โดยพื้นฐานอันนี้ จำเป็นที่ผู้ชายจะต้องไปๆ มาๆ หาท่านอุมมุกุลซูม คนละ 5 ครั้ง และนางจะต้องให้นมแก่เขาในทุกครั้ง จนกระทั่งเขาได้กลายเป็นหลานชายของอุมมุล-มุอฺมินีน แล้วท่านหญิงอาอิชะฮฺก็ยินยอมให้เขาพบกับนางได้ หลังจากที่เขาเคยเป็นที่ต้องห้ามสำหรับนางมาก่อน

คงเป็นด้วยเหตุนี้ดอกกระมังที่ผู้คนต่างชื่นชอบกับนาง โดยจะแข่งขันกันไปหานาง และชอบที่จะเข้าหานาง ชมเชยและยกย่องนาง จนกระทั่งยกตำแหน่งฐานะของนางอีกหนึ่งที่ศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติก็ยังลดน้อยจากนาง โดยพวกเขากล่าวว่า ครึ่งหนึ่งของศาสนาอยู่ที่นาง ดังนั้นผู้ชายคนใดบ้าง ? โดยเฉพาะคนในสมัยนั้นไม่ชอบที่จะเข้าใกล้ชิดกับอุมมุล-มุอฺมินีน ภรรยาของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) บุตรสาวของอะบูบักรฺ โดยวิธีการนั้น ? นั่นคือวิธีการได้ดูดนมอุมมุกุลซูม บุตรสาวของอะบูบักรฺ และบรรดาลูกสาวของนาง

ริวายะฮฺอันเสื่อมเสียเหล่านี้ ถูกนำมาอ้างถึงบุคคลสำคัญอันเป็นที่รู้จักในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษชาติ ขอให้ท่านพิจารณาการรายงานดูเถิด เป็นไปได้อย่างไร ที่นางซะฮฺละฮฺ จะคัดค้านท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)

เมื่อท่าน(ศ)กล่าวกับนางว่า “จงให้นมแก่เขาเถิด”

นางกล่าวว่า “ฉันจะให้นมเขาได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นผู้ชายที่มีหนวดเคราแล้ว”

นางกล่าวว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)หัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ฉันรู้แล้วว่าเขาเป็นชายอายุมากแล้ว”(202)

จงดูต่อไปอีกคนรายงานเรื่องนั้น เกรงใจไม่กล้าเล่า ท่านอิบนุ รอฟิอ์ ได้กล่าวหลังจากรายงานฮะดีษนี้ว่า : ฉันนิ่งเงียบอยู่หนึ่งปี โดยไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ หลังจากนั้นก็ได้พบกับท่านกอซิม

จึงได้พูดกับเขาว่า “แน่นอน นางได้เล่าฮะดีษบทหนึ่งแก่ฉัน ซึ่งฉันไม่เคยเล่าใครเลย”

เขาถามว่า “อะไรหรือ ?”

ฉันจะเล่าเรื่องนี้แก่เขา

เขากล่าวว่า “ดังนั้นจงเล่าเรื่องนี้จากฉันเถิดว่า ท่านหญิงอาอิชะฮฺได้บอกเรื่องนี้แก่ฉัน” (203)

อาจเป็นไปได้ว่า มารดาแห่งศรัทธาชน อาอิชะฮฺเป็นเพียงคนเดียวที่รายงานฮะดีษนี้ ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาภริยาทั้งหลายของท่านนบี(ศ) อันได้แก่บรรดามารดาแห่งศรัทธาชน ได้กล่าวว่า “ไม่มีเลย”

ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ไม่มีใครสักคนในหมู่ประชาชนจะได้เข้าหาพวกเราด้วยวิธีการให้นมแบบนี้ ดังที่ได้กล่าวผ่านไปแล้ว และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า คำพูดของพวกนางที่ว่า : “เราเห็นว่าเรื่องที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺสั่งซะฮฺละฮฺให้กระทำนั้นเป็นเพียงการผ่อนปรนให้แก่ซาลิมคนเดียวเท่านั้น” ต้องเป็นการต่อเติมเสริมประโยคนี้เข้าไปโดยบรรดานักรายงานฮะดีษเองแน่นอน เพราะพวกเขาตัดปัญหาที่ว่าบรรดาภริยาทั้งหลายของท่านนบี(ศ)จะปฏิเสธว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ รายงานเท็จ และพวกนางคัดค้านต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺ อย่างในฮะดีษนี้

พวกนางมีสิทธิที่จะคัดค้านเรื่องนี้ เพราะต่างก็รู้จักท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ดีกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ เพราะพวกนางมีถึงแปดคนในจำนวนนั้นก็ยังมีท่านหญิงอุมมุซะละมะฮฺ สตรีผู้ประเสริฐที่มีอายุสูงและมีสติปัญญาบริบูรณ์รวมอยู่ด้วย นี่แหละคือข้อคิดที่ควรแก่การยอมรับ เพราะท่านศาสนทูต(ศ)เป็นคนมีความหวงแหน และไม่ผ่อนผันในสิ่งที่เป็นของฮะรอมอย่างง่ายๆ แบบนี้

