปรความเลวร้ายและความชั่วให้พ้นไปจากเขา แท้จริงเขาคือคนหนึ่งจากปวงบ่าวผู้มีความบริสุทธิ์ใจของเรา” (ยูซุฟ / 24)

เนื่องจากว่าท่านนบียูซุฟ(อฺ)มิได้ครุ่นคิดที่จะทำซินาดังเช่นบรรดานักอรรถาธิบายอัล-กุรอานบางท่านอธิบาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับบรรดานบีของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ที่จะกระทำการอันน่าเกลียดเช่นนี้ แต่ทว่าท่านนบียูซุฟ(อฺ)ครุ่นคิดถึงการที่ผลักไสและตบตีนางถ้าหากถึงคราวที่จำเป็นจะต้องกระทำ แต่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงปกป้องท่านให้พ้นจากความประพฤติที่ผิดพลาดเช่นนี้ เพราะเหตุว่าถ้าหากท่านกระทำอย่างนั้นไปแล้ว

แน่นอนที่สุดก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งในการที่ท่านจะถูกตั้งข้อหาว่ากระทำความชั่ว เพราะหลักฐานของนางจะหนักแน่นยิ่งขึ้นสำหรับการตอบโต้กับท่าน แล้วท่านก็จะถูกปรักปรำจากพวกเขาเกี่ยวกับความชั่วอันนี้

ได้มีอีกโองการหนึ่งที่ตรัสว่า

“และฉันมิได้คิดว่าตัวเองเป็นผู้หมดมลทินเลย เพราะความจริงอารมณ์นั้นมักยุยงในด้านชั่วเสมอ ยกเว้นในกรณีที่พระผู้อภิบาลของฉันทรงเมตตาเท่านั้น” (ยูซุฟ / 53)

กล่าวคืออัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น เมื่อพระองค์ทรงคัดเลือกบรรดาเอาลิยาอ์ จากบรรดาบ่าวของพระองค์ พระองค์ก็ทรงสอนเขาเหล่านั้น และทรงบันดาลให้เขาเหล่านั้นพ้นจากความชั่วร้ายและความเลวทั้งปวงเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเมตตาต่อจิตใจของพวกเขา กล่าวคือจะไม่มีความหันเห และจะไม่ถูกชักนำด้วยอำนาจแห่งความชั่วร้ายทุกประการเพราะพวกเขาคือปวงบ่าวผู้มีความบริสุทธิ์ใจในทุกประการที่อยู่ในถ้อยคำเหล่านี้ล้วนมีความหมาย

ผู้ใดที่ต้องการจะไม่เชื่อในเรื่องอิศมะฮฺที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานให้แก่ปวงบ่าวของพระองค์ผู้มีความบริสุทธิ์ใจ และที่พระองค์ทรงประทานให้แก่บรรดาเอาลิยาอ์ของพระองค์ ผู้ทรงคุณธรรมก็ได้ เพราะเขามีอิสระ และเราไม่สามารถที่จะบีบบังคับให้เขายอมรับอย่างนี้ได้เลย นอกจากโดยการประจักษ์แก่ใจเท่านั้น และเราขอแสดงความคารวะต่อความคิดเห็นของเขา

แต่หน้าที่ของเขานั่นก็คือจะต้องให้เกียรติกับความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่ยืนยันถึงสภาพ “อิศมะฮฺ” เพราะพวกเขาก็มีหลักฐาน แต่จะไม่กระทำการใดๆ ให้เลื่องลือเหมือนอย่างที่นักปราชญ์คนหนึ่งในหมู่พวกเขาได้กระทำไปแล้ว เมื่อครั้งที่ได้ไปกล่าวปราศรัยในกรุงปารีส โดยได้ทำการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่กล่าวถึงเรื่องสภาพอิศมะฮฺ หรือไม่เหมือนอย่างที่นักเขียนอะฮฺลิซซุนนะฮฺส่วนมากเขียนถึงเรื่องนี้ในลักษณะที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยและดูหมิ่นเหยียดหยามล้วนๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ



จำนวนอิมาม 12

ชีอะฮฺได้กล่าวว่า จำนวนอิมามมะอฺศูมีนหลังจากนบี(ศ) นั้นก็คือ 12 ท่าน ไม่มากไปกว่านี้ และไม่น้อยไปกว่านี้อีก และแน่นอนที่สุด ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวถึงรายนามของพวกเขา และระบุจำนวนของพวกเขาไว้ดังนี้(236)

