ความเป็นจริงในการวิเคราะห์บทนี้ก็อยู่ที่ฝ่ายชีอะฮฺ ซึ่งได้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ในเรื่องเชื้อสายของท่าน พวกเขาถือว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องมาก่อนตัวของพวกเขาเอง และพวกเขาถือว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นบรรดาอิมามของพวกเขา ซึ่งพวกเขาแสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)โดยความรักที่มีต่อบุคคลเหล่านั้น และโดยการปฏิบัติตามทางนำของบุคคลเหล่านั้น

ดังนั้น ความผาสุก สงบสุขอย่างมีชัยชนะ จึงเป็นของพวกเขา ทั้งในโลกนี้และปรโลกในเมื่อมนุษย์นั้นจะถูกนำให้ไปอยู่รวมกันกับบุคคลที่เขารัก ดังนั้นจะเป็นอย่างไรอีกหรือสำหรับผู้ที่มอบความรักแก่พวกเขา และปฏิบัติตามการชี้นำของพวกเขา ?

ท่านซะมัคชะรี ได้กล่าวไว้ในประเด็นนี้ว่า : ความสงสัยและขัดแย้งล้วนมีมาก ทั้งหลายหลากล้วนแอบอ้างว่าตนอยู่ในหนทางที่เที่ยงธรรม

ดังนั้นฉันจึงยึดมั่นกับ “ลาอิลาฮะ อิลลัล-ลอฮฺ” และความรักของฉันหมายมั่นมอบแด่ อะฮฺหมัด(ศ) และอะลี(อฺ)

สุนัขยังมีชัยชนะได้ด้วยเหตุแห่งความรักต่อเจ้าของแห่งกะฮฺฟุ(ชาวถ้ำ) แล้วฉันจะอับโชคอย่างเลวร้ายได้อย่างไร ในเมื่อรักภักดีต่ออะลี(อฺ)ของนบี(ศ)

โอ้ อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้โปรดบันดาลให้เราเป็นผู้ยึดมั่นกับสายเชือกแห่งความรักต่อพวกเขา และบุคคลอื่นๆ ที่อยู่กับแนวทางของพวกเขาและต่อบรรดาผู้ซึ่งได้ขึ้นลำนาวาของพวกเขา และต่อบรรดาผู้ซึ่งยืนยันในตำแหน่งอิมามของพวกเขา และต่อบรรดาที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกเขา แท้จริงพระองค์ทรงชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่วิถีทางอันเที่ยงตรง



อัล-คุมซฺ

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พวกชีอะฮฺและซุนนะฮฺมีความเห็นขัดแย้งกัน แต่ก่อนที่จะตัดสินว่าใครถูกใครผิดนั้น จำเป็นที่เราจะต้องวิเคราะห์ถึงข้อสรุปในเรื่องคุมซ์สักเล็กน้อยก่อน กล่าวคือ เราจะเริ่มต้นด้วย อัล-กุรอาน อันทรงเกียรติ

พระองค์(ซ.บ.)ตรัสว่า

“และจงรู้ไว้เถิดว่า อันที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามที่พวกสูเจ้าริบมาได้นั้น แท้จริงสำหรับอัลลอฮฺคือหนึ่งในห้าของมัน และมันเป็นของศาสนทูต และของญาติสนิท และของลูกกำพร้า และของคนยากจน และของคนขัดสนที่เดินทาง” (อัล-อัมฟาล / 41)

แน่นอนยิ่ง ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) ได้กล่าวว่า

“ฉันได้มีบัญชาต่อพวกท่านสี่ประการดังนี้ การมีความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) การดำรงนมาซ และการจ่ายซะกาต และการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน อีกทั้งจะต้องทำหน้าที่จ่ายให้แก่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ซึ่งจำนวนหนึ่งในห้าจากสิ่งที่พวกท่านริบมาได้”(214)

พวกชีอะฮฺ โดยการชี้นำของอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) พวกเขาจึงจ่ายคุมซฺออกไปจากรายได้ที่พวกเขาแสวงหามาในเวลาหนึ่งปีของพวกเขา เพื่อมอบแก่อิมาม พวกเขาอธิบายความหมายของคำว่า “ฆอนีมะฮฺ” (สิ่งของที่ริบมาได้) ว่าหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราแสวงหามาเป็นผลกำไร ไม่ว่าจะโดยลักษณะใดๆ ก็ตาม

แต่สำหรับอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น พวกเขาร่วมกันทำการจำกัดความหมายของ “อัล-คุมซฺ” สิ่งของที่ยึดมาได้จากสงครามโดยเฉพาะเท่านั้น และพวกเขาได้อธิบายโองการของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ที่ว่า

“และจงรู้เถิดว่า อันที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามที่พวกเจ้าริบมาได้นั้น” หมายถึง สิ่งที่พวกสูเจ้าแสวงหามาได้ทั้งหมดในสงคราม

