ดังนั้น เรื่องของความขัดแย้งในหมู่พวกเขาจึงมิได้เป็นความเมตตาแต่ประการใด ดังที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺกล่าว หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถือว่าในทุกๆกรณีของปัญหาความขัดแย้ง มิใช่ความเมตตาอย่างแน่นอน ในเมื่อเรามีความจำเป็นที่จะต้องยึดถือหลักเกณฑ์ทางด้านสังคม และจำเป็นที่จำต้องมีหลักการปฏิบัติ เพื่อคงไว้ซึ่งสภาพความเป็นอยู่ฉันพี่น้อง

ดังนั้น เราไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์สังคมให้มีจริยธรรมขึ้นมาได้เลยตามแนวความคิดของมาลิกี กล่าวคือ สำหรับสตรีในทัศนะของพวกเขานั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะหนีและจัดการแต่งงานตัวเองโดยมิได้รับความเห็นชอบจากบิดา

ดังนั้น ผู้หญิงคนใดที่กระทำอย่างนี้ก็เท่ากับนางปฏิเสธศาสนาอิสลามหรือเท่ากับว่า นางได้ประพฤติผิดอย่างร้ายแรง โดยไม่สามารถได้รับการอภัยโทษได้ในขณะที่นางมิได้กระทำสิ่งใดๆ เว้นแต่ที่เป็นไปตามศาสนบัญญัติ และเป็นไปตามสิทธิของนางเท่านั้น

สำหรับสังคมของอิมามฮะนาฟี ก็ได้แสดงให้เห็นว่าได้มีการอนุโลมให้โดยเหตุผลที่เกิดขึ้นจากสังคมของอิมามมาลิกี และสิทธิของสตรีเป็นจำนวนมากที่ได้ถูกสกัดกั้นไว้ในกรอบของความขัดแย้งทางมัซฮับ เพราะผู้หญิงคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับอิสลาม เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ตำหนิเด็กสาวในยุคปัจจุบันบางส่วนที่ปฏิเสธศาสนาของตนเอง อันเนื่องมาจากความแข็งกร้าว และการกดขี่จากผู้เป็นบิดาทั้งหลายโดยมิได้อยู่ในเงื่อนไขตามหลักศาสนา

เราจะขอกลับไปพิจารณายังหัวข้อเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง เราได้กล่าวมาแล้วว่า การตักลีดตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น มิได้ถือว่าอิมามผู้รับการตักลีดมีคุณสมบัติเช่นนั้นตามที่ชีอะฮฺได้กล่าวไว้ นั่นคือ ความเป็นตัวแทนท่านศาสนทูต(ศ) และตรงนี้เองที่ทำให้พวกเขามีความจำเป็นจะต้องใช้ทฤษฎีของการชูรอ และการตัดสินใจเลือกเอง สำหรับคอลีฟะฮฺ หรือตำแหน่งอิมาม

เพราะในเมื่อพวกเขามอบสิทธิการเลือกให้แก่ตัวเองได้แล้ว เขาจะเชื่อถือคนใดคนหนึ่งก็ได้ กล่าวคือในทำนองเดียวกันนี้ พวกเขาเห็นว่าตนมีสิทธิ์ในการที่จะถอดหรือจัดและเปลี่ยนแปลงอิมามได้ตามที่พวกเขาเห็นว่าสมควรจะกระทำ

กล่าวคือ ในความเป็นจริงก็เท่ากับพวกเขาเป็นอิมามของอิมาม ซึ่งข้อนี้นับเป็นความขัดแย้งกันกับหลักการที่ชีอะฮฺเชื่อถือโดยสิ้นเชิง

ถ้าหากเราย้อนกลับไปหาอิมามคนแรกตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ นั่นคือ อะบูบักรฺ ศิดดีก เราก็จะพบว่า เขาได้กล่าวกับประชาชาติในคุฏบะฮฺครั้งแรกของเขาว่า

“โอ้ประชาชนทั้งหลายแน่นอนที่สุด ฉันได้ปกครองพวกท่านแล้ว แต่ฉันก็มิใช่คนที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน เพราะฉะนั้น ถ้าหากฉันปฏิบัติได้ถูกต้องก็ขอให้พวกท่านสนับสนุนฉันและถ้าหากฉันปฏิบัติละเมิด ก็ขอให้พวกท่านชี้นำให้กับฉันด้วย”

กล่าวคือ เขาเองก็ยอมรับอีกเช่นเดียวกันแก่บรรดาผู้ที่ได้คัดเลือกและได้ให้บัยอะฮฺต่อเขาว่ามีสิทธิ์ในการที่จะต่อต้านเขาในยามที่เขาทำผิดพลาด และละเมิด แต่ถ้าเราได้ย้อนกลับไปพิจารณาถึงอิมามคนแรกตามทัศนะของชีอะฮฺ นั่นคือท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)