บางทีท่านหญิงอาอิชะฮฺเองก็ยอมรับตรงกันกับบรรดามารดาแห่งศรัทธาชนที่ว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ไม่ยินยอมในเรื่องแบบนี้ ดังที่เราสามารถรับฟังได้จากรายงานที่นางบอกเล่าด้วยตัวของนางเอง

นางกล่าวว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)ได้เข้ามาหาฉัน ในขณะที่มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่กับฉัน ท่านโกรธในเรื่องนี้อย่างรุนแรง และฉันได้เห็นความโกรธปรากฏที่ใบหน้าของท่าน

นางกล่าวว่า : ดังนั้น ฉันจึงพูดว่า “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ) แท้จริงเขาเป็นน้องชายของฉันโดยการให้นม”

นางกล่าวว่า : แล้วท่านได้กล่าว “จงตรึกตรองดูเถิด (พี่น้องของพวกเธอ)โดยการให้นมนั้น จะเป็นจริงได้ก็เพียงแต่การให้นมอันสืบเนื่องจากความหิวเท่านั้น”(204)

บางทีนางอาจเป็นคนวินิจฉัยความเรื่องนี้อีกเช่นกัน ในสมัยที่ท่านศาสนทูต(ศ)ยังมีชีวิตอยู่ กล่าวคือ นางเห็นว่า การให้นมคนมีอายุมากแล้ว ก็ถูกต้องได้ และโดยรายงานริวายัตนี้แหละ ที่ยืนยันว่านางยินยอมในเรื่องอย่างนี้ ในสมัยที่ท่านนบี(ศ)ยังมีชีวิต แต่ท่านศาสนทูต(ศ)มิได้ยอมรับนางในเรื่องนี้ ท่านโกรธอย่างรุนแรงในเรื่องนี้อีกด้วย โดยได้กล่าวกับนางว่า

“อันที่จริงแล้ว ที่แท้จริง ก็เพียงแต่การให้นมในตอนที่มีความหิวเท่านั้น”

หมายความว่า จะไม่เรียกว่าเป็นการให้นม นอกจากแก่เด็กทารกที่ยังไม่สามารถรับประทานอาหารใดๆ ได้ นอกจากดูดนมอย่างเดียว ฮะดีษนี้จึงถือได้ว่า หักล้างเรื่องการให้นมแก่คนมีอายุมากแล้วได้อย่างโดยมิต้องสงสัย



2.ความขัดแย้งของมัซฮับต่างๆ ในเรื่องซุนนะฮฺของนบี(ศ)

ดังนั้นเมื่อท่านอุมัร และท่านอะบูบักรฺ ต่างก็ขัดแย้งกันในเรื่องซุนนะฮฺของท่านนบี(ศ)(205) และในเมื่ออะบูบักรฺก็ขัดแย้งกับท่านหญิงฟาตีมะฮฺ(ฮฺ) ในเรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ)(206) บรรดาภริยาของท่านนบี(ศ) ก็ขัดแย้งกันในเรื่องซุนนะฮฺของนบี(ศ)(207) อะบูฮุร็อยเราะฮฺก็ขัดแย้งกับท่านอาอิชะฮฺ ในเรื่องของซุนนะฮฺนบี(ศ) (208) อับดุลลอฮฺ บินอุมัร(อิบนุอุมัร) ก็ขัดแย้งกับท่านหญิงอาอิชะฮฺในเรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ) (209) อับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาซ และอิบนุซุบัยร์ ต่างก็ขัดแย้งกันในเรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ) (210)

และในเมื่อท่านอะลี บินอะบีฏอลิบกับท่านอุษมานก็ขัดแย้งกันในเรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ)

(1) เมื่อบรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างมีความขัดแย้งกันเองในเรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ)

(2) จนกระทั่งหลังจากพวกเขาแล้ว ในบรรดาตาบิอีน ก็จึงมีมากกว่าเจ็ดสิบแนวทาง กล่าวคือ อิบนุมัซอูด ก็ได้เป็นเจ้าของมัซฮับหนึ่ง และเช่นกัน อิบนุอุมัร, อิบนุอับบาซ, อิบนุซุบัยร์, อิบนุอัยยินะฮฺ, อิบนุญุรัยจ์, ฮะซัน บะศ่อรี และซุฟยาน อัษ-เษารี มาลิก, อะบูฮะนีฟะฮฺ, อัช-ชาฟิอี, อะฮฺมัด ฮัมบัล และ ฯลฯ แต่ทว่าเจ้านายในตระกูลอับบาซียะฮฺ ได้ขจัดสำนักวิชาการของคนเหล่านี้ทั้งหมด จึงไม่เหลือของใคร นอกจากมัซฮับทั้งสี่อันเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ตามทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮฺวัล-ญะมาอะฮฺ

แต่ถึงแม้ว่าจำนวนมัซฮับจะลดน้อยลงแล้ว แต่พวกเขาก็ยังมีความขัดแย้งกันในปัญหาทางฟิกฮฺ ทั้งนี้ก็เพราะความขัดแย้งของพวกเขาในเรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ)ได้มีคนๆ หนึ่งอธิบายเหตุผลของเขาแก่ข้าพเจ้าในปัญหาข้อหนึ่งตามแนวทางที่เขารับรองว่าถูกต้อง จากฮะดีษของท่านนบี(ศ) ขณะเดียวกับที่อีกคนหนึ่งได้พยายามวินิจฉัยอีกปัญหาหนึ่งด้วยทัศนะของเขา หรือด้วยหลักกิยาศ(เปรียบเทียบ) ในเมื่อไม่มีข้อบัญญัติที่แน่ชัด

ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นได้ว่า พวกเขาขัดแย้งกันในปัญหาเรื่องการให้นม โดยเป็นปัญหาขัดแย้งกันอย่างมโหฬาร มากมายหลายฮะดีษที่บกพร่อง คนหนึ่งถือว่าการให้นมเพียงหยดเดียวถือว่าเป็นมะฮฺรอม(ต้องห้ามการสมรสด้วยกัน)แล้ว ขณะที่คนอื่นๆ ถือว่ายังไม่เป็นที่ต้องห้าม เว้นแต่จะต้องดูดนมถึงสิบหรือสิบห้าครั้ง



ความขัดแย้งของซุนนะฮฺและชีอะฮฺในเรื่องซุนนะฮฺนบี(ศ)

สำหรับกรณีของความขัดแย้งระหว่างซุนนะฮฺกับชีอะฮฺในปัญหานี้ สืบเนื่องจากสาเหตุใหญ่ๆ สองประการ ประการแรกคือ ฮะดีษนั้นตามทัศนะของชีอะฮฺถือว่า ไม่ศ่อฮีฮฺ ถ้าหากคนหนึ่งคนใดในจำนวนผู้รายงาน ถูกครหาในเรื่องความเที่ยงธรรม ถึงแม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นศ่อฮาบะฮฺ เพราะชีอะฮฺ ไม่ยืนยันว่าศ่อฮาบะฮฺทั้งหมดเป็นผู้มีความเที่ยงธรรม เหมือนอย่างที่ถือกันอย่างนั้นในหมู่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ

นอกจากนี้ พวกเขายังปฏิเสธฮะดีษนี้อีก ถ้าหากขัดกับรายงานของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) เพราะพวกเขาจะยึดริวายัตของคนเหล่านั้น ก่อนริวายัตของบุคคลอื่น ด้วยเพราะฐานภาพของบุคคลเหล่านั้นสูงส่งยิ่ง และพวกเขามีหลักฐานอย่างนี้ในอัล-กุรอานและ ซุนนะฮฺยืนยัน ถึงแม้ในฝ่ายตรงข้ามกับพวกเขาก็ยังมี ดังที่ได้อธิบายบางหลักฐานผ่านมาแล้ว

ส่วนประการที่สองในเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย ก็คือ ผลสรุปจากความเข้าใจฮะดีษนั้นๆ โดยที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺอธิบายไม่เหมือนกับการอธิบายของชีอะฮฺ เช่นฮะดีษที่เราได้ชี้แจงผ่านไปแล้ว นั่นคือฮะดีษที่ว่า

“ความขัดแย้งในประชาชาติของฉัน ถือเป็นความเมตตา”

ขณะที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ สำหรับมวลมุสลิม ในการขัดแย้งกันของมัซฮับต่างๆ ทั้ง 4 กับประเด็นปัญหาฟิกฮฺนั้น ถือว่าเป็นเราะฮฺมะฮฺสำหรับมวลมุสลิม ในขณะที่ชีอะฮฺอธิบายว่า หมายถึงการเดินทางที่คนส่วนหนึ่งไปมาหาสู่กับคนอีกส่วนหนึ่ง เพื่อปรารถนาจะรับความรู้จากกันและกัน คราวก่อน เราได้อธิบายเรื่องนี้ไปแล้วว่าท่านอิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อฺ)ได้อธิบายฮะดีษนี้อย่างไร (โปรดย้อนไปพิจารณาดู)

หรือความจริงแล้ว ความขัดแย้งระหว่างชีอะฮฺกับอะฮฺลิซซุนนะฮฺ มิได้อยู่ที่ความหมายฮะดีษของนบี(ศ) หากเพียงแต่อยู่ที่บุคคลๆ หนึ่ง หรือหลายๆ คนที่ให้ความหมายฮะดีษนี้ เช่นคำพูดของท่านศาสน-ทูต(ศ)ที่ว่า

“หน้าที่ของพวกท่าน จะต้องถือตามซุนนะฮฺของฉัน และซุนนะฮฺของค่อลีฟะฮฺของฉัน”

กล่าวคืออะฮฺลิซซุนนะฮฺให้ความหมายว่า หมายถึงอะบูบักรฺ อุมัร อุษมาน และอะลี และชีอะฮฺ ให้ความหมายว่า อิมามสิบสองคน นับเริ่มจากอะลี บิน อะบีฏอลิบ(อฺ) จนถึง อัล-มะฮฺดี มุฮัมมัด บินฮะซัน อัล-อัซกะรี

หรือดังเช่นคำพูดของท่านนบี(ศ)ที่ว่า “ค่อลีฟะฮฺภายหลังจากฉันมีสิบสองคน ทุกๆ คนล้วนมาจากตระกูลกุเรช”