นี่คือข้อสรุปแห่งคำสอนของทั้งสองฝ่ายในเรื่องคุมซฺ แน่นอนที่สุดนักปราชญ์ของทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้เขียนคำอธิบายไว้อย่างมากมายในปัญหานี้ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ข้าพเจ้า หรือบุคคลอื่นยอมรับต่อความเห็นของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าจะต้องเป็นความเห็นที่ขึ้นตรงกับคำสอนของนักปกครองในตระกูลอุมัยยะฮฺ โดยมีมุอาวิยะฮฺ บุตรอะบีซุฟยาน เป็นหัวหน้า

เขาผู้ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของมวลมุสลิม โดยการกระทำของตัวเขาเองและวงศ์วานว่านเครือกับคนทั่วไปทั้งพวกผิวขาวและผิวเหลือง สืบต่อมาภายหลังจากนี้ก็คือ ยะซีด บุตรชายของเขาซึ่งเป็นคนสวมสร้อยทองคำให้สุนัข และสิ่งที่เอามาเลี้ยงไว้ในขณะที่เวลาเดียวกัน มวลมุสลิมบางส่วนต้องตายด้วยความอดยาก

มันมิใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด ในเรื่องการตีความหมายว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในกรณีของการทำสงคราม เพราะนำหน้าโองการนี้ด้วยโองการต่างๆที่ให้ความหมายในเรื่องการสงครามและการต่อสู้ ตั้งมากมายเท่าไหร่แล้ว ที่พวกเขาตีความหมายโองการต่างๆ โดยอาศัยแนวทางจากโองการก่อนๆ หรือไม่ก็อาศัยโองการหลังๆ เป็นหลัก เมื่อมีทางสอดคล้องกับความต้องการแก่พวกเขาโดยเฉพาะในการตีความอย่างนั้น

กล่าวคือ พวกเขาตีความโองการว่าด้วยการขจัดมลทิน และทำความสะอาดบริสุทธิ์ ว่าเป็นโองการที่ชี้เฉพาะแก่บรรดาภริยาของท่านนบี(ศ) เพราะก่อนและหลังโองการนั้น กล่าวถึงภริยาของท่านนบี(ศ)

ขณะเดียวกับที่พวกเขาตีความโองการที่ว่า

“และพวกที่กักเก็บทองคำ และเงินนั้น และมิได้แจกจ่ายมันไปในวิถีทางแห่งอัลลอฮฺ ดังนั้น จงแจ้งแก่พวกเขาเถิดว่าจะได้รับการลงโทษอย่างสาหัส” ว่าเป็นโองการที่ระบุเฉพาะแก่พวกอะฮฺลุล-กิตาบ เรื่องราวของ อะบี ซัร อัล-ฆ็อฟฟารี(ร.ฎ.) กับมุอาวียะฮฺ และอุษมาน บินอัฟฟาน และการขับไล่เขาไปยังเมืองรอบะซะฮฺ ก็เพราะสาเหตุจากเรื่องราวอันอื้อฉาวนี้ โดยเหตุที่ทรัพย์สิน ทั้งทองคำและเงินได้หายไปอยู่ในกองคลังของพวกเขา อะบูซัรก็อ้างโองการนี้ขึ้นมา เพื่ออุทธรณ์ต่อพวกเขา

แต่ท่านอุษมานได้ปรึกษาหารือกับกะอฺบุล อะฮฺบาร เกี่ยวกับเรื่องนี้ กะอฺบุล อะฮฺบารได้อธิบายแก่อุษมานว่า โองการนี้หมายถึงพวก อะฮฺลุล-กิตาบเท่านั้น อะบูซัร อัล-ฆ็ฟฟารี ได้ด่าประณามเขาอย่างรุนแรง และได้กล่าวแก่เขาว่า

“มารดาของท่านได้สร้างความเสียหายแก่ท่านแล้ว โอ้บุตรของยิวเอ๋ย ท่านนะหรือจะมาสอนศาสนาของเราให้แก่เรา ?”

อุษมาน โกรธการพูดอย่างนี้ และได้เนรเทศให้ไปอยู่รอบะซะฮฺ ท่านได้ตายที่นั่นเพียงลำพังในฐานะผู้ถูกเนรเทศ ไม่มีโอกาสได้พบบุตรสาว ไม่มีแม้คนจะอาบน้ำฆูซุลให้ ห่อผ้ากะฝั่นให้

“ลา เฮาละวะลากูวะตะ อิลลาบิลลาฮฺ”

พวกอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ มีศิลปะอันเป็นที่ยอมรับและมีจุดเด่น “เป็นที่เลื่องลือ” อยู่ประการหนึ่งในการตีความโองการต่างๆ ของอัลกุร-อาน และฮะดีษนบี(ศ) นั่นก็คือ อาศัยแนวทางในการตีความโดยค่อลีฟะฮฺรุ่นแรกๆ และศ่อฮาบะฮฺผู้มีชื่อเสียง ในเรื่องข้อบัญญัติอันชัดแจ้งจากอัล-กุรอาน และซุนนะฮฺ(215)