เราได้พบว่าบรรดาผู้ที่ได้ยืนยันถึงตำแหน่งอิมามของท่านยอมรับโดยสิ้นเชิงต่อข้อบัญญัติแต่งตั้งโดยเป็นผู้จำนนกับการปกครองอย่างเด็ดขาดของท่าน ดุจดังอำนาจของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และศาสนทูตของพระองค์ กล่าวคือ เป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคลที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ศาสนทูตของพระองค์คัดเลือกที่จะกระทำความผิดหรือละเมิด ขณะเดียวกันก็เป็นไปไม่ได้สำหรับประชาชาติที่จะขัดแย้งหรือต่อต้านคำสั่งของเขา

เพราะพระองค์ตรัสว่า

“ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง ไม่มีสิทธิ์ในการที่จะเลือกกิจการใดๆ ในเมื่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ได้ตัดสินในกิจการนั้นๆ ไปแล้ว และผู้ใดฝ่าฝืนอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ แน่นอนที่สุด เขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง”

และในเมื่อการเลือกท่านอะลี(อฺ)ขึ้นเป็นอิมามของมวลมุสลิมเป็นเรื่องที่มาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูต(ศ)จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขัดขืนต่อท่าน ขณะเดียวกันก็เป็นไปไม่ได้สำหรับอิมามในอันที่จะประพฤติตัวในทางที่ละเมิด ด้วยเหตุนี้เอง ท่านศาสนทูตแห่งอลลอฮฺ(ศ)จึงได้กล่าวว่า

“อะลีอยู่กับสัจธรรม และสัจธรรมอยู่กับอะลี ทั้งสองจะไม่แยกจากกัน จนกว่าจะย้อนกลับยังฉันที่อัล-เฮาฎ์”(218)

ตามพื้นฐานของสองทฤษฎีดังกล่าวนี้ คือหมายถึงหลักเกณฑ์ในการชูรอ(การปรึกษาหารือ)ตามทัศนะของซุนนะฮฺ และหลักเกณฑ์ที่ถือตามบทบัญญัติตามทัศนะของชีอะฮฺ ได้ให้ความหมายจนเป็นประจักษ์อย่างครบถ้วนด้วยกันจากทั้งสองฝ่าย ในเรื่องวิธีการของการตักลีด หลังจากนี้ยังคงมีปัญหาขัดแย้งอีกประการหนึ่งระหว่างทั้งสองฝ่าย นั่นก็คือการตักลีดต่อผู้ที่ตายไปแล้ว

กล่าวคือ อะฮฺลิซซุนนะฮฺ พวกเขาได้ทำการตักลีดกับรรดาอิมามที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลาหลายศตวรรษ ประตูแห่งการวินิจฉัยความทางศาสนาได้ถูกปิดตายสำหรับพวกเขาไปตั้งแต่สมัยนั้น และบรรดานักปราชญ์ทุกท่านที่ได้มีขึ้นหลังจากบุคคลเหล่านั้น ก็มีฐานะแค่เพียงการทำหน้าที่อธิบายความ และรวบเรื่องราวต่างๆของศาสนา เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของวิชาการทางศาสนบัญญัติของมัซฮับทั้งสี่

แน่นอนได้มีเสียงเรียกร้องจากบรรดานักปราชญ์สมัยใหม่บางท่านที่ตะโกนขึ้นมาเพื่อให้เปิดประตูและมีการย้อนกลับไปสู่การใช้หลักอิจญ์ฮาด เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆตามยุคสมัย เพราะเนื่องจากว่าได้เกิดปัญหาใหม่ๆขึ้นอย่างมากมายในขณะที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้เป็นที่รู้กันแต่อย่างใดเลยในสมัยของอิมามทั้งสี่

สำหรับชีอะฮฺนั้น กล่าวคือ พวกเขาไม่อนุญาตให้ตักลีดต่อผู้ที่ตายแล้วและให้ย้อนกลับไปตักลีดมุจญ์ฮิดที่มีชีวิตอยู่ อันเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไข ดังที่เราได้กล่าวมาแล้ว นี่คือหลักการหลังจากที่อิมามมะอฺศูม(อ)ได้หายตัวไป และภารกิจของพวกเขาคือการย้อนกลับไปหานักปราชญ์ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในสมัยที่อิมามมะอฺศูมยังหายตัวอยู่ จนกระทั้งท่านจะปรากฎตัว

ฝ่ายซุนนี : มาลิกี กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นฮะลาลบ้าง สิ่งนี้เป็นฮะรอมบ้างตามคำสอนของอิมามมาลิก ทั้งๆที่ท่านได้ตายไปแล้วถึง สิบสี่ ศตวรรษ ขณะเดียวกัน ซุนนี ฮะนาฟี ชาฟีอี และฮัมบาลี ก็ได้กล่าวอย่างนี้เช่นกัน เพราะอิมามเหล่านั้นได้ใช้ชีวิตอยู่ในสมัยเดียวกันเป็นลูกศิษย์ของกันและกัน