1. ท่านอิมามอะลี อิบนิอะบีฏอลิบ

2. ท่านอิมามฮะซัน อิบนิ อะลี

3. ท่านอิมามฮุเซน อิบนิ อะลี

4. ท่านอิมามอะลี อิบนิ ฮุเซน (ซัยนุลอาบิดีน)

5. ท่านอิมามมุฮัมมัด อิบนิ อะลี (บาเก็ร)

6. ท่านอิมามญะอฺฟัร อิบนิ มุฮัมมัด (ศอดิก)

7. ท่านอิมามมูซา อิบนิ ญะอฺฟัร (กาซิม)

8. ท่านอิมามอะลี อิบนิ มูซา (ริฎอ)

9. ท่านอิมามมุฮัมมัด อิบนิ อะลี (ญะวาด)

10. ท่านอิมามอะลี อิบนิ มุฮัมมัด (ฮาดี)

11. ท่านอิมามฮะซัน อิบนิ อะลี (อัซกะรี)

12. ท่านอิมามมุฮัมมัด อิบนิฮะซัน (อัล-มะฮฺดี มุนตะซ็อร)

บุคคลเหล่านี้ คืออิมามสิบสองที่ชีอะฮฺยืนยันในสภาพอิศมะฮฺของพวกท่าน เพื่อที่ว่า แผนการร้ายจะไม่ขยายขอบเขตยังบรรดาชาวมุสลิมบางส่วน เพราะพวกชอบใส่ร้าย บางคนมักจะกล่าวแก่พวกเขาว่า

“แท้จริงชีอะฮฺนั้น กล่าวยืนยันในสภาพอิศมะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ดังนั้น จงพิจารณาดูกษัตริย์ฮุเซนแห่งจอร์แดนดูเถิด เพราะท่านคือคนหนึ่งจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) และเช่นกันกับกษัตริย์ฮะซันที่ 2 ซึ่งท่านก็เป็นอีกคนหนึ่งจากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)”

ปัจจุบันนี้พวกเขาใส่ไคล้เพิ่มเข้ามาอีกว่าชีอะฮฺกล่าวยืนยันสภาพอิศมะฮฺของท่านอิมามโคมัยนี

นี่คือการใส่ร้าย ป้ายความเท็จ ความเสื่อมเสีย เพราะจะไม่มีใครพูดอย่างนั้น แม้จะเป็นคนโง่ในพวกชีอะฮฺก็ตาม อย่าว่าแต่นักปราชญ์และปัญญาของพวกเขาเลย อันที่จริงแล้ว คนหลอกหลวงเหล่านั้นคิดเพียงแต่จะให้ประชาชนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวผู้ศรัทธาตื่นตกใจกับการโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ เมื่อได้พบเห็นเข้าดังนั้นชีอะฮฺทั้งในอดีตปัจจุบัน ไม่เคยยอมรับสภาพอิศมะฮฺให้แก่ใครนอกจากท่านเหล่านั้น

บรรดาอิมามที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้ให้รายนามไว้ และจะไม่มีใครเกิดมาภายหลังจากนี้อีก นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺบางท่านได้นำรายชื่อของพกวเขามารายงาน ดังเช่นที่เราได้กล่าวผ่านไปแล้ว และท่านบุคอรีและมุสลิมเองก็ได้รายงานไว้ในตำราศ่อฮีฮฺของท่านทั้งสองเกี่ยวกับฮะดีษว่าด้วยบรรดาอิมามตามจำนวนของพวกเขา คือพวกเขามีสิบสองท่าน ทุกคนล้วนมาจากตระกูลกุเรช(237)

ฮะดีษต่างๆ เหล่านี้จะไม่ถูกต้อง และไม่เที่ยงตรงได้เลย นอกจากว่าเราได้อธิบาย ด้วยบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ที่ชีอะฮฺอิมามียะฮฺกล่าวถึงชาวอะฮฺลิซซุนนะฮฺพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ เพราะว่า เรื่องจำนวนอิมามสิบสองนั้น ถูกรายงานไว้ในตำราของพวกเขา จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบใดๆ พวกเขาจะยอมรับในสิ่งที่พวกชีอะฮฺเชื่อถือได้อย่างไร ?