สำหรับชีอะฮฺให้ความหมายฮะดีษนี้ว่า หมายถึงอิมามสิบสองคน จากอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) ในขณะที่อะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ไม่มีคำใดๆ สำหรับฮะดีษนี้ พวกเขาขัดแย้งกันแม้กระทั่งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับท่านนบี(ศ) ดังเช่นในเรื่องวันประสูติของท่านนบี(ศ)ผู้ทรงเกียรติ อะฮฺลิซซุนนะฮฺจะจัดงานเมาลิดนบี(ศ)กันในวันที่ 12 เดือนรอบีอุล-เอาวัล (แต่สำหรับในประเทศไทย นิยมจัดเมาลิดกันในต้นปี หรือไม่ก็ปลายปี ทางสุริยคติ ไม่เกี่ยวว่าจะตรงกับเดือนประสูติที่แท้จริงหรือไม่-หมายเหตุ-ผู้แปล)

ในขณะที่ชีอะฮฺจะจัดในวันที่ 17 เดือนรอบีอุล-เอาวัล ขอยืนยันด้วยอายุขัยของข้าพเจ้า ความขัดแย้งเหล่านี้ในอะฮฺลิซซุนนะฮฺถือเป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อไม่มีมัรญีอฺ (ผู้นำสูงสุดทางศาสนา) ที่คนทั้งหมดขึ้นตรงต่อเขา ซึ่งหลักเกณฑ์ในการตัดสินของเขามีผลบังคับโดยที่ความเห็นของเขาเป็นที่ยอมรับของคนทั้งหมด ซึ่งให้ความสำคัญต่อเขาดุจดังที่ท่านศาสนทูตเคยตัดสินปัญหาความขัดแย้ง และขจัดการโต้แย้ง และตัดสินไปตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ แล้วพวกเขาก็ให้การยอมรับถึงแม้ว่าในจิตใจของพวกเขาจะมีบาดแผลอยู่ก็ตาม

กล่าวคือ การมีอยู่ของบุคคลผู้นี้ ถือว่า เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการดำเนินชีวิตของประชาชาติตลอดชั่วกาลเวลาอันยาวนาน อันนี้คือกฎแห่งสติปัญญา และเป็นไปมิได้ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)จะละเลยเรื่องนี้ในเมื่อท่านรู้ในสิ่งที่พระผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับสอนท่านให้รู้ว่า อุมมะฮฺของท่านจะตีความพจนารถของอัลลอฮฺกันเองภายหลังจากท่าน จึงถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องนำมามอบให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการเพื่อได้นำประชาชาติไปสู่ความถูกต้องจนไม่ผันแปรเปลี่ยนไปจากหนทางอันเที่ยงตรง

แน่นอนท่านได้ตระเตรียมอย่างเป็นกิจจะลักษณะให้ประชาชาติของท่านมีผู้นำอันยิ่งใหญ่ ซึ่งท่านได้ทุ่มเทวิริยะอุตสาหะของท่านทั้งหมดในการอบรมสั่งสอน นับตั้งแต่เขาผู้นั้นเกิดจนมีอายุบรรลุสู่วัยตามศาสนบัญญัติที่สมบูรณ์และมีฐานะต่อท่านเหมือนฮารูน(อฺ)ที่มีต่อมูซา(อฺ) แล้วท่านได้มอบหมายภารกิจอันสำคัญนี้แก่เขาด้วยการพูดว่า

“ฉันต่อสู้กับเขาเหล่านั้นในเรื่องการประทานมาของอัล-กุรอาน ส่วนเจ้าจะต่อสู้กับพวกเขาในเรื่องการตีความหมายของมัน” (211)

และคำพูดของท่านที่ว่า “เจ้านั้น โอ้อะลี จะได้อธิบายแก่ประชาชาติของฉันในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันภายหลังจากฉัน” (212)

ดังนั้นเมื่ออัล-กุรอาน อันเป็นคัมภีร์ของอัลลอฮฺ อันทรงเกียรติ จำเป็นต้องมีผู้ที่ต่อสู้ในหนทางแห่งการตัฟซีรและอธิบายความ เพราะว่า มันเป็นคัมภีร์ที่ปราศจากสุรเสียง พูดเองไม่ได้ และเป็นคัมภีร์ที่ประกอบด้วยหัวข้อเรื่องอันหลากหลายในนั้นมีทั้งข้อความอันเปิดเผย และข้อความอันมีความเป็นนัยแล้วฮะดีษนบี(ศ)อันเป็นข้อความแยกแยะละเอียดลงไปอีกเล่า จะเป็นอย่างไร

เมื่อเรื่องราวเป็นอย่างนี้ ทั้งในคัมภีร์และในซุนนะฮฺ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)จะทิ้งสิ่งที่สำคัญสองประการอันปราศจากสุรเสียงพูดไม่ได้ทั้งสองอย่างไว้ให้แก่ประชาชาติโดยบรรดาผู้ที่มีความหันเหในจิตใจจะอดเสียมิได้ต่อการตีความสิ่งทั้งสองนี้ให้ไปตามจุดประสงค์อย่างใดย่างหนึ่ง แล้วปฏิบัติกันไปตามนั้น อันเป็นสิ่งเคลือนแคลงจากสิ่งทั้งสองด้วยความปรารถนาในสิ่งฟิตนะฮฺ และปรารถนาในทางโลก