เช่นเดียวกับที่ชาวซุนนีนั้นมิได้เชื่อถือในบทว่าด้วยความบริสุทธิ์ของบรรดาผู้เป็นอิมามเหล่านั้น ซึ่งพวกเขามิเคยได้อ้างสิ่งนั้นให้แก่ตัวเองเลย หากแต่พวกเขาเหล่านั้นยังมีโอกาสที่จะทำความผิดพลาด และทำถูกต้องก็ได้ พวกเขากล่าวว่า บุคคลเหล่านั้นจะได้รับรางวัลตอบแทนในทุกๆคำวินิจฉัยความของพวกเขากล่าวคือ พวกเขาจะได้รับรางวัลสองเท่า ถ้าหากวินิจฉัยความถูกต้องและพวกเขาจะได้รับรางวัลเดียวถ้าหากวินิจฉัยความผิดพลาด

ส่วนชีอะฮฺอิมามียะฮฺนั้น ในเรื่องการตักลีดสำหรับพวกเขามีอยู่สองระยะ

ระยะแรก คือสมัยของอิมามสิบสอง สำหรับระยะแรกนี้มีเวลานานถึงสามศตวรรษครึ่งโดยประมาณ และในยุคนั้นชีอะฮฺที่ปฏิบัติตามอิมามมะอฺศูมผู้ซึ่งมิได้สอนตามทัศนะและหลักวินิจฉัยความของตน หากแต่โดยวิชาการ และโดยริวายะฮฺที่เป็นมรดกสืบทอดกันมา จากปู่ทวดของพวกท่าน นั่นคือศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

ดั้งนั้นอิมามจะกล่าวในปัญหาหนึ่งๆว่า บิดาของข้าพเจ้าได้รับรายงานมาจากปู่ทวดของข้าพเจ้า ซึ่งได้รับรายงานมาจากญิบรีลซึ่งได้รับโองการมาจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

ระยะที่สอง คือสมัยที่ท่านอิมามมะฮฺดี(อ)หายตัวไป ซึ่งระยะเวลามีมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นชีอะฮฺจึงกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ฮะลาล และนั่นคือสิ่งที่ฮะรอม ตามทัศนะของซัยยิดคูอี หรือ ซัยยิดโคมัยนี อย่างนี้เป็นต้น(219) ท่านทั้งสองยังคงมีชีวิตอยู่ ทัศนะท่านทั้งสองไม่แยกจากหลักการอิจญ์ติฮาดในการที่จะถอดรายละเอียดต่างๆทางด้านศาสนบัญญัติจากข้อบัญญัติในอัลกุรอานและซุนนะฮฺออกมาประกอบกับริวายะฮฺของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)เป็นประการที่หนึ่ง

หลังจากนั้นก็ได้อาศัยแนวทางของบรรดาผู้อาวุโสที่ทรงสิทธิทางวิชาการเป็นประการที่สอง เขาเหล่านั้นในเมื่อวิเคราะห์รายงานใดๆของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)พวกเขาจะทำการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ในขั้นแรก ทั้งนี้ก็เพราะบุคคลเหล่านั้นเป็นอิมามผู้ซึ่งปฏิเสธการใช้ความคิดเห็นในศาสนบัญญัติ

และพวกเขากล่าวว่า “ไม่มีเรื่องใดๆเกิดขึ้นเลยนอกจากจะต้องมีกฎเกณฑ์จากอัลลอฮฺ(ซ.บ.)มาตัดสินทั้งสิ้น ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ”

เพราะถ้าหากว่าเราไม่สามารถค้นหากฎเกณฑ์ใดๆที่จะนำมาแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงละเลยเรื่องนั้นๆหากแต่เป็นเพราะความด้อยทางวิชาการของเรา และความโง่เขลาของเราต่างหากที่ไม่อำนวยให้เราเข้าถึงวิชาการความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์นั้นๆกล่าวคือ ความโง่เขลาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การไม่มีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มิใช่หลักฐานที่จะแสดงว่ากฎเกณฑ์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนั้นๆจะไม่มีเสียเลยทีเดียว หลักฐานสำหรับเรื่องนี้ก็คือโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ทรงตรัสว่า

“และเรามิได้ทำให้บกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดในคัมภีร์เลย” (อัล-อันอาม / 38)



ความเชื่อที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺจงเกลียดจงชังต่อชีอะฮฺ

มีความเชื่อถือบางประการที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺจงเกลียดจงชังเหลือเกินต่อชีอะฮฺ ซึ่งนับว่าเป็นผลพวงของการถือฝักฝ่ายโดยมีอคติอย่างร้ายแรงที่นักปกครองในตระกูลอุมัยยะฮฺและอับบาซียะฮฺได้สร้างให้เกิดขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์ของอิสลาม โดยที่เขาเหล่านั้นเกลียดชังต่อท่านอะลี(อ)โกรธจนกระทั่งสาปแช่งท่านอิมาม(อ)บนมิมบัรเป็นเวลาถึง 80ปี

จึงมิใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะด่าประณามคนที่เข้าสู่แนวทางชีอะฮฺทุกคน พวกเขาจะโจมตีคนที่เป็นชีอะฮฺอย่างเสียๆหายๆจนถึงกับกล่าวว่าเป็นยิวเสียดีกว่าที่จะพูดว่าเขาเป็นชีอะฮฺ สมุนที่ติดตามเขาเหล่านั้นได้ดำเนินแนวทางอันนี้มาในทุกสมัยและทุกประเทศ และคนที่เป็นชีอะฮฺก็ได้กลายเป็นที่ถูกสับโขลกของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ เพราะขัดแย้งกับพวกเขาในเรื่องความเชื่อถือและออกห่างจากสมาคมในหมู่พรรคพวก

ดังนั้น พวกเขาจึงปรักปรำผู้เป็นชีอะฮฺไปตามที่พวกเขาประสงค์จะโจมตี และจะตั้งข้อหาทุกๆวิถีทางอีกทั้งยังได้ตั้งชื่อเรียกคนที่เป็นชีอะฮฺด้วยสมญานามต่างๆ และพวกเขาจะขัดแย้งในทุกๆคำพูด และทุกๆพฤติกรรมของคนที่เป็นชีอะฮฺ

ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่า นักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺผู้มีชื่อเสียงบางท่านกล่าวว่า

“จะต้องสวมใส่แหวนที่มือขวา เพราะเป็นซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) แต่จำเป็นจะต้องละทิ้งหลักการอันนี้เพราะพวกชีอะฮฺถือว่าเรื่องนี้เป็นเครื่องหมายที่สำคัญสำหรับพวกตน”(220)

ท่านฮุจญะตุล-อิสลาม อะบูฮามิด อัล-ฆอซาลี กล่าวว่า

“แท้จริงการปรับสุสานให้เรียบถือเป็นกฏเกณฑ์ตามศาสน-บัญญัติแต่ในเมื่อพวกรอฟะเฎาะฮฺได้ถือมาปฏิบัติเป็นเครื่องหมายที่สำคัญสำหรับพวกตนพวกเราก็เปลี่ยนไปทำเป็นโหนกสูง”

อิบนุ ตัยมียะฮฺ นักฟื้นฟูสังคมในศตวรรษที่ 20 ได้กล่าวกับบางคนในหมู่พวกเขาว่า

“ด้วยเหตุนี้เอง ส่วนหนึ่งของบรรดาฟะกีฮฺได้ให้ทัศนะว่าต้องละทิ้งหลักมุซตะฮับบางประการ ถ้าหากว่ามันได้เป็นเครื่องหมายอันสำคัญของพวกเขา(หมายถึงชีอะฮฺ)”

เพราะถ้าหากไม่ละทิ้งเสีย ประเดี๋ยวเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นวาญิบ แต่ในการให้ความหมายอย่างคลุมเครือนี่ สำหรับพวกเขาคือต้องการจะแยกแยะซุนนีออกจากพวกรอฟิฎิ และเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการแบ่งแยกออกจากเขาเหล่านั้น โดยสาเหตุของความเกลียดชังและขัดแย้งกับพวกเขาเท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้นับว่าเป็นจุดประสงค์ที่สำคัญยิ่งกว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องมุซตะฮับอย่างนี้(221)

ท่านฮาฟิซ อัล-อะรอกี ได้กล่าวเมื่อถกถามกับวิธีการโพกผ้าอะมามะฮฺว่า

“ฉันไม่เคยเห็นหลักฐานที่ระบุว่าให้พันจากทางด้านขวา นอกจากในฮะดีษฎออีฟ ซึ่งรายงานโดยฏ็อบรอนี แต่คาดการณ์ได้ว่า บางทีที่เขายอมรับการโพกโดยเริ่มจากทางด้านขวา ต่อจากนั้นเขาก็กลับเปลี่ยนไปเริ่มจากทางด้านซ้าย เหมือนกับที่คนบางกลุ่มได้กระทำ ก็ไม่ใช่เพราะเหตุอย่างอื่น หากแต่เพราะว่ามันได้เป็นเครื่องหมายที่สำคัญของพวกอิมามิยะฮฺ เพราะฉะนั้นจึงสมควรที่จะต้องหลีกเลี่ยง ไม่ปฏิบัติให้คล้ายคลึงกับพวกเขา” (222)

มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ ไม่มีอำนาจใดๆ และไม่มีพลังใดๆ นอกจากโดยอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เท่านั้น ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดู การถือฝักฝ่ายอย่างงมงายเช่นนี้เถิด เป็นไปได้อย่างไรที่บรรดานักปราชญ์เหล่านี้ยินยอมให้มีการฝ่าฝืนซุนนะฮฺท่านนบี(ศ)เพียงเพราะเหตุว่าชีอะฮฺยึดถือซุนนะฮฺนั้นๆ มาปฏิบัติจนกลายเป็นเครื่องหมายสำหรับพวกเขา หลังจากนั้นพวกเขายังไม่ละอายแก่ใจต่อการที่จะยอมรับในเรื่องนี้อย่างชัดแจ้ง