ความรู้ของบรรดาอิมาม

สิ่งหนึ่งที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จงเกลียดจงชังต่อชีอะฮฺ ก็คือคำพูดของเขาที่ว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้น อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงประทานวิชาความรู้แก่พวกเขามากเป็นพิเศษ โดยที่ไม่มีคนอื่นในหมู่มนุษย์มีส่วนร่วมในเรื่องนี้เลย และถือว่าอิมาม คือผู้มีความรู้ที่สุดประจำยุคสมัยของตน จนไม่มีใครอาจท้าท้ายท่านได้เลย เพราะยอมจำนนต่อคำตอบ



ข้ออ้างเหล่านั้นมีหลักฐานหรือไม่ ?

เราจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์หลักฐานจากอัล-กุรอานอันทรงเกียรติเหมือนอย่างเคย

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า

“ต่อจากนั้น เราได้มอบมรดกแห่งคัมภีร์ให้ตกทอดแก่บรรดาผู้ที่เราได้คัดเลือกมาจากปวงบ่าวของเรา” (ฟาฏิร / 32)

โองการนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกบ่าวจำนวนหนึ่งจากบรรดามนุษย์ และพระองค์ทรงมอบมรดกทางวิชาการแก่คัมภีร์ให้ตกทอดแก่พวกเขา แล้วเรารู้จักบ่าวผู้ถูกคัดเลือกเหล่านี้แล้วหรือยัง ?

ในตอนที่ผ่านมา เราได้กล่าวแล้วว่า อิมามที่แปดจากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ท่านอะลี บิน มูซา อัร-ริฎอ(อฺ) ได้ชี้แจงว่าโองการนี้ถูกประทางลงมาเกี่ยวกับพวกท่าน ด้วยเหตุนี้ เมื่อครั้งที่ค่อลีฟะฮฺมะอ์มูน ได้จัดประชุมผู้พิพากษาที่มีชื่อเสียงทางด้านการตัดสินคดีความ จำนวน 40 คน ให้แต่ละคนตั้งคำถาม ถามท่านคนละ 40 คำถาม ท่านได้ตอบคนเหล่านั้น จนถึงกับทำให้พวกเขางุนงงและยืนยันว่า ท่านเป็นผู้รู้มากที่สุดจริง(238)

ขณะนั้น อายุของอิมามที่แปด ยังไม่ครบสิบสี่ปีบริบูรณ์ เมื่อการถกปัญหาได้มีขึ้นระหว่างท่านกับนักวิชาการทางศาสนากันแล้ว ซึ่งคนเหล่านั้นได้ยืนยันว่า ท่านมีความรู้ที่สุดจริง จะแปลกอะไร ในภายหลังจากนี้กับคำยืนยันของชีอะฮฺที่ว่า พวกเขามีความรู้มากที่สุด ในเมื่อนักปราชญ์ซุนนะฮฺและบรรดาอิมามของพวกเขาก็ได้ยอมรับต่อพวกเขาอย่างนี้

แต่ถ้าเราต้องการจะอธิบาย อัล-กุรอาน ด้วยอัล-กุรอานนั่นเอง เราก็จะพบว่า มีหลายโองการที่นำไปสู่ความหมายเดียวกัน และอธิบายให้เห็นว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และวิทยปัญญาอันสูงส่งได้เจาะจงจะให้บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของนบี(ศ)มีความรู้โดยตรงจากพระอค์ในฐานะสิ่งที่ถูกประทานลงมาจนกระทั่งได้เป็นอิมามที่ชี้นำทางและเป็นดวงประทีปอันจรัสแสง

พระองค์ตรัสว่า

“ทรงประทานฮิกมะฮฺ แก่ผู้ที่ทรงประสงค์ และผู้ใดที่ทรงมอบฮิกมะฮฺให้แล้ว แน่นอนเท่ากับเขาได้รับความดีงามอย่างมากมาย แต่ไม่มีใครคิดใคร่ครวญได้ นอกจากปวงผู้มีปัญญา” (อัล-บะเกาะฮฺเราะฮฺ / 269)

ทรงมีโองการอีกว่า

“ดังนั้น ขอสาบานต่อตำแหน่งที่ตกของดวงดาว และแท้จริงมันเป็นการสาบานอย่างหนึ่ง ถ้าหากพวกสูเจ้ารู้ว่ามันใหญ่หลวงนัก แน่นอนมันคืออัล-กุรอานอันทรงเกียรติ อยู่ในพระคัมภีร์ได้รับการพิทักษ์ ไม่มีใครสัมผัสได้ นอกจากบรรดาผู้ถูกชำระให้สะอาดบริสุทธิ์” (อัล-วากิอะฮฺ / 75-79)