และพวกเขาจึงเป็นต้นเหตุสำหรับความหลงผิดของผู้ที่เกิดมาในภายหลังพวกเขา เพราะคนเหล่านั้น จะมีทัศนคติที่ดีงามต่อพวกเขา และเชื่อถือในความเที่ยงธรรมของพวกเขา แต่ในวันกิยะมะฮฺพวกเขาจะเสียใจ

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงมีโองการว่า

“และวันนั้นใบหน้าของพวกเขาจะถูกพลิกกลับลงสู่ไฟนรก พวกเขากล่าวว่า โอ้ ความวิบัติของเราเอ๋ย เราน่าจะปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และปฏิบัติตามศาสนทูต และพวกเขากล่าวต่อไปอีกว่า โอ้ องค์อภิบาลของเรา แท้จริงเราได้ปฏิบัติตามต่อหัวหน้าของพวกเราและผู้อาวุโสของเรา แต่แล้วพวกเขาก็ทำให้เราหลงทาง โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดลงโทษพวกเขาเป็นสองเท่า และโปรดสาปแช่งพวกเขาด้วยการสาปแช่งอันยิ่งใหญ่ด้วยเถิด” (อัล-อะฮฺซาบ / 66-68)

“ทุกครั้งที่มีประชาชาติหนึ่งเข้าสู่(นรก) พวกเขาก็จะสาปแช่งพี่น้องของพวกเขา จนกระทั่งเมื่อพวกเขาได้รวมตัวกันอยู่ในนั้นโดยพร้อมเพรียงกัน แล้วกลุ่มสุดท้ายของพวกเขาก็กล่าวแก่คนกลุ่มของพวกเขาว่า :

“โอ้พระผู้อภิบาลของเรา พวกเหล่านี้แหละที่ทำใหเราหลงผิด ดังนั้นขอพระองค์ได้ประทานการลงโทษอันเป็นทวีคูณจากไฟนรกแก่พวกเขาด้วยเถิด”

พระองค์ตรัสว่า

“สำหรับทุกกลุ่มต้องถูกทวีคูณ แต่ทว่าพวกเจ้าไม่รู้” (อัล-อะอฺรอฟ / 38)

ความหลงผิดจะมีมาจากทางอื่นนอกเหนือจากทางนี้อีกหรือ ? กล่าวคือไม่มีประชาชาติใดที่อัลลอฮฺไม่ส่งศาสนทูต(ศ)มาในหมู่พวกเขา เพื่ออธิบายถึงแนวทางให้แก่พวกเขาอย่างแจ้งชัด และให้ความสว่างแก่แนวทางสำหรับพวกเขา แต่ว่าหลังจากสิ้นนบี(ศ)ของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็หันเหและตีความ อีกทั้งทำการเปลี่ยนแปลงพจนารถของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)เสีย จะมีคนที่มีสติปัญญาคนใดคาดคิดหรือว่า ท่านนบีอีซา(อฺ) ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ จะสอนพวกนะศอรอว่า “ท่านเป็นพระเจ้า” มันเป็นไปไม่ได้เลยอย่างเด็ดขาด

เพราะท่านได้กล่าวไว้ว่า “ฉันไม่เคยกล่าวกับพวกเขานอกจากตามที่พระองค์ได้บัญชาแก่ฉันเท่านั้น”

แต่ทว่าอารมณ์ต่ำ และความปารารถนาอย่างลุ่มหลง อีกทั้งความรักต่อโลกดุนยาเท่านั้นเองที่หันเหพวกนะศอรอให้เป็นอย่างนั้น ท่านนบีอีซา(อฺ) มิได้บอกข่าวดีแก่พวกเขาในเรื่องของนบีมุฮัมมัด(ศ)ดอกหรือ ? และนบีมูซา(อฺ) ก่อนหน้านั้นอีกเช่นกันด้วย แต่ทว่าเขาเหล่านั้นตีความหมายให้กับชื่อ “มุฮัมมัด” และ “อะฮฺมัด” ว่าเป็น “ผู้ปลดปล่อย” จึงทำให้พวกเขายังคงรอคอยกันอยู่จนถึงทุกวันนี้

ประชาชาติของศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้แตกแยกออกไปเป็นมัซฮับต่างๆมากมายถึง 73 มัซฮับ ซึ่งเขาเหล่านั้นทั้งหมดจะต้องตกอยู่ในไฟนรก นอกจากพวกเดียวเท่านั้น ก็มิใช่เป็นเพราะเหตุใด นอกจากเพราะเหตุของการตีความหมาย ปัจจุบันที่เรากำลังใช้ชีวิตกันอยู่ท่ามกลางความแบ่งแยกเหล่านี้ จะมีสักกลุ่มบ้างไหมที่อ้างว่าตัวเองเป็นพวกหลงผิด ? หรืออีกนัยหนึ่ง จะมีสักกลุ่มไหมที่อ้างว่าตนขัดแย้งกับคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของท่านศาสนทูต ? ตรงกันข้าม ทุกกลุ่มจะกล่าวว่าตนนี่แหละคือผู้ยึดมั่นต่อคัมภีร์และซุนนะฮฺเมื่อเป็นเช่นนี้เราจะแก้ปัญหาอย่างไร ?