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ พระองค์คือผู้ซึ่งบันดาลให้ความจริงในเรื่องนี้ ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ยึดถือซุนนะฮฺ โอ้บรรดาผู้อ้างตนว่าอยู่กับซุนนะฮฺทั้งหลาย ? ขอสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ ที่พระองค์ทรงบันดาลให้เป็นที่ประจักษ์แก่เราว่า ชีอะฮฺคือผู้ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ทั้งนี้ก็เพราะคำยืนยันของพวกท่านเองที่มีอยู่

ขณะเดียวกัน พวกท่านก็ยืนยันกับตัวเองว่าได้ละทิ้งซุนนะฮฺของท่านร่อซูลุลลอฮฺ(ศ) โดยเจตนา เพื่อที่จะทำในสิ่งนั้นๆ ให้ขัดแย้งกับบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)และชีอะฮฺของพวกเขาผู้มีความบริสุทธิ์ใจ แต่พวกท่านได้ปฎิบัติตามซุนนะฮฺของ มุอาวิยะฮฺ บุตรของอะบีซุฟยาน

ดังที่อิมามซะมัคชะรีได้ยืนยันไว้อย่างแน่ชัดว่า บุคคลแรกที่สวมแหวนมือซ้ายเพื่อให้ผิดเพี้ยนไปจากซุนนะฮฺนบี(ศ)นั้นได้แก่ มุอาวิยะฮฺ บินอะบีซุฟยาน (223)

พวกท่านปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านอุมัร ในการทำบิดอะฮฺของเขา ให้แก่การนมาซตะรอวีฮฺ อันเป็นการขัดแย้งกับซุนนะฮฺของนบี(ศ)ที่สั่งให้บรรดามุสลิมทำนมาซนาฟิละฮฺในบ้านเรือนของพวกตนแต่เพียงลำพังมิใช่ทำเป็นญะมาอะฮฺ ดังเช่นท่านบุคอรีได้ยืนยันอย่างนี้ไว้ในหนังสือศ่อฮีฮฺของท่าน(224)

ขณะเดียวกัน ท่านอุมัรก็ได้ยอมรับด้วยตัวเขาเองว่า มันเป็นเรื่องบิดอะฮฺที่เขาได้อุตริมันขึ้นมา ทั้งๆที่เขาก็มิได้ทำนมาซนั้น เพราะเขามิได้ศรัทธาตามนั้น

ดังที่ได้มีบันทึกอยู่ในอัล-บุคอรี จากรายงานของอับดุรเราะฮฺมาน บินอับดุลกอริก ว่า : ข้าพเจ้าได้ออกไปยังมัสญิดพร้อมกับอุมัร บินค็อฏฏ็อบ (ร.ฎ.) ในคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน ขณะนั้นประชาชนได้แยกย้ายกันนมาซเป็นการส่วนตัว และเมื่อคนหนึ่งก็ทำให้การนมาซของเขาหลากหลั่นกันเป็นกลุ่มๆ

อุมัรจึงได้กล่าวว่า “แท้จริงฉันเห็นว่าถ้าหากได้รวบรวมคนเหล่านี้ให้ทำนมาซร่วมกันกับนักอ่านคนเดียวก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี”

หลังจากนั้นเขาก็ได้พยายามรวบรวมคนเหล่านั้นให้ทำนมาซกับท่านอุบัยด์ บินกะอับ หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้ออกมาพร้อมกับเขาในคืนต่อมา ประชาชนก็ได้ทำนมาซตามการนมาซของคนที่เป็นนักอ่านคนหนึ่งของพวกเขา

ท่านอุมัรกล่าวว่า “อันนี้ถือเป็นบิดอะฮฺที่ดีเลิศ” (225)

ทำไมท่านถึงได้ทำบิดอะฮฺในเรื่องนี้ไว้ แต่ท่านเองกลับหนีไปจากมันเสียเล่า โอ้ท่านอุมัร ? ที่จริงท่านน่าจะทำนมาซกับพวกเขาด้วยตัวท่านเอง เพราะเหตุว่าท่านเป็นอะมีร (ผู้บัญชาการสูงสุด) ของพวกเขาไม่ควรที่ท่านจะปลีกตัวออกไปจากพวกเขา แล้วกล่าวว่า “เป็นบิดอะฮฺที่ดีเลิศ”

มันจะเป็นสิ่งที่ดีเลิศได้อย่างไรในเมื่อท่านศาสนทูต(ศ)เคยได้ห้ามสิ่งนี้ไว้แล้ว ? นั่นก็คือเมื่อครั้งที่พวกเขาส่งเสียงดังที่ประตูบ้านของท่านเพื่อเรียกท่านให้ไปทำนมาซนาฟิละฮฺในเดือนรอมฎอนกับพวกเขา ท่านนบี(ศ)ได้ออกมาหาพวกเขาด้วยความโกรธ แล้วกล่าวกับพวกเขาว่า