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงสาบานในโองการนี้ด้วยการสาบานอันยิ่งใหญ่ว่า อัล-กุรอานอันทรงเกียรติ มีความหมายอันลี้ลับ และมีความนัยอันถูกพิทักษ์รักษาไว้ จะไม่มีใครเข้าถึงความหมายของมัน และความเป็นจริงต่างๆ ของมันได้ นอกจากบรรดาผู้ได้รับการชำระขัดเกลาให้สะอาดบริสุทธิ์ พวกเขานี่เองอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) คือผู้ที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงขจัดมลทินออกไปจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์

โองการนี้ยังให้ความหมายอีกว่า สำหรับอัล-กุรอาน นั้น มีวิชาการเป็นความนัย ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงประสงค์ประทานให้เฉพาะแต่กับอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) คนอื่นนอกจากพวกเขาแล้ว ไม่สามารถรู้ได้นอกจากอาศัยแนวทางจากพวกเขาเท่านั้น

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“พระองค์ คือผู้ประทานคัมภีร์ลงมายังเจ้า ในนั้น มีโองการต่างๆ อันชัดแจ้ง อันเป็นแม่บทแห่งคัมภีร์ อีกส่วนหนึ่งนั้นความเป็นนัย ดังนั้น พวกที่ในหัวใจของพวกเขามีความรวนเร พวกเขาก็จะปฏิบัติตามส่วนที่เคลือบแคลงจากมัน เพื่อแสวงหาความเสียหาย และแสวงหาการตีความหมายมัน แต่ไม่มีใครรู้การตีความหมายมันได้ นอกจากอัลลอฮฺ และบรรดาผู้สันทัดจัดเจนในวิชาการ

พวกเขากล่าวว่า เราศรัทธาต่อพระองค์แล้ว ทุกประการล้วนมาจากพระผู้อภิบาลของเรา แต่ไม่มีใครคิดใคร่ครวญได้ นอกจากปวงผู้มีปัญญา” (อาลิอิมรอน / 7)

โองการอันทรงเกียรตินี้ให้ความหมายว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประทานความรู้ที่ลี้ลับไว้ในอัล-กุรอาน และไม่มีใครตีความหมายได้ นอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และบรรดาผู้สันทัดจัดเจนทางวิชาการ เหมือนกันกับความหมายที่ได้เข้าใจไปแล้วในโองการก่อน เพราะเหตุว่า บรรดาผู้สันทัดจัดเจนทางวิชาการนั้นคือ อะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ด้วยเหตุนี้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) จึงได้ชี้แจงความคิดตรงนี้ว่า

“พวกท่านอย่าได้กระทำการล้ำหน้าพวกเขา และอย่าทำให้บกพร่องไปจากพวกเขา เพราะจะทำให้พวกท่านเสียหาย และจงอย่าสอนสั่งพวกเขา เพราะพวกเขานั้นรู้ดีกว่าพวกท่าน”(239)

ขณะเดียวกัน ท่านอิมามอะลี(อฺ)ได้กล่าวถึงตัวท่านเองว่า

“ไหนเล่าคนที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้สันทัดจัดเจนในวิชาการ นอกเหนือไปจากพวกเรา นับเป็นการปฏิเสธและละเมิดต่อพวกเรา แท้จริงอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงยกย่องพวกเราและทำให้พวกเขาตกต่ำ พระองค์ทรงประทานให้พวกเรา และทรงหวงห้ามให้พวกเขา พระองค์ทรงนำให้เราเข้าไปและทรงนำพวกเขาออกมา เพราะเรานี่เอง ทางนำจึงสัมฤทธิ์ผล และคนตาบอดก็จะได้รับแสงสว่าง : แท้จริงบรรดาอิมามจากพวกกุเรชนั้น ถูกปลูกฝังไว้ในท้องนี้อันมาจากฮาชิม ไม่มีใครปกครองได้ นอกจากพวกเขา และอำนาจการปกครองจะสำเร็จมิได้นอกจากพวกเขา...” (240)