หนทางแก้ไขได้ถูกปกปิดเป็นความลับแก่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)กระนั้นหรือ เพราะแท้จริง ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)เป็นบ่าวที่ถูกบัญชา ดังโองการที่ว่า

“ดังนั้นจงตักเตือนเถิด อันที่จริงเจ้าคือผู้ตักเตือนเจ้ามิใช่ผู้มีอำนาจเหนือพวกเขาในการบังคับ” ข้าขออภัยต่อเอกองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ.) พระองค์คือผู้ทรงเอ็นดูต่อปวงบ่าวและทรงรักที่จะให้พวกเขาได้รับคุณงามความดี จึงจำเป็นที่พระองค์จะต้องวางหนทางแก้ไขไว้แก่พวกเขา เพื่อพระองค์จะได้ทำลายผู้ซึ่งทำลายหลักฐานอันชัดแจ้ง และไม่เป็นการบังคับควรแก่พระองค์ที่จะปลดปล่อยและละเลยมวลมนุษย์ที่พระองค์สร้างมา และทอดทิ้งเขาเหล่านั้นโดยปราศจากการชี้นำ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า หาไม่เช่นนั้นแล้ว

เราก็น่าจะเชื่อถือได้ว่า พระองค์ทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขามีความขัดแย้ง และแตกแยกออกเป็นกลุ่ม และให้พวกเขาหลงผิด เพื่อจะได้นำพวกเขาเข้าสู่ไฟนรกของพระองค์ ซึ่งก็นับว่าเป็นความเชื่อที่เหลวไหลไร้สาระอันเสียหายอย่างยิ่ง ข้าขออภัยโทษต่อพระองค์ และขอกลับตัวต่อพระองค์ที่ได้นำคำนี้มากล่าว อันเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสมกับความยิ่งใหญ่เกรียงไกร และวิทยปัญญาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)

ดังนั้น คำพูดของท่านศาสนทูต(ศ)ที่ว่า “ท่านได้ละทิ้งคัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และซุนนะฮฺนบี(ศ)ของพระองค์” จึงมิใช่หนทางแก้ไขอันเป็นที่ถูกยอมรับสำหรับกรณีของเรา หากแต่มันจะยิ่งให้เราเพิ่มการผูกมัดและเพิ่มการตีความหมายยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งยังไม่สามารถตัดปัญหาของผู้นำการล่อลวงและทำการพลิกแพลงจนเสียหายได้เลย ท่านมิได้เห็นดอกหรือว่า เมื่อเขาเหล่านั้นได้ออกไปสู้รบกับอิมามของพวกตน พวกเขาได้หยิบยกคำขวัญขึ้นมาประกาศว่า

“อำนาจการตัดสินมิได้เป็นของท่านหรอก โอ้อะลี หากแต่อำนาจการตัดสินนั้นเป็นของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) แท้จริงคำขวัญอันนี้ถือเป็นประกาศิตหนึ่งที่สามารถตรึงผู้ฟังให้หยุดคิดได้ เพราะจะต้องคาดคะเนได้ว่าคนที่พูดอย่างนี้มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำตามหลักเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และปฏิเสธหลักเกณฑ์ต่างๆ ของบุคคลอื่นที่เป็นปุถุชน แต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่”

อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ตรัสว่า

“และส่วนหนึ่งจากมนุษย์นั้น มีผู้ที่ทำให้เจ้าประทับใจกับคำพูดของเขาในชีวิตทางโลก แต่อัลลอฮฺทรงรู้อย่างชัดแจ้งถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเขาโดยที่เขานั้นเป็นนักโต้เถียงตัวฉกาจ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ / 204 )

ใช่แล้ว มีคำขวัญอันเป็นประกาศิตอยู่มากมายเหลือเกินเท่าที่เราได้พบ แต่เราไม่รู้ว่ามีอะไรซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังบ้าง แต่ทว่า ท่านอิมาม อะลี(อฺ) รู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะท่านคือประตูของนครแห่งความรู้

ท่านจึงตอบพวกเขาว่า “แท้จริงอันนั้นคือถ้อยคำที่เป็นสัจธรรม แต่ความหมายที่อยู่กับมันนั้นเป็นสิ่งโมฆะ ใช่แล้ว มีมากมายเสียเหลือเกินสำหรับถ้อยคำต่างๆ ที่เป็นสัจธรรม แต่ความหมายที่มีอยู่กับมันนั้นเป็นสิ่งโมฆะ อันนี้หมายความว่าอย่างไร ?”