“ถ้าพวกท่านกระทำกันอย่างนี้ตลอดไป ฉันเชื่อเหลือเกินว่านมาซนี้จะต้องถูกกำหนดเป็นข้อบังคับแก่พวกท่าน ดังนั้น หน้าที่ของพวกท่านก็คือ ให้ทำนมาซนี้ที่บ้าน เพราะแท้จริง การนมาซที่ดีที่สุดของคนคนหนึ่งนั้นอยู่ที่บ้านของตน นอกจากการนมาซที่ถูกบังคับ” (226)

ขณะเดียวกัน พวกท่านก็ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของอุษมาน บิน อัฟฟาน ที่ได้ทำบิดอะฮฺของตนขึ้นมาโดยทำนมาซเต็มในยามเดินทาง อันเป็นการขัดกับซุนนะฮฺของท่านศาสนทูต(ศ) ที่ท่านได้ทำนมาซย่อ(227) และถ้าท่านผู้อ่านต้องการจะนับจำนวนเรื่องราวความขัดแย้งที่พวกท่านกระทำไว้กับซุนนะฮฺของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แน่นอนคงจะต้องทำหนังสือขี้นมาในเรื่องนี้โดยเฉพาะอีกเล่มหนึ่งต่างหาก แต่เท่านี้ก็เป็นประจักษ์พยานที่เพียงพอแล้วสำหรับพวกท่าน

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ ในการที่พวกท่านได้ยืนยันกับตัวเองกับการยืนยันอีกครั้งหนึ่งของพวกท่านที่ว่า ชีอะฮฺ ร่อวาฟิฎนั้น คือพวกที่ยึดถือซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)มาเป็นเครื่องหมายที่สำคัญสำหรับพวกตน

หลังจากนี้แล้ว ยังจะมีหลักฐานใดหลงเหลืออยู่อีกสำหรับคำกล่าวของพวกที่โง่เขลา ที่อ้างว่าชีอะฮฺนั้นปฏิบัติตามที่ท่านอะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)แต่สำหรับอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั้น พวกเขาปฏิบัติตามศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ? หรือว่าเขาเหล่านั้นต้องการที่จะยืนยันว่า อะลี(อฺ)ขัดแย้งกับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แล้วอุตริตั้งศาสนาใหม่ขึ้นมา ?

นับเป็นถ้อยคำที่รุนแรงอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเปล่งออกมาจากลมปากของพวกเขา ก็ในเมื่อท่านอะลี(อฺ)นั้น คือผลิตผลของซุนนะฮฺนบี(ศ) ท่านคือผู้อรรถาธิบาย และเป็นหลักฐานที่ยืนหยัดสำหรับซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ) ดังที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวเรื่องนี้ว่า

“อะลีกับฉันนั้น มีฐานะเหมือนอย่างเช่นฉันกับพระผู้อภิบาลของฉัน”

หมายความว่า มุฮัมมัด(ศ) คนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อพระผู้อภิบาล ดังนั้น อะลี (อฺ) ก็คือคนเดียวที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แต่ความผิดของอะลี(อฺ)อยู่ตรงที่ว่า เขามิได้ให้การยอมรับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของบุคคลที่มาก่อนท่าน และความผิดของชีอะฮฺของท่านก็คือว่าพวกเขาปฏิบัติตามท่านในเรื่องนั้น ดังนั้น พวกเขาจึงได้ปฏิเสธในอันที่จะยอมตนให้อยู่ภายใต้ตำแหน่งค่อลีฟะฮฺของอะบูบักรฺ อุมัร และอุษมาน ด้วยเหตุนี้แหละที่เขาเหล่านั้นได้เรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นพวก “รอฟิฎี”

ดังนั้น ในเมื่ออะฮฺลิซซุนนะฮฺปฏิเสธหลักความเชื่อต่างๆ ของชีอะฮฺตลอดจนคำสอนของพวกเขาก็หมายความว่า ขึ้นอยู่กับสาเหตุสองประการ ประการแรกคือความเป็นศัตรูที่นักปกครองในตระกูลอุมัยยะฮฺได้จุดชนวนไว้ด้วยการกล่าวเท็จ การแอบอ้าง และการปลอมแปลงริวายะฮฺอันเหลวไหลอย่างมากมายหลายประการ

ข้อสองก็คือว่าความเชื่อต่างๆ ของชีอะฮฺนั้น ขัดกันกับทัศนะที่พวกเขาเชื่อถือ อันได้มาจากพลังในด้านการสนับสนุนเกื้อกูลบรรดาค่อลีฟะฮฺ และการแก้ต่างข้อผิดพลาดและหลักวินิจฉัยความทั้งหลายของบุคคลเหล่านั้น ที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับข้อบัญญัติทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปกครองในตระกูลอุมัยยะฮฺ โดยมี มุอาวียะฮฺ บินอะบีซุฟยาน เป็นหัวหน้า

ณ จุดนี้ ผู้อ่านสามารถจะพบว่า ความขัดแย้งที่มีอยู่ระหว่างชีอะฮฺกับอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่วันแห่งซะกีฟะฮฺ แล้วความขัดแย้งต่างๆ ทุกประการที่มีมาภายหลังจากนั้นคือ ผลพวงที่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์นั้นทั้งสิ้น