หากเราต้องการจะกล่าวถึงเรื่องนี้ให้จบสิ้น แน่นอน จะต้องทำหนังสือได้อีกเล่มหนึ่งต่างหาก แต่ท่านที่ศึกษาย่อมสามารถย้อนกลับไปพิจารณาหนังสือ “อัล-นัศ วัล-อิจญ์ติฮาด” ได้ เพื่อจะได้รู้ว่า พวกตีความโองการทั้งหลายแหล่ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)นั้น ได้พากันทำเล่นกันอย่างไร

ข้าพเจ้าเองก็เฉกเช่นคนที่กำลังศึกษาอยู่คนหนึ่ง หาใช่ว่าจะมีสิทธิตีความโองการ อัล-กุรอาน และฮะดีษตามใจของข้าพเจ้าได้ หรือตามแนวโน้มของข้าพเจ้าที่มีต่อมัซฮับที่ข้าพเจ้ากำลังเข้าไปสู่ ก็หาใช่เช่นนั้นไม่

แต่เรื่องที่ยังความพิศวงแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่งก็คือ ปรากฏว่าอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺเองนั่นแหละที่รายงานไว้ในตำราศ่อฮีฮฺของพวกเขาเกี่ยวกับกฏบังคับให้จ่ายคุมซฺในกรณีนอกเหนือจากการทำสงคราม แต่การตีความและมัซฮับของพวกเขาเองกระทำการขัดแย้งในเรื่องนี้เสีย

ปริศนาที่ยังคงดำรงอยู่โดยมิได้รับคำตอบก็คือว่า

“ทำไม พวกเขาพูดในสิ่งที่พวกเขาไม่กระทำ ?”

ท่านจะเห็นได้เลยว่า พวกเขาพูดไว้ในตำราและในหนังสือศ่อฮีฮฺของพวกเขาด้วยคำพูดประโยคเดียวกันกับของชีอะฮฺ ที่ยืนยันไว้ในเรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่นำมาปฏิบัติ เป็นเพราะเหตุใดหรือ ? คำถามนี้ยังมิได้รับคำตอบ และเรื่อง “อัล-คุมซฺ” นั้น มีอยู่ว่า ได้มีบันทึกอยู่ใน อัล-บุคอรี บทว่าด้วย “กองคลังแห่งอัล-คุมซฺ”

ท่านมาลิก และอิบนุอิดรีส กล่าวว่า “คลังสมบัติต่างๆ ได้ถูกฝังไว้ในสมัยญาฮีลียะฮฺน้อยบ้าง มากบ้าง นั้นเป็นอัล-คุมซฺ และมิถือว่าแร่ธาตุอยุ่ในส่วนของกรุสมบัติแน่นอน

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) ได้กล่าวไว้ว่า “ในส่วนของแร่ธาตุนั้นมีกฎบังคับ ส่วนในเรื่องกรุสมบัตินั้นมีกฎของอัล-คุมซฺ” (216)

ในบทว่าด้วย “สิ่งของนำออกมาจากทะเล” ท่านอิบนุ อับบาซ(ร.ฎ.) กล่าวว่า “แร่ธาตุใต้ทะเล มิได้ถือว่าอยู่ในส่วนของกรุสมบัติ มันคือสิ่งของที่ทะเลได้ระบายออกมา”

ท่านฮะซัน(อฺ) กล่าวว่า “ในเรื่องของแร่ธาตุใต้ทะเล และไข่มุก ต้องจ่ายคุมซฺ อันที่จริงแล้ว ท่านนบี(ศ)ได้กำหนดให้ของในกรุสมบัติเท่านั้นที่ต้องจ่ายคุมซฺ แต่ไม่มีในของที่ปรากฏอยู่ในน้ำ”(217)

ผู้ที่ทำการศึกษาย่อมเข้าใจได้ว่าความหมายของฮะดีษเหล่านี้นิยามคำว่า “สิ่งของที่ริบมาได้” ตามที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีบัญญัติไว้ในเรื่องอัล-คุมซฺนั้น ไม่เฉพาะแต่ที่ได้มาจากสงคราม เพราะกรุสมบัติอันเป็นคลังเก็บสมบัติที่ถูกนำออกมาจากใต้ดิน ในขณะที่ถือว่า อยู่ในกรรมสิทธิ์ของคนที่ขุดเอาออกมา แต่ทว่าจะเป็นที่เขาจะต้องจ่ายคุมซฺ ในส่วนนั้น เพราะถือว่า มันเป็นของที่เขาริบมาได้เช่นเดียวกันกับแร่ธาตุใต้ทะเลและไข่มุก ถ้าใครได้นำเอาออกมา ก็ถือว่าต้องจ่ายคุมซฺ เพราะว่ามันคือ “เฆาะนีมะฮฺ” (สิ่งของที่ริบมาได้) เช่นกัน

จากรายงานที่ท่านบุคอรีได้บันทึกไว้ในศ่อฮีฮฺของท่านอันได้แก่ฮะดีษเหล่านี้ได้อธิบายให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ นั้นมีคำสอนที่ขัดกันกับการกระทำของตัวเอง เพราะอัล-บุคอรี คือเสาหลักของบรรดานักรายงานฮะดีษในทัศนะของพวกเขา

ส่วนความเห็นของพวกชีอะฮฺนั้น ยังคงอยู่กับความเป็นจริงเสมอมา นั่นคือ ไม่มีความขัดแย้งในเรื่องนี้และไม่คัดค้านกันเลย ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขายกการอธิบายหลักเกณฑ์และความเชื่อถือต่างๆ ของพวกเขากลับไปให้บรรดาอิมามผู้ชี้ทางนำ ซึ่งอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงขจัดความมลทินออกไปจากพวกเขา และชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์ พวกเขาคือผู้อธิบายอัล-กุรอาน ที่ไม่ทำให้คนที่ยึดถือพวกเขาหลงผิด และให้ความปลอดภัยแก่บุคคลที่เข้าหาพวกเขา

โดยเหตุที่เราไม่อาจยึดการทำสงครามมาเป็นหลักในการดำรงไว้ซึ่งอาณาจักรอิสลาม ทั้งนี้ก็เพราะขัดกันกับเกียรติภูมิของอิสลาม และคำประกาศของอิสลามที่เรียกร้องสู่สันติภาพ เพราะอิสลาม มิใช่อาณาจักรแบบจักรวรรดินิยม ซึ่งดำรงอยู่ได้ด้วยการล่าอาณานิคมประชาราษฎร์ แล้วปล้นสะดมทรัพยากรของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่พวกตะวันตกพยายามใส่ไคล้พวกเราเมื่อพวกเขาพูดถึงนบี(ศ)แห่งอิสลามชนิดที่เต็มไปด้วยการดูหมิ่นเหยียดหยาม

พวกเขากล่าวว่า “ท่านขยายอาณาจักรด้วยการใช้กำลังอำนาจ และใช้คมดาบเพื่อเข้ายึดครองประชาชน”

โดยเหตุที่ว่าเงินทองคือ ปัญหาอันหนักหน่วงที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในทัศนะทางด้านเศรษฐกิจของอิสลามให้ความหมายอย่างดีเยี่ยม ตามคำที่เรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า หลักประกันของสังคม และเป็นหลักประกันให้แก่ปัจเจกชนทุกคนที่ได้รับทั้งในรายเดือนหรือรายปีก็ตาม ดังเช่นที่ให้หลักประกันสำหรับบรรดาผู้ตกทุกข์ได้ยาก และคนไร้สมรรถภาพให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติและสมศักดิ์ศรี

ดังนั้น รัฐอิสลามไม่อาจยึดถือคำสอนของอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัล-ญะมาอะฮฺในเรื่องซะกาตมาเป็นหลักได้ นั่นคือ ให้จ่ายในอัตรา 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยนิด ย่อมเยา จนไม่สามารถนำมาใช้ในกิจการจำเป็นของรัฐ การจัดกองกำลัง การจัดระบบการศึกษา สร้างโรงพยาบาล บูรณะ ก่อสร้างถนนหนทาง นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าที่ให้หลักประกันแก่ปัจเจกชนในฐานะ ผู้จัดการให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง และให้หลักประกันในการดำเนินชีวิต

ขณะเดียวกันรัฐอิสลาม ก็มิอาจยึดเอาการทำสงคราม การเข่นฆ่าประชาชนอย่างต่อเนื่องมาเป็นหลัก เพื่อจะได้เป็นหลักประกันในการดำรงอยู่ การเจริญรุ่งเรือง และวิวัฒนาการของพลเมืองของตน และการดำรงอยู่ของสถาบันต่างๆ ของตน โดยค่าที่ได้มาจากผู้ถูกสังหารซึ่งเขาเหล่านั้นมิได้มีความรักความปรารถนาต่ออิสลาม

ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้ว่า ประเทศมหาอำนาจได้กำหนดอัตราภาษีในค่าของอุปโภคทุกประเภท ในปริมาณที่เกือบจะเท่ากับอัตราเงินคุมซฺที่อิสลามกำหนดไว้แก่ผู้นับถือของตน โดยได้ใช้ชื่อเรียกภาษีนี้ตามทัศนะของพวกเขาว่า T.V.A. คือ 18.5% ถ้านำมารวมกับภาษีเงินได้ในรายปีก็จะตกในราว 20% หรือมากกว่าด้วยซ้ำ

สำหรับบรราดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)นั้น พวกเขาย่อมรู้ความหมายของอัล-กุรอานที่สุด ทำไมจะไม่รู้ในเมื่อพวกเขาเป็นล่ามของอัล-กุรอาน และพวกเขาเป็นผู้วางโครงการเศรษฐกิจให้แก่รัฐอิสลาม และวางโครงสร้างทางสังคม ถ้าหากว่าพวกเขาเป็นที่ได้รับการยอมรับปฏิบัติตาม แต่เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งว่า อำนาจการปกครอง และการชี้นำได้ตกไปอยู่ในอุ้งมือของบุคคลอื่นที่ฝักใฝ่อย่างรุนแรงกับตำแหน่งค่อลีฟะฮฺที่ได้มาด้วยการใช้กำลังและอำนาจด้วยการประหัตประหารบรรดาศ่อฮาบะฮฺผู้มีคุณธรรม

ดังเช่นการกระทำของมุอาวียะฮฺ พวกเขาเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ให้เป็นไปตามแนวทางเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาทางการเมืองและในทางโลก พวกเขาจึงหลงผิด และยิ่งหลงผิดมากขึ้น และพวกเขาได้ทอดทิ้งประชาชาตินี้ให้ตกอยู่ภายใต้อุ้งเท้าจนไม่สามารถลุกขึ้นมายืนตรงได้จนถึงทุกวันนี้

คำสอนของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) คงเหลือแต่เพียงเป็นแนวคิด และเป็นทฤษฎีที่พวกชีอะฮฺเท่านั้นให้ความศรัทธา และพวกเขาก็ไม่สามารถจะพบแนวทางที่จะปฏิบัติตามเรื่องนี้ให้ครบถ้วนได้ ด้วยเหตุว่าพวกเขาถูกเนรเทศ ไปอยู่ทางทิศตะวันออกบ้าง ทิศตะวันตกบ้าง และแน่นอน พวกตระกูลอุมัยยะฮฺ และอับบาซียะฮฺ ประจำยุคแห่งปัจจุบัน ก็ยังติดตามพวกเขาอยู่เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ยังมีชีอะฮฺเป็นกลุ่มสังคมอยู่สองประเทศ พวกเขายังปฏิบัติหน้าที่จ่ายคุมซฺอยู่เหมือนดังที่พวกเขา ได้เคยจ่ายให้แก่บรรดา อิมาม(อฺ)ของพวกเขาอย่างลับๆ ในยุคก่อนๆ ในปัจจุบันนี้ พวกเขาทำการจ่ายให้แก่มัรญีอฺผู้ที่พวกเขาให้การยอมรับปฏิบัติตาม (ตักลีด) ซึ่งมีฐานะเป็นตัวแทนของท่านอิมามอัล-มะฮฺดี(อฺ) พวกเขากำลังทำหน้าที่ด้วยการจ่ายคุมซฺเพื่อให้เป็นไปตามบัญญัติศาสนา

เช่น การก่อตั้งสถาบันศึกษาบำรุงกิจกรรมทางด้านสาธารณประโยชน์ ห้องสมุดสำหรับบุคคลทั่วไป และดูแลบรรดาเด็กกำพร้า และอื่นๆ นอกเหนือจากนี้อีกในกิจกรรมใหญ่ๆ เช่น การจ่ายเงินเดือนแก่นักศึกษาวิชาการศาสนาและสามัญ และอื่นๆ

เราพอจะสรุปตรงนี้ได้ว่า นักปราชญ์ชีอะฮฺเป็นอิสระจากนักปกครองที่จะควบคุมบังคับ เพราะอัล-คุมซฺ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นของพวกเขา และเป็นการให้เกียรติแก่บุคคลอื่น มิใช่พวกเหล่านั้น โดยส่งมอบยังผู้ที่ทรงไว้ซึ่งสิทธิในการรับเท่านั้น และไม่ยอมมอบความใกล้ชิดให้แก่นักปกครอง

ส่วนนักปราชญ์อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น พวกเขาคลุกคลีกับนักปกครอง กล่าวคือ เป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ปกครองอำนาจและผู้ปกครองในประเทศ และผู้ปกครองก็ให้พวกเขาใกล้ชิดตามประสงค์ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ต่างได้ทำงานกับเขา และวินิจฉัยความศาสนาเพื่อพวกเขาได้รับประโยชน์ คนมีความรู้ก็จะกลายเป็นที่ใกล้ชิดของผู้ครองอำนาจยิ่งกว่าใครๆ

ผู้อ่านที่รัก โปรดพิจารณาดูผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชาติ เพราะการตีความหมายอย่างนี้เถิด และดูความเสียหายของพวกเขา ดังนั้น จึงไม่มีข้อตำหนิใดๆ แก่คนหนุ่มของอิสลามที่พวกเขาได้ปฏิเสธอิสลาม และเชื่อถือในลัทธิคอมมิวนิสต์ที่พวกเขาลงความเห็นว่า คำสอนในลัทธินั้นมีความยุติธรรมในการกระจายผลประโยชน์แก่ปัจเจกชนทั้งมวล ดังที่มีอยู่ในประเทศอิสลามบางแห่ง