เมื่อครั้งที่พวกเคาะวาริจญ์พูดกับท่านอิมามอะลี(อฺ)ว่า

“อำนาจการตัดสินเป็นของอัลลอฮฺ ไม่ใช่เป็นของท่านหรอกโอ้อะลี”

นั้นอัลลอฮฺ(ซ.บ.)จะทรงลงมาปรากฏพระองค์ในหน้าแผ่นดินแล้วจะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในเรื่องราวที่พวกเขาขัดแย้งกันอยู่กระนั้นหรือ ? หรือว่าพวกเขารู้กันอยู่ว่า อำนาจการตัดสินของอัลลอฮฺนั้นอยู่ในอัล-กุรอาน แต่ท่านอะลี(อฺ)กลับตีความหมายไปตามความคิดเห็นของท่านเอง ? ดังนั้นอะไรบ้างเล่าที่เป็นข้อพิสูจน์ของพวกเขา และใครบ้างเล่าที่จะยืนยันว่าพวกเขาคือ กลุ่มบุคคลที่สามารถตีความหมายกฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้

ในขณะที่ท่านอิมามอะลี(อฺ)มีความรู้ดีกว่าพวกเขาเหล่านั้น และมีความซื่สัตย์กว่า อีกทั้งอยู่กับอิสลาม จะมีคนอื่นนอกเหนือจากท่านอีกหรือ ?

เพราะฉะนั้น คำขวัญอันทรงอานุภาพที่มีขึ้นก็เพื่อที่จะมอมเมาสติปัญญาของบุคคลที่โง่เขลา ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเรียกร้องการสนับสนุนของคนเหล่านั้นได้ เพื่อช่วยเหลือพวกเขาในการทำสงครามกับท่านอะลี(อฺ) และท่านก็จำเป็นต้องทำการสงครามเพื่อแก้ไขปรับปรุงพวกเขาเหล่านั้นเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบันนี้ กล่าวคือกาลเวลาในยุคนั้นก็เหมือนกับกาลเวลาในยุคนี้ ผู้คนในยุคนั้นก็เหมือนกับผู้คนในยุคนี้ ความชั่วร้ายและสิ่งน่ารังเกียจก็หาใช่ว่าจะถูกตัดขาดให้สิ้นไปได้เลย

หากแต่มันจะยิ่งเพิ่มพูนและเจริญเติบโตงอกงามมากขึ้น เพราะความชั่วร้ายในยุคปัจจุบันนี้ได้อาศัยประสบการณ์ของคนในยุคก่อน ดังนั้น ถ้อยคำที่เป็นสัจจะตั้งเท่าไหร่ ที่ความหมายในตัวของมันเป็นความผิดพลาดในยุคสมัยของเรานี่คำขวัญต่างๆ อันทรงอานุภาพ เช่น คำขวัญที่บรรดาพวกวะฮาบีได้หยิบยกขึ้นมากล่าวต่อเบื้องหน้าของมวลมุสลิม นั่นคือ “หลักเตาฮีด(เอกภาพของอัลลอฮฺ) และไม่มีการภาคีต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)” จะมีมุสลิมคนใดบ้างที่ไม่เห็นด้วยกับคำขวัญนี้ ?

และเช่นการตั้งกลุ่มของมุสลิมว่าตัวเองเป็นพวกอะฮฺลิซซุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ จะมีมุสลิมคนใดบ้างที่ไม่เห็นพ้องต้องกันว่าจะอยู่กับญะมาอะฮฺที่ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของนบี(ศ) ? และเช่นคำขวัญของพวกพรรคบะอัษ “ประชาชาติอรับเป็นหนึ่งเดียว มีคัมภีร์ที่อมตะนิรันดร” จะมีมุสลิมคนใดบ้างที่ไม่ชื่นชมกับคำขวัญนี้ ก่อนที่จะรู้ซึ้งถึงความลี้ลับภายในพรรคบะอัษ และองค์กรของมัน ที่ผู้ก่อตั้งเป็นชาวนัศรอนี ชื่อ มีชาล อัฟลัก (ไมเคิล อัฟลัก)?

อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงอยู่กับท่าน โอ้อะลี บินอะบีฏอลิบ(อฺ)

แท้จริงวิทยปัญญาของท่านยังคงดำรงอยู่ และจะยังคงดำรงไปตลอดสำหรับผู้เชื่อฟังทุกยุคทุกสมัย เพราะมีถ้อยคำมากตั้งเท่าไหร่ซึ่งเป็นความจริงแต่ความหมายที่อยู่ในตัวของมันนั้นผิดพลาด ได้มีนักปราชญ์คนหนึ่งก้าวขึ้นไปบนแท่นปราศรัย แล้วกล่าวอย่างเสียงดังฟังชัดว่า

“ผู้ใดที่กล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นชีอะฮฺ เราจะขอกล่าวกับเขาว่า “ท่านเป็นกาฟิร” และผู้ใดที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นซุนนี” เราก็ขอกล่าวว่า “ท่านเป็นกาฟิร” เราไม่ต้องการชีอะฮฺ และเราไม่ต้องการซุนนี หากแต่เราต้องการเพียงอิสลามเท่านั้น”

แท้จริงนี่คือถ้อยคำที่เป็นสัจธรรม แต่ความหมายที่อยู่ในถ้อยคำนี้มีความเป็นโมฆะ กล่าวคือ อะไรที่เป็นอิสลามตามจุดประสงค์ของผู้รู้ท่านนี้ ? เพราะในโลกของเราปัจจุบันนี้ อิสลามมีมากหลายกลุ่ม แม้กระทั่งว่าจะกล่าวถึงศตวรรษแรกก็ปรากฏว่าอิสลามยังแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม นั่นอิสลามแบบอะลี(อฺ) โน่นอิสลามแบบมุอาวียะฮฺ ต่างฝ่ายต่างก็มีผู้ปฏิบัติตาม และผู้สนับสนุนทั้งคู่จนเรื่องราวถึงขั้นเข่นฆ่าสังหารกัน