หลักฐานอันยิ่งใหญ่ในเรื่องนี้ก็คือ ความเชื่อที่ได้รับการจงเกลียดจงชังจากอะฮฺลิซซุนนะฮฺที่มีต่อพี่น้องชีอะฮฺนั้น เกี่ยวพันอย่างแน่นแฟ้นกับเรื่องตำแหน่งค่อลีฟะฮฺ และผลลัพธ์ที่ติดตามมา เช่น เรื่องจำนวนของบรรดาอิมาม ข้อบัญญัติเกี่ยวกับอิมาม ความบริสุทธิ์ปลอดพ้นจากบาป(อิศมะฮฺ) ความรู้ของบรรดาอิมาม เรื่องอัล-บิดาอฺ(ความสามารถในการเปลี่ยนกฏเกณฑ์โดยอัลลอฮฺ) การปกป้องตนเองให้พ้นจากอันตราย(ตะกียะฮฺ) และเรื่องท่านอิมามมะฮฺดี ผู้ถูกรอคอย ตลอดจนถึงเรื่องอื่นๆ

เมื่อเราได้วิเคราะห์ถึงคำสอนของทั้งสองฝ่ายโดยปราศจากความอคติ เราจะไม่พบเลยว่าจะมีความห่างไกลกันอย่างลิบลับระหว่างความเชื่อของพวกเขา และเราจะไม่พบว่าผลดีอันใดที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ปรักปรำเหล่านี้ และแก่การจงเกลียดจงชังอย่างนี้ เพราะถ้าท่านอ่านหนังสือของฝ่ายซุนนะฮฺที่โจมตีชีอะฮฺ ท่านจะเกิดความรู้สึกว่าชีอะฮฺนั้นขัดแย้งกับศาสนาอิสลาม และปฏิเสธตั้งแต่พื้นฐานของศาสนา และการวางหลักศาสนบัญญัติ และเหมือนกับว่าพวกเขาประดิษฐ์ศาสนาอื่นขึ้นมาศาสนาหนึ่ง(221)

ในขณะที่ผู้วิเคราะห์ด้วยใจเป็นธรรมจะพบว่า ในหลักความเชื่อของชีอะฮฺทุกประการนั้น ถูกต้องตรงตามอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ แม้กระทั่งในหนังสือของพวกที่ขัดแย้งในหลักความเชื่อนั้นๆ และจงเกลียดจงชังกับพวกเขาก็ตาม

หลังจากนั้น มิใช่ว่าในหลักความเชื่อต่างๆเหล่านั้นจะมีสิ่งที่ขัดแย้งกับสติปัญญา หรือรายงานบอกเล่า หรือหลักจริยธรรม และเพื่ออธิบายให้ท่านเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ข้าพเจ้าจะเปิดเผยความเชื่อต่างๆ เหล่านั้นให้แก่ท่านผู้อ่านเพื่อเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของท่านเองว่า การจงเกลียดจงชังพวกเขานั้นที่แท้เป็นเพียงกลลวงและภาพหลอนเท่านั้น



อัล-อิศมะฮฺ (ความบริสุทธิ์ปราศจากบาป)

ชีอะฮฺกล่าวว่า เราเชื่อถือว่าอิมามนั้นเหมือนกับท่านนบี(ศ)ตรงที่จำเป็นต้องมีสภาพมะอฺศูม (ถูกปกป้องให้ปลอดพ้นจากความบาป ปลอดพ้นจากความชั่วช้าทุกประการ ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย) นับตั้งแต่ยังเป็นทารก จนกระทั่งตาย จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ขณะเดียวกันก็จำเป็นจะต้องมีสภาพมะอฺศูมพ้นจากความเผลอไผล ความผิดพลาด และการลืมเลือน เพราะบรรดาอิมามคือผู้พิทักษ์รักษาบทบัญญัติ และเป็นผู้ดำรงตนให้อยู่ในหลักการนั้น

เช่นเดียวกับสภาวะของท่านนบี(ศ) และหลักฐานที่ทำให้เราเชื่อถือว่า บรรดานบี(ศ)มีสภาพอิศมะฮฺนั้น คือหลักฐานตัวเดียวกันที่ทำให้เราเชื่อในเรื่องสภาพอิศมะฮฺของบรรดาอิมาม โดยไม่มีการแบ่งแยกแต่อย่างใดเลย(229)

ใช่แล้ว ตามที่เรารู้เห็น ก็อันนี้แหละ คือทัศนะของชีอะฮฺ ในหัวข้อเรื่องอิศมะฮฺ ในนั้น ได้มีอะไรที่อัล-กุรอานปฏิเสธ และที่ซุนนะฮฺปฏิเสธ หรือ ? หรือว่ามีอะไรที่สติปัญญายืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ ? หรือว่ามีอะไรที่สร้างความเสื่อมเสียและความเลวร้ายต่ออิสลาม หรือมีอะไรที่ทำลายฐานะภาพของนบี(ศ) หรือของอิมาม(อฺ) ?

เป็นไปไม่ได้ และไม่มีวันเป็นไปได้เลย ในคำพูดเหล่านี้ เราไม่พบอะไรนอกจากการสนับสนุนต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺของนบี(ศ)ของพระองค์ และพบแต่สิ่งที่เป็นไปตามสติปัญญาอันใสสะอาด และไม่บกพร่องและพบแต่สิ่งที่มีผลต่อภาพของนบี(ศ) และของอิมาม(อฺ) และยกย่องเทิดทูนด้วยการให้เกียรติ

แต่คนที่โง่เขลาและต่ำต้อยกลับพูดในทางตรงกันข้าม นั่นคือคำพูดของพวกที่อ้างว่า นบี(ศ)มีความผิดจนมีคนบางคนแก้ไขให้ท่าน



เราจะเริ่มวิเคราะห์ด้วยการอัญเชิญโองการจากอัล-กุรอาน ดังนี้

“อันที่จริงแล้ว อัลลอฮฺประสงค์จะขจัดความมลทินออกไป ก็เพียงแต่จากพวกสูเจ้าเท่านั้น โอ้ อะฮฺลุลบัยตฺ และทรงชำระขัดเกลาพวกสูเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์” (อัล-อะฮฺซาบ / 33)

ดังนั้นถ้าหากการขจัดมลทินอันหมายถึงความชั่วต่างๆ ทั้งหมดให้พ้นออกไปและการชำระขัดเกลาให้สะอาดปราศจากความบาปทุกประการ มิได้หมายความถึงสภาพอิศมะฮฺ แล้วมันจะหมายความว่าอย่างไร ?

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“แท้จริง บรรดาผู้ที่ยำเกรงนั้น ในเมื่อส่วนหนึ่งจากชัยฏอนมาสัมผัสพวกเขา พวกเขาจะรำลึกได้เมื่อนั้นพวกเขาจะเป็นผู้มองเห็นอย่างชัดเจน” (อัล-อะอฺรอฟ / 201)

ดังนั้น เมื่อผู้ศรัทธาที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ยังทรงคุ้มครองเขาให้พ้นจากแผนการของชัยฏอนที่พยายามจะเอาชนะเขา และจะทำให้เขาหลงผิด กล่าวคือเขารำลึกได้และมองเห็นสัจธรรมดังนั้นเขาจึงปฏิบัติตามสัจธรรม แล้วจะเป็นเช่นไรกับบุคคลที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกพวกเขาไว้ และขจัดมลทินบาปให้พ้นไปจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์ ?

พระองค์ทรงกล่าวว่า

“หลังจากนั้น เราได้มอบมรดกแห่งคัมภีร์ให้ตกทอดไปยังบรรดาผู้ที่เราได้คัดเลือกไว้ จากบรรดาปวงบ่าวของเรา” (ฟาฏิร / 32)

และผู้ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงคัดเลือกไว้นั้นจะต้องไม่สงสัยเลยว่า เขาคือผู้ได้รับการคุ้มครองให้พ้นจากความผิดพลาด และโองการเดียวกันนี้เองที่ท่านอิมามริฎอ(อฺ) หนึ่งในบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ได้นำมาอ้างกับบรรดานักปราชญ์ที่ค่อลีฟะฮฺ มะอ์มูน บินฮารูน ในตระกูลอับบาซียะฮฺเรียกมาประชุม

ท่านได้ยืนยันให้บรรดานักปราชญ์เหล่านั้นยอมรับว่า บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั่นเอง คือกลุ่มบุคคลที่ถูกหมายถึง ตามความหมายของโองการนี้ และนั่นก็คือว่า อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงคัดเลือกพวกเขาเหล่านั้น และทรงมอบมรดกทางวิชาการแห่งคัมภีร์ให้ตกทอดมายังพวกเขา ซึ่งบรรดานักปราชญ์เหล่านั้นก็ได้ยอมรับต่อท่านในเรื่องนี้(230)

ตัวอย่างบางประการเหล่านี้จากโองการอัล-กุรอาน เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีโองการอื่นๆ อีกมากที่ให้ความหมายถึงสภาพอิศมะฮฺของบรรดาอิมาม เช่น โองการที่ว่า

“บรรดาอิมามนั้น พวกเขาจะชี้นำไปตามคำสั่งของเรา”

และอื่นๆ อีก แต่เราถือว่าเพียงแค่นี้ก็พอแล้ว เพราะต้องการที่จะเสนอเพียงสังเขป ดังที่เราได้สัญญาไว้กับผู้อ่าน

หลังจากเสนอตัวบทจากอัล-กุรอานอันทรงเกียรติแล้ว ก็ขอให้ท่านพิจารณาดูในซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)ต่อไป

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้กล่าวว่า

“โอ้ประชาชนเอ๋ย แท้จริงฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่านถึงสิ่งที่ถ้าหากพวกท่านยึดถือไว้ พวกท่านก็จะไม่หลงผิดอย่างเด็ดขาด นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเชื้อสายของฉันแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน” (231)