เพราะที่นั่นชนชั้นนายทุนจะได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆในประเทศอย่างสมบูรณ์ และได้ทอดทิ้งความพ่ายแพ้และการถูกกดขี่ให้อยู่ในหมู่ชนที่ยากจนและพวกเขาเห็นว่าคนร่ำรวยที่เกรงกลัวอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แล้ว ในปีหนึ่งๆ ก็จะจ่ายซะกาตทรัพย์สินของคนเพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นี่คือส่วนแบ่งที่คนยากจนได้รับ ซึ่งนับว่าไม่เพียงพอสำหรับความจำเป็นต่างๆ ของพวกเขาในรอบปี



การตักลีด

พวกชีอะฮฺกล่าวว่า ในส่วนของฟุรอุดดีนอันได้แก่ อะฮฺกาม(หลักการทางศาสนบัญญัติ) อันเกี่ยวข้องกับภาคปฏิบัติอิบาดะฮฺ เช่น การนมาซ การถือศีลอด การจ่ายซะกาต และการบำเพ็ญฮัจญ์นั้น จะต้องอาศัยหลักการที่จำเป็น อย่างใดอย่างหนึ่งในสามประการต่อไปนี้

1. จะต้องสามารถวินิจฉัยความศาสนา และสามารถพิจารณาในหลักฐานต่างๆ ทางด้านศาสนบัญญัติได้ในเมื่อเป็นคนที่มีสิทธิต่อหน้าที่อันนี้

2. จะต้องมีความรอบรู้ในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งนี้ถ้าหากเขามีความสามารถในการใช้หลักอิฮฺติยาฏ(มีความเข้าใจในคำวินิจฉัยความของมุจญ์ตะฮิดอย่างครบถ้วน แต่ยังไม่ถึงขั้นจะทำหน้าที่วินิจความเพื่อให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม)

3. จะต้องเชื่อถือปฏิบัติตามมุจญ์ตะฮิด ผู้มีคุณสมบัติพร้อมมูล โดยจะต้องเชื่อถือตามมุจญ์ตะฮิดผู้มีชีวิตอยู่ มีสติปัญญา มีความเที่ยงธรรม มีความรอบรู้ มีความสามารถควบคุมจิตใจตนเอง มีความสามารถพิทักษ์ศาสนา มีความสามารถหักล้างอารมณ์ต่ำของตน เป็นผู้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าของตนได้

การวินิจฉัยความในหลักศาสนบัญญัติข้อปลีกย่อยต่างๆ นั้น เป็นวาญิบกะฟีอีสำหรับบรรดามุสลิมทั้งมวล ดังนั้น ถ้ามีบุคคลผู้ทรงไว้ซึ่งความสามารถและมีคุณสมบัติเพรียบพร้อมทางวิชาการขึ้นมาทำหน้าที่อันนี้แล้ว ให้ถือว่าภารกิจอันนี้ก็ได้เป็นอันตกไปจากบรรดามุสลิมทั้งหลาย และเป็นการเพียงพอสำหรับบรรดามุสลิมที่จะปฏิบัติตามผู้รู้ที่ใช้ชีวิตของเขา เพื่อแสวงหาวิชาการในระดับของผู้มีความสามารถในการอิจญ์ติฮาด

ดังนั้นจึงอนุญาตให้พวกเขาตักลีด และย้อนกลับไปได้ในข้อปลีกย่อยต่างๆ ทางศาสนา เพราะว่าระดับความสามารถในการวินิจฉัยความมิได้เป็นกิจการงานที่ง่ายดาย และมิได้อยู่ในวิสัยของคนทั้งหมดที่จะเข้าถึง หากแต่จำเป็นจะต้องใช้เวลาอย่างมากมาย จำเป็นจะต้องใช้ความรู้ ความพากเพียรและความแม่นยำในการศึกษาอย่างมาก

ที่ตรงนี้มิได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเลย นอกจากแก่คนที่มีความจริงจังและมั่นคงเด็ดเดี่ยว และได้ทุ่มเทชีวิตของตนเองไปในเรื่องของการศึกษา วิเคราะห์และเรียนรู้ ฐานะของการอิจญ์ติฮาดจึงมิอาจแผ่ไปถึงใครได้ นอกจากผู้มีวาสนาอันใหญ่หลวงเท่านั้น

ท่านนบี(ศ)ได้กล่าวว่า “ผู้ใดที่อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ต้องการจะให้ได้รับความดีงาม พระองค์ก็จะประทานความเข้าใจในศาสนาให้แก่เขา”

คำสอนของชีอะฮฺในเรื่องนี้มิได้มีข้อแตกต่างแต่ประการใดจากคำสอนของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ เว้นแต่ในเงื่อนไขข้อเดียวที่ว่า มุจญ์ตะฮิดจะต้องเป็นผู้มีชีวติอยู่เท่านั้น

อย่างไรก็ดี ยังมีความขัดแย้งอย่างชัดแจ้งระหว่างพวกเขาอยู่ประการหนึ่ง ในการปฏิบัติตามหลักการตักลีด โดยที่ฝ่ายชีอะฮฺเชื่อถือว่า มุจญ์ตะฮิดผู้มีความเพียบพร้อมตามเงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าวแล้วนั้นคือ ตัวแทนของท่านอิมามมะฮฺดี(อฺ) ในช่วงสมัยที่ท่านอยู่ในสภาพที่เร้นลับ ดังนั้นเขาคือผู้ปกครองประมุขโดยแท้จริง เขาจะได้สิทธิในด้านต่างๆ อันเป็นสิทธิของอิมาม เช่น ในการตัดสินความในการพิพากษา และในการวางระเบียบกฏเกณฑ์ระหว่างประชาชน และถือว่าการปฏิเสธต่อเขาก็เท่ากับปฏิเสธต่อท่านอิมามมะฮฺดี(อฺ

) ดังนั้น มุจญ์ตะฮิดผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมครบถ้วนตามเงื่อนไขในทัศนะของชีอะฮฺ จึงมิได้เป็นเพียงมัรญีอฺที่มีไว้เพื่อย้อนกลับไปยังท่านในเรื่องของคำวินิจฉัยความทางศาสน บัญญัติเท่านั้น หากแต่ท่านยังมีอำนาจในกิจการทั่วๆไปสำหรับผู้ที่การตักลีดต่อท่านอีกด้วย กล่าวคือเขาเหล่านั้นจะต้องย้อนกลับไปยังท่าน ทั้งในเรื่องของศาสนบัญญัติ และในเรื่องการตัดสินพิพากษาระหว่างพวกเขา ในเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาขัดแย้งกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพาทใดๆ ก็ตาม พวกเขาจะต้องส่งมอบซะกาตและคุมซฺจากทรัพย์สินของตัวแทนท่านอิมามมะฮฺดี(อฺ)

ส่วนตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺนั้น มุจญ์ตะฮิดไม่ได้รับสิทธิในระดับนี้ กล่าวคือพวกเขามิได้เชื่อถือว่าอิมามเป็นตัวแทนของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แต่พวกเขาสามารถย้อนกลับไปหาอิมามคนใดคนหนึ่งในสี่มัซฮับนั้นได้ ในปัญหาต่างๆ ทางด้าน ศาสนบัญญัติ พวกเขาเหล่านั้นคือ อะบูฮานีฟะฮฺ ท่านมาลิก ท่านชาฟิอี และท่านอะฮฺมัด บินฮัมบัล และบรรดานักวิชาการในสมัยปัจจุบันของอะฮฺลิซซุนนะฮฺก็มิได้มีความเคร่งครัดในการตักลีดกับคนหนึ่งคนใดในจำนวนบุคคลเหล่านี้อย่างแน่นอน

กล่าวคือ บางปัญหา พวกเขาจะถือตามอิมามคนใดคนหนึ่ง แต่ในอีกบางปัญหา พวกเขาจะถือตามบุคคลอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นไปอีกสุดแล้วแต่จะสอดคล้องกันกับสภาวการณ์ของพวกเขาเอง เช่นเดียวกันกับที่ผู้อาวุโสได้กระทำมาแล้วในกาลก่อน ซึ่งเขาจะรวบรวมข้อมูลทางศาสนบัญญัติที่ได้รับมาจากสี่มัซฮับ เพราะอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺเชื่อถือว่า ความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในความขัดแย้งของพวกเขาเหล่านั้น กล่าวคือ ผู้ถือนิกายมาลิกีเคยยอมรับควาเห็นของอะบูฮานีฟะฮฺ ในเมื่อพบว่าเป็นหนทางแก้ไขปัญหาของตัวเอง ซึ่งเขาไม่สามารถที่จะพบจากท่านมาลิกได้

ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างในเรื่องนี้สักตัวอย่างหนึ่ง เพื่ออธิบายให้ท่านผู้อ่านทำความเข้าใจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อครั้งที่เราอยู่ในประเทศตูนีเซีย (สมัยนักปกครองเผด็จการ) ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งรักชอบกับผู้ชายคนหนึ่ง และนางต้องการจะแต่งงานด้วย แต่ทว่าบิดาของนางปฏิเสธ ไม่ยอมจัดการแต่งงานให้กับชายหนุ่มคนนี้ ด้วยสาเหตุประการใดก็สุดแล้วแต่ ปรากฏว่าหญิงสาวคนนั้นได้หนีออกจากบ้านของบิดาและได้แต่งงานกับชายหนุ่มคนนั้น โดยมิได้รับการอนุญาตจากบิดาของตน ฝ่ายบิดาก็ได้นำเรื่องไปฟ้องเพื่อขอให้คัดค้านการแต่งงาน

เมื่อผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับสามีของนางได้ถูกนำตัวมาพบกับผู้พิพากษา ผู้พิพากษาก็ได้ถามนางถึงสาเหตุที่ต้องหนีออกจากบ้านและแต่งงานโดยไม่ได้ขออนุญาตจากผู้ปกครอง

นางตอบว่า “ข้าพเจ้ามีอายุ 25 ปีแล้ว ข้าพเจ้าต้องการแต่งงานกับชายคนนี้ตามกฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และศาสนทูตของพระองค์(ศ) แต่เนื่องจากบิดาของข้าพเจ้าต้องการจะจัดการแต่งงานข้าพเจ้ากับผู้ที่ข้าพเจ้ารังเกียจ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงแต่งงานตามทัศนะของอะบูฮานีฟะฮฺที่ให้สิทธิแก่ข้าพเจ้าในการแต่งงานกับคนที่ข้าพเจ้ารัก เนื่องจากข้าพเจ้าอยู่ในวัยบรรลุตามศาสนบัญญัติแล้ว”

ท่านผู้พิพากษา (ขอให้อัลลอฮฺประทานความเมตตา) ผู้ซึ่งได้เล่าเรื่องนี้ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยตัวท่านเองกล่าวว่า : แล้วเราก็ได้ถกกันถึงปัญหานี้ ดังนั้น เราก็ได้พบว่า นางมีสิทธิโดยชอบธรรม และข้าพเจ้าเชื่อถือว่าจะต้องมีนักปราชญ์คนใดคนหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถสอนนางในเรื่องนี้ว่านางจะต้องพูดอย่างไร

ผู้พิพากษาท่านนี้กล่าวต่อว่า ดังนั้น ข้อเรียกร้องของบิดาก็ได้ถูกปฏิเสธ นางก็ได้ผ่านการแต่งงานไป ดังนั้นบิดาของนางก็ได้ออกไปด้วยความโกรธ เขาได้ใช้มือตบไปที่ตัวของนาง แล้วกล่าวว่า

“เจ้าถือมัซฮับฮะนาฟีไปแล้วหรือลูกสุนัข”

หมายความว่า บุตรของตนละทิ้งอิมามมาลิก และไปปฏิบัติตามอิมามอะบูฮะนีฟะฮฺ และคำว่า “ลูกสุนัข” ในประโยคนี้ เป็นการแสดงความดูแคลนต่อบุตรสาวของตนเอง ซึ่งเขาได้กล่าวออกมาหลังจากที่เขาถือว่าได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ตัดขาดจากบุตรสาวของตน ปัญหานี้อยู่ที่ความขัดแย้งในเรื่องการอิจญ์ติฮาดของมัซฮับต่างๆ

กล่าวคือ มาลิกีเห็นว่าหญิงสาวบริสุทธ์นั้นจะไม่สามารถแต่งงานได้นอกจากจะต้องมีผู้ปกครอง แม้กระทั่งนางจะเป็นหม้ายก็ยังจะต้องมีผู้ปกครองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในการแต่งงาน กล่าวคือ ไม่ยินยอมให้นางใช้สิทธิแต่ฝ่ายเดียว หากแต่จำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองด้วย

ส่วนอะบูฮะนีฟะฮฺเห็นว่า หญิงสาวที่มีอายุบรรลุสู่วัยทางศาสนบัญญัติแล้วนั้นไม่ว่าจะเป็นหญิงบริสุทธิ์หรือหญิงหม้ายก็ตาม นางมีสิทธิ์โดยอิสระในการที่จะจัดการแต่งงานได้ตามลำพัง นางสามารถกล่าวประโยคสัญญา “อักด์” ด้วยตัวของนางเองได้

กล่าวคือปัญหาทางศาสนบัญญัติข้อนี้ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างบิดาและบุตรสาว จนกระทั่งได้มีการตัดขาดจากกัน และมีเป็นจำนวนมากเลยทีเดียวที่ปรากฏว่า บิดาตัดขาดจากลูกสาวของตนด้วยสาเหตุที่มีการหนีออกจากบ้านกับผู้ชายที่ตนชอบเพื่อไปแต่งงานด้วยกัน

และการตัดขาดอย่างนี้ จะก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาในภายหลัง เพราะส่วนใหญ่แล้ว บิดามักจะดำเนินการถึงขั้นที่ไม่ยอมมอบมรดกให้กับลูกสาวของตนเอง ในที่สุดหญิงสาวผู้นั้นก็ได้กลายเป็นศัตรูกันกับพี่น้อง ซึ่งต่างก็ได้ตัดขาดจากความเกี่ยวข้องใดๆ ในฐานะพี่น้อง ซึ่งนางก็จะมีความอาฆาตพยาบาทพวกเขาเหล่านั้นกันอีกต่อไป