ดังนั้น ถ้าหากบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) มิใช่บรรดาผู้สันทัดจัดเจนทางวิชาการแล้ว ใครเล่าที่เป็นบรรดาคนเหล่านั้น ? สำหรับข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะมีใครในประชาชาตินี้ ทั้งคนรุ่นก่อนและคนรุ่นใหม่ จะหาญกล้าอ้างว่าตนรู้มากกว่าพวกเขา

พระองค์ตรัสว่า “ดังนั้นจงถามผู้รู้เถิด ถ้าหากพวกสูเจ้าไม่รู้” (อัน-นะฮฺลุ / 43)

โองการนี้ได้ถูกประทานมาเกี่ยวกับอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)อีกเช่นกัน (241)

เป็นอันว่า ประชาชาตินั้น จำเป็นจะต้องย้อนกลับไปหาบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ภายหลังจากขาดท่านศาสดาไปแล้ว เพื่อจะได้รู้ความจริงต่างๆ แน่นอนบรรดาศ่อฮาบะฮฺ(ร.ฎ.) ต่างย้อนกลับไปหาท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ(อฺ) เพื่อท่านจะได้อธิบายปัญหาต่างๆ ให้แก่พวกเขา เช่นเดียวกับที่ประชาชนได้ย้อนกลับไปหาอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ต่อมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อเรียนรู้ในเรื่องของฮะลาลและฮะรอม และเพื่ออาศัยวิชาการของพวกท่าน ความรู้และจริยธรรมของพวกท่านมาเป็นแนวปฏิบัติ

เมื่อปรากฏว่าอะบูฮะนีฟะฮฺ เองยังกล่าวว่า

“ถ้าหากไม่มีสองปีนี้ แน่นอน นุอฺมาน (ตัวท่านเอง) จะต้องเสียหาย”

อันนี้หมายความว่า สองปีที่ท่านได้รับการศึกษาจากท่านอิมาม ญะอฺฟัร ศอดิก(อฺ) และเมื่อปรากฏว่าอิมามมาลิก บินอะนัซ กล่าวว่า

“สายตาฉันไม่เคยเห็น หูฉันไม่เคยได้ยิน จิตใจฉันไม่เคยสั่นระรัวกับมนุษย์คนใดในด้านคุณงามความดีที่มากกว่า ท่านญะอฺฟัร ศอดิก ทั้งในด้านเกียรติ ด้านความรู้ และด้านการสำรวมตน” (242)

เมื่อเรื่องราวเป็นอย่างนี้ โดยการยอมรับของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺเอง แล้วทำไมหลังจากที่มีหลักฐานอย่างนี้แล้ว และหลังจากที่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยืนยันอย่างนี้แล้วว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) เป็นผู้รู้สูงสุดประจำยุคสมัยของพวกท่าน ยังจะมีการจงเกลียดจงชัง และการปฏิเสธในลักษณะนี้อีก ? แล้วมันจะแปลกประหลาดอะไร ตรงไหนที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงมอบวิทยปัญญาและวิชาความรู้อันลึกซึ้งแก่บรรดาเอาลิยาอ์ของพระองค์ “ที่ทรงคัดเลือกพวกเขาไว้” และทรงแต่งตั้งพวกเขาให้เป็นผู้นำของมวลผู้ศรัทธา และเป็นอิมามของมวลมุสลิม

ถ้าหากบรรดามุสลิมศึกษาหลักฐานของกันและกัน แน่นอนจะต้องยอมรับโดยคำตรัสของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์(ศ) และแน่นอนพวกเขาจะต้องเป็นประชาชาติเดียวกันที่กระชับมั่นต่อกันและกัน และจะไม่มีความขัดแย้งใดๆ ไม่มีสำนักวิชาการใดๆ ไม่มีมัซฮับใดๆ ไม่มีนิกาย ไม่มีพวกนั้นพวกนี้

แต่จำเป็นที่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามนี้ เพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) จะได้ทรงตัดสินกิจการหนึ่งอย่างเป็นกิจจะลักษณะดังโองการที่ว่า

“เพื่อพระองค์จะทำลายผู้ทำลายหลักฐานอันชัดแจ้งและทรงให้ชีวิตแก่ผู้ที่ให้ชีวิตแก่หลักฐานอันชัดแจ้งแท้จริง อัลลอฮฺทรงได้ยิน ทรงรอบรู้เสมอ” (อัล-อัมฟาล /42 )