และนั่นอิสลามของฮุเซน(อฺ) และโน่นอิสลามของยะซีดที่ฆ่าฟันอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ในนามของอิสลามและอ้างว่าฮุเซนออกนอกศาสนาอิสลาม โดยเหตุที่ทำสงครามกับตน และนั่นก็คืออิสลามของบรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ) และชีอะฮฺของพวกตน และโน่นอิสลามของบรรดานักปกครองและประชาชนของพวกเขา ที่ผ่านมาในหน้าของประวัติศาสตร์ เราจะพบความขัดแย้งที่มีอยู่ระหว่างมวลมุสลิม

และโน่นก็ยังมีอิสลามของผู้ที่ยอมจำนนอย่างเช่นที่ชาวตะวันตกได้ให้สมญานามกับเขา เพราะการเชื่อฟังปฏิบัติตามจนได้ชื่อว่าพวกเขามอบความจงรักภักดีแก่พวกยิว และนัศรอนี และพวกเขาได้แสดงความคารวะต่อบาทหลวงผู้ยิ่งใหญ่ของทั้งสองฝ่าย และก็ยังมีอิสลามที่แข็งกร้าวตามคำสมญานามของชาวตะวันตก อันได้แก่อิสลามที่ฝักใฝ่ในชาตินิยมอย่างอคติ แข็งกระด้าง หรือบ้าคลั่งในอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และที่สำคัญก็คือว่า ผู้รู้ที่พูดไปท่านนี้ได้ย้อนกลับมาพิจารณาในภายหลัง

นอกเหนือจากทุกอย่างเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่เหลือไว้ให้เราเชื่อถือฮะดีษที่ว่าด้วย “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)และซุนนะฮฺของฉัน” โดยเหตุผลต่างๆตามที่ข้าพเจ้าได้หยิบยกมากล่าว

ยังคงเหลือความเป็นจริงสิ่งเดียวที่ถ่องแท้ในฮะดีษที่สอง ซึ่งมวลมุสลิมได้ลงมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ในการยอมรับ นั่นคือฮะดีษที่ว่าด้วย “คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และเชื้อสายของฉัน แห่งอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน” เพราะเหตุว่าฮะดีษนี้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ทุกประการได้ จนไม่มีความขัดแย้งใดๆ หลงเหลืออยู่ในการตีความหมายโองการหนึ่งๆ ในเมื่อเราได้นำโองการนั้นๆ ย้อนกลับไปพิจารณายังอะฮฺลุลบัยตฺ(อฺ)ที่เราถูกบัญชาให้ย้อนกลับไปหา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อเรารู้ว่าเขาเหล่านั้นคือ บุคคลที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ(ศ)แต่งตั้งให้เป็นผู้ทรงสิทธิ์ในเรื่องนี้ ไม่มีมุสลิมคนใดจะสงสัยในความสูงส่งทางวิชาการของพวกเขา และจะสงสัยในความสมถะ ความมีตักวาของพวกเขา เพราะพวกเขาคือบุคคลที่ล้ำหน้าในเกียรติยศทุกประการ แน่นอนที่สุด อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ได้ทรงขจัดความมลทินมัวหมองออกไปจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาพวกเขาอีกทั้งยังได้ให้พวกเขาเป็นทายาทสืบทอดมรดกทางวิชาการแห่งคัมภีร์

เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ขัดแย้งกับพระองค์ และไม่ขัดแย้งกันในเรื่องของคัมภีร์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะไม่พรากจากคัมภีร์ จนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ

ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ) กล่าวว่า “แท้จริง ฉันได้ละทิ้งคอลีฟะฮฺสองประการไว้ในหมู่พวกท่าน นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) อันเป็นสายเชือกที่เชื่อมโยงจากฟากฟ้าสู่แผ่นดิน และเชื้อสายของฉันแห่งอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน เพราะแท้จริงทั้งสองสิ่งนี้จะไม่แตกแยกจากกัน จนกระทั่งจะย้อนคืนกลับสู่ฉัน ณ อัล-เฮาฎ์”

แน่นอน ข้าพเจ้าจะอยู่กับผู้มีความสัตย์ ซึ่งจำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวในสิ่งที่เป็นสัจจะ ซึ่งการติเตียนใดๆ ในเรื่องนี้ไม่สามารถครอบงำข้าพเจ้าได้ เพราะเป้าหมายของข้าพเจ้าอยู่ที่ความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และความพึงพอใจในส่วนลึกของข้าพเจ้าเอง อันเป็นสิ่งที่มาก่อนความพึงพอใจของมนุษย์ที่มีต่อข้าพเจ้า เพราะว่ามีโองการว่า

“และพวกยิวนั้น และพวกนะศอรอนั้น จะไม่พึงพอใจต่อเจ้าเลยจนกว่า เจ้าจะปